นิรโทษกรรม : มุมมองที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อสันติภาพที่ภาคใต้


 

โดย อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์  ดินอะ  (อับดุลสุโก  ดินอะ)

 

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์  ผู้ทรงเมตตากรุณา ปราณี เสมอ

ขอความสันติมีแด่ศาสดามูฮัมหมัด  ผู้เจริญรอยตามท่าน และสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

 

จากคำสารภาพของ 16 ผู้ต้องหา คดีฆ่าโหดพระวัดพรหมประสิทธิ์ ที่ว่าถูกหลอกใช้ หรือ คนอื่นๆ(บางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด) ที่ออกมาก่อความไม่สงบและถูกปั่นหัวให้เกลียดเจ้าหน้าที่รัฐนั้น นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่มีอุดมการณ์ที่ต้องการสถาปนารัฐที่เขาใฝ่ฝันคือปัตตานีหรือปตานี

 

เมื่อดูประวัติผู้ก่อการก็จะพบว่ามิใช่น้อยที่มาจากเด็กดีและเรียบร้อยอีกทั้งความรับผิดชอบสูง

 

แน่นอนกลุ่มหรืองค์กรใดหากต้องการความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากคุณสมบัติของสมาชิกยิ่งองค์กรที่เคลื่อนไหวใต้ดิน ยิ่งต้องคัดสรรสมาชิกย่างละเอียดทั้งทางด้านวิชาการและความรับผิดชอบ

 

เรื่องที่ผู้ก่อการใต้เข้าใจ...แต่ฝ่ายรัฐอาจจะไม่เข้าใจ
โสภณ สุภาพงษ์ กรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ได้ให้ทัศนะว่าผู้ก่อการในภาคใต้นั้นเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ไฟใต้นั้นจะลุกลามจนแบ่งแยกดินแดนได้นั้นจะต้องประกอบด้วยอะไร

ผู้ก่อการใต้นั้น เข้าใจดีว่า ธรรมชาติของไฟน้ำมันที่ลุกไหม้อย่างรุนแรงได้นั้น ต้องมีส่วนประกอบครบ 3 ประการ ประการแรกคือประกายไฟ ประการที่ 2 คือน้ำมัน ประการที่ 3 คือ อากาศ ไฟน้ำมันนั้นไม่สามารถดับด้วยน้ำ จะดับได้ด้วยการกันน้ำมันออกจากไฟ หรือกันอากาศ ไม่ให้รวมตัวกับไฟเท่านั้น

การดับไฟน้ำมันที่รุนแรงนี้จึงต้องใช้โฟมฉีดปกคลุมไฟเพื่อกันอากาศออกจากกองไฟ หรือกันน้ำมันจากกองไฟ ไฟจึงจะดับ

ประกายไฟ หรือไฟ นั้นเปรียบเสมือนผู้ก่อการ และกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่างๆ

อากาศนั้น เปรียบเสมือนชาวมุสลิมทั่วโลก 1,400 ล้านคน กลุ่มประเทศมุสลิมทั่วโลก เช่น โอไอซี มาเลเซีย ศาสนาอิสลาม

น้ำมันนั้นเปรียบเสมือนการถูกดูถูก การถูกหยามเหยียด การถูกกดขี่ ข่มเหง อุ้มฆ่า จากเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่เป็นทั้งมุสลิมและพุทธ

ชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิม เปรียบเสมือนวัสดุที่กำลังถูกไฟน้ำมันลุกท่วม

เมื่อปี 2524 รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งเป็นเสมือนโฟมที่กันน้ำมันและอากาศออกจากไฟ ศอ.บต.กันการถูกกดขี่ (น้ำมัน) ออกจากผู้ก่อการใต้ (ไฟ) โดยมีประธานที่มีศีลธรรมและมีบารมีที่จะส่งเสริมเจ้าหน้าที่ที่ดี

ได้ลงโทษและโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่กดขี่ข่มเหงหลายพันคน ส่งเสริมให้มีผู้นำทางศาสนาเข้าร่วมแก้ไขปัญหา ปราบปรามโจรต่อเนื่อง ขจัดการดูถูกหยามเหยียดศาสนาอิสลามและคนมุสลิมจากรัฐ

ชาวพุทธได้รับการดูแลมีชีวิตที่ปลอดภัย ชาวบ้านสามัคคี ด้วยการดำเนินการที่ถูกต้องในช่วงปี 2524 ถึง 2544 ทำให้ประเทศไทยสามารถกันประเทศมุสลิม (อากาศ) ออกจากโจร (ไฟ) ได้ โดยประเทศไทยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกลุ่มประเทศมุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศมาเลเซีย

มีข้อมูลที่ทำให้รู้ว่า มีสมาชิกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนบางคนไปร่วมฝึกกับนักรบมูจาฮิดีนที่ชายแดนปากีสถานและอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลอเมริกันฝึกให้เพื่อใช้ก่อการร้ายต่อรัสเซียในช่วงปี 2528 และการประชุมกลุ่มเจไอในมาเลเซีย ได้เสนอที่จะใช้ความรุนแรงในประเทศไทย แต่ได้รับการคัดค้านจากกลุ่มมูจาฮิดีนนอกประเทศ

ก่อนปี 2544 ผู้ก่อการใต้ เข้าใจดีว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่สามารถเติบโตได้ เพราะไม่ได้รับความสนับสนุนจากมาเลเซีย กลุ่มประเทศมุสลิม โอไอซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้รับการเห็นด้วยจากมุสลิมที่ยึดมั่นในศาสนา

ศอ.บต.ได้ทำหน้าที่เป็นโฟม ป้องกันการหยามเหยียด กดขี่ (น้ำมัน) และกลุ่มประเทศมุสลิมมาเลเซีย (อากาศ) ออกจากการรวมตัวกับโจร (ไฟ) ไฟใต้ค่อยๆมอดลงเรื่อยๆ

ในปี 2544 เมื่อรัฐบาลทักษิณเข้ามา สิ่งแรกที่นายกฯทักษิณทำ คือยุบศอ.บต.ทิ้ง ชาวบ้านบอกว่า เจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่กำลังถูกศอ.บต.ลงโทษ กลับมาแก้แค้นชาวบ้านที่ให้ข่าวกับทางราชการ มีการอุ้มฆ่ากดขี่ข่มเหงโดยผู้ร้ายที่ไม่รู้ว่าคือใคร

ตัวอย่างความไม่เข้าใจที่สร้างปัญหา เช่น หลักความศรัทธาที่สำคัญ 1 ใน 6 หลัก ของอิสลามที่มุสลิม 1,400 ล้านคนศรัทธา คือ ความศรัทธาในโลกหน้าและการเกิดใหม่ในวันพิพากษาผู้ที่ทำดีจะได้รับรางวัล ผู้ทำชั่วจะได้รับการลงโทษ

คาดว่าด้วยความไม่เข้าใจในเรื่องนี้ นายกฯทักษิณได้เคยพูดคำว่า ผมจะทำให้สำเร็จในโลกนี้ได้โดยไม่ต้องไปรอโลกหน้า และอื่นๆอีกบางประการหรือ การบอกว่าจะสอนเรื่องรอมฎอนให้ชาวบ้านมุสลิม จึงเป็นเรื่องขมขื่นต่อชาวบ้าน ที่เลยจากการหัวเราะไปมาก น้ำมันได้ถูกใส่เข้าไปในไฟโดยไม่เข้าใจ

สำหรับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แม่ทัพและรองแม่ทัพภาค 4 รวมทั้งแม่ทัพบกนั้นเข้าใจปัญหาดี แต่ผู้ก่อการใต้ได้อาศัยให้นายกฯทักษิณออกมาเติมน้ำมันให้เรื่อยๆ

