บทความจากไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม: "สันติวิธี" กับทางออกจากวิกฤตสังคมไทย

ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

โดยไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

 

"สันติวิธี" กับวิกฤตสังคมไทย

หลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องหรือเสนอแนะให้ใช้ "สันติวิธี" ในการคลี่คลายภาวะ "วิกฤต" ของสังคมไทยในขณะนี้

 

รวมทั้งผมเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบุคคลที่ขอเรียกตัวเองว่า "นักสันติวิธี"

 

มี รศ.ดร.โคทม อารียา (ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล) รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ (ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในสังกัดรัฐสภา) เป็นต้น       

 

ส่วนผมเองเป็นประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

"ศูนย์คุณธรรม" มีพันธกิจในการส่งเสริม "ขบวนการคุณธรรม" ซึ่งย่อมรวมถึง "ขบวนการสันติวิธี" ไปด้วยโดยปริยาย เพราะ "สันติวิธี" ก็คือ "คุณธรรม" อย่างหนึ่งนั่นเอง

 

ประเทศไทยของเรากำลังประสบภาวะวิกฤต ทั้งทางการเมืองและทางสังคม ซึ่งถ้าคลี่คลายไม่ได้จะนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางจิตใจ เศรษฐกิจ และอื่น ๆ

 

รวมถึงอาจเกิดการปะทะรุนแรง ถึงขั้น บาดเจ็บ ล้มตาย ทรัพย์สินเสียหาย ฯลฯ

 

กลายเป็น "โศกนาฏกรรม" ที่สร้างรอยร้าวและบาดแผลในดวงจิตของคนไทยและสังคมไทยอย่างน่าเศร้าเสียใจอีกครั้งหนึ่ง

 

"สันติวิธี" เป็นสะพานสู่ทางออกจากวิกฤต

"สันติวิธี" จึงน่าจะเป็น "สะพานสู่ทางออก" จาก "วิกฤตสังคมไทย" ในปัจจุบัน

"สันติวิธี" มีได้ 2 แบบ คือ "แบบชั้นเดียว" และ "แบบสองชั้น"

 

"สันติวิธีแบบชั้นเดียว" คือ การเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้ "ความรุนแรง" แต่มุ่งให้ได้ "ชัยชนะ" ของฝ่ายตน แบบนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหิงสา" (Non-violence)

 

ส่วน "สันติวิธีแบบสองชั้น" ได้แก่การใช้วิธีการอันเป็นสันติ รวมถึงการพูดจาต่อรอง (Negotiation) เพื่อให้ได้ "ข้อตกลงร่วมกัน" ซึ่งเป็นที่พอใจหรือยอมรับได้ร่วมกันทุกฝ่าย แบบนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การสร้างสันติ" (PeaceBuilding)

 

ถ้าประยุกต์หลักการและความหมายข้างต้นเข้ากับสถานการณ์ของสังคมไทยในขณะนี้ จะเห็นว่ามี "คู่ขัดแย้ง" อยู่ 3 ฝ่าย ได้แก่ (1) ฝ่ายรัฐบาลรักษาการ (2) ฝ่ายอดีตพรรคฝ่ายค้าน (3) ฝ่ายชุมนุมเรียกร้อง (ให้นายกฯทักษิณ ลาออกและเว้นวรรคทางการเมือง)         

 

ทั้ง 3 ฝ่ายกำลังใช้ "สันติวิธีแบบชั้นเดียว" คือ ไม่ใช้ความรุนแรงทางร่างกายหรือทางอาวุธ แต่มีการใช้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีตลอดจนกลอุบายต่างๆที่กล่าวหาหรือกดดัน หรือสร้างความเสียหายให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้เพื่อให้ฝ่ายตนได้รับ "ชัยชนะ"

 

ควรใช้ "สันติวิธีแบบสองชั้น"

ยังไม่มีฝ่ายใดพยายามใช้ "สันติวิธีแบบสองชั้น" คือ หาทางพูดจาต่อรองเพื่อให้ได้ "ข้อตกลงร่วมกัน" โดยอาจจะมีหรือไม่มี "คนกลาง" ช่วยด้วยก็ได้

 

"คนกลาง" ในกระบวนการสันติวิธีนี้ ยังมีได้ 2 แบบหลักๆ คือ (1) แบบช่วย "เอื้ออำนวย" (Facilitating) คือช่วยประสานเชื่อมต่อ (เช่น พูดกับฝ่ายนั้นทีฝ่ายนี้ที เพื่อนำเข้าสู่การพูดจาต่อรองอย่างพร้อมหน้าเมื่อทุกฝ่ายมีความพร้อม) ช่วยจัดกระบวนการ ช่วยดำเนินการประชุม ฯลฯ

 

คนกลางแบบที่ (2) คือ ช่วยเป็น "ร่มบารมี" ให้คู่กรณีได้มาพูดจากันในบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการปรองดองกันได้ง่ายขึ้น คนกลางแบบนี้มักเป็น "ผู้ใหญ่" หรือ "ผู้อาวุโส" หรือ "ผู้มีตำแหน่งฐานะ" ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของทุกฝ่ายที่เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้ง

 

กรณีความขัดแย้งทั่วไป อาจใช้คนกลางแบบใดแบบหนึ่งก็เพียงพอ แต่ในบางกรณีที่มีความยากและซับซ้อนหรือละเอียดอ่อนมากๆ อาจอาศัยคนกลางทั้ง 2 แบบ ร่วมกันก็ได้

 

สมมุติว่า ทั้ง 3 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ ยอมหันหน้ามาพูดจากัน และสมมุติด้วยว่า สามารถตกลงหาบุคคล ซึ่งเห็นชอบหรือยอมรับร่วมกันมาช่วยทำหน้าที่ "คนกลาง" ให้

