น้องลาวจ๋า พี่ไทยรักน้องมาก : จาก "หมากเตะ" สู่วาทกรรม "เอื้ออาทร" ระหว่างประเทศ


จากบทบรรณาธิการ : เอฟทีเอวอทช์ 18 พฤษภาคม 2549

 


ชื่อบทความเดิม : น้องลาวจ๋า พี่ไทยรักน้องมาก:

จาก "หมากเตะ" สู่วาทกรรม "เอื้ออาทร" ระหว่างประเทศใน แอคเม็กซ์ (ACMECS)

 

 

 

เมื่อต้องยืนอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือเรือข้ามฟาก แล้วไม่สามารถหาที่เกาะยึดเพื่อการทรงตัวเมื่อเวลายานพาหนะเคลื่อนตัวได้ บังเอิญโชคดีมีเพื่อนมาด้วย ท่านผู้อ่านเคยหยอกล้อกับเพื่อนเช่นนี้หรือไม่…เกาะแขนเพื่อน แล้วบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าท่านกำลัง "เกาะลาว" (ไม่ใช่ "เกาะราว")

 

…สำหรับผู้เขียน มุขแบบนี้เคยได้ยินมาหลายครั้ง แต่ครั้งล่าสุดก็เมื่อวานเย็นระหว่างอยู่บนเรือข้ามฝากนี้เอง

 

โดยไม่ต้องพูด ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าความคิดและความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากที่มีต่อประเทศลาวและคนลาวนั้นเป็นอย่างไร ความไม่พอใจของคนลาวที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่อง "หมากเตะ" ของไทยที่แม้จะยังไม่ได้ออกฉายในโรง เป็นตัวอย่างอย่างดีว่าในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวนั้นมันมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่ แม้ว่าผู้จัดทำอาจจะตั้งใจแค่ให้หนังสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมโดยใช้คนลาวเป็นตัวละครเท่านั้น แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพื้นฐานของการคิดหนังเรื่องนี้อยู่บนสมมุติฐานหลายอย่างอันเป็นผลมาจากบริบทความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างไทยกับลาวในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เช่น คนไทยคิดว่าคนลาวขี้เกียจ (ดังนั้นในการออกกำลังกายวิ่งจึงต้องให้สุนัขมาวิ่งไล่หลัง) คนลาวไม่รู้จักความหนาว (และความหนาวน่าหมายถึงความเป็นตะวันตก ดังนั้น จึงต้องไปฝึกเตะในห้องเย็น) คนลาวไม่ทันสมัย (เลยต้องย้อมผมสีทองให้ดูสมัยใหม่) เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากเราเป็นคนลาวบ้างก็คงต้องสะอึกเหมือนกันเป็นแน่

 

อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกศึกษา ให้สัมภาษณ์ในรายการเช้าทันโลกทางวิทยุเอฟเอ็ม 96.5 ว่า กรณีลาวและกัมพูชาเป็นกรณีพิเศษและเฉพาะเลย เพราะในแง่ของวัฒนธรรมไทย เรามองลาวกับเขมรเป็นลูกไล่ คือคนที่ต่ำกว่า แต่เราจะไม่ค่อยกล้าทำอย่างนี้กับพม่าและมาเลเซีย…" ซึ่งไม่น่าแปลกใจ หากงานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันเอเชียศึกษาในลาวเมื่อหลายปีก่อนจะพบว่า แม้โดยรวมแล้ว คนลาวเห็นไทยเป็นมิตรมากกว่าศัตรู แต่คนลาวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนตัวอย่างเห็นว่าไทยเคยทำสิ่งซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อลาวและไทยเป็นประเทศที่ดูถูกลาวมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชาติอื่นๆ

 

