ปาฐกถา ประเวศ วะสี : "การจัดการความรู้" กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์


 



 


ปาฐกถาพิเศษ "การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปล่อย มนุษย์ สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และความสุข"


โดย ศ.นพ.ประเวศ  วะสี


ในงาน มหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ  ครั้งที่ 2


จัดโดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)


ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์  วัน ที่ 1-2  ธันวาคม 2548


.........................................


           


กระบวนการจัดการความรู้ที่ได้เห็นอยู่ในขณะนี้ เป็นการปฎิวัติเงียบ ความรุนแรง การใช้ความรุนแรงบ่อยๆครั้ง หรือเกือบทั้งหมดไม่ใช่การปฎิวัติความรุนแรง แต่การปฏิวัตินั้นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เปลี่ยนคุณค่าใหม่ ซึ่งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นของการจัดการความรู้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าได้มีการนำไปสู่ความคิดใหม่ การเปลี่ยนคุณค่าใหม่ๆ ที่สำคัญนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างลึกซึ้ง(tranformation) ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขององค์กรและสังคม เราได้เห็นแล้วว่ากระบวนการใช้กฎหมายต่างไม่นำไปสู่ transformation เพราะขาดการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดลึกซึ่งเป็นเพียงกลไกลที่นำไปสู่กลโกง ไปสู่อะไรต่างๆ ต่างปัจจุบันตามที่ท่านเห็นการจัดการความรู้เข้าไปสู่การผลักจิตสำนึกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองอย่าลึกซึ้ง นำไปสู่การปลดปล่อย นำไปสู่การมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดี   


 


สังคมปัจจุบันเชื่อมโยงกันจนหมดทุกมิติ  ข้อมูลข่าวสารตัวประชากรจะมีมากขึ้น  มีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน ระบบการเมืองที่เชื่อมโยงกัน  สามารถเคลื่อนไหวไปรอบโลกได้ด้วยความเร็วของแสงต่างๆเหล่านี้เกิดเป็นระบบที่ซับซ้อนที่จัดยาก ไม่รู้เลยว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรูเมื่อก่อนรู้ไปหมดถ้ารู้ว่าใครเป็นศัตรูก็มีหนทางที่จะต่อสู้ได้แต่ในเชิงของซับซ้อนเราไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงเกิดเป็นปัญหาทางโครงสร้าง


 


เมื่อตอนคุณชวนเป็นนายกก็ประกาศว่า อยากแก้ปัญหาโสเภณีเด็กก็แก้ไม่ได้เพราะมันอยู่ในโครงสร้างที่ซับซ้อนมาก ประธานาธิบดีคลินตัน หาเสียง อยากปฏิรูประบบบริการสุขภาพของอเมริกันซึ่งมันเลวร้ายมาก มีปัญหาเยอะก็ทำไม่ได้เลยเป็นเพรสสิเดนท์มีคนมีความสามารถเยอะก็ทำไม่สำเร็จ


 


ที่ฟิลิบปินส์ได้มีการปฏิวัติไล่มากอสออกไปโดยคณะร่วมปฏิวัติประชาชน เอาอาคิโนขึ้นมาเป็นเพรสิเดนท์ คนมีกำลังใจกันมากว่านี่แหละเป็นโอกาสของคนฟิลิปปินส์แล้วที่จะแก้ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่น ความยากจน ความอยุติธรรม  ในสังคม เดี๋ยวนี้ฟิลิปปินส์ก็ดิ่งลงต่ำมากขึ้นเพราะติดอยู่ในโครงสร้างที่ซับซ้อนยากต่อการเข้าใจอันนี้คือกฎแห่งความทุกข์ความบีบคั้นตนเองขนาดหนัก ถึงแม้ว่าเรามีสมอง ที่มีศักยภาพสูง แต่ถ้าเราถูกอะไรทันกดทับเราอยู่นั้น ทำให้วิ่งการที่คนเราอยากทำอะไรดีดี อยากแก้ปัญหา อยากช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร  ก็ได้รู้สึกหมดหวัง มาอยู่ในจิตใจของผู้คน เรามาดูว่าสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ทางสังคมเป็นอย่างไร เราป่วยกันหมดทั้งโครงสร้าง


 