สำหรับประเทศมาเลเซียซึ่งก่อตั้งจากการรวมรัฐอิสระต่างๆ 13 รัฐ เข้ามารวมกันนั้น มีการสู้รบและความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ คุกรุ่นต่อเนื่องมายาวนาน กษัตริย์มาเลเซียต้องหมุนเวียนผลัดกันดำรงตำแหน่งจากรัฐต่างๆทุก 5 ปี มีความขัดแย้ง และต้องมีกฎหมายพิเศษเฉพาะรัฐในการบริหารประเทศ

นายกรัฐมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนั้นกังวลปัญหาในประเทศไทย ไม่ใช่เพราะรักประเทศไทย แต่เพราะห่วงว่า ถ้าผู้ก่อการใต้ในประเทศไทยแข็งแรงขึ้น กลุ่มที่ต้องการแยกเป็นรัฐอิสระในประเทศมาเลเซียมากมายก็จะก่อตัวขึ้นเช่นกัน

อันที่จริง ดร.มหาธีร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะเป็นผู้มีประสบการณ์ช่วยเหลือเราได้ และเราต้องเอาเขาเป็นพวกให้ได้

ผู้ก่อการใต้เข้าใจดีว่า รัฐบาลมาเลเซียจะไม่สนับสนุนโจร และถ้ามาเลเซียช่วยประเทศไทย ก็จะปราบโจรได้

แต่นายกฯทักษิณ กำลังไปทะเลาะกับรัฐบาลมาเลเซียเสียแล้วแทนที่จะใช้นโยบายทางการทูตย่างชาญฉลาด

(โปรดดูhttp://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03pub01271048&day=2005/10/27)


ความรุนแรง: เปรียบเทียบในบริบทแนวทางทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory)

(ผู้ขียนดัดแปลงจากบทความเรื่องอ่านให้ทะลุเหตุการณ์จลาจลวัยรุ่นในฝรั่งเศส โดย อ.ณรุจน์ วศินปิยมงคล  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จากบทความของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 768 ในwww.midnightuv.org)

ผู้เขียนจะนำเสนอการวิเคราะห์การก่อการนาคใต้ที่กลายมาเป็นความรุนแรงในมุมของ ลูอิส โคเซอร์ (Lewis A. Coser) นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน(1) ซึ่งมีมุมมองไปในแนวทางทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) และได้เสนอทฤษฎีหน้าที่ในทางสังคมของความรุนแรง (Social Functions of Violence)

 

โคเซอร์ได้เสนอแนวความคิดว่าความรุนแรง (Violence) ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัญหาและสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แท้ที่จริงแล้วมีหน้าที่ (Function) ที่สำคัญยิ่งในทุกสังคม

 

นักทฤษฎีในแนวขัดแย้งนี้เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลง (Change) เป็นสิ่งปกติ (Normal) และไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา (Undesirable) แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน (Radical Change) ก็ตาม

 

ในงานเขียนของโคเซอร์ เขายกตัวอย่างการมีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นของคนที่เคยถูกปฏิเสธความเท่ากัน (เช่น คนผิวสี) ก่อนจะเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ในยุคทศวรรษที่ 1960 - 70 ในสหรัฐอเมริกา ในยุคนั้นถือว่าเป็นยุคเปลี่ยนของสถาบันหลักของหลายๆสังคมทั่วโลกทีเดียว

ในทัศนะของโคเซอร์ ความรุนแรงมีหน้าที่ในทางสังคมดังต่อไปนี้

 

1) เป็นเครื่องมือหรือเส้นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ (Road to Achievement)
2) แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการใช้ความรุนแรงอาจเป็นสัญญาณเตือน (Warning Signal) ว่ากำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้นในสังคม
3) การใช้ความรุนแรงอาจนำมาซึ่งความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียว (Solidarity) ของกลุ่มหรือชุมชน

 

ความรุนแรง: อาจเป็นถนนสู่ความสำเร็จ
หน้าที่แรกของความรุนแรงในสังคม น่าจะเป็นสิ่งที่กลุ่มราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้นำทหารไทยบางกลุ่มในอดีตเข้าใจในประสิทธิภาพดี นั่นก็คือ การใช้ความรุนแรงในการเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และสำหรับผู้มีอำนาจเหล่านี้ความสำเร็จก็คือ "อำนาจ" ที่มากขึ้นและเด็จขาด และนี่คือลักษณะการใช้ความรุนแรงของผู้ที่เข้มแข็ง (The Strong)

 

แต่การใช้ความรุนแรงของผู้ที่อ่อนแอ (The Weak) เป้าหมายของการใช้ความรุนแรงส่วนใหญ่กลับไม่ได้เป็นอำนาจ แต่บางครั้งเป็นแค่ การเรียกร้อง (Demand) การประท้วง (Protest) การแสดงความไม่เห็นด้วย (Disagreement) หรือการอยากให้สังคมรับรู้ (Recognition) ในจลาจลในฝรั่งเศส เป้าหมายของผู้เข้าร่วมชุมนุมมีหลายอย่างแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงการเรียกร้อง การประท้วง และการอยากให้สังคมรับรู้ปัญหาของผู้ที่มีส่วนในการก่อความรุนแรงในครั้งนี้

หากถามว่าผู้ที่มีส่วนในการจลาจลที่ฝรั่งเศสในครั้งนี้ต้องการอะไร?

- ซิลล่า (Sylla) 18 (ตัวเลขหมายถึงอายุ) บอกว่า "พวกเราเผา (รถนับพันคัน) เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ (ข้อเรียกร้องของพวกเรา - ผู้เขียน) เป็นที่ได้ยิน"(2)
- เอชบี (HB) 17 ที่มีพ่อแม่มาจากแอลจีเรียให้สัมภาษณ์ว่า "พวกเขา (ตำรวจ) กำลังท้าทายพวกเราโดยการก่อกวนพวกเราซะอย่างนั้นเอง พวกเราจะไม่หยุดจนกว่าซาร์โคซี่ (รมว. มหาดไทย) จะลาออก"(3)
- เด็กผู้หญิงชาวมุสลิมคนหนึ่ง บอกว่า "พวกเราแค่อยากให้พวกเขา (ตำรวจ, รัฐ) หยุดโกหกได้แล้ว ยอมรับมาเลยพวกเขาได้ทำมันและขอโทษพวกเราด้วย"(4)

 

เนื่องจากหน้าที่แรกของความรุนแรงนี้ มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับหน้าที่ที่สองของการใช้ความรุนแรงในสังคม ผู้เขียนจึงคิดว่า สมควรอยู่ที่จะเริ่มถกถึงหน้าที่ในทางสังคมอันที่สองของความรุนแรง ซึ่งกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของการใช้ความรุนแรงนั้น สะท้อนถึงความไม่เป็นปกติหรือปัญหาในสังคม

 

ความรุนแรง: สัญญาณเตือนภัย
หน้าที่ที่สองของความรุนแรงในทางสังคมตามแนวทางของโคเซอร์คือ แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการใช้ความรุนแรงอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า กำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้นในสังคม หากการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงสะท้อนปัญหาบางอย่างของสังคมจริง การใช้ความรุนแรงในภาคใต้สะท้อนถึงอะไร?

