ปฏิรูปการเมืองในสายตา 2 ส.ว.เสียงข้างน้อย และภาค ปชช.

วันที่ 6 เม.ย. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดสัมมนาเรื่อง "การปฏิรูปการเมืองไทย" โดยมีน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตส.ว.อุบลราชธานี นายจอน อึ้งภากรณ์ อดีตส.ว.กทม. และเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วมสัมมนา

 

น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า อันตรายที่ระบอบทักษิณที่ทำให้ได้เห็นคือ ระบบคิด โครงสร้างการทำงานที่ทำลายล้างระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสื่อสารมวลชน แบบครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้ระบบอำนาจเบ็ดเสร็จ การปฏิรูปการเมืองจึงต้องเร่งดำเนินการ หากปล่อยให้คืบคลานต่อ จะนำไปสู่การสร้าง "บริษัทประเทศไทยจำกัด" และแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเว้นวรรคการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เว้นวรรคอำนาจทางการเมือง

 

น.พ.นิรันดร์ กล่าวอีกว่า การเปิดรัฐสภาใหม่ ก็เพื่อออกมารับใช้เป็นเครื่องมือให้กับระบอบทักษิณ นายกฯคนใหม่ แม้ไม่ใช่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เขาก็สั่งได้ จึงกลายเป็นรัฐสภาอัปลักษณ์ อัปยศ ที่ถูกกำกับ กลายเป็นนายกฯหุ่นเชิด การเมืองภาคประชาชนต้องร่วมปฏิรูปการเมือง โดยลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ล้มระบอบทักษิณ ที่ทำลายล้างประเทศมา 5 ปี และหาทางทำอย่างไรให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จอมปลอม ตกอยู่ใต้อำนาจของทักษิณ

 

ส่วนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว ภาคประชาชนต้องเข้าไปดำเนินการ รวมทั้งเข้าไปตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายต่างๆ เพราะแม้ทักษิณออกไปแล้วแต่ยังมีการดำเนินนโยบายฉ้อฉล ทั้งเรื่องเอฟทีเอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ และมั่นใจว่าทักษิณยังกุมบังเหียนอำนาจในระบอบทักษิณต่อ

 

การปฏิรูปการเมืองต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 313 ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้การเมืองภาคพลเมืองเกิดขึ้น ต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปสังคม ทำให้เกิดสังคมสมานฉันท์ที่แท้จริง นอกจากนั้นต้องปฏิรูปสื่อที่ล้มเหลว ถูกคุกคามหรือทำลายโดยระบอบทักษิณตลอด 5 ปี ทั้งสื่อสาธารณะ สื่อกระแสหลัก และสื่อภาคประชาชน แม้ทักษิณเว้นวรรค แต่มีคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นคนสืบทอด ดังนั้นแม้ช่วงเวลาสั้นก็ต้องผลักดันเชื่อมโยงทุกส่วน ทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ ภาคประชาชน และผู้ใช้สิทธิโนโหวต

 

นายจอน กล่าวว่า การประกาศไม่รับตำแหน่งของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ฝ่ายเรียกร้องกลุ่มพันธมิตรเสียเปรียบ จึงอยากขอเสนอให้กลุ่มพันธมิตรเว้นวรรคด้วย ไม่ใช่หยุดการเคลื่อนไหว แต่ต้องเคลื่อนไหวอย่างหลากหลาย โดยคนที่จะขึ้นมาแทน พ.ต.ท.ทักษิณ จะอ่อนแอกว่าแน่นอน ซึ่งผลที่ได้เบื้องต้นมองว่าสำเร็จ เอาพลังประชาชนกลับมาได้สำเร็จ ส่วนเสียงโนโหวตและบัตรเสีย ถือว่าไม่เอาทักษิณ ดังนั้นจากนี้ไปในการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร วันที่ 7 เม.ย.อยากให้ชูใน 3 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ เรื่องแรก ตรวจทุจริตคอร์รัปชั่น ตรวจสอบทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ส่วนเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ทำไปอีกด้าน

 

เรื่องต่อมา ปลดปล่อยเสรีภาพสื่อ เรียกร้องให้สื่อทุกส่วนต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะทราบว่า น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ไปนั่งอยู่ที่ อสมท. 2 วันเต็มๆ เพื่อกำกับสื่อ จึงอยากบอกให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และกรมประชาสัมพันธ์ ออกไปได้แล้ว และหยุดปิดกั้นสื่อ

 

อีกเรื่องที่น่าจับตาคือ การเลือกตั้ง ส.ว. วันที่ 19 เม.ย.นี้ ซึ่งตอนนี้ยังมีปัญหาอำพรางบุคคลที่เป็นคนของพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ดังนั้นอยากให้ทุกจังหวัดมีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ที่เป็นคนของพ.ต.ท.ทักษิณว่า มีใครบ้าง เพื่อประชาชนจะได้ไม่เลือก

 

ส่วนการปฏิรูปการเมืองต้องทำ 3 เรื่องใหญ่ คือ สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ เน้นรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ฟื้นการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิอำนาจประชาชน ในการตรวจสอบนโยบายต่างๆ และสร้างสังคมที่เป็นธรรม ปฏิรูประบบการศึกษา การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ทั้งนี้การเคลื่อนไหวภาคประชาชน กลุ่มพันธมิตรอาจต่างแยกไปเคลื่อนไหว และผลักดันให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติ และต้องเห็นด้วยร้อยละ 80 ทั้งนี้รัฐสภาทักษิณก็ดำเนินไป ส่วนภาคประชาชนก็จะเคลื่อนไหว หากไม่เห็นด้วยกับรัฐสภา

 

จากนั้นเวลา 13.00 น.เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเพื่อปฏิรูปการเมืองและสังคม ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 "ล้างบางระบอบทักษิณ เดินหน้าปฏิรูปการเมือง สร้างสังคมที่เป็นธรรม"

 

นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า องค์ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรวิชาการ องค์กรอิสระ 27 องค์กร อาทิ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ เป็นต้น รวมตัวเป็นเครือข่ายฯ เพื่อปฏิรูปการเมือง โดยมีข้อเสนอ คือ

 

1.ข้อเสนอในการปฏิรูปการเมือง โดยการเดินหน้าล้มล้างระบอบทักษิณ ลดอำนาจรัฐ สร้างความเข้มแข็งภาคประชาชน และปฏิรูปโครงสร้างการจัดการฐานทรัพยากร 2.ข้อเสนอต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เครือข่ายขอย้ำจุดยืนว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าการดำเนินการโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 40 องค์กรยกร่างไม่ใช่เพียงคนกลาง หรือนักวิชาการ นักกฎหมาย ชนชั้นกลาง ต้องให้ประชาชนทุกอาชีพมีส่วนร่วม และกลไกพิจารณาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสังคม ในรูปประชาพิจารณ์ ประชามติ มากว่าการพิจารณาของรัฐสภา

 

นอกจากนี้ ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้เรียกร้องให้จับตาการเลือกตั้ง ส.ว. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 เม.ย.โดยทางองค์กรจะรวบรวมข้อมูลของผู้สมัคร ส.ว.ที่มีความสัมพันธ์โยงใยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ทั้งในรูปเครือญาติ ลูกน้องเก่า และนักธุรกิจ ที่ร่วมงานกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของระบอบทักษิณ โดยส่งข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ         

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์