รายงาน : ปฏิรูปที่ดิน พายเรือในอ่างเพราะเหตุใด?

 

ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ พ...ทักษิณ ชินวัตร จะมีนโยบายการแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้นโยบายการลงทะเบียนคนจนที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไปจากสังคมไทยภายในปี 2552 จะดูสวยหรู สร้างความหวังให้กับประชาชนรากหญ้าว่านโยบายนี้จะทำให้คนจนหลุดพ้นจากวัฏจักรความยากจนเสียที


 

แต่ดูเหมือนว่านโยบายแก้ปัญหาความยากจนชุดนี้ก็มิได้มีสิ่งใดที่แตกต่างจากนโยบายแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาลที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรที่รัฐโหมโฆษณาว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้คนจนไร้ที่ดินได้อย่างเพียงพอ

 

เอาเข้าจริงพบว่านโยบายดังกล่าวมิได้แก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ที่ดินจำนวนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มทุน นักการเมือง เป็นต้น

 

ขณะที่กรณีดังกล่าวรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนในนโยบายด้านที่ดินในมาตรา 84 ว่ารัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม อีกทั้งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545-2549) ก็ระบุชัดเจนว่าให้คนยากจนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่าไม้ได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

 

นี่ยังไม่นับรวมกฎหมายปฏิรูปที่ดินที่มีเจตนารมณ์ลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินที่ปัจจุบันเจตนารมณ์นี้ยังไม่เคยปฏิบัติได้จริงแม้มีการประกาศใช้มานานถึง 30 ปีแล้วก็ตาม

 

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลให้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยร่วมกับองค์กรพันธมิตรได้จัดงาน "มหกรรมปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน" ขึ้น ในวันที่ 17-19 ..นี้ ณ ชุมชนบ้านโป่ง ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ซึ่งตัวแทนชาวบ้านจากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายป่าไม้ที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้ เครือข่ายสลัม 4 ภาค กลุ่มผู้ประสบภัยสึนามิ 6 จังหวัดภาคใต้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนที่สนใจเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

 

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันติดตามตรวจสอบนโยบายการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐ โดยเฉพาะปัญหาการถือครองที่ดินและนำเสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

 

ตัวแทนชาวบ้านจากองค์กรและเครือข่ายต่างๆที่เข้าร่วมงานดังกล่าวมีการเสนอปัญหาของแต่ละพื้นที่ พร้อมกับมีข้อเสนอในทางนโยบายว่ารัฐต้องกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินอย่างเพียงพอโดยการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสปก.อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันต้องเร่งออกกฎหมายการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าเพื่อ ส่วนพื้นที่ที่มีปัญหาและอยู่ระหว่างการแก้ไขก็ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

ขณะที่นายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา กล่าวว่า ทางออกของการแก้ปัญหาที่ดินในประเทศไทยมีอยู่ 3 ทางเลือก ประการแรกคือการจำกัดการถือครองที่ดิน ประการที่สองคือการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ประการสุดท้ายคือการปฏิรูปที่ดินโดยประชาชนเอง

 

"ผมมองว่าการปฏิรูปที่ดินด้วยตัวประชาชนเองเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะหากจะจำกัดการถือครองผ่านการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ดิน ซึ่งเราก็ไม่อาจคาดจากกลไกยกร่างกฎหมายของรัฐสภาได้เลย เนื่องจากนักการเมืองส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนที่มีที่ดินเป็นจำนวนมาก ครั้นประชาชนจะรวมตัวกันเสนอกฎหมายก็เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น ดังเช่น กรณีร่างกฎหมายป่าชุมชน"

 

นายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตามภาคประชาชนก็ต้องจับตามองนโยบายการจัดการทรัพยากรต่างๆ ต่อไป เพราะในเร็วนี้จะมีการเสนอกฎหมายเพื่อเปลี่ยนที่ดินสปก.4-01 ให้กลายเป็นโฉนดทั้งหมด ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจดีใจ แต่นายทุนจะดีใจมากกว่า

 

