บทความ: รอยทางที่นำไปสู่ความหวัง

 

โดย อาเดี่ยว

 

ทางสายนี้มีผู้เดินกรุยนำมาก่อนแล้ว

แม้ยังไม่เห็นรูปรอยที่เด่นชัด แต่พวกเขาก็พาใจมั่นบุกก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างช้าๆ ทีละก้าวๆ เท้าที่พวกเขาย่ำ นำให้รอยทางที่เคยลางเลือนเริ่มแลเห็นเป็นเส้นเป็นสาย 

เป็นรอยทางเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยขวากหนามและพงรก แต่ก็แลดูอ่อนโยนมีชีวิตชีวา เพราะเป็นทางซึ่งนำพาทุกหัวใจที่ร่วมก้าวเดิน มุ่งไปสู่ปลายทางแห่งความหวังที่สวยงาม

มันจึงเป็นรอยทางที่มีผู้เต็มใจร่วมก้าวเข้ามาย่างเดินไปด้วยกัน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ผมพารอยเท้าอีกคู่หนึ่งย่ำเดินตามมาบนทางสายนี้เพียงไม่นาน แต่นั้นก็นับได้เกินขวบปีเข้าไปแล้ว

เมื่อ นิทรรศการวาดชีวิต กิจกรรมทางศิลปะของเด็กๆ ที่มีเชื้อเอชไอวี เกิดขึ้นครั้งแรกประมาณปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๔๗ ผมเป็นเพียงผู้หนึ่งที่ไปร่วมชื่นชมผลงานภาพวาดใสซื่อเหล่านั้น จำได้ว่าพบเพื่อนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนที่ห่างเหินกันไปนาน

เป็นกิจกรรมเล็กๆ ที่เรียบง่าย อบอุ่น และอบอวลไปด้วยท่วงทำนองของบทเพลงอ่อนหวานที่ทำให้ดูเหมือนว่า ทุกคนมีรอยยิ้มแต้มอยู่ในหัวใจ

แต่วันนั้นผมยังไม่มีโอกาสได้พบสัมผัสกับเด็กๆ เจ้าของผลงานเหล่านั้นเลย

 

หน่อง เพลง เปิ้ล เอก หนึ่ง จอย เจ ยอด ฟ้า ฝ้าย อ้อม นิว ซาล่า บอย เก่ง บัว

 

วันนั้น เจ้าของนามสมมติทั้ง ๑๖ ราย ไม่ปรากฏร่างให้เห็นแม้เงา ไม่มีภาพถ่าย ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้ตัวตนแห่งหน

รู้แต่เพียงว่า พวกเขาคือเด็ก ที่ต้องแบกรับภาระบางอย่างที่หนักหน่วง  เส้นสายและสีสันบนเฟรมผ้าใบในกรอบขาวบ่งบอกให้รู้ว่าความคิดและจินตนาการของพวกเขากำลังงอกงามเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่ในร่องรอยเหล่านั้นมีเรื่องราวบางอย่างที่เด็กอื่นๆ ไม่เคยประสบพบเจอ

ยังจำภาพวาดง่ายๆ ภาพหนึ่ง ที่แบ่งภาพออกเป็นสองส่วน ด้านหนึ่งมืดดำมีเดือนข้างแรมห้อยแขวนอยู่โดดเดี่ยว อีกด้านหนึ่งสีฟ้าสดใส มีจันทร์เหลืองแจ่มอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวหลากสี ด้านล่างมีรูปเด็กหญิงยืนอยู่สามแห่ง ในเงามืด ในแสงสว่าง และตรงกึ่งกลางระหว่างความมืดและความสว่าง

 

 

ใต้ภาพมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า  "...หนูกำลังก้าวออกมาจากอดีตด้านที่มืด อนาคตหนูจะไปอยู่ในด้านที่สดใส ความสดใสที่แข็งแรง ไม่อ่อนแอ มีชีวิตที่ปลอดโปร่ง มีสังคมที่ยอมรับ เข้าใจ"