ท่านทูตลาวพูดถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจอันเป็นที่มาของเรื่องนี้ในรายการถึงลูกถึงคนว่า เอาประเทศเล็กประเทศน้อยด้อยพัฒนา เศรษฐกิจตกต่ำ การกีฬาก็ไม่พัฒนาดี เศรษฐกิจก็ยังมีอันจำกัด บุคลากรก็จำกัด วิชาการก็จำกัด แล้วเอามาเป็นประเด็นเพื่อตลกเฮฮา" ความแตกต่างอย่างมากทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและลาวเป็นสาเหตุสำคัญที่อธิบายความสัมพันธ์ในลักษณะสูง-ต่ำในสายตาของไทยได้เป็นอย่างดี ไทยมีจีดีพีมากกว่าลาวประมาณเกือบ 20 เท่า มีรายได้ประชากรต่อหัวต่างกันประมาณ 6 เท่า ดังนั้นไทยจึงมองลาวว่าด้อยกว่า ทั้งๆที่หากนับจากเกณฑ์วัดด้านอื่นแล้ว เช่น สิ่งแวดล้อม หรือปัญหาสังคม ไทยอาจจะเป็นรองลาวหลายเท่าก็เป็นได้

 

ทัศนคติสูง-ต่ำเช่นนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นเพียงแต่ในงานด้านวัฒนธรรมเท่านั้น ในนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศภายใต้รัฐบาลคุณทักษิณก็กำลังใช้ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจนี้เพื่อประโยชน์ของนักลงทุนไทยบางกลุ่ม ถึงแม้จะพยายามเน้นว่าเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน (win-win situation) ก็ตาม โครงการยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (หรือ ACMECS) ระหว่างไทย กัมพูชา พม่า ลาวและเวียดนาม เป็นการริเริ่มของไทยเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ แรงงานราคาถูกรวมถึงสิทธิทางภาษี (จีเอสพี) ในประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยไทยจะสร้างสาธารณูปโภคและสนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลไทยกล่าวว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศเหล่านั้น ลดความยากจนและช่องว่างทางเศรษฐกิจ สร้างงานและลดการอพยพย้ายถิ่นมายังประเทศไทย

 

อันที่จริง การช่วยเหลือและความร่วมมือระหว่างประเทศน่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นขึ้น แต่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ 1. ทัศนคติแบบสูง-ต่ำมีอิทธิพลมาก 2. ความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างมาก และ 3. สายตาของคนไทยจำนวนหนึ่งที่มองแต่เรื่องกำไรเป็นตัวตั้งนั้น นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแอคเม็กซ์นี้สมควรจะได้รับการตั้งคำถามและตรวจสอบว่าแท้ที่จริงแล้วจะสร้างผลผลิตที่เป็นผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริงหรือไม่ หรือเป็นโครงการที่เพียงหนุนเสริมความสัมพันธ์สูง-ต่ำแบบเดิมให้ดำรงอยู่ต่อไปหรืออาจจะเข้มแข็งมากขึ้น และทัายที่สุดแล้ว ไทยก็หวังจะเห็นลาวไม่สามารถเติบโตบนแข้งขาของตัวเองได้อยู่ดี

 

ก่อนจบ อยากให้ท่านผู้อ่านลองดูเนื้อหาบางส่วนของข้อตกลงซึ่งเวเนซูเอลาและคิวบาเซ็นกับโบลีเวียในการยอมรับ "ทางเลือกโบลีวาเรียนสำหรับประชาชนทวีปอเมริกา" (ALBA) และข้อตกลงการค้าของประชาชนร่วมกันในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

มาตรา 2: ประเทศภาคีจะร่วมกันสร้างแผนยุทธศาสตร์เพื่อรับประกันผลผลิตที่หนุนเสริมกันซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันบนการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่มีอยู่อย่างมีเหตุผล การสงวนรักษาทรัพยากร การขยายตัวการจ้างงาน การเข้าถึงตลาด และแง่มุมอื่นๆที่จะสร้างความสมานฉันท์ที่แท้จริงและได้รับการผลักดันจากประชาชนของเรา

 

มาตรา 4: ประเทศภาคีจะทำงานร่วมกันและประสานกับประเทศลาตินอเมริกาอื่นๆ เพื่อขจัดความไม่รู้หนังสือในประเทศเหล่านี้ โดยใช้วิธีการที่เคยทดลองและทดสอบและมีประสิทธิภาพกับประชากรทุกหมู่เหล่า ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาแล้วในเวเนซูเอลา

 