จะเห็นว่าเราจะถูกชักอยู่ในโครงสร้างของชุมชนต่างๆ องค์กร  การเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ และการศาสนา ทั้งหมดนี้เป็นโครงสร้างทางดิ่ง โครงสร้างทางดิ่งหมายถึง  เน้นการใช้กฎหมายกฏระเบียบ และการบริหารสั่งการ จากเบื้องบนลงล่าง  ในองค์กรแผ่นดินที่มีความสำคัญ มีโครงสร้างทางดิ่งมากไป คนมีอำนาจก็ใช้อำนาจก็เรียนรู้การใช้อำนาจมากไปคนที่ไม่มีอำนาจเขาก็ไม่อยากให้เรียนรู้เขาอยากจะสั่งมากกว่า 


 


อย่างสภาพเมืองไทยขณะนี้หรือในต่างประเทศ คนๆเดียวอยากจะสั่งคนทั้งหมด ข้าหาหญ้าให้เอ็งกินเองไม่ต้องคิดมาก คนติดอยู่ในโครงสร้างแบบนี้  เช่น มหาวิทยาลัย  การบริหารมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นการบริหารกฏระเบียบมากกว่าการบริหารวิชาการ   เราไม่กล้าที่จะก้าวข้ามวิชาชีพ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยก็มีกำลังน้อย  และมีโครงสร้างแบบนี้คนจะขัดแย้งกัน คนจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน มีการเกลียดกันมีการแกล้งกัน มีการเก็บข้อมูลไว้ทำร้ายกัน  มีการวิ่งเต้นเส้นสาย พยายามที่จะหาอำนาจ ที่เหนือกว่า


 


ขณะที่อำนาจทุนมหึมา ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบโลกมีอยู่จำนวนมาก  มีการกำหนดบทบาทหรือแม้กระทั่งการควบคุมสื่อ วิทยุโทรทัศน์  หรือแม้กระทั่งกำหนดให้คนกินผัก 3 ชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว  ซึ่งเป็นผักต้นเตี้ย ซึ่งทำลายความเป็นป่า ซึ่งถือว่าอำนาจทุนมหึมานั้นมีจำนวนมากขึ้นในสังคมสำหรับทุนกับการเมือง ก็พยายามเข้ามาในกลุ่มสื่อมวลชนปิดหูปิดตาสื่อทำให้เกิดความเครียดต่างๆขึ้นในสังคม ซึ่งคนไทยจะติดอยู่ในโครงสร้างทุนมหึมาโดยไม่รู้ตัว และครอบงำผู้คนอยู่ทั้งโลกในเวลานี้


 


ทางออกที่ดีคือ เราคงต้องกลับไปสู่ศีลธรรมพื้นฐานของสังคม คือการเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นคนของคนทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน ถ้าสังคมไม่มีศีลธรรมพื้นฐานแล้วการพัฒนาด้านต่างๆจะบิดเบี้ยว สิ่งที่มีคุณค่าต่างๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก ความเป็นธรรมทางสังคม จะไม่มีหากขาดศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคน


 


แม้กระทั่งหมอ หากไม่รู้ตัวเอง ก็ไม่ได้เคารพคนไข้ ฉะนั้นหมอก็ไม่ค่อยฟังคนไข้ หรืออาจฟังแต่ไม่ได้ยิน แต่หากเคารพคนไข้ทุกคน เห็นทุกคนมีศักดิ์ศรีความมีคุณค่าในตัวเอง จึงจะสามารถฟังคนไข้ได้


 


ดังนั้น ที่เราขาดศีลธรรมพื้นฐาน ประชาธิปไตย มันก็เป็นพียงกลไกเท่านั้น มันไม่ได้อยู่ในศีลธรรม เมื่อมันเป็นกลไก ก็กลับเป็นกลโกงได้อย่างที่เราเห็น ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะต้องอยู่บนศีลธรรมพื้นฐาน  ดังนั้นเรื่องศีลธรรม สิทธิสตรี สิทธิเด็ก การพัฒนาที่เคารพคนอื่น ต้องมีความเป็นธรรมในสังคม  ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก หากสังคมมีความเป็นธรรม คนจะเรียกว่าชาติ เรียกว่าส่วนรวม และอยากจะรักษาระบบนั้นไว้


 


ตรงนี้เองฟังดูเหมือนเป็นเรื่องยากมากที่เราจะทำได้ เพราะระบบเท่าที่ผมมีความรู้สึกมานาน ผมเป็นคนบ้านนอกอยู่ริมเขา มีแม่น้ำ แต่พอมาเข้าโรงเรียน มีความรู้สึกว่าความที่เราต้องเรียนจะรู้สึกโดยอัตโนมัติ ว่าโรงเรียนของเรามีเกียรติ ชาวบ้านไม่มีเกียรติ  เพราะเด็กท้องไร่ท้องนาบ้านนอกที่เข้าโรงเรียนแล้วไม่กล้าไปเดินกับพ่อแม่ก็มี เพราะมีความรู้สึกว่าชาวบ้านไม่มีเกียรติ  