 

เมื่อเปรียบเทียบการใช้ความรุนแรงภาคใต้กับการใช้ความรุนแรงของชนกลุ่มน้อยในฝรั่งเศสผู้เขียนขอนำทรรศนะของ

 

นักสังคมวิทยาชื่อดังชาวฝรั่งเศส อลัน ทูเรน ได้ทำนายไว้ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 แล้วว่าฝรั่งเศสจะต้องเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ขึ้น(5) แต่ปัญหามันติดอยู่ที่ว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อใดเท่านั้นเอง ปัญหาที่ส่งผลให้เกิดการลุกฮือขึ้นของชนกลุ่มน้อยในฝรั่งเศสมีหลายอย่าง และเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อนพอสมควร

 

ชาวฝรั่งเศสที่เป็นชนกลุ่มน้อยนี้ ส่วนใหญ่มีรากเหง้าหรืออพยพมาจากประเทศอาหรับ หรือประเทศในแถบแอฟริกาตอนเหนือที่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เช่น ประเทศแอลจีเรีย โมร็อกโก หรือตูนิเซีย ซึ่งมีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรฝรั่งเศสทั้งหมด(6) หรือ ประมาณ 7 ล้านคน ในขณะที่ในประเทศสหรัฐฯที่มีการใช้กฎหมายที่เรียกว่า Affirmative Action ที่มุ่งจะส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น ของประชากรต่างสีผิวและต่างเพศ ผ่านกฎหมาย ระเบียบ และความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งจากรัฐและเอกชน ประเทศฝรั่งเศสกลับเข้าไปจัดการกับผู้อพยพหรือชนกลุ่มน้อยโดยใช้หลักการที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งในการปกครอง ซึ่งเกิดมาพร้อมๆกับการเกิดของรัฐหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสในปลายศตวรรษที่ 18 คือ การที่รัฐบาลฝรั่งเศสถือว่าทุกคนในฝรั่งเศสเป็นคนฝรั่งเศส ไม่ว่าจะมาจากไหน ผิวสี หรือ ศาสนาอะไร คนฝรั่งเศสทุกคนมีความเป็นคนฝรั่งเศส (French-ness) เท่าๆกัน(7)

 

ในขณะที่หลักการตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในหลักประชาธิปไตยแบบถึงแก่น ที่ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ในความเป็นจริง มันกลับปฏิเสธความเป็นจริงในสังคมไปอย่างน่าเสียดาย การที่รัฐไม่จัดเก็บข้อมูลทางสถิติที่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ทำให้ภาพความเป็นจริงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของคนกลุ่มนี้ ไม่ปรากฏอย่างประจักษ์(8) และการส่งเสริมกลุ่มชนในทางชาติพันธุ์ (Ethnic Groups) ที่ด้อยโอกาสให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองก็เป็นไปอย่างจำกัดภายใต้หลักการนี้

 

การกีดกันทางสีผิวและเชื้อชาติในสังคมฝรั่งเศส ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ชาวฝรั่งเศสกลุ่มนี้ประสบปัญหาอย่างมากในการหางาน ชาวอาหรับที่ยังใช้ชื่อที่ยังคงเค้าของบรรพบุรุษตนไว้ จะประสบปัญหานี้มากในตอนสมัครงาน ใบสมัครที่มีชื่อเหล่านี้อยู่จะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม เมื่อถามวัยรุ่นที่เข้าร่วมการจลาจลคนหนึ่งถึงเรื่องงาน เขาเล่าว่า "งานก็พอจะมีอยู่หรอกนะที่สนามบินและที่โรงงานของซีตรอง แต่ถ้าคุณชื่อว่าโมฮัมเมด … นั่นเหรอ อย่างลองไปสมัครเลยดีกว่า"(9)

 

แม้ฝรั่งเศสจะมีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีมากและให้บริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และบ้านพักให้กับชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้และคนยากจน แต่ใช่ว่าความรู้สึกไม่พอใจต่อสังคมโดยส่วนรวมนั้นจะน้อยลงไป ในทางการเมือง คนกลุ่มนี้อาจจะเรียกว่าเป็นพวกประชาชนชั้นสอง (Second-class Citizen) หรือพลเมืองชั้นล่างสุด (Underclass) เลยก็ว่าได้ และการที่คนไม่มีงานทำนั้นใช่ว่าจะเกี่ยวข้องเพียงแค่เรื่องปากเรื่องท้องอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงการมีความมั่นใจ (Self-confidence) และเคารพในตัวเอง (Self-esteem) และการมีพื้นที่ในสังคม (Social Position) ระดับกว้างอีกด้วย นอกจากนั้น การที่ชาวมุสลิมจำนวนมากกลุ่มนี้ไม่สามารถหางานทำได้ ก็เริ่มหันเข้าหาศาสนามากขึ้น ซึ่งก็ทำให้รัฐเริ่มมีความกังวลในแนวโน้มของคนกลุ่มนี้มากในระยะหลัง (10)

 

ความระแวงในศาสนาอิสลามโดยปกติก็จะพอมีอยู่แล้วในสังคมชาวคริสต์ เนื่องจากประวัติศาสตร์ที่เคยต่อสู้กันมา แต่ความกังวลนี้เริ่มมีมากขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 และความระแวงนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากการที่มีการก่อการร้ายในหลายๆประเทศในยุโรป ทำให้เริ่มมีความเข้มงวดในการเข้าไปตรวจสอบประชาชนกลุ่มนี้ จากการรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ ตำรวจท้องถิ่นที่ความรับผิดชอบดูแลประชาชนตามเขตชานเมืองกลุ่มนี้ที่เป็นเขตยากจน มักจะเป็น พวกที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีอุปกรณ์ที่พร้อม และยังไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอ ซึ่งทำให้ตำรวจกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่มีแนวโน้มที่อย่างดีก็เรียกว่าซุ่มซ่าม หรืออย่างเลวก็เรียกว่าเหยียดผิวเลยก็ได้(11)

 

และก็เป็นที่รู้กันของคนที่อาศัยในละแวกนี้ว่าพฤติกรรมของตำรวจเหล่านี้นั้นมีปัญหาขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค้นหรือจับกุมอย่างไม่มีเหตุผล การข่มขู่ ก่อกวน และหากใครโดนจับก็อาจจะต้องถูกกักอยู่ที่โรงพักหลายชั่วโมงทีเดียวหากไม่พบหลักฐาน สิ่งนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้มีความเกลียดชังตำรวจท้องถิ่นมาก

 

นอกจากนั้น การที่รัฐยอมให้มีการขยายของชุมชนแออัด (Ghettoization) ตามชานเมืองอย่างกว้างขวางที่เป็นศูนย์รวมของ คนกลุ่มน้อย (Ethnic Minority) คนจน (Poor) ตกงาน (Unemployed) ที่มีถึง 40 เปอร์เซ็นต์(12) ซึ่งคิดแล้วสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 3 เท่า(13) การเข้าไปอยู่รวมกันของประชาชนจำนวนมากที่มีสภาพย่ำแย่เช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากการผลักคนที่มีความไม่พอใจในสิ่งเดียวมาไว้รวมกัน ซึ่งก็คือรัฐที่เป็นตัวแทนของสังคมฝรั่งเศสโดยรวมนั่นเอง

 

ที่ทำให้แย่ไปกว่านั้นคือ ประมาณว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อยู่ในชุมชนเหล่านี้อายุต่ำกว่า 20(14) ที่เป็นลูกหลานรุ่นที่ 2 หรือ 3 ของผู้อพยพมาจากประเทศอาหรับหรือแอฟริกา ลูกหลานของชาวฝรั่งเศสกลุ่มนี้ ต้องเผชิญปัญหาไม่น้อยไปกว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขาเลย แม้หลายๆคนจะได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนแบบฝรั่งเศส แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบสังคมฝรั่งเศสได้เต็มตัว ในขณะที่คนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขายังมีสายใยและความผูกพันกับประเทศแม่ของตนอยู่ วัยรุ่นพวกนี้กลับไม่อาจหาชาติพันธุ์ของตัวเองอย่างชัดเจน วัยรุ่นคนหนึ่งบอกว่า "ผมไม่ใช่ส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสอย่างที่เป็นของซาร์โคซี่ (รมว. มหาดไทย) หรือนายกเทศมนตรีที่ผมไม่เคยเห็น แต่พอผมได้กลับไปเยี่ยมหมู่บ้านของพ่อแม่ผมในแอลจีเรีย ผมก็ไม่รู้สึกว่านั่นเป็นบ้านของผมเช่นกัน"(15)

