ครบรอบ 14 ปี "พฤษภา 35" กับปัญหาเรื้อรังเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

งานครบรอบ 14 ปีเหตุการณ์พฤษภา 35 เป็นการรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญของไทย ครั้งนั้นมีประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง มีการทารุณกรรมและฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างเหี้ยมโหด ประชาชนตายในเหตุการณ์ไปหลายพันศพ เหล่านี้ถือเป็นการ "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" อย่างรุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้บัญชาการที่กระทำการครั้งนั้นได้รับการ "นิรโทษกรรม" ทั้งหมด ในทำนองเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ที่เกิดในช่วงเดียวกันเมื่อปี พ.ศ. 2523

 

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (องค์การนิรโทษกรรมสากล) ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนเดือนพฤษภา 35 จึงจัดงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง "ความผิดต่อมนุษยชาติ กับบทบาทศาลอาญาระหว่างประเทศ กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" เนื่องในโอกาสการรำลึกเหตุการณ์เดือนพฤษภาประชาธรรมและโศกนาฏกรรมที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2549 ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์

 

ประชาไท" ได้เรียบเรียงและตัดตอนข้อคิดที่น่าสนใจของผู้เข้าร่วมอภิปราย มานำเสนอ ณ ที่นี้

 

วสันต์ พานิช คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ      

 

ตั้งแต่อดีตไทยมีการสูญเสียจากการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมาก ตั้งแต่กรณีเหตุการณ์เดือนตุลา เรื่อยมาถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาเมื่อ 14 ปีที่แล้วจนถึงกรณีกรือเซะ หรือตากใบ ซึ่งก็มีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาช่วยเหลือผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้น เหตุการณ์ต่างๆไม่เคยมีผู้ได้รับโทษเลย

 

กรณีสงครามยาเสพติดของรัฐบาลชุดนี้ มีคนตายไปกว่า 2,500 รายแต่เมื่อสืบสวนทีหลังพบว่ามีผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องตายไปกว่า 1,000 ราย แต่ทั้งหมดครอบครัวไม่ได้รับค่าชดเชย ไม่ได้รับการเยียวยา

 

ในกลุ่มที่รัฐบาลบอกว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่ากว่า 50 รายเป็นผู้บริสุทธิ์ อาทิเช่น คนหนึ่งที่โคราช ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แต่ไม่กล้าบอกใคร ก็นำเงินที่ได้มาปรับปรุงบ้าน ไปซื้อรถ ชาวบ้านที่ไม่รู้ก็มาลงคะแนนออกความเห็นในชุมชนว่าเขาเป็นผู้ค้ายาเสพติด แม้เขาจะนำใบรับรองจากกองสลากไปยืนยัน ตำรวจก็ไม่เชื่อ สุดท้ายก็ถูกวิสามัญฯ ทั้งสามี-ภรรยา แล้วก็ยัดยาบ้าใส่รถไว้ อ้างว่าค้นรถพบยาบ้า เสร็จแล้วก็ยึดทรัพย์ทั้งหมด คำถามก็คือ แล้วลูกจะอยู่อย่างไร

 

เมื่อตรวจสอบสมุดเงินฝากจริงๆ มีเงินเข้าแค่ครั้งเดียว คือครั้งที่ถูกลอตเตอรี่ แล้วก็ใช้ออกไปเรื่อยๆ อย่างนี้จะเป็นพ่อค้ายาเสพติดได้อย่างไร หลังจากนั้นตำรวจก็ยอมรับ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดใด

 

อีกกรณีที่แม่สอด จ.ตาก สามีภรรยาค้าขายระหว่างกรุงเทพกับตาก จนสุดท้ายกู้เงินธนาคารมา 30 ล้านไปซื้อรถบรรทุก 10 คัน เมื่อชาวบ้านเห็นว่าร่ำรวยผิดปกติก็ลงคะแนนว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดอีกเหมือนกัน ก็ถูกตำรวจวิสามัญฯ เสร็จแล้วก็ยึดทรัพย์ ภายหลังมีการตรวจสอบจริงๆ ก็พบว่า เป็นเงินจากการกู้ธนาคารมาและค้าขายโดยสุจริต แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ อยู่ดี ผมไม่ได้คัดค้านการแก้ปัญหายาเสพติด แต่หากผิดจริงก็ต้องนำตัวมาเข้ากระบวนการยุติธรรม

 

อย่างกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็เห็นชัดมีการตายระหว่างขนส่ง กว่า 70 คน นอกจากนี้ยังมีศพอยู่ในสุสานทั่วภาคใต้ โดยไม่สามารถระบุชื่อได้รวมแล้วเกือบพันศพ เหล่านี้หาคนรับผิดไม่ได้ อ้างว่ารัฐทำไปโดยชอบแล้ว