 


ระบบการศึกษาของเราทั้งหมดตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่ทำลายศีลธรรมพื้นฐานของสังคม ศีลธรรมในที่นี้คือความเคารพ ศักดิ์ศรีของคนโดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน  หลายปีมาแล้วผมไปเยี่ยมโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โรงเรียนวัดพนัญเชิง ซึ่งให้นักเรียนเรียนรู้จากชาวบ้าน เรียนจากชาวสวน เรียนจากคนขายของชำ  เรียนจากช่างเสริมสวย ซึ่งคนเหล่านั้นไม่เคยมีนักเรียนมาเรียนด้วย เมื่อมีนักเรียนมาเรียนรู้จากเขา เขาจะรู้สึกมีเกียรติขึ้นทันที เดิมชาวบ้านไม่เคยมีเกียรติเลย  มีศักดิ์ศรีขึ้นและเขาสามารถสอนได้จริงๆ ซึ่งความรู้ที่สอนก็เป็นความรู้ในตัวจากประสบการณ์ตรง  


 


แต่ครูไม่สามารถสอนในรูปแบบนี้ได้เพราะครูสอนไม่เป็น แต่ชาวบ้านสามารถสอนได้ เพราะมันมาจากความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน แต่นั่น การที่ครูจะสอนจากประสบการณ์ตรงเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ก็มีวิธีง่ายๆนิดเดียวคือ การสอนศีลธรรมพื้นฐานให้กับเด็ก พร้อมกับจัดประเภทของความรู้ในตัวคนให้ด้วย  เพราะเราแบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน กับความรู้ที่อยู่ในตำรา ทั้งสองอย่างมีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ แต่ต้องวางความสัมพันธ์ให้ถูกต้องที่ผ่านมาเราวางความสัมพันธ์ไม่ถูกต้อง


 


เพราะความรู้ที่อยู่ในตัวคนได้จากประสบการณ์ ได้จากการทำงาน  เช่น  เราใช้ตำราทำกับข้าวเล่มเดียวกัน เราก็จะได้สูตรเหมือนๆกัน แต่เคล็ดลับความรู้ของแต่  ละคนที่อยู่ในตัวก็อาจทำให้รสชาติอาหารแตกต่างกันไป ซึ่งนั่นเป็นความรู้ในตัวคน ดังนั้นครูที่ดีที่สุดของเราคือแม่ โดยไม่คำนึงถึงว่าเราจะเข้าเรียนปริญญาตรี โท เอกหรือเปล่า  แม่ของอาจารย์ป๋วยไม่เคยเข้าโรงเรียน โยมแม่พระธรรมปิฏกก็ไม่เคยเข้าโรงเรียน อาจารย์เจิมศักดิ์ทำหนังสืองานศพแม่ เรื่องสิ่งที่แม่สอนไว้ และบอกว่า แม่เป็นชาวบ้านที่อ่างทองที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย  แต่แม่สอนเรื่องดีดีไว้เยอะแยะมากมาย แม่สอนได้เพราะแม่มีความรู้ในตัว ที่ได้มาจากประสบการณ์การทำงาน  


 


หากเราจะเอาความรู้ที่อยู่ในตัวคนเป็นฐาน ความรู้ในตำรามาประกอบ มาปรับแต่งมาต่อยอด ก็จะเป็นการจัดความสัมพันธ์ของความรู้ที่ส่งเสริมทุกคน เพราะถ้าเราถือความสำคัญของความรู้ของคน คนทุกคนจะกลายเป็นคนมีศักดิ์ศรี  มีเกียรติ แต่ถ้าเราเอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ เหมือนชาวบ้านไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี  เพราะมีคนจำนวนน้อย ที่จะรู้คล่องแคล่วในตำรา จริงๆแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ไม่คล่องแคล่วด้วยซ้ำไป ครูส่วนใหญ่ก็สอนเป็นนกแก้วนกขุนทอง แบบท่องจำเอาเพราะมันยาก  มันกลายเป็นเหมือนระบบพราหมณ์ที่มีพราหมณ์บางคนเท่านั้นที่ท่องคัมภีร์สรรเสริญเทพได้  ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ประจักษ์ชน  ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นpublic knowledge  ที่ทุกคนสามารถเสพความรู้ได้  ร่วมสร้างและร่วมพิสูจน์ได้ 