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินได้กระจายตัวไปทั่วประเทศ เช่นเดียวกับ ลุ่มน้ำ ป่า แร่ธาตุ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของคน

 

"จากประสบการณ์ในรัฐสภากว่า 5ปีเศษ พบว่ากลไกของรัฐสภาหรือทำเนียบรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาของชาวบ้านได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังเตรียมผลิตกฎหมายต่างๆ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าเสรี ฯลฯ ที่จะเอื้ออำนวยให้ทุนต่างชาติเข้ามาฉกฉวยทรัพยการกของชาติ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องต่อสู่จึงไม่ใช่ระบบราชการ อำนาจรัฐ หรืออำนาจของทุนท้องถิ่น แต่เป็นทุนผูกขาดระดับชาติ ที่จะเข้าไปซื้อข้าราชการระดับสูง องค์กรอิสระ และดึงทุนต่างชาติเข้ามาเพื่อเปลี่ยนทุกทรัพยากรทุกอย่างให้กลายเป็นสินค้า"

 

นพ.นิรันดร์ กล่าวในตอนท้ายว่า การจะแก้ปัญหาที่ดิน และปัญหาทรัพยากรต่างๆ ได้นั้นต้องทำให้คนในชาติรับรู้ เท่าทันระบบของทุนผูกขาด ทุนต่างชาติ สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการดื้อแพ่ง และใช้สิทธิของชุมชนท้องถิ่นเข้าไปจัดการ และทำให้กระบวนการยุติธรรมเข้าใจ โดยต้องทำให้ที่ดินเป็นทุนทางสังคม และอย่าไปหลงเชื่อนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ที่จะเปิดทางให้รัฐบาลเข้ามากำหนดวิถีชีวิต ที่ดิน ลุ่มน้ำ ป่าเขาของเราทั้งหมด

 

นายไพโรจน์ พลเพชร ผู้จัดการสมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ดินที่รัฐนำมาจัดสรรให้คนจนไร้ที่ดินที่ลงทะเบียนคนจนนั้น ที่ดินที่นำมาจัดสรรล้วนเป็นที่ดินของรัฐ ขณะที่ที่ดินเอกชนซึ่งรัฐสามารถนำมาจัดสรรให้ชาวบ้านได้แต่กลับไม่มีการดำเนินการในที่ดินส่วนนี้แม้แต่น้อย ดังนั้นหากจะนำเฉพาะที่ดินของรัฐมาจัดสรรให้คนจนไร้ที่ดินตนเห็นว่าจะแก้ปัญหาคนไร้ที่ดินไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะที่ดินมีอยู่น้อยแต่คนไร้ที่ดินมีมาก

 

นายไพโรจน์ เสนอทางออกต่อปัญหาดังกล่าวว่า การดำเนินการจัดสรรที่ดินให้คนจนไร้ที่ดินนั้น สปก.ต้องเน้นนำที่ดินเอกชนที่มีเป็นจำนวนมากโดยการซื้อหรือเช่าซื้อซึ่งตนเห็นว่ารัฐมีศักยภาพในการซื้อมาจัดสรรให้คนจนไร้ที่ดินได้ แต่ที่ผ่านมากรณีดังกล่าวไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดดำเนินการส่งผลให้ปัญหานี้หมักหมมมานาน

 

ผู้จัดการสมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวอีกว่า กรณีของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ(ศตจ.)ซึ่งรับผิดชอบแก้ปัญหาการลงทะเบียนคนจนก็เช่นเดียวกัน ตนเห็นว่าปัจจุบันปัญหาคนจนไร้ที่ดินในบางพื้นที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้เลย อย่างเช่น กรณีการปฏิรูปที่ดินนำร่อง 27 พื้นที่ในจ.เชียงใหม่และลำพูน ซึ่งมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนอยู่แล้ว เหลือเพียงการลงมือทำเท่านั้น

 