 

นี่คือหนึ่งในหลายๆตัวอย่างของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ไม่อาจหาอัตลักษณ์ของตัวได้ ปัญหาเรื่ออัตลักษณ์ของวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็เลยกลายมาเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ในการระเบิดความโกรธกริ้วออกมาอย่างรุนแรงหลังจากที่วัยรุ่น 2 คน ซาเยด เบนนา 17 (Zyed Benna) ที่มีเชื้อสายตูนีเซียและโบนา ทราวเร่ 15 (Bouna Traore) ที่เกิดในมอริทาเนียถูกไฟช๊อตจนเสียชีวิต และเชื่อกันว่าเหตุนั้นเป็นเพราะการที่วัยรุ่นทั้ง 2 คนนี้พยายามจะหลบตำรวจท้องถิ่นที่คอยก่อกวนเด็กๆเหล่านี้เป็นประจำ

 

ปัญหาและสภาพเหล่านี้เองที่ผสมผสานทำให้เกิดความรู้สึกอัดอั้น กดดันและไม่พอใจตำรวจ รัฐ และสังคมฝรั่งเศสโดยรวมที่ไม่ให้ความสนใจกับปัญหาต่างๆที่ชนกลุ่มน้อยพวกนี้ประสบ การจลาจลที่เริ่มจากชานกรุงปารีส จึงขยายไปยังเมืองต่างๆที่ประสบปัญหาเดียวกันอย่ารวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง

 

ความรุนแรง: การสร้างความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียว

หน้าที่ที่สามทางสังคมของความรุนแรงที่โคเซอร์เสนอไว้คือ การใช้ความรุนแรงอาจนำมาซึ่งความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียว (Solidarity) ของกลุ่มหรือชุมชน ในกรณีที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นภาคใต้หรือผู้ก่อการนี้

 

ความรุนแรงที่ถูกใช้โดยรัฐผ่านเจ้าหน้าที่รัฐบางคนในอดีต   ทั้งที่เป็นความรุนแรงแบบที่ใช้กำลัง (Physical Violence) เช่นการจับกุม ข่มขู่ ต่างๆนานา หรือการใช้กำลังผ่านระบบหรือโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม (Structural Violence) เช่น การตรวจค้นแบบไม่มีเหตุผล การแสดงความประพฤติในแนวดูถูกเชื้ชาติหรือศาสนา หรือมองผู้ก่อการหรือผู้ต้องหาไม่ใช้คนไทย เหล่านี้ล้วนเป็นความรุนแรงที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อรัฐต่อสังคมโดยรวม และนี่ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้มีชะตากรรมร่วมกัน

 

ความรู้สึกความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ ยังเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่ เหตุการณ์กรือเซะ ตากใบหรือการที่ชาวบ้านโดนถล่มด้วยาวุธสงครามพร้อมความรู้สึกจากชาวบ้านว่าทหาร ตำรวจเป็นคนทำเพราะชาวบ้านจะเอาอาวุธสงครามมาจากไหนในท่ามกลางทหารและตำรวจเต็มพื้นที่เกือบทุกตารางนิ้ว

 

หลายๆครั้งคนระดับเสนาบดีของรัฐเคยใช้ด้วยถ้อยคำที่ ความรุนแรงและดูถูกคนในพื้นที่ว่าไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ

 

ความรุนแรงในทางคำพูด (Verbal Violence) ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยให้เหตุการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังตอกย้ำสะท้อนให้เห็นถึงระยะห่างระหว่างชาวบ้านและรัฐที่นับวันจะยิ่งแย่ลงอีกด้วย

 

สุดท้าย ความรุนแรงในการปราบปรามในอดีตแบบเวี่ยงแห  อคติต่อประชาชนในพื้นที่เป็นอีกชนวนที่ทำให้ความรุนแรงนั้นขยายตัว

 

ที่สำคัญความขัดแย้งขยายวงไปสู่กรอบของศาสนาด้วยเพราะรัฐส่วนใหญ่เป็นชาวไทยพุทธและประชาชนส่วนเป็นมลายูมุสลิม และปัจจัยเหล่านี้เอง ก็ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น

 

ทั้งที่ฝ่ายรัฐอาจจะมองว่าปัจจุบันรัฐประสบความสำเร็จในการเชิญชวนผู้ก่อการมามอบตัว 137 คน (พิธีรับรายงานตัวกลุ่มผู้ร่วมเสริมสร้างสันติสุข  ที่ห้องประชุมศรียะลา ชั้น 3 อาคารศาลากลางจังหวัดยะลาต่อหน้ารมว.มหาดไทย วันที่10/12/48)และเข้าอบรมหากมองอย่างผิวเผินและบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้อยู่ในขบวนการและมีความคิดเห็นสอดคล้องและสนันสนุนขบวนการก็เป็นสิ่งที่ดีแต่หากส่วนหนึ่งมิใช่ปัญหาบานปลายแน่

 


และจากรายงานที่แท้จริงมีดังนี้

(จากศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย)

 

พิธีรับรายงานตัวกลุ่มผู้ร่วมเสริมสร้างสันติสุข  ที่ห้องประชุมศรียะลา ชั้น 3 อาคารศาลากลางจังหวัดยะลา ซึ่งมี พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย เป็นประธาน และเปิดแถลงข่าวอย่างใหญ่โตนั้น กลายเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนทุกแขนงต่างให้ความสำคัญ เพราะตัวเลขของผู้ที่สมัครใจเข้ารายงานตัวในครั้งนี้ ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากทางจังหวัดมีถึง 163 คน

 

อย่างไรก็ดี เมื่อเริ่มพิธี ปรากฏว่าจำนวนชาวบ้านที่เข้าร่วมรายงานตัวลดลงเล็กน้อย เหลือ 137 คน แยกเป็น จ.ยะลา 62 คน และ จ.ปัตตานี 75 คน

 

ที่สำคัญ ทั้งหมดไม่ได้เป็นแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบ ไม่ได้มีคดีหรือหมายจับติดตัว แต่เป็นเพียงบุคคลที่ทางการมองว่าเป็น "กลุ่มเสี่ยง" ที่จะถูกชักจูงหรือชักชวนจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อให้เข้าใจผิดต่อแนวนโยบายและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้ ทางจังหวัดจึงปิ๊งไอเดียจัดงานรับรายงานตัวกลุ่มผู้ร่วมเสริมสร้างสันติสุขขึ้นมา เพื่อชิงดึงคนเหล่านี้ไปเข้าร่วมฝึกอบรมในโรงเรียนเสริมสร้างสันติสุข โดยใช้เวลาประมาณ 20 วัน ถึง 1 เดือน ก่อนที่จะถูกกลุ่มผู้หวังดีชักจูงไปเป็นแนวร่วม ซึ่งหากฟังโดยเหตุและผลแล้ว ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดี น่าสนับสนุน

 

ทว่า ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีการรับรายงานตัว ได้สะท้อนให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในแบบ "Behind the scene"  อย่างหมดเปลือก

 

ที่สำคัญยังสามารถตอบข้อกังขาของสังคมที่มีต่อคาราวานผู้เข้ารายงานตัวต่อทางราชการอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาว่า เป็น "ของจริง" หรือแค่ "ภาพลวงตา"

 

รวมทั้งข้ออ้างที่ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นเป็นลำดับแล้วนั้น ที่แท้เป็นเช่นไร...