 


ฉะนั้นเราไม่ควรปฏิเสธความรู้ทั้งสองด้าน แต่เราควรจัดความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงให้เหมาะสม  ซึ่งจะทำให้เกิด ผลในแง่บวกต่อสังคมได้ เพราะฉะนั้นการจัดการความรู้คือรูปธรรมของการเคารพความรู้ที่มีในตัวคน ฉะนั้นการจัดการความรู้ก็คือศีลธรรม เป็นศีลธรรมพื้นฐานที่เราควรจะส่งเสริม ให้คนทุกคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง แต่หากเราเอาความรู้ในตำราเป็นฐาน คนจะขาดความมั่นใจ ซึ่งจุดนี้เอง จะเป็นพลังทางศีลธรรม ที่จะเข้ามาปลดปล่อย มนุษย์สู่ ศักยภาพ เสรีภาพและความสุข


 


การศึกษาปัจจุบันนี้  ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นคนไม่เก่ง มีคนอยู่ไม่กี่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนเก่งเพราะว่าท่องสูตรเก่ง ตอบเก่ง ได้คะแนนสูง ก็เป็นคนเก่ง นอกนั้นเป็นคนไม่เก่ง แต่อันที่จริงแล้วต้องถือว่าทุกคนมีความเก่งแต่จะเก่งในคนละด้านที่ต่างกันไป สมมติว่าเราลองทำmaping ดูว่าคนทั้งตำบล เขาเก่งเรื่องอะไรกันบ้าง เราก็จะได้เห็นศักยภาพในตัวคน ทุกคนจะแข่งกันทำความดีและจะทำต่อไป  หากเราอยากรู้อะไร เราก็สามารถกดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ ดูว่ามีใครเก่งเรื่องอะไรบ้าง


 


อย่างเช่น ครูบาสุทธินันท์ อยู่ อำเภอสะตึก ท่านเก่งเรื่องดิน หรือแม่ทองดีทำอะไรเก่ง เราก็จะรู้กันหมดทั้งประเทศ จะเกิดแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ  ตัวอย่างเช่น อาจารย์<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />ประภาภัทร นิยม  เข้าไปทำเรื่องแผนที่คนดี ที่เกาะลันตาจังหวัดกระบี่ เมื่อทำแล้วชาวบ้านเกิดความปีติยินดี ชาวบ้านสามารถเป็นครู ให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้ และรู้สึกว่าตนเองมีเกียรติ  


 


จริงๆแล้วผมเคยพูดกับนายกทักษิณ  ท่านนายกฯ น่าจะจัดงบประมาณเพิ่มให้สกว. ปีละพันล้าน และให้สกว.ไปสนับสนุนมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษาไปทำ maping ของคนในพื้นที่  ท่านก็ตอบว่า ท่านเข้าใจดีเหมือนเป็นการทำGIS เรื่องคน แต่ท่านก็คงยุ่งและลืมเรื่องนี้ไปแล้ว


 


คุณธรรมและศีลธรรม 8 ประการ  เราเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี แต่การจัดการความรู้ช่วยไปเสริมกระบวนการธรรมชาติ ให้มีการเรียนรู้มีการแลกเปลี่ยน มีการงอกงามไปตามธรรมชาติ  ,มีการหยั่งลึก มีการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะทำให้เรารู้ความหมายภายในของคนคนนั้น แต่ถ้าเป็นการฟังแบบตื้นๆ จะเป็นการรู้แบบ " รู้เปรี้ยง ทำเปรี้ยง" อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันในสังคม  เป็นอารมณ์ เป็นเหยื่อของกิเลสเข้ามาก็ดี  ซึ่งคนเยอรมัน  ได้สร้างทฤษฎีตัวยู  คือ การได้รับรู้อะไรมาอย่าเพิ่งตัดสิน ให้แขวนความรู้นั้นไว้ก่อน และนำมาพินิจพิจารณา  สงบและมีสติ แล้วก็จะเกิดปัญญา


 