เป็นถ้อยคำสั้นๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่ซ่อนเร้นเรื่องราวเบื้องหลังไว้มากมาย เป็นเหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า แฝงไว้ด้วยความหวัง ไม่มีท่าทีพร่ำวอนร้องขอ เป็นเพียงเสียงกระซิบที่บอกให้รู้ว่า ชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่งกำลังคิดและหวังอะไรอยู่

นับจากวันนั้นเรื่องราวของพวกเขาก็ประทับอยู่ในใจ

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนที่ห่างเหินกันไปก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะเดินทางครั้งใหม่ สืบทางสายนี้ต่อไปข้างหน้า

เราช่วยกันต่อเสริมเติมฝัน ล้อมวงพูดคุยกันหลายครั้ง เทสิ่งที่มีจากทักษะและประสบการณ์ของแต่ละคนออกมา ช่วยกันก่อรูปก่อร่าง ขยายพื้นที่การทำงานออกไป โดยที่ยังยึดมั่นในแนวทางแห่งศิลปะเพื่อสร้างความสุข จากภาพวาด ขยายไปสู่ภาพถ่าย บทกวี ดนตรี และกล้าหาญคิดกันไปถึงละครเด็กดีๆ สักเรื่อง

แรงสนับสนุนที่อบอุ่นจากองค์กรเพื่อเด็กแห่งโลก ช่วยให้เรามีเสบียงกรังที่จะเริ่มออกเดินทางไกลกันอีกครั้ง ใครถนัดด้านไหนก็เอาใจและกายเข้าแบกรับภารกิจส่วนนั้น ภารกิจไหนที่ยังขาดผู้เชี่ยวชาญ ก็ไปบอกกล่าวชักชวนเพื่อนฝูงเข้ามาช่วยเหลือ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากนักเดินทางกลุ่มเล็กๆ เริ่มกลายเป็นคาราวานน้อยๆ

ไม่เพียงหวังว่าสื่อศิลปะเหล่านี้จะสร้างความสุขให้แก่พวกเราและเด็กๆ ที่ร่วมทางกันมา แต่ยังหวังว่ามันจะนำพาเสียงกระซิบแผ่วเบานั้นให้ล่องลอยไป ให้ไกลขึ้น และก้องกังวาน

 

ยังจำได้ กลางฤดูฝนปีกลาย ในเมืองสงบงามท่ามกลางขุนเขา เป็นครั้งแรกที่เราได้พบสัมผัสกันและกัน ผมพาเพื่อนช่างภาพร่วมวิชาชีพไปทำความรู้จักกับพวกเขา มีคำถามมากมายในใจที่อยากจะเอื้อนเอ่ยตามประสาคนทำงานสารคดี

ระหว่างนั่งปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกกันอยู่ในมื้ออาหาร ผมถามเด็กหญิงที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยความอยากรู้ว่า "บ้านอยู่ไหน" เธอยิ้ม แล้วตอบว่า "พูดไม่ได้ เดี๋ยวข้าวเหนียวติดคอ"

ไม่ใช่คำตอบของคำถาม แต่เป็นคำตอบที่ทำให้ผมรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะสม

นี่เป็นเพียงการพบกันครั้งแรก ผมยังเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่อาจได้รับความไว้วางใจให้ล่วงรู้เรื่องราวเร้นลับในชีวิตของเธอ คงต้องปล่อยให้กิจกรรมสนุกที่ร่วมกันสร้างสรรค์ พาให้เราค่อยๆ เปิดใจรับรู้ตัวตนของกันและกันก่อน เพราะผมพอจะรู้ว่า ใจน้อยๆ แต่ละดวงเหล่านี้ ผ่านพบความบอบช้ำมามากมายเหลือเกินแล้ว

แม้จะมีการพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกันแล้วเป็นอย่างดี แต่กว่าที่เพื่อนช่างภาพจะค่อยๆ หยิบกล้องออกมาบันทึกภาพเคลื่อนไหวของชีวิตเหล่านี้ได้ ก็ต้องเข้าร่วมกิจกรรมยืดเส้นยืดสายกับพวกเขาจนเหงื่อตก

"ถ่ายหนูได้ แต่ถ้าจะเอาไปเผยแพร่ต้องให้หนูดูก่อน" นั่นเป็นเงื่อนไขที่เราน้อมรับ

"แล้วแค่ไหนถึงจะเอาไปเผยแพร่ได้ เห็นเฉพาะด้านหลังได้ไหม"

"ไม่รู้ ก็ต้องดูก่อน เพราะบางทีแค่เห็นท้ายทอย เพื่อนหนูก็จำได้แล้ว"

"เพื่อนหรือแฟน?"

