พันธมิตรฯ ยันทักษิณต้องยุติบทบาท ย้ำเฉพาะหน้าต้องใช้มาตรา 7

ประชาไท—7 เม.ย. 2549 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมสั่งลาชั่วคราว ประกาศโค่นทักษิณพร้อมระบอบทักษิณ ยืนยันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยมาตรา 7 เตรียมขยายเครือข่ายเพื่อเป็นสมัชชาประชาชนขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง

 

ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

การชุมนุมของพันธมิตรฯ เริ่มต้นเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ท้องสนามหลวง โดยประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมเป็นจำนวนมากเหมือนทุกครั้ง

 

จากนั้นเวลาประมาณ 21.30 น. แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายพิภพ ธงไชย และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขึ้นเวทีประกาศภารกิจการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ระบุจะไม่ถอยพร้อมยืนหยัดกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยุติบทบาททางการเมือง เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ

 

และในเวลาประมาณ 23.00 แกนนำทั้ง 5 คนได้ร่วมกันประกาศพันธกิจ "รวมพลังโค่นระบอบทักษิณ" โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะไม่เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 แต่จะยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ และจะยังคงเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพื่อผลักดันโยบายต่างๆ ของตนให้ดำเนินต่อไปเช่นเดิมนั้น

 

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่าคำแถลงดังกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีเจตนาเพียงเพื่อลดกระแสการต่อต้านของสาธารณชนต่อ "ระบอบทักษิณ" ลงชั่วคราว และคลี่คลายวิกฤติการณ์ทางการเมืองได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ถอนตัวออกจากการแสวงหาอำนาจทางการเมือง และยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าการปฏิรูปการเมืองจะดำเนินไปโดยปราศจากการแทรกแซง

 

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอประกาศพันธกิจเพื่อการปฎิรูปทางการเมืองดังต่อไปนี้

 

1.เรียกร้องและกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการโดยเร็ว การประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่ยังคงดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีอยู่โดยไม่กำหนดระยะเวลา ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรยังคงอำนาจในการบริหารประเทศ การควบคุมองค์กรอิสระ การแทรกแซงสื่อ การทำให้ประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ไม่ชอบธรรมและขัดต่อรัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมทิศทาง การปฏิรูปการเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประสงค์

 

2. ยืนยันให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติเพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (คนนอก) ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านการดำเนินการปฏิรูปสังคมและการเมือง ไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ

 

คณะรัฐบาลชุดนี้มีหน้าที่คล้ายกับรัฐบาลชั่วคราวสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 รัฐบาลชั่วคราวเฉพาะกิจ ต้องยุติการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจซึ่งมีผลกระทบระยะยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายสำคัญ 3 ประการ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเจรจาเอฟทีเอ และเมกะโปรเจ็กต์

 

3. ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการเมือง ที่มีประธานมาจากราษฎรอาวุโสที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง มีคณะกรรมการที่มาจากองค์กรประชาชนในสาขาอาชีพต่าง ๆ ตัวแทนพลเมืองที่มีจิตสำนึกจากทุกจังหวัด นักวิชาการหลากหลายสาขา คณะกรรมการชุดนี้ต้องมีหน้าที่หลักในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นจึงจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทั่วประเทศ ทั้งนี้โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้โดยความเห็นชอบของประชาชนทั้งประเทศผ่านการลงประชามติ ทั้งนี้ สภาที่มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา (2 เมษายน 2549) จะมีบทบาทหลักเพียงอย่างเดียวคือแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราเท่าที่จำเป็น (มาตรา 313) เพื่อให้กระบวนการปฏิรูปการเมืองสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

4. จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อการปฏิรูปสื่อ โดยมีหน้าที่ในการควบคุมและบริหารจัดการสื่อสารของรัฐ ขจัดการแทรกแซงสื่อโดยระบอบทักษิณ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรองรับการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปสื่อมีที่มาจากองค์กรอิสระของสื่อมวลชน และนักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนที่รณรงค์เกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้ยังมีหน้าที่ในจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสื่อเพื่อบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำขึ้น