 

คำถามต่อไปคือ "จะมีทางตกลงกันได้หรือ?" ในเมื่อคู่ขัดแย้งมี "จุดยืน" ที่สวนทางกันอย่างชัดเจน

 

เป็นหน้าที่ของ "คนกลาง" ที่จะพยายามชวนให้ทุกฝ่ายละวาง "จุดยืน" ของตนแล้วมุ่งหา "จุดประสงค์" ร่วมกัน

 

เช่น จุดประสงค์ร่วมกัน อาจได้แก่ "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความเจริญสุขร่วมกัน" หรืออาจตั้งจุดประสงค์ร่วมกันว่าเพื่อสนองต่อพระปฐมบรมราชโองการ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

 

ทั้งนี้ "สันติวิธี" จะไม่พยายามค้นหา ว่าใครถูกใครผิด หรือใครดีใครไม่ดี แต่จะพยายามหาทางออกจากความขัดแย้งสู่ข้อตกลงร่วมกันเป็นหลัก

 

เมื่อได้จุดประสงค์ร่วมกันแล้ว ขั้นต่อไปคือพยายามหา "วิธีการ" สู่การบรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน

 

การพูดจาต่อรองในเรื่องที่ยากและซับซ้อนเช่นวิกฤตการเมืองและสังคมไทยครั้งนี้ คงต้องใช้เวลาให้มากพอ แต่ถ้าตกลงจุดประสงค์ร่วมกันได้แล้ว การค้นหาวิธีการมักจะเป็นไปได้ในที่สุด

 

"ชุดวิธีการ" ที่จะช่วยให้ออกจากวิกฤต

ซึ่ง "วิธีการ" ที่ว่านั้น คงจะเป็น "ชุดวิธีการ" คือมีหลาย ๆ อย่างที่ตกลงกันว่าจะทำพร้อมกันไป

 

ผมจะลองใช้จินตนาการว่า อาจบรรลุข้อตกลงเป็น "ชุดวิธีการ" เช่น ทำนองนี้

1.       ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549

2.       ให้ กกต. และกลไกต่าง ๆ พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

3.       ให้มีการหาเสียงหรือรณรงค์อย่างเปิดเผยเป็น 2 ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายขอให้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย (หรือพรรคอื่นที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง) และฝ่ายขอให้งดเว้นการออกเสียง (เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาหรือไม่เห็นชอบต่อ พตท. ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี)

4.       พตท.ทักษิณ ชินวัตร ตกลงและประกาศ จะไม่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ภายหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่อาจจะทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยอาจยังคงเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หรือเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

5.       รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 จะเป็นรัฐบาลและสภาฯชั่วคราว มีหน้าที่หลักคือ (1) การดูแลให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามปกติ (2) การดูแลและดำเนินการเกี่ยวกับการเฉลิมฉลอง 60 ปี ครองราชย์ (3) การดำเนินการให้มีการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ เฉพาะในส่วนที่จะทำให้สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ภายในประมาณสิ้นปี 2549 โดยเป็นที่เห็นชอบร่วมกันของทุกฝ่าย

6.       การแก้ไขปรับปรุงส่วนอื่นๆของรัฐธรรมนูญ ให้ทำภายหลังมีการเลือกตั้งครั้งใหม่(ประมาณปลายปี 2549) แล้ว โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของส่วนต่างๆของสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งมากกว่า 3 ฝ่าย ที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่

7.       ให้ทั้ง 3 ฝ่าย ละเว้น จากการบริภาษ ยั่วยุ เสียดสี หรือการให้ร้ายอย่างไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายอื่นๆ

8.       ให้ฝ่ายชุมนุมเรียกร้อง ยุติการชุมนุม ฝ่ายรัฐบาลรักษาการสนับสนุนให้สื่อทุกประเภทมีอิสระในการดำเนินงาน และฝ่ายอดีตพรรคฝ่ายค้านประกาศจะเข้าเสนอตัวในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายหลังการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญแล้ว            

 

ที่ผมลองจินตนาการดูข้างต้นนั้น เป็นตัวอย่าง หรือ "ตุ๊กตา" ให้เห็นว่า น่าจะมีทางบรรลุข้อตกลงได้ ถ้าได้พูดจาต่อรองกันโดยมีคนกลางช่วยเอื้ออำนวย และมีจุดประสงค์ที่ได้พิจารณาเห็นชอบร่วมกันเป็นตัวตั้ง

 

สู่การปฏิรูประบบคุณธรรม สังคม และการเมือง

ส่วนคำว่า "ส่วนต่างๆของสังคม" ที่ควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะรวมถึง (1) ภาคชุมชนฐานราก (ประชาชน ชาวบ้าน ทั้งในชนบทและในเมือง) (2) ภาคธุรกิจ (3) ภาควิชาการ

 

ทั้งนี้ โดยถือว่า (4) "ภาคประชาสังคม" (Civil Society) (5) ภาคการเมือง ฝ่ายรัฐบาล (6) ภาคการเมืองฝ่ายค้าน นั้น รวมอยู่ในคู่ขัดแย้ง 3 ฝ่าย ซึ่งต้องร่วมในกระบวนการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

 

รวมแล้วจึงเป็น 6 ฝ่ายหรือ 6 ภาคส่วนของสังคม ที่ควรมีบทบาทร่วมกันในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ

 

นอกจากแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ แล้ว ผมยังเห็นว่าทั้ง 6 ฝ่าย น่าจะร่วมกันศึกษาพิจารณา ประเด็นที่ใหญ่กว่า และสำคัญยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

 

นั่นคือ ประเด็นว่าด้วย "การปฏิรูประบบคุณธรรม สังคม และการเมืองไทย"

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์