 

โดยภายหลัง พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้ารายงานตัวพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เดินทักทายชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธี

 

เมื่อเดินผ่านไปถึงกลุ่มชาวบ้านที่มาจาก อ.รามัน จ.ยะลา ปรากฏว่า นายมะซอบือลี เจ๊ะแย อายุ 37 ปี ได้ตะโกนร้องเรียนด้วยเสียงอันดังกับ พล.อ.อ.คงศักดิ์ ว่า เขาเพิ่งได้รับหนังสือเรียกตัวให้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง และทางอำเภอก็พยายามบังคับให้มา ทั้งๆ ที่ทางบ้านกำลังอพยพข้าวของหนีน้ำท่วม

 

"ที่บ้านผมน้ำท่วมหนัก ผมทำฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อกว่า 5,000 ตัว ต้องช่วยกันอพยพไก่หนีน้ำ เมื่อคืนนี้ทั้งคืนยังไม่ได้นอน แต่ทางอำเภอกลับบังคับให้มารายงานตัว ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยทำความผิดอะไร ผมเสียใจมากที่มีชื่ออยู่ในบัญชีของทางราชการ และเป็นห่วงทางบ้านที่ยังต้องขนของหนีน้ำกันอยู่" นายมะซอบือลี กล่าวอย่างเคร่งเครียด น้ำตาคลอเบ้า

 

เมื่อ พล.อ.อ.คงศักดิ์ ได้ฟัง ก็พยายามพูดปลอบโยน และบอกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการไปยังอำเภอ เพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือครอบครัวของนายมะซอบือลีทันที

 

จากนั้น รมว.มหาดไทย ก็เดินทางกลับ และขณะที่กลุ่มผู้สมัครใจร่วมสร้างสันติสุขกำลังเช็คชื่อและนั่งรอขึ้นรถเดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรมนั้น ปรากฏว่าได้มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง เข้าไปขอสัมภาษณ์นายมะซอบือลีอีกรอบ

 

คราวนี้ นายมะซอบือลี เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2548 ทางอำเภอรามันได้เรียกเขาไปแสดงตนยังที่ว่าการอำเภอ และให้เซ็นชื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งเขาก็ยินยอมโดยดี

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. คือเมื่อวานนี้ กำนันได้นำหนังสือจากทางอำเภอมาให้ และแจ้งให้ทราบว่าจะต้องมารายงานตัวต่อ รมว.มหาดไทย ในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 10 ธ.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดยะลา

 

"ผมไม่อยากมาเลย เพราะที่บ้านกำลังน้ำท่วม ผมทำฟาร์มไก่เนื้อ มีไก่อยู่ 5,000 ตัว ลงทุนไป 2 แสนกว่าบาท แต่ทางอำเภอก็ย้ำว่าต้องมา ไม่มาไม่ได้ ผมก็เลยจำใจมา ตอนนี้ผมเป็นห่วงที่บ้านมาก เพราะต้องไปเข้าอบรมอีก 20 วัน ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร" นายมะซอบือลี กล่าวอย่างเคร่งเครียด

 

อย่างไรก็ดี ระหว่างที่นายมะซอบือลี กำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น เจ้าหน้าที่ของทางจังหวัดได้เดินเข้ามาซักถาม และพยายามขอร้องให้หยุดพูดคุยกับผู้สื่อข่าว ก่อนจะซักถามเรื่องราว และสุดท้ายก็รับปากว่า จะอนุญาตให้นายมะซอบือลีกลับบ้านไปก่อน แล้วค่อยตามมาอบรมใหม่ในภายหลัง

 

อาการทะลุกลางปล้องต่อหน้า รมว.มหาดไทย ของนายมะซอบือลี ทำให้ชาวบ้านอีกหลายคนที่อยู่ในอาการจำใจเดินทางมาร่วมรายงานตัว ยอมเปิดปากให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว

 

นายรอซาดี ชาวบ้าน อ.รามัน จ.ยะลา กล่าวว่า เขาเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งจากทางอำเภอเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.นี้เอง ให้มาร่วมกิจกรรมที่ศาลากลางจังหวัด ทั้งๆ ที่เขาเองก็มีภาระทางบ้าน และต้องทำงานขนส่งสินค้า

 

"เมื่อต้องมาร่วมกิจกรรมแบบนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะทำงานแทนผม ทางอำเภอก็บอกแต่ว่า จะได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 100 บาท แต่ก็ต้องอยู่เกือบเดือน ผมเป็นห่วงทางบ้าน ไม่รู้ว่าผมทำผิดอะไรถึงต้องเรียกให้ผมมารายงานตัวและฝึกอบรม"

 

นายรอซาดี บอกด้วยว่า ก่อนได้รับหนังสือแจ้งจากทางอำเภอเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. เขาและคนในหมู่บ้านเคยถูกนายอำเภอเรียกไปประชุมยังที่ว่าการอำเภอมาแล้ว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และทางอำเภอก็แจ้งว่าจะต้องไปรายงานตัวที่ศาลากลางอีกครั้งหนึ่ง โดยทางการจะพาไปเที่ยว

 

"ผมไม่อยากไป ก็เลยยกมือขึ้นถามนายอำเภอว่า ไม่ไปได้มั้ย นายอำเภอก็บอกว่าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกออกหมายจับ" นายรอซาดี กล่าว

 

จากนั้น นายรอซาดี ยังได้โชว์หนังสือของทางอำเภอที่เรียกพวกเขาให้มารายงานตัวในวันนี้ต่อผู้สื่อข่าว

 

โดยหนังสือดังกล่าว ตีตราประทับ "ด่วนมาก" มีเนื้อหาระบุว่า "กอ.สสส.อ.รามัน รับแจ้งจาก กอ.สสส.จ.ยะลา ถึงกำหนดการฝึกอบรมของโรงเรียนเสริมสร้างสันติสุข ในเดือนธันวาคม 2548-มกราคม 2549

 

เพื่อให้การฝึกอบรมดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อ.รามัน จึงขอเชิญท่านเข้ารับการอบรม โดยเตรียมสัมภาระของใช้ส่วนตัว และไปพร้อมกันในเวลา 10.00 น. ลงชื่อ...."

 

นายอัสลัน อายุ 22 ปี ชาวบ้าน ต.เนินงาม อ.รามัน กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะมีการอบรมโครงการเสริมสร้างสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ก็ได้รับหนังสือจากทางราชการ ซึ่งมีชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสาร โดยแจ้งว่าให้ไปรายงานตัวที่ศาลากลางจังหวัดยะลา จึงรู้สึกตกใจและยอมเดินทางมารายงานตัว

 

"ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมเคยถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้นบ้าน ทั้งที่ผมไม่เคยมีส่วนร่วมในการก่อเหตุรุนแรง  ผมไม่เคยทำความผิดอะไรเลย แต่พอมีหนังสือจากทางราชการส่งไปที่บ้าน ก็เลยต้องยอมมา เพราะกลัวว่าถ้าไม่ยอมมารายงานตัว เดี๋ยวจะมีความผิดและถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วม อีกอย่างคือถ้าไม่มาก็กลัวว่าจะถูกหมายจับ"

 

ด้าน นายมะ ชาวบ้านจาก อ.เบตง จ.ยะลา กล่าวว่า เมื่อราวๆ 2 เดือนก่อน นายอำเภอได้เรียกตัวเขาไปประชุมพร้อมกับเพื่อนบ้านในตำบลเดียวกัน เพื่อให้ความรู้เรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จากนั้นก็ให้ลงชื่อไว้