 

5. จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อไต่สวนเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของภายใต้การบริหารของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายหุ้นชินคอร์ป ของครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส มีการละเมิดกฎหมายหรือมีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือไม่อย่างไร โดยคณะกรรมการพิเศษนี้ต้องแต่งตั้งขึ้นจากบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่ามีความซื่อสัตย์ ยุติธรรม และเป็นที่เคารพจากทุกฝ่าย ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสร้างความเข้าใจให้แก่สาธารณชน มิใช่เป็นแค่เพียงเป็นการให้ข้อมูลแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป

 

ข้อมูลและข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตามข้อ 5 นี้จะเป็นหลักฐานและข้อเท็จจริงสำหรับการพิจารณาโดยสถาบันด้านตุลาการต่อไปด้วย

 

6. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อประชาชนไทยทุกท่านให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย โดยนอกเหนือจากเข้าร่วมสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเพื่อถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณ และเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปการเมืองดังที่ได้กล่าวแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญเฉพาะที่ทุกท่านสามารถแสดงสิทธิและแสดงออกทางการเมืองได้โดยตรงอีก 3 ประการ คือ

 

6.1 พร้อมใจเลือกผู้สมัครวุฒิสภาที่ไม่เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใด ๆ กับระบอบทักษิณ โดยให้เลือกผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่มีจุดยืนอย่างชัดเจนในการปฏิรูปการเมือง และมีความเป็นอิสระจากพรรคการเมือง

 

6.2 เดินหน้าการบอยคอตสินค้าและบริการของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณต่อไป จนกว่ากลุ่มดังกล่าวยุติการเข้ามาแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน

 

6.3 จัดตั้งองค์กรแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น ในรูปแบบ "สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เช่น ระดับจังหวัดและอำเภอ หรือใช้ชื่ออื่นใดเพื่อเข้าร่วมเป็นพันธมิตรสำหรับการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2

 

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหวังว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในพันธกิจ "โค่นล้มระบอบทักษิณ" ครั้งนี้โดยทั่วกัน

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้าการประกาศพันธกิจฯ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า แนวทางของพันมิตรฯจากนี้ไป จะขยายแนวร่วมไปทั่วประเทศ โดยประสานกับองค์กรในจังหวัดต่าง ๆอีกกว่า 200 องค์กร และมีเป้าหมายในการจัดตั้งสมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับเคลื่อนบทบาทในการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 โดยยึดหลัก ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน และปรับฐานความคิดจากนายกรัฐมนตรีเข้มแข็ง เป็นประชาชนเข้มแข็ง

 

นายสุริยะใส กล่าวถึงแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 313 ด้วยว่าพันธมิตรฯ มีแนวทางเสนอคล้ายกับการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อปี พ.ศ.2540 ข้อเสนอเบื้องต้นของปฏิรูปการเมืองน่าจะมาจากตัวแทนในสาขาอาชีพต่างๆ ตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษา นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ตัวแทนจากองค์กรที่มีบทบาททางสังคมและสื่อมวลชน ด้วยแนวทางในการรับร่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการทำประชามติ ส่วนบทบาทของรัฐสภาจะมีบทบาทเพียงแค่เป็นผู้ดูแลเท่านั้น

 

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรักษาการของนายกฯ ย้อนหลังโดยการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาตรวจสอบเป็นเรื่องๆ ไป และข้อเสนอต่อนายกฯ ใหม่ เช่น ยุติการทำเอฟทีเอ การทำเมกะโปรเจ็กต์ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

 

สำหรับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในช่วงช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. คงไม่มีการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงของการเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี และจะใช้วิธีจัดเวทีอภิปรายในต่างจังหวัดทั่วประเทศ แทน นอกจากนี้ แกนนำพันธมิตรอาจจะเพิ่มจากเดิมที่มีเพียง 5 คน เป็น 9 หรือ 11 คน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์