คำถามนี้ไม่มีคำตอบ แต่รอยยิ้มเขินอายก็พอจะบอกได้ และทำให้รู้ว่า พวกเขาไม่เพียงเป็นเด็ก แต่ว่ากำลังเติบโต และกำลังจะก้าวผ่านสู่ช่วงวัยอันหอมหวานที่สุดของชีวิต

พวกเขาจะต้องก้าวไป พร้อมกับพกพาความลับที่ต้องปกปิดนี้ติดตัวไปบนเส้นทางชีวิตที่ทอดยาวไปข้างหน้า อีกนานสักเพียงใด

 

พอย่างเข้าปลายฝนต้นหนาว ชีวิตน้อยๆ จากเมืองแห่งขุนเขา จากดินแดนที่ราบสูง และจากเมืองชายฝั่ง มารวมพลพร้อมเพรียงกันอีกครั้งหนึ่งที่ใจกลางมหานคร

ในวันแรกๆ เราพากันตระเวนไปเสพงานศิลป์เกือบทั่วกรุง ตั้งแต่นิทรรศการภาพจนถึงการแสดงละครเวทีต่างๆ โดยได้รับความเอื้อเฟื้ออย่างอบอุ่นจากผู้ใหญ่ใจดีหลายคน โดยเฉพาะโรงละครเล็กข้างวัดระฆัง

ถึงจะตะลอนมาทั้งวันจนมืดค่ำ แต่เด็กๆ ก็ตื่นตากับแสงสีเสียงและการแสดงอันทรงพลังและยังได้พูดคุยทักทายกับนักแสดงและคุณป้าเจ้าของคณะละครอย่างใกล้ชิด

แผนการของเราสำเร็จไปอีกขั้น หัวใจดวงเล็กๆ ถูกกระตุ้นให้เปิดพื้นที่ว่างรอรับการเรียนรู้โลกแห่งศิลปะที่เรากำลังจะหยิบยื่นให้

หลังจากนั้นก็เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะที่ตัวเองสนใจ ใครที่ยังรักในการละเลงสีสันและจินตนาการลงบนผืนผ้าใบ ก็ได้รับการอบรมเสริมทักษะต่างๆ จากครูมาดเข้ม ใครขยาดเสียงดุๆ ก็สามารถเลือกที่จะมาร่วมสนุกกับอาหน้าจืดในกิจกรรมถ่ายภาพ ส่วนที่เหลือก็ไปเรียนรู้ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกายกับครูละครน่ารักๆ หลายคน ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาถ่ายทอดความรู้และสร้างความสุข

ค่ายครั้งนั้นทำให้พวกเราเริ่มแจ่มชัดกันมากขึ้นว่า ใครชอบอะไร อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร และจะร่วมกันก้าวเดินต่อไปในทิศทางไหน

ปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เราจากกันพร้อมกับสายใยบางอย่างที่ร้อยเชื่อมกันไว้บางๆ พร้อมพันธะสัญญาที่ให้แก่กันว่า "i can...ฉันทำได้"

 

หลังเทศกาลรื่นเริงของปีใหม่ผ่านพ้นไปไม่นาน กิจกรรมการเรียนรู้ของพวกเราเริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้งท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดกระหน่ำ หลังจากที่แผนการต่างๆ ถูกจัดกระบวนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมากแล้ว