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. กำนันนำหนังสือมาแจ้งว่า ต้องมารายงานตัวที่ศาลากลางจังหวัดยะลา เพราะที่เคยเรียกประชุมและลงชื่อไว้นั้น ยังไม่เรียบร้อย ถ้ามาวันนี้และเข้าฝึกอบรมครบ 20 วัน จึงจะลบชื่อออกจากบัญชีให้

 

"ผมก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องมา เพราะผมไม่เคยทำความผิด ไม่เคยถูกค้นบ้าน และไม่เคยถูกเรียกตัวไปสอบสวน แต่ปลัดอำเภอย้ำว่า ไม่มาไม่ได้ ผมก็เลยมา" นายมะ กล่าว

 

ส่วนผู้เข้ารายงานตัวซึ่งเป็นชายไทยมุสลิมอีกรายหนึ่ง จาก อ.เบตง กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ เนื่องจากปลัดอำเภอมาติดต่อขอความร่วมมือให้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างสันติสุข โดยแจ้งว่าจะมีการอบรมวิชาชีพและส่งเสริมความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่

 

"บ้านผมอยู่ใกล้ๆ กับที่ว่าการอำเภอ และเคยรู้จักกับปลัดอำเภอ เขาก็เลยชวนมา ผมไม่ได้เป็นแนวร่วม และคนส่วนใหญ่ที่มาด้วยกันก็ไม่ใช่แนวร่วมหรือผู้ก่อการร้าย เพราะมีทั้งโต๊ะอิหม่าม  และผู้นำชุมชน ซึ่งทางการเขาบอกว่าให้มาฝึกอบรมเสริมสร้างสันติสุข ก็เลยอยากมา เผื่อจะได้ความรู้ใหม่ๆ บ้าง"

 

และทั้งหมดนี้คือมุมที่ไม่เคยแถลงข่าว ของการรายงานตัวเพื่อร่วมสร้างสันติสุข!

http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=451&Itemid=47

 

การที่รัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาความรุนแรงใน4  จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่รัฐบาลนำมาใช้ คือ การจัดให้มีพิธีรับมอบตัวเยาวชนเสริมสร้างสันติสุขที่มีเยาวชนเข้าร่วมกว่าร้อยคน แต่ปรากฏว่ากลุ่มเยาวชนจำนวนหนึ่งออกมาระบุว่าไม่ได้มีส่วนร่วม หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงจะก่อความไม่สงบ หากรายงานข่าวชิ้นนี้ข่าวชิ้นนี้เป็นจริง ผู้เขียนมีความเป็นห่วงว่าอาจก่อให้เกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นมาอีก

      

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า มีความพยายามจากเจ้าหน้าที่บางส่วนในการเข้าไปนำเยาวชนที่รัฐบาลคิดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อเหตุรุนแรงมาเข้ารับการอบรมโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม แม้จะเข้าใจได้ว่ารัฐบาลมีความเป็นห่วงไม่ให้คนกลุ่มนี้ไปก่อเหตุจึงป้องกันไว้ก่อน แต่อยากให้รัฐบาลตระหนักว่าอย่านำบุคคลกลุ่มที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีการดังกล่าว  และคนในพื้นที่เป็นการสร้างภาพให้ผู้ใหญ่ได้เห็นผลงาน

 

นักวิเคราะห์สถานการณ์มีทรรศนะว่า      

 

 "หากรัฐบาลไปเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องมา คนเหล่านี้จะเป็นกระบอกเสียงทางลบของรัฐบาลที่จะแพร่กระจายความรู้สึกด้านลบไปสู่มวลชน จะทำให้การทำงานช่วงชิงมวลชนในพื้นที่ยากลำบากมากขึ้น รัฐบาลต้องระวังสั่งการเจ้าหน้าที่ไม่ให้จัดฉาก อย่าเอาคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารวมกับคนเกี่ยวข้อง   อย่าหวังปริมาณ ให้หวังคุณภาพขณะนี้รัฐบาลโดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินมาถูกทางแล้วในการแก้ไขปัญหา จึงไม่อยากให้มีอะไรมาทำให้การแก้ปัญหาสะดุด หรือยืดเยื้อ อย่าให้เป็นเรื่องจัดฉากและสร้างภาพและอาจจะสร้างความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ก่อการกับกลุ่มเสี่ยงและชาวบ้านในพื้นที่"

 

 

 

วิธีพิจารณาพิเศษและนิรโทษกรรม    2 มุมมองที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

แนวคิดของ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม ที่จะยกร่างกฎหมายลดโทษให้กับแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบที่เข้ามอบตัวและรับสารภาพกับทางราชการนั้น หนึ่งถูกมองอย่างไม่ไว้วางใจจากนักกฎหมาย เพราะเกรงว่าจะเป็นการซ่อนปมนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิชาวบ้านในคดีสลายม็อบตากใบ และอุ้มทนายสมชาย และสองนักรัฐศาสตร์มองต่างมุมว่า จะเป็นผลดีในแง่การเมืองเหมือนนโยบาย 66/23

 

ทรรศนะที่หนึ่งนักกฎหมาย

นายปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การออกกฎหมายเพื่อลดโทษให้กับผู้กระทำความผิดมีอยู่ 2 แนวทางที่ต้องทำความเข้าใจ  คือ 1.แนวทางอภัยโทษ กับ 2.แนวทางนิรโทษกรรม ซึ่งบางทีฝ่ายบริหารเองก็ยังสับสนว่าจะใช้แนวทางไหน เพราะแต่ละแนวทางมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

 

สำหรับแนวทางอภัยโทษนั้น หมายความถึงผู้กระทำความผิดที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษแล้ว อาจจะถูกจำคุก หรือประชารชีวิต เมื่อถึงโอกาสสำคัญของบ้านเมือง ก็จะออกกฎหมายอภัยโทษให้ ซึ่งจะส่งผลคือความผิดที่กระทำไปแล้วนั้นยังถือเป็นความผิดอยู่ แต่รัฐไม่เอาโทษ พูดง่ายๆ ก็คือถ้าติดคุกอยู่ ก็ให้ปล่อยตัวออกมา

 

ส่วนแนวทางนิรโทษกรรม แปลตรงตัวว่า กรรมหรือการกระทำใดๆ ที่ได้กระทำลงไป ไม่ถือเป็นความผิด ไม่ว่าผู้กระทำการนั้นจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วหรือไม่

 

"กฎหมายนิรโทษกรรมเคยออกมาแล้วหลายฉบับ ที่สำคัญๆ ก็เช่น หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีการออกกฎหมายให้การกระทำที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่เป็นความผิด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกระทำหรือฝ่ายผู้ถูกกระทำก็ตาม เช่นเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535"

 

อย่างไรก็ดี นายปรีชา ตั้งข้อสังเกตว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรม มักอ้างการยกโทษให้กับฝ่ายผู้ถูกกระทำ คือประชาชน แต่ส่วนใหญ่จะซ่อนนัยเพื่อเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ และทหาร ให้รอดพ้นจากการกระทำที่เป็นความผิด ดังนั้นจึงเป็นเงื่อนงำที่ต้องตรวจสอบให้ดีว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะไหนกันแน่

 

"ถ้าออกกฎหมายนิรโทษกรรมจริง เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการอุ้มฆ่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่คดีอุ้มทนายสมชาย (นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม) และเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกันสลายม็อบตากใบ จนมีผู้เสียชีวิตถึง 85 คน ก็จะพ้นผิดไปด้วย"