 

หลายคดีที่ตรวจสอบแล้ว พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดจริง แต่ก็ดำเนินการใดไม่ได้ เมื่อกฎหมายไทยไม่สามารถบังคับและจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องลงนามในสัตยาบันศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อที่คนผิดจะได้ถูกลงโทษ การกระทำการใดที่เป็นการละเมิดหรืออาจจะละเมิดสิทธิมนุษยชนต้องระวังมากขึ้น

 

แอนนา ดาห์ลแบค ตัวแทนจากประเทศสวีเดนและองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

 

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่นาน มีการตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) หรือ "ศาลโลก" ขึ้นมา แต่ศาลโลกมีเขตอำนาจในการพิจารณาเฉพาะข้อพิพาทระหว่างรัฐเท่านั้น

 

ต่อจากนั้น แม้จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่หลายแห่งทั่วโลก แต่รัฐบาลของแต่ละประเทศไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาพิจารณาคดีได้ จึงมีการก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ The International Criminal Court: ICC ขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 โดยมีประเทศต่างๆ รวมทั้งสิ้น 60 ประเทศร่วมลงนาในสัตยาบันรับรองธรรมนูญกรุงโรมอย่างเป็นทางการ

 

ปัจจุบันนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งประเทศที่ลงนามร่วมเป็นภาคีมีทั้งสิ้น 139 ประเทศ แต่ประเทศที่ลงนามในสัตยาบันรับรองธรรมนูญฯ มี 94 ประเทศ

 

ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจในการพิจารณาอาชญากรรม 4 ประเภทซึ่งส่งผลกับประชาคมโลกโดยรวม ได้แก่

 

1. อาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Crime of Genocide)

2. อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime of Humanity) เช่น การฆาตกรรม การข่มขืน การบังคับให้เป็นทาส การทรมาน การทำให้บุคคลหายสาบสูญ และการเหยียดผิว เป็นต้น

3. อาชญากรรมสงคราม (War Crime) ทั้งที่เป็นสงครามระหว่างประเทศ และสงครามภายในประเทศ

4. อาชญากรรมที่เป็นการรุกราน (Crime of Aggression) เช่น การแทรกแซงระหว่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องทางด้านการเมือง

 

การพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศจะทำหน้าที่เป็นกลไกเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีที่กลไกภายในประเทศไม่สามารถ (unable) หรือ ไม่เต็มใจ (unwilling) ที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพราะศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ยอมรับกฎหมายภายในประเทศบางข้อที่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล (impunity) ไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน กฎหมายดังกล่าว ได้แก่ กฎหมายนิรโทษกรรม การอภัยโทษ หรือการออกเอกสิทธิ์ผู้ลี้ภัย เป็นต้น

 

ขั้นตอนการดำเนินงานของศาลอาญาระหว่างประเทศจะยึดหลักการของธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งระบุว่าจะไม่มีการพิจารณาคดีที่เป็นความผิดทางอาญาย้อนหลัง หากมีความผิดทางอาญาใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้ธรรมนูญกรุงโรม คดีเหล่านั้นจะไม่สามารถนำมาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้

 

ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศยังยึดหลักการอีกสามข้อ คือ การไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล จะต้องมีการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่ลำเอียง รวมไปถึงการให้ความคุ้มครองแก่ผู้เสียหายหรือพยานรู้เห็น แต่การตัดสินโทษในศาลอาญาระหว่างประเทศจะไม่มีโทษประหารชีวิต ซึ่งศาลอาจจะสั่งให้ผู้กระทำความผิดจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหาย หรือค่าซ่อมแซมให้กับเหยื่อแทน

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศมีเงื่อนไขว่า ผู้กระทำความผิดจะต้องเป็นพลเมืองของประเทศหรือรัฐที่เป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรม และการนำคดีขึ้นศาลจะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย

 

พันธกิจสำคัญที่สุดของศาลอาญาระหว่างประเทศในขณะนี้คือการผลักดันให้มีประเทศเข้าร่วมเป็นภาคีและลงนามในสัตยาบันรับรองธรรมนูญกรุงโรมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ขอบเขตการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศมีความครอบคลุมทั่วโลกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ล่าสุด โธมัส เลอเบียงกา อดีตผู้นำพรรคเดโมแครตของคองโก ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต ได้ถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว หลังจากที่เลอเบียงกาได้หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน

 

ปัญหาสำคัญที่สุดของศาลอาญาระหว่างประเทศ คือ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาไม่ยอมเข้าร่วมเป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรม

 