ที่เมืองกลางขุนเขานั้น ถูกกำหนดให้เป็นฐานที่มั่นของพวกที่ชอบการละคร ส่วนทางที่ราบสูงกับชายฝั่งเป็นที่รวมของกลุ่มถ่ายภาพ สำหรับการวาดภาพก็กระจายกันออกไปทั้งสามแห่งตามความสมัครใจของแต่ละคน

เราเจอกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผู้ใหญ่ว่างจากภารกิจประจำ และเด็กๆ บางคนไม่ต้องไปโรงเรียน(บางคนก็ไม่ได้ไปโรงเรียนอยู่แล้ว) ประมาณสัปดาห์เว้นสัปดาห์ตลอดปลายฤดูหนาวจนย่างเข้าสู่ต้นฤดูร้อน

 

"สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาแล้ว จึงไม่แคล้วคลาดกันในวันนี้ ทุ่งนาเคยมีข้าวเขียวขจี แต่วันนี้กลับไม่มีอะไรเลย"

คือบทกวีบทหนึ่งของเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่อ่านให้เพื่อนๆ ฟังก่อนรับประทานอาหารเช้า หลังจากทุกคนพากันออกไปเดินย่ำน้ำค้างกลางทุ่งและรอดูตะวันเยี่ยมฟ้ากลางสายลมหนาว ในกิจกรรมอบรมถ่ายภาพครั้งแรก

ผมและเพื่อนรับผิดชอบในกิจกรรมนี้ ความรู้ทักษะมีไม่มาก ใจก็ชักฝ่อๆ เพราะไม่เคยทำอะไรอย่างนี้มาก่อน แต่ด้วยเยื่อใยบางๆ ที่มองไม่เห็น และพันธะสัญญาที่มีให้แก่กัน "i can...ฉันทำได้" ไม่ใช่เฉพาะพวกหนูหรอก แต่หมายรวมถึงอาด้วย

เรา ผม เพื่อน และเด็กๆ ร่วมตะลุยเรียนรู้ไปด้วยกัน สนุกบ้าง เบื่อบ้าง แต่ก็คงไม่มีใครถึงกับทุกข์ อย่างน้อยการได้มาพบเจอกันและได้ทำอะไรร่วมกันก็สานสร้างความรู้สึกดีงามบางอย่างให้พอกพูนในใจของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผมและเพื่อนไม่อยากให้เด็กๆ ต้องกังวลเรื่องเทคนิคของการถ่ายภาพมากจนเกินไป จึงเลือกใช้กล้องอัตโนมัติสำหรับการทำงาน ที่สำคัญมันประหยัด และที่สำคัญยิ่งกว่าเครื่องมือก็คือความคิด เราเชื่ออย่างนั้น

สิ่งที่เราพยายามทำกันเป็นอันดับแรกไม่ใช่การให้เด็กเรียนรู้ว่าจะถ่ายภาพอย่างไร แต่ต้องการให้เขารู้ก่อนว่าจะถ่ายอะไร เราต้องการให้ภาพที่ออกมาสะท้อนมุมมองความคิดความรู้สึกของพวกเขาให้มากที่สุด

"บ้านของฉัน" คือการบ้านชิ้นแรกที่เด็กทุกคนได้รับ คิดว่าเป็นหัวข้อที่ง่ายๆ ใกล้ตัว และเป็นรูปธรรมที่สุดที่เด็กๆ น่าจะสนุกกับมัน แต่ที่สำคัญมันเป็นอุบายของเราที่แอบแฝงความมุ่งหมายบางอย่างเอาไว้ เราอยากทำความรู้จักเรื่องราวชีวิตของพวกเขาแต่ละคนให้มากขึ้นไปพร้อมๆ กันด้วย และมันก็ได้ผล

 

 

เด็กๆ นำของเล่นชิ้นใหม่ออกอาละวาดไปทั่วหมู่บ้าน ภาพเด็กหลายคนที่ป่ายปีนอยู่บนรูปปั้นไดโนเสาร์ตัวมหึมากลางบึงใหญ่นั้น เป็นผลงานของเด็กชายอายุสิบขวบที่เพิ่งจับกล้องเป็นครั้งแรก