ดังนั้น หาก ศตจ.สามารถปฏิรูปที่ดินนำร่องในพื้นที่ทั้ง 27 จุดซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นแบบได้ก็จะแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆได้เช่นกัน และที่สำคัญการดำเนินการต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย หากทำได้ก็จะแก้ปัญหาระยะยาวและจะส่งผลไปยังการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการถือครองที่ดินด้วย

 

นายสถิตย์พงศ์ สุดชูเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) กล่าวว่า กฎหมายสปก.เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้สังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน แม้กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2518 แต่ถึงปัจจุบันจะเห็นว่ามิได้ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินแม้แต่น้อย

 

นายสถิตย์พงศ์ อธิบายว่า งานของสปก.นั้นหลักๆมี 2 ด้านคือการจัดที่ดินให้แก่คนยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองโดยใช้วิธีการซื้อหรือเวนคืนจากคนที่มีที่ดินมากเกินสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดคือเกิน 50 ไร่ในเขตที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนด ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการรับรองสิทธิ์ให้คนที่ถือครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

"จากการสำรวจพบว่าตั้งแต่ปี 2518 ถึงปัจจุบันมีการถือครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรเป็นเนื้อที่มากกว่า 40 ล้านไร่ ดังนั้นกรณีปัญหาดังกล่าวสปก.จึงต้องมีการรับรองสิทธิ์ให้คนเหล่านี้โดยการรังวัดแล้วให้มีการเข้าทำประโยชน์ในรูปแบบสปก.4-01 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 25 ล้านไร่" นายสถิตย์พงศ์ กล่าว

 

นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผอ.สำนักจัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน เผยว่า ผลจากการลงทะเบียนคนจนที่ผ่านมาพบว่าชาวบ้านกว่า 2 ล้านรายไม่มีที่ดินทำกิน แต่จากการตรวจสอบชาวบ้านจำนวนนี้อย่างชัดเจนพบว่าคนที่ไม่มีที่ดินทำกินจริงๆนั้นมีแค่ 8 แสนกว่ารายเท่านั้น เพราะเดิมที่มาลงทะเบียน 2 ล้านรายนั้นพบว่าส่วนหนึ่งมีอาชีพอื่นทำด้วย ดังนั้นคนส่วนนี้เราจำเป็นต้องตัดออกไปก่อนให้เหลือเฉพาะคนที่ทำการเกษตรอย่างเดียวและไม่มีที่ดินเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามจำนวนที่ตรวจสอบใหม่ที่มี 8 แสนกว่ารายนั้นต้องตรวจสอบอย่างชัดเจนอีกครั้ง

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าจำนวนผู้ไร้ที่ดินทำกินจะลดจาก 2 ล้านรายเหลือ 8 แสนรายแต่ข้อเท็จจริงที่พบคือปัจจุบันรัฐมีที่ดินในมือที่สามารถจัดสรรให้คนจนเหล่านี้ได้แค่แสนกว่าไร่เท่านั้น ยังขาดที่ดินอีกมากที่จะนำมาจัดสรรให้คนจนไร้ที่ดินที่ลงทะเบียนคนจนได้อย่างเพียงพอ

 

"เรื่องนี้ทางกรมที่ดินพยายามประสานกับหน่วยงานต่างๆเพื่อร่วมแก้ปัญหา เช่น กรมธนารักษ์ที่มีราชพัสดุที่ให้ราชการเช่าปัจจุบันมีกว่า 8 ล้านไร่หากมีการเรียกคืน 10%ก็จะได้ที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 8 แสนไร่ หรือทางกรมป่าไม้ที่ให้เอกชนเช่าพื้นที่ก็อาจเรียกคืนสัก 1 แสนไร่ และยังรวมไปถึงที่ดินอื่นๆ เช่น ที่ดินบริเวณสองข้างทางหลวง หรือที่สองข้างทางรถไฟซึ่งต้องหารือกันอีกที หากสามารถดำเนินการตามนี้ได้ก็จะมีที่ดินที่เพียงพอต่อการจัดสรรให้คนจนไร้ที่ดินจำนวน 8 แสนรายนี้ได้" นายชัยวัฒน์ กล่าว.

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์