 

เขาบอกอีกว่า อย่าลืมว่าเหตุการณ์ตากใบมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และถูกตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจสลายม็อบด้วย และคดีนี้อายุความยังเหลืออีกเกือบ 20 ปี หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจมีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ก็ได้ ดังนั้นถ้าออกกฎหมายนิรโทษกรรมในวันนี้ การกระทำทุกอย่างก็จะไม่เป็นความผิด ไม่สามารถรื้อคดีขึ้นมาได้อีกต่อไป

 

ส่วนที่รัฐบาลออกมาเน้นย้ำว่า จะออกกฎหมายเพียงแค่ลดโทษให้กับบรรดาแนวร่วมที่ยอมสารภาพผิดกับทางราชการ โดยไม่ใช่การนิรโทษกรรมนั้น นายปรีชา กล่าวว่า ก็ต้องขีดวงให้ชัด แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะต้องการให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ประโยชน์ไปด้วย

 

"รัฐบาลมักอ้างว่าออกกฎหมายเพื่อลดโทษให้ผู้ที่ยอมมอบตัวและรับสารภาพ โดยไม่รวมถึงผู้ที่มีหมายจับในคดีอาญาร้ายแรง ผมก็อยากจะถามว่า ถ้ายังไม่มีหมายจับ ไม่มีการกล่าวโทษ แล้วคนพวกนั้นเขามีความผิดอะไรถึงจะต้องไปออกกฎหมายลดโทษให้เขา"

 

"ที่สำคัญแม้แต่ผู้ต้องหาที่มีหมายจับชัดเจน เมื่อฟ้องร้องคดีสู่ศาล ศาลก็พิพากษายกฟ้องเกือบทุกราย แสดงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะเอาผิดอยู่แล้ว" นายปรีชา กล่าว

 

ทรรศนะที่สองนักรัฐศาสตร์        

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) กล่าวเรื่องเดียวกันว่า หากมองในแง่รัฐศาสตร์ แนวคิดนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะจะแสดงถึงความใจกว้างของรัฐบาล และเป็นการเปิดพื้นที่ให้มีการประนีประนอมกันมากยิ่งขึ้น

 

"ผมมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของรัฐบาล เพื่อแสดงให้เห็นถึงท่าทีที่เปิดเผยมากขึ้น โดยหันมาใช้วิธีประนีประนอมกับฝ่ายก่อเหตุ ลดหย่อนโทษให้กับผู้หลงผิดที่มาสารภาพผิดกับทางการ" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

 

และว่า ข้อดีอีกประการหนึ่งหากมีการออกกฎหมายลักษณะนี้จริง ก็คือจะเป็นช่องทางให้ผู้ก่อการในอดีต ซึ่งปัจจุบันอายุมากแล้ว และส่วนใหญ่พำนักอยู่ในต่างประเทศ ได้กลับมาใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตที่บ้านเกิด เพราะคนเหล่านี้ก็คงอยากกลับประเทศไทย และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในระยะหลัง

 

แนะศึกษาโมเดล 66/23

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวอีกว่า ในอดีตที่ผ่านๆ มา ก็เคยมีการออกกฎหมายในลักษณะนิรโทษกรรมมาบังคับใช้แล้วหลายครั้ง ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของการเมืองไทยที่ยอมให้อภัยกับฝ่ายตรงข้าม

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความไม่เข้าใจของประชาชนนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจมองแบบแบ่งแยกว่าไม่ควรให้อภัย ดังนั้นรัฐบาลต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบ โดยยึดแนวทางของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

 

"คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 นั้น เปิดโอกาสให้ปัญญาชน นิสิต นักศึกษาที่เข้าป่าไปร่วมอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย  โดยไม่ถือเป็นความผิด ซึ่งผมคิดว่านโยบายดังกล่าว น่าจะเป็นต้นแบบให้รัฐบาลศึกษาเพื่อปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้"

 

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ศรีสมภพ ย้ำว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ จะต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพราะปัญหาภาคใต้ถือเป็นกรณีพิเศษ เป็นปมขัดแย้งที่เกิดจากเชื้อชาติ ศาสนา และชาติพันธุ์ ซึ่งแตกต่างกับความขัดแย้งอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 

"จุดที่จะต้องเตรียมการไว้ให้ดีก็คือ การจัดการหลังการมอบตัวว่าจะทำอย่างไร จะให้คนเหล่านั้นอยู่อย่างไร ซึ่งต้องเน้นความเป็นธรรม และลดความหวาดระแวง รวมทั้งต้องพิจารณาด้วยว่า จะจัดตั้งองค์กรรูปแบบพิเศษขึ้นมารองรับหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวในตอนท้าย (โปรดดูhttp://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=445&Itemid=47)

 

ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ยอมรับว่า แนวคิดของ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ยุติธรรม ที่จะให้ยกร่างกฎหมายเพื่อลดโทษให้กับแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ออกมามอบตัวหรือให้ความร่วมมือทางราชการนั้น เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะส่งผลกระทบหลายด้านในกระบวนการยุติธรรม

 

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า  แนวคิดในเรื่องนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ด้วยซ้ำ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่หลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เพราะกลัวจะถูกทางการจับกุม

 

"เราอยากให้เด็กๆ และเยาวชนพวกนี้กลับมา เพราะบางคนก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรมากมาย สาเหตุที่หลบหนีไปก็เพราะกลัว ทาง กอส.เองก็เคยตั้งวงหารือเรื่องนี้กันหลายหน และท่านชิดชัย ก็เป็นกรรมการอยู่ใน กอส.ด้วย ก็หารือกันมานาน แต่รูปแบบที่จะยกร่างเป็นกฎหมายยังไม่ลงตัว เพราะสามารถทำได้หลายรูปแบบ"

 

นายชาญเชาวน์ อธิบายต่อว่า ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาในการยกร่างกฎหมายลักษณะนี้มีหลายประการ ขึ้นอยู่กับขอบเขตและรูปแบบว่าจะลดโทษหรือนิรโทษกรรมให้แค่ไหน  และแต่ละรูปแบบ ก็จะกระทบกับขอบเขตอำนาจของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นจึงต้องมีความชัดเจนกันพอสมควร

 

เขายกตัวอย่างว่า หากจะออกกฎหมายเพื่อยกเลิกคดีความของผู้ที่ออกมามอบตัวกับทางราชการ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า ดุลยพินิจของอัยการในการสั่งฟ้องจะเป็นอย่างไร ถ้าการกระทำของผู้ต้องหาครบองค์ประกอบความผิด ยังจะต้องสั่งฟ้องหรือไม่ หรือหากมีหมายจับอยู่แล้ว จะยกเลิกหมายจับหรือเปล่า เป็นต้น 

 

อย่างไรก็ดี หากคดีเข้าสู่อำนาจศาล ซึ่งหมายถึงคดีที่ฟ้องร้องต่อศาลแล้ว ฝ่ายบริหารคงเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ฉะนั้นกฎหมายที่ยกร่างออกมา จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในส่วนนี้

 

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วกฎหมายลักษณะเดียวกันนี้ในต่างประเทศมีใช้อยู่หลายรูปแบบ ซึ่งไม่ได้มีขอบเขตกว้างขวางถึงการนิรโทษกรรม เช่น กฎหมายต่อรองคำรับสารภาพ และกฎหมายชะลอการฟ้อง เป็นต้น ทว่าขณะนี้ นโยบายของ พล.ต.อ.ชิดชัย ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้ใช้รูปแบบใด จึงต้องรอความชัดเจนก่อน

 