ภาพที่ถ่ายถูกนำมาซักถามพูดคุยกันในกิจกรรมครั้งต่อๆ มา ทำให้สามารถปะติดปะต่อเป็นภาพชีวิตของเด็กแต่ละคน ความสนิทสนมคุ้นเคยที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บรรยากาศของกิจกรรมเคลื่อนตัวมันเองไปอย่างสบายๆ แต่แผนการของเรายังไม่หมดแค่นั้น

หลังจากหัวข้อที่เป็นรูปธรรมอย่าง "บ้านของฉัน" ผ่านพ้นไป เราเริ่มพาเด็กๆ ไปสู่พรมแดนที่ท้าทายมากขึ้น นั่นคือรอยต่อของ สิ่งที่เห็นและสิ่งที่คิด "ความสุข-ความทุกข์" คือหัวข้อการถ่ายภาพในครั้งต่อมา

แต่การจะก้าวข้ามผ่านพรมแดนของวัตถุไปสู่การตีความด้วยจิตใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องหาเทคนิควิธีในการนำพาพวกเขาเข้าไปสำรวจจิตใจของตัวเองก่อน

อะไรคือสุข อะไรคือทุกข์ เมื่อมีสุขแล้วเป็นอย่างไร เมื่อมีทุกข์เป็นอย่างไร แล้วจะตีค่าความสุขและความทุกข์ออกมาเป็นภาพได้อย่างไร ไม่ลืมที่จะต้องคอยเตือนกันด้วยว่า เมื่อมีสุขแล้วก็ต้องมีทุกข์ และไม่มีทางที่ใครจะทุกข์ตลอดไป

สิ่งที่ต้องระวังกันมากที่สุดก็คือการสะกิดรอยแผลที่ยังไม่หายดีให้เปิดอ้า

เรารู้ว่ามันปวดร้าว เราไม่อยากทำอย่างนั้น

 

ไม่สำคัญว่าจะถ่ายอะไร ด้วยเทคนิคอย่างไร แต่สิ่งที่ทำให้ภาพมีความหมายคือเราคิดต่อสิ่งนั้นอย่างไร และนั่นจะเป็นกุญแจนำไปสู่การค่อยๆ คลี่คลายและเปิดเผยตัวตนของพวกเขาออกมาให้เรารับรู้ในที่สุด

ผลงานถ่ายภาพหัวข้อ ความสุข-ความทุกข์ ของเด็กชายคนหนึ่งเต็มไปด้วยภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่ โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องกรองน้ำ แม้กระทั่งหลอดไฟ เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวแทนของความสุขพร้อมยกเหตุผลง่ายๆ มาประกอบได้เป็นเรื่องเป็นราว

ในขณะที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งก็ถ่ายภาพเหล่านี้มาบ้างเหมือนกัน เมื่อผมถามว่ามันหมายความถึงอะไร เธอค่อยๆ บอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

  

 

"นี่ทีวีของพ่อ นี่ตู้เย็นของพ่อ นี่นาฬิกาของพ่อ"

"นั่นสิ ถ่ายมาทำไม"

"....คิดถึงพ่อ"

พอแล้ว เพียงพอแล้ว แค่นี้ก็มีความหมายเหลือเกินแล้วสำหรับภาพวัตถุที่แข็งกระด้างเหล่านั้น มันเต็มไปด้วยความมีชีวิตขึ้นมาทันทีในความรับรู้ของผม ผมลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ อยากจะโอบกอดเธอเหลือเกิน

แต่นั่นอาจจะไม่จำเป็น เพราะผลงานในชุดต่อมาของเธอได้บ่งบอกอะไรบางอย่างว่า เธอน่าจะสามารถจัดการกับร่องรอยในอดีตได้ด้วยตัวเอง(และแน่นอน ไม่มีใครสามารทำสิ่งนี้แทนเธอได้)