เมื่อเราเกิดปัญญาแล้วจะสามารถเชื่อมโยง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทำให้เห็นอนาคตและกลับไปพิจารณาอดีตปัจจุบันด้วยกระบวนการทางปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า ใครพูดอะไรอย่าเพิ่งรับ อย่าเพิ่งปฏิเสธ ให้แขวนไว้ก่อน  หรือ พิจารณาอย่างลึกซึ้ง  มีสติก็จะทำให้ปัญญาเกิดขึ้น  ซึ่งเป็นวิธีการทางบวกที่เรามองความสำเร็จ ทำให้เกิดพลังเพิ่มขึ้น และไม่เริ่มต้นจากความทุกข์  เมื่อเราพูดว่าทุกข์มากความทุกข์ก็จะท่วม แล้วเกิดการทะเลาะกัน ,


 


เจริญธรรมมะ 4 ประการ คือการเรียนรู้ร่วมกันที่เรียกว่า interactive learning แต่ตามปกติมนุษย์จะไม่เรียนรู้ร่วมกัน มีการเกลียดกันบ้าง  ดังนั้นการที่จะเรียนรู้ร่วมกัน ต้องมีความเอื้ออาทรต่อกัน เปิดเผยต่อกัน  มีความจริงใจต่อกันและ มีความไว้วางใจกันได้ ซึ่งจะมีความสุขมโหฬาร ซึ่งการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ถือเป็นหัวใจของการจัดการความรู้ , ถักทอไปสู่โครงสร้างใหม่ขององค์กรและสังคม มีทั้งแบบใช้อำนาจและแบบตัวใครตัวมัน แต่การจัดการความรู้ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างคนกับคน คนกับกลุ่มคน กลุ่มคนกับกลุ่มคน ซึ่งจะทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ขึ้น ในองค์กรและสังคม ,


 


การเจริญสติในการกระทำหรือการรู้ตัว การทำอะไร และฟังอย่างเงียบนิ่ง จะเป็นการเจริญสติ เมื่อเข้าใจละปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เป็นการเจริญสติ ซึ่งพระพุทธเจ้า เรียกว่า  เอกะมรรคโค  เป็นธรรมอันเอก และถ้าใครเจริญสติ ก็จะรู้ว่ามันมีประโยชน์มากมาย ทุกๆประการเพราะฉะนั้นประชาคมจัดการความรู้ ควรจะสนใจตรงนี้ว่าควรจะเจริญสติในการทำงาน


 


หากเราพูดถึงเสรีภาพของระบบ มักจะพูดถึงเสรีภาพของบุคคล  พูดถึงบุคคลกับจิตก็ต้องมีระบบอีก  เหมือนรถยนต์ถ้าส่วนต่างๆ มีเสรีภาพ มันก็ไม่มีเสรีภาพของรถยนต์  ฉะนั้นทุกส่วนต้องเชื่อมโยงกันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ระบบทั้งหมดมีเสรีภาพและรถพุ่งไปได้ฉิว   ฉะนั้นหากเราไม่ระวัง เราจะไปติดในเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดการตีตราดังนั้นกระบวนการจัดการความรู้เราควรจะมองทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน  ขณะที่การพัฒนาในโลกนี้ก็พัฒนาแบบแยกส่วนกัน ดังนั้นจะต้องครบและเชื่อมโยงกัน บูรณาการ มีทั้งทางกายทางจิต วัตถุ สังคมและปัญญา


 


เราพัฒนาวัตถุไปอย่างที่เราเห็น ขาดการพัฒนาทางจิตทางสังคม ทางปัญญา ซึ่งด้านร่างกายและวัตถุก็จะมีเรื่องสุขภาพและทักษะ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม  มีการเคารพคนอื่น มีเมตตา มีความมั่นใจ มีสติ เรื่องสังคมและการดูแลศีลธรรมพื้นฐาน ร่วมคิดร่วมทำและการปรับโครงสร้างทางสังคมแนวดิ่ง สู่เครือข่าย ไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันด้วยสันติ มีการนึกถึงคนอื่นการเข้าถึงธรรมชาติที่ไม่ใช้อำนาจ  ใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ  นำทั้งหมดมาบูรณาการจัดการความรู้  เพราะทุกวันนี้เราไม่มีแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การศึกษาการวิจัย เราทำกันอย่างแยกส่วน   


 


จึงกล่าวได้ว่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการปลดปล่อยมนุษย์ ไปสู่ศักยภาพ เสรีภาพและความสุข และไปสู่การยกระดับ ไปสู่จิตสำนึกใหม่ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (tranformation) ที่นับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ร่วมกันได้

เด็กไท

อาจารย์หมอ คิดดีครับ
แต่พูดไม่รู้เรื่อง
เพราะเป็นนามธรรม พูดอีกก็ถูกอีก
แต่ทำในโลกความเป็นจริงได้ยาก