"ผมอยากจะขอร้องสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ฉะนั้นการจะนำเสนอข่าวต้องระมัดระวัง และควรรอให้มีความชัดเจนเสียก่อน เพราะปัจจุบันนี้ เวลาที่สังคมรับรู้ข่าวสารอะไรไปแล้ว จะฝังใจในเรื่องนั้นไปเลย ฉะนั้นหากไปเสนอข่าวในเชิงลบ นโยบายในเรื่องนั้นๆ ก็จะเสียไป ขณะที่นักกฎหมายก็ไม่ควรใจร้อนให้ความเห็นในเรื่องนี้เร็วเกินไป" นายชาญเชาวน์ กล่าว

http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=446&Itemid=47

 

สำหรับผู้เขียนอยากเสนอแนะเพิ่มเติมคือสำหรับผู้ก่อการที่เขาทำเพราะอุดมการณ์และสำนึกผิดน่าจะมีกระบวนการใช้วิธีการพิจารณาพิเศษในการควบคุมตัวเพราะถึงแม้เขาจะมีความผิดร้ายแรงขนาดไหนมันก็ยังต่างจากคดีความอาชญากรรมทั่วไปที่ผู้กระทำรู้ว่ามันผิดแต่ผู้ก่อการภาคใต้ทำไปเพราะความเชื้อทางอุดมการณ์ว่ามันถูกที่สำคัญบุคคลเหล่านี้อาจเป็นบุคลากรสำคัญในการแก้ปัญหาใต้เพราะเข้าใจธรรมชาติของคนที่กำลังหลงผิดที่ทำเพื่ออุดมการณ์

 

ส่งท้าย

ความรุนแรงแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในสังคมใดๆก็ตาม แต่มันก็มีหน้าที่ในสังคมที่สำคัญมาก เฉกเช่นเดียวกับความตายที่ไม่มีใครพึงปรารถนาให้เกิดขึ้นกับตัวหรือคนที่ตัวเองรัก แต่ความตายนั้นกลับมีหน้าที่ที่สำคัญยิ่งในทางสังคมและชีววิทยา ในทางสังคม ความตายนั้นเป็นการสร้างความสมดุลและความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ส่วนในทางชีววิทยา หากไม่มีใครตายแล้วนี่ ไม่นานมนุษย์ก็คงล้นโลก และจะไปเบียดเบียนสัตว์โลกชนิดอื่นอย่างที่เราเริ่มจะทำอยู่ในปัจจุบันนี้

 

นอกจากนั้น หลายๆครั้ง ความรุนแรงก็เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผล หาได้เกิดมาจากความบังเอิญไม่ ดังนั้น การเกิดของความรุนแรงจึงมีสาเหตุ และสาเหตุนั้นเองจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพิจารณา หาใช่ที่ตัวความรุนแรงไม่ ความรุนแรงนั้นหากเปรียบไปแล้วเป็นเหมือนความเจ็บปวดที่มนุษย์ต้องเผชิญ หากร่างกายไม่ปกติ เช่น หากนาย ก. ปวดฟัน ความเจ็บปวดก็จะทำหน้าที่บอกนาย ก. ว่าตอนนี้ฟันของนาย ก. ไม่ปกติแล้ว หากนาย ก. ต้องการจะรักษา นาย ก. ต้องไปหาหมอฟันและถอนหรืออุดฟันซี่นั้นเสีย หาใช่การกินยาแก้ปวดฟันอย่างเดียวไม่ ดังนั้น ความเจ็บปวด แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แต่ก็มีประโยชน์ เพราะหาก นาย ก. ไม่ปวดฟัน นาย ก. ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองฟันผุ และหากปล่อยไปอาการก็อาจแย่และลุกลามไปมากกว่านั้น

 

ฉันใดฉันนั้น การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในสังคม จะสะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาในสังคมที่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่การจะไปแก้ที่คนก่อความรุนแรงอย่างเดียวนั้น ก็เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุและปล่อยให้ต้นเหตุจริงๆของปัญหายังคงอยู่ ด้วยเหตุนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ดีที่สุด นอกจากจะต้องระงับความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้มันขยายออกไปในวงกว้าง และเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังต้องมีการทำความเข้าใจไปถึงรากเหง้าและต้นตอของปัญหา และแก้ไขกันที่ตรงนั้น เพราะการดับไฟย่อมต้องดับแต่ต้นลม แต่หากการแก้ปัญหามุ่งแค่การจัดการกับเหตุความรุนแรงรายวันที่เป็นปลายของปัญหาแล้ว ไม่ช้าความรุนแรงที่มากขึ้นหรืออยู่ในรูปแบบใหม่ก็จะตามมา และคำว่าสันติก็คงไม่มีความหมายใดๆในโลกแห่งความเป็นจริง

 

......................................................................

เชิงอรรถ

 (1) หากพิจารณางานของโคเซอร์แล้ว ผู้อ่านจะเห็นว่างานของเขามีปัจจัย (Element) บางอย่างที่มาจากทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ (Structural-functional Theory) อย่างไรก็ตาม การเน้นที่การวิเคราะห์ไปในแนวทางขัดแย้งก็ยังถือว่าเป็นแนวทางหลักของเขา

(2) Henley, Jon. 2548. "We Hate France and France Hates Us," The Guardian UK. 9 พ.ย. ที่ http://www.guardian.co.uk

/france/story/0,,1637213,00.html. ดูเมื่อ 10 พ.ย. 2548

(3) Smith, Alex Duval. 2548 "We're not Germs or Louts. Sarkozy Should've Said Sorry," The Guardian UK. 6 พ.ย. ที่

http://www.guardian.co.uk/france/story/0,11882,1635468,00.html. ดูเมื่อ 10 พ.ย. 2548

(4) Bouteldja, Naima. 2548. "Explosion in the Suburbs," The Guardian UK. 7 พ.ย. ที่ http://www.guardian.co.uk/

comment/story/0,,1635795,00.html. ดูเมื่อ 10 พ.ย. 2548

(5) เพิ่งอ้าง

(6) Bennhold, Katrin. 2548. "Suburban Officers Criticized as Insensitive to Racism," The New York Times. 8 พ.ย. ที่ http://www.nytimes.com/2005/11/08/international/europe/08police.html?pagewanted=print. ดูเมื่อ 11 พ.ย. 2548

(7) Henley, Jon. 2548. "Founding Principle Called into Question," The Guardian UK. 8 พ.ย. ที่ http://www.guardian.co.uk/france/story/0,11882,1636671,00.html. ดูเมื่อ 10 พ.ย. 2548

(8) เพิ่งอ้าง

(9) Smith, Alex Duval. อ้างแล้ว

(10) Smith, Craig S. 2548. "Inside French Housing Project, Feelings of Being the Outsiders," The New York Times. 9 พ.ย. ที่ http://www.nytimes.com/2005/11/09/international/europe/09projects.html?pagewanted=print. ดูเมื่อ 11 พ.ย. 2548

(11) Landler, Mark และ Smith, Craig S. 2548. "French Officials Try to Ease Fear as Crisis Swells," The New York Times. 8 พ.ย. ที่ http://www.nytimes.com/2005/11/08/international/europe/08france.html?hp=&pagewanted=print. ดูเมื่อ 11 พ.ย. 2548

(12) Bouteldja, Naima. อ้างแล้ว

(13) Smith, Craig S. 2548. "France Has an Underclass, but Its Roots Are Still Shallow," The New York Times. 6 พ.ย. ที่ http://www.nytimes.com/2005/11/06/weekinreview/06smith.html?fta=y&pagewanted=print. ดูเมื่อ 11 พ.ย. 2548

(14) Bouteldja, Naima. อ้างแล้ว

(15) Smith, Alex Duval. อ้างแล้ว

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์