มาตรา 5: ประเทศภาคีตกลงที่จะจัดให้มีการลงทุนในสิ่งที่สนใจร่วมกันซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของบริษัทรัฐ ร่วมทุนสองชาติ ผสมหรือในรูปแบบสหกรณ์ โครงการการจัดการร่วมกันและรูปแบบอื่นๆตามแต่จะตัดสินใจ จะให้ความสำคัญกับความริเริ่มซึ่งจะเสริมสร้างความสามารถในการมีส่วนร่วมของคนในสังคม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในทางอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านอาหาร ภายใต้กรอบการเคารพและรักษาสิ่งแวดล้อม

 

มาตรา 6 ในกรณีที่เป็นการร่วมทุนระหว่างสองชาติหรือสามชาติ คู่ภาคีจะทำทุกอย่างเมื่อธรรมชาติและต้นทุนของการลงทุนสามารถทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศผู้รับทุนจะถือหุ้นอย่างน้อย 51%

 

มาตรา 10 รัฐบาลจะสนับสนุนการพัฒนาโครงการวัฒนธรรมร่วมกันโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกันและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประชาชน

 

มาตรา 12 รัฐบาลของเวเนซูเอลาและคิวบายอมรับความต้องการพิเศษของโบลีเวียในฐานะประเทศซึ่งทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและถูกปล้นในช่วงหลายศตวรรษของการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมและอาณานิคมใหม่

 

ตัวอย่างมาตรการที่คิวบาต้องดำเนินการในฐานะส่วนหนึ่งของความสัมพันธกับโบลีเวียภายใต้ข้อตกลงนี้ เช่น จะสร้างองค์กรร่วมระหว่างคิวบาและโบลีเวียที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อให้บริการด้านการผ่าตัดด้านสายตาที่มีคุณภาพสูงโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับพลเมืองโวลีเวียทั้งหมดที่ขาดทรัพยากรการเงินที่จำเป็น จะให้ทุนการศึกษา 5,000 ทุนสำหรับฝึกหมอและผู้เชี่ยวชาญในสาขาทางการแพทย์ จะแบ่งปันประสบการณ์ วัสดุประกอบการเรียนการสอนและทรัพยากรด้านเทคนิคที่จำเป็นในการดำเนินโครงการให้ความรู้ในสี่ภาษาสำหรับประชากรทุกส่วนที่มีความต้องการ และจะแบ่งปันประสบการณ์การอนุรักษ์พลังงานและจะร่วมมือในโครงการอนุรักษ์พลังงานซึ่งอาจจะสร้างทรัพยากรทางการเงินที่แลกเปลี่ยนได้

 

ตัวอย่างมาตรการที่เวเนซูเอลาต้องดำเนินการในฐานะส่วนหนึ่งของความสัมพันธกับโบลีเวียภายใต้ข้อตกลงนี้ เช่น เวเนซูเอลาจะสนับสนุนความร่วมมือในด้านพลังงานและเหมืองแร่โดยให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและกฎหมาย เพิ่มปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดน้ำมันและอื่นๆตามจำนวนที่จะตอบสนองความต้องการภายในของโบลีเวียภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานโดยโบลีเวียจะจ่ายตอบแทนเป็นผลิตภัณฑ์ของตน จะบริจาค 30 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยดูแลความต้องการด้านสังคมและการผลิตของชาวโบลีเวียตามแต่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจ จะให้ทุนการศึกษา 5,000 ทุนในสาขาต่างๆที่เป็นที่สนใจในการพัฒนาและที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

 

สำหรับมาตรการที่โบลีเวียจะต้องดำเนินในความสัมพันธ์ที่มีต่อคิวบาและเวเนซูเอลา เช่น โบลีเวียจะใช้ความเชี่ยวชาญในการศึกษาด้านคนพื้นเมืองทั้งในทางทฤษฎีและวิธีการศึกษาวิจัย จะร่วมกับรัฐบาลอีกสองประเทศในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การศึกษาและฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมในสาขายาสมุนไพร จะช่วยด้านความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศภาคีโดยการให้ส่วนเกินของไฮโดรคาร์บอน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์