ก็จะมีทำได้บ้างในกลุ่มสถานการณ์บางกลุ่ม บางเวลา

ด้วยจิตคารวะ

คนธรรมดา

ในงานสัมมนา ในภาคเช้า คุณหมอ บรรยาย ในห้องรวม ส่วนภาคบ่าย มีการแยกเป็นกลุ่ม กลุ่มเอกชน กล่มประชาสังคม กลุ่มข้าราชการ การสัมนาในกลุ่ม ก็คงมีการช่วย สงเคราะห์ความคิด ที่คุณหมอนำเสนอ ให้เป็น รูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งคุณหมอ ท่านเอง ก็พยายามเสนอ บุคคล ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ซึ่งท่านเองก็สัมพันธ์ไม่โดยตรง ก็โดยอ้อม กับงานขององค์กรเอกชน งานขององค์กรชุมชน ในพื้นที่
ในการบรรยายต่อผู้สัมมนา ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นนักการศึกษา ต่างเข้าใจได้ไม่ยากนัก ว่าคุณหมอเสนออะไร แต่เมื่อมาเรียบเรียงเป็นตัวอักษร ก็คงต้องอ่านทานจับความให้เห็นเจตนา แต่จะให้กลุ่มเป้าหมายในสังคมเข้าใจ คงจำเป็นที่ ฝ่ายปฏิบัติการ จะต้อง ลงไปในพื้นที่ ประยุกต์สิ่งที่ รับฟังมาในการสัมมนา ย่อยข้อมูล ให้เหมะสม กับสภาพของแต่ละท้องถิ่น หรือ สภาพ ปัญหาที่แต่ละประเภท
คุณหมอท่าน มีความปราถนาที่จะให้สังคม ใฝ่ดี คนดี ต้องเป็นที่ยอมรับ แต่ที่เราพบเห็นกันทุกวันนี้ อาจจะเห็นเป็นภาพตรงกันข้าม
ขอเชิญหลายๆท่านลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว ที่มีรูปแบบการเรียนการสอน กัน ของคนเดินดินกินข้าวแกง และ สรุปบทเรียนเล็กๆนั้น ท่านก็จะรู้สึกเริ่มเกิดความพอใจ ในตัวท่านเองได้ สิ่งที่จรรโลงบ้านเมือง อาจเป็นการสั่งสอนในครอบครัว อาจเป็นการสอนของแม่ค้า พ่อค้า หลงจู้สอนคนแบกข้าวสาร คนขับรถแท็กซี่ เล่าประสบการณ์ชีวิตให้ผู้โดยสารฟัง มอเตอร์ไซด์รับจ้างคุยกันเอง ครูบ้านนอกสอนเด็กบ้านนอก ล้วน เป็นสิ่งที่มีค่าทั้งสิ้นประเทศไทยเราถึงจะน่าอยู่ และน่าอยู่ยิ่งๆขึ้น

บุคลากร

เป็นบทความที่น่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการจัดการความรู้ในสังคม

คนเป็นครู

พูดอีกก็ถูกอีก เข้าใจที่ท่านว่าทุกอย่างเลยครับ แต่จะเอาไปทำยังไง

นคร

จะทำตามอาจารย์หมอได้ อย่าคิดทำใหญ่ครับ เริ่มทำแต่น้อยให้มั่นคง เริ่มที่ตัวเรา ครอบครัวเรา อะไรที่หยิบ ที่จับ ที่ใช้ ที่กิน ก็เป็นการเรียนรู้ทั้งนั้น เพียงแต่เราให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตของเราเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน การจัดการความรู้ และการเรียนรู้จึงเริ่มได้ เมื่อ เราแคร์(care)กับสิ่งเหล่านั้น แล้วเราจึงแชร์(share)เวลาของเราทุ่มเทให้กับมันเพื่อเรียนรู้ และในขณะเดียวกันก็ยินดีที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนด้วยครับ

ก้อนดิน

ขอขอบพระคุณ คุณหมอครับ ฟังคุณหมอทีไรแล้ว ได้ปัญญา ทุกครั้งไป ขอพระคุณครับ

คนจริง

อ่านแล้วรู้สึกภูมิใจคล้ายๆกับว่าได้ลงมือปฏิบัติไปบ้างแล้วกับเรื่องเล็กๆกับคนเล็กๆในหมู่บ้านเล็กๆ และก็เห็นความเก่งของแต่ละบุคคลจริงๆค่ะ

ลุงปิง

ได้ความรู้ ความคิด และแนวทางสู่การสร้างสรรค์

จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ?