ในสมัยที่บิล คลินตัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา รัฐบาลในขณะนั้นได้เห็นชอบและตัดสินใจลง

นามร่วมเป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรม แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัตยาบัน และเมื่อจอร์จ ดับเบิลยู บุช เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ได้มีการสั่งถอดถอนการลงนามในธรรมนูญ

 

หากสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือการที่รัฐบาลอเมริกันได้ประกาศถอนความร่วมมือและงดการให้เงินสนับสนุนแก่องค์การศาลอาญาระหว่างประเทศออกไปจนหมดในปี 2548 ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศสันนิษฐานว่าการกระทำดังกล่าวคงมีสาเหตุจากการที่สหรัฐอเมริกาได้กระทำความผิดตามที่ศาลอาญาระหว่างประเทศระบุไว้จริง นั่นคือ การก่ออาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมที่เป็นการรุกราน

 

ทางด้านรัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามในธรรมนูญกรุงโรมไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้การลงนามได้ถูกทำให้กลายเป็นโมฆะ โดยรัฐบาลอ้างเหตุผลว่าธรรมนูญกรุงโรมจะเป็นการเปิดโอกาสให้อำนาจจากภายนอกประเทศเข้ามาแทรกแซงอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์

 

ในความเป็นจริง ประเทศสวีเดน และประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่ยังปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขได้ลงนามในธรรมนูญดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีการแทรกแซงใดๆ เกิดขึ้นกับสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น และกษัตริย์ของทุกประเทศล้วนเห็นด้วยกับการลงนามและให้สัตยาบันรับรองธรรมนูญดังกล่าว

 

ประเทศไทยควรจะร่วมลงนามและให้สัตยาบันเพื่อรับรองธรรมนูญกรุงโรมโดยเร็วที่สุด เพื่อคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะได้รับการพิจารณา ก่อนที่ผู้กระทำความผิดจะลอยนวลไปได้

 

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน รักษาการประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา

 

วันเวลายิ่งผ่านไปยิ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น แม้มีกฎหมายดีขึ้น รัฐธรรมนูญดีขึ้นแล้วประชาชนไทยกลับนิ่งเฉย ทั้งๆ ที่มีคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนกว่า 3,000 คดี มีการสอบสวนแค่ 20 คดี แต่ก็ยังไม่มีการสรุปสักคดี แสดงให้เห็นว่าไม่มีการดำเนินการ

 

เวลาพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนมีคนฟังไม่ถึงร้อยคน ทีคุณสนธิพูดเรื่องคอรัปชั่นมีคนฟังเป็นแสน ทั้งนี้เพราะสังคมเราขาดจริยธรรม สังคมเราขาดคุณธรรม วัฒนธรรมเราเป็นวัฒนธรรมที่สรรเสริญอำนาจแต่ไม่ให้คุณค่าในชีวิตของคนเลย มันมาจากความยากจนเลยหรือเปล่า หรือมันมาจากการยอมรับกฎแห่งกรรมอย่างนั้นหรือ

 

ทำไมเราพร้อมที่จะลืมได้ ทำไมเราพร้อมที่จะเริ่มต้นกันใหม่ บนพื้นฐานใหม่หมด ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หมด เริ่มต้นกันใหม่ นิรโทษกรรมหมด อย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อพฤษภา 2535 ไม่มีใครติดคุกเลย หรือคดีคุณสมชายที่ถูกตำรวจจับหายไป ตำรวจทุกคนได้เลื่อนขั้นหมด กรณีกรือเซะหรือกรณีที่ตากใบ ประชาชนชุมนุมมือเปล่า แต่ถูกตีด้วยปืน ถูกเตะ ขนส่งทับกันแล้วตายไป 78 ศพ นอกจากไม่มีใครถูกลงโทษแล้ว ผู้บังคับบัญชาในเหตุการณ์ได้เลื่อนขั้นทุกคน

 

วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงจัดการปัญหามีอยู่แล้วในสังคม ยิ่งจนยิ่งต้องพึ่งพาอำนาจ เศรษฐกิจหมุนเวียนได้โดยการพึ่งพาอำนาจ เพราะสังคมยังเป็นระบบอุปถัมภ์อยู่ ซึ่งระบบอุปถัมภ์นี้แหละนำไปสู่การใช้ความรุนแรง

 

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเติบโตมาในสังคมและระบบการศึกษาที่ทำให้เราเหยียดหยามชาติอื่น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เห็นได้ชัดจากการกระทำกับแรงงานต่างด้าว ใช้งานหนักให้เงินน้อย เด็กที่เกิดมาก็ไม่มีสัญชาติ ไม่มีการศึกษา ไม่ได้จดทะเบียน เหล่านี้น้