ภาพกระถางต้นไม้แตกสองภาพที่ผมเห็นในอัลบั้มเล่มล่าสุดของเธอสะดุดตาผมเข้าอย่างจัง มันเป็นกระถางใบเดียวกัน ภาพแรกนั้นแห้งผาก กระถางที่แตกเหมือนซากของสิ่งปรักหักพัง ขณะที่อีกภาพหนึ่งมีกล้าไม้เล็กจิ๋วสีเขียวอ่อนขึ้นพรมอยู่เต็มกระถางแตกๆ ใบเดิมนั้น

 

 

 

เธอบอกว่าคอยรดน้ำมันอยู่หลายวันกว่าจะได้ภาพที่สองออกมา และตั้งชื่อทั้งสองภาพนี้ว่า ระยะเวลาของการเติบโต พร้อมกับเขียนข้อความสั้นๆ มาให้ว่า

"ก่อนที่เราจะทำอะไรเราต้องเจออุปสรรคทั้งนั้น ไม่ว่าหนักก็เบา เราต้องทน เพราะสิ่งที่เราตั้งใจจะได้ออกมาดี"

เธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก อายุ ๑๒ ปี จบประถม ๖ ปีนี้กำลังจะขึ้นมัธยม ๑ แม้ร่างกายจะผอมบาง แต่ดวงตาเธอแวววาว เสียงเธอใส และใจเธอแข็งแกร่ง

เรื่องราวที่ผ่านพบมาในชีวิต ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย การพลัดพราก การถูกดูหมิ่น เย้ยหยัน สารพันเหล่านี้ คงบอกสอนและให้บทเรียนแก่เธอมาเป็นอย่างดีแล้ว ขอเพียงแต่มีบางมือที่คอยช่วยประคับประคองเกื้อหนุนและแนะนำตามสมควร เธอก็น่าจะสามารถจัดการกับมันได้ด้วยตัวของเธอเอง

ผมหวังว่า กิจกรรมที่เราร่วมทำด้วยกันมาเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรื่องราวความคิดและชีวิตของพวกเธอถูกถ่ายทอดออกไปสู่การรับรู้ของผู้คนมากขึ้นเท่านั้น แต่หวังว่ามันยังจะช่วยคลี่คลายรอยแผลที่ค้างคาอยู่ในใจของเธอให้สมานสนิทในสักวันหนึ่ง และมีชีวิตต่อไปด้วยความหวัง

 

เมื่อสิ้นสุดกิจกรรม มีผลงานภาพถ่ายเกือบสองพันภาพ จากเด็กทั้งหมด ๑๔ คน เราจำเป็นต้องเลือกสรรกันหลายรอบกว่าจะเหลือเท่าที่พอจะนำมาจัดแสดงได้ ซึ่งจะต้องไม่มีอะไรที่สามารถเชื่อมโยงหรือบ่งบอกได้ว่าพวกเธอเป็นใคร ความลับของพวกเธอยังคงต้องถูกปกปิดอย่างมิดชิด ตามพันธะสัญญาที่เรามีต่อกัน

ผมได้แต่หวังว่าวันหนึ่งเสียงกระซิบแผ่วเบาเหล่านี้ จะก้องกังวานไปไกล ไปกระทบ เขย่าหัวใจใครบางคนให้ไหวคลอน ไปเคลื่อนความรับรู้ของผู้คนและโลกว่า ยังมีโลกอีกใบที่ดีงามกว่านี้รอพวกเราอยู่เบื้องหน้า โลกที่ทุกชีวิตสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักและความเข้าใจ

ผมหวังว่าการเดินทางของพวกเราจะไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ และผมหวังว่า หัวใจดวงน้อยๆ เหล่านี้ จะยังชุ่มชื่นไปด้วยความหวังแห่งการมีชีวิตอยู่

และโลกใบนี้จะมีที่ทางให้พวกเขา เพื่อพร้อมที่จะเติบโตอย่างเบิกบาน.

 

........................................................................................

หมายเหตุ: สนใจติดตามชมผลงานของเด็กๆทั้ง 26 คน ได้ในงาน เทศกาลศิลปะ 'ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี' วันเสาร์ที่ 29 เมษายน 2549 ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ บ่ายสอง-หกโมงเย็น อ่านรายละเอียดงาน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์