ช่องว่างทางความคิดระหว่างคนในพื้นที่ กับ นักวิชาการ ยังต้องรอการร้อยรัดเพื่อแปรนามธรรมไปสู่รูปธรรม

ในขณะเดียวกันช่องว่างการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ กับ นักวิชาการ ก็ยังต้องรอการสานสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน

ที่เห็นเด่นชัดและเป็นกรณีเรียนรู้ได้อย่างดียิ่งในภาวะปัจจุบันนั่นคือ นักวิชาการที่ระดมกันไปแก้ปัญหาภาคใต้ คงเรียนรู้ว่าการเป็นนักปฏิบัติงานกับนักวิชาการนั้นมีช่องว่างอยู่เสมอ

ขัดใจ

สมกับเป็นเด็กไท คงเป็นเด็กไทยุคเหลี่ยม ถึงได้มึน เข้าใจอะไรย๊ากส

nut

อินี่ควาย[emo1.gif][emo2.gif][emo3.gif][emo4.gif][emo5.gif][emo6.gif][emo8.gif][emo9.gif][emo11.gif][emo13.gif][emo16.gif][emo17.gif][emo18.gif][emo14.gif][emo10.gif][emo7.gif][emo12.gif][emo4.gif][emo5.gif][emo9.gif][emo10.gif][emo15.gif][emo17.gif][emo19.gif][emo20.gif][emo21.gif][emo22.gif][emo23.gif][emo24.gif][emo25.gif][emo26.gif][emo27.gif][emo28.gif][emo29.gif]

Wipa

IIFWP 217/2549
5 กันยายน 2549

เรื่อง ขอความร่วมมือส่งตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมโครงการเดินรณรงค์วันแห่งสันติภาพสากล ( International Day of Peace)
สิ่งที่ส่งมาด้วย 1. โครงการฯ 2. กำหนดการ 3. แบบตอบรับการเข้าร่วม

สหพันธ์นานาชาติและศาสนาเพื่อสันติภาพโลก ( ประเทศไทย ) (Interreligious and International Federation for World Peace –Thailand ) สหพันธ์สันติภาพสากล (Universal Peace Federation) ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งหวังที่จะเห็นความรักความสมัครสมานสามัคคีในบรรดาประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนาสีผิวเผ่าพันธุ์และภาษา อันจะนำมาซึ่งสันติภาพโลกที่จะเกิดขึ้นอย่างถาวร สหพันธ์ฯ มีเครือข่าย 185 ประเทศ ทั่วโลก ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆโดยมีผู้นำของแต่ละศาสนาทำงานร่วมกันเพื่อความปรองดองและสันติของชุมชนและสังคมโลก
ตามที่ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันอังคารที่ 3 เดือนกันยายน ของทุกปีเป็นวันสันติภาพสากล เพื่อรำลึกถึงวันสันติภาพที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกและส่งเสริมให้ทุกศาสนาได้ร่วมมือร่วมใจกัน สร้างความเข้าใจ กลมเกลียว ในมวลมนุษยชาติ สหพันธ์นานาชาติและศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ประเทศไทย) สหพันธ์สันติภาพสากล ร่วมกับองค์การสหประชาชาติ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาและสันติ และ Service For Peace (ประเทศไทย) ได้จัดการเดินรณรงค์เนื่องในวันสันติภาพสากล “Peace for the Nation Peace for the world ” ขึ้น ในวันที่ 21 กันยายน 2549 เวลา 14.00-19.30 น. โดยพิธีเปิด ณ บริเวณโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ และเคลื่อนขบวนไปตามถนนราชดำเนิน โดยขบวนจะสิ้นสุดบริเวณลานศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยเชิญผู้แทนองค์กรทางศาสนา เยาวชน นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป สื่อมวลชน และหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 5,000 คน เข้าร่วมการเดินรณรงค์ในครั้งนี้
ในการนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ เล็งเห็นว่าท่าน/หน่วยงานของท่านเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญในการสนับสนุนช่วยเหลือสังคม มีส่วนสำคัญที่จะช่วยร่วมรณรงค์อันจะส่งผลให้เกิดสันติภาพอันถาวรต่อไป จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านหรือผู้แทนเข้าร่วมในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว
(กรุณาส่งแบบตอบรับภายในวันที่ 14 กันยายน ศกนี้ จักขอบคุณยิ่ง)
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

(ศาสตราจารย์เกียรติคุณประดิษฐ์ เจริญไทยทวี)
ประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาและสันติ
ประธานสหพันธ์นานาชาติและศาสนาเพื่อสันติภาพโลก(ประเทศไทย )
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ฝ่ายประสานงาน :โทรศัพท์ / โทรสาร. 02-412-7457
ปรัชญา นาคจรูญ 09-696-1068 ,พรพรรณ สุนทอง 01-622-0929 ,วิภา รัตนมณีฉายา 05-128-6861

กำหนดการ
การเดินรณรงค์วันแห่งสันติภาพสากล
“Peace for the Nation Peace for the World”
วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน 2549
เวลา 14.00-19.30 น.
(ฉบับร่าง)

เวลา รายการ หมายเหตุ
14:00 รวมพลบริเวณโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ ลงทะเบียนผู้เข้าร่วม
15:00 พิธีกรกล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วม ชี้แจงตารางเวลา
15:30 จัดรูปขบวน
16:00 ผู้แทน เยาวชน กล่าวปราศรัย “ Peace for The Nation Peace for The World (เยาวชนกับการสร้างสันติภาพในประเทศ และสันติภาพโลก)”
16:30 ประธานกล่าวเปิดงานรณรงค์ “ เยาวชนกับการสร้างสันติภาพ”
16:40 เริ่มเคลื่อนขบวนจากวัดมกุฎกษัตริย์ ผ่านถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปถึงที่หมาย ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
18:00 กล่าวต้อนรับ โดย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
18:10 ผู้แทนจากศาสนาต่างๆกล่าวสุนทรพจน์ เนื่องในวัน “สันติภาพสากล”
18:20 ผู้แทน จาก UNESCAPE และ IIFWP SFP กล่าวถึงความสำคัญของ “วันสันติภาพสากล”
18:30 จุดเทียนแห่งสันติภาพ ร้องเพลง
18:40 การแสดง มินิคอนเสิร์ตเพื่อสันติภาพ โดยศิลปิน นักร้อง
19:30 ผู้เข้าร่วมเดินทางกลับโดย สวัสดิภาพ

หมายเหตุ
ผู้เข้าร่วมในการเดินรณรงค์ สวมเสื้อสีขาว หรือเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา ฯลฯ

International Day of Peace 2006
โครงการเดินรณรงค์ในวันสันติภาพสากล “Peace for the Nation Peace for the World”
วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน 2549
__________________________________________________________________________________
แบบฟอร์มตอบรับ

ชื่อ.....................................................................................นามสกุล............................................................................
Name…………………………………………………..Family Name…………………………………………….
ตำแหน่ง.......................................................................... .หน่วยงาน.........................................................................
Position………………………………………..………Organization………………………………...…………..
ที่อยู่............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
โทรศัพท์........................................................ ....... ....... ..................โทรสาร.....................................................................................
Email............................................................................................

สามารถมาร่วมงานได้
ไม่สามารถมาร่วมงานได้
อื่น ๆ หรือส่งตัวแทนเข้าร่วมจำนวน............................คน ได้แก่

ชื่อ-สกุล.................................................................................................ตำแหน่ง...............................................
ชื่อ-สกุล.................................................................................................ตำแหน่ง................................................
ชื่อ-สกุล.................................................................................................ตำแหน่ง................................................
ชื่อ-สกุล.................................................................................................ตำแหน่ง...............................................
ชื่อ-สกุล.................................................................................................ตำแหน่ง................................................
ชื่อ-สกุล.................................................................................................ตำแหน่ง................................................
*หมายเหตุ กรณีที่มีรายชื่อผู้เข้าร่วมมากกว่าแบบฟอร์มที่แนบมา สามารถแนบรายชื่อเพิ่มเติมได้
หน่วยงาน/องค์กร ที่ส่งผู้เข้าร่วมจำนวนตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะได้รับมอบใบประกาศนียบัตรจากทางสหพันธ์ฯ
กรุณาส่งใบตอบรับ ภายในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2549
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Service for Peace (ประเทศไทย )
2/1 อาคาร UCF ชั้น 3 ถ.รามคำแหง 24 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-314-7857 โทรสาร 02-314-7857 E-mail : sfp_thailand@hotmail.com
ฝ่ายประสานงาน :โทรศัพท์ / โทรสาร. 02-412-7457
ปรัชญา นาคจรูญ 09-696-1068 ,พรพรรณ สุนทอง 01-622-0929 ,วิภา รัตนมณีฉายา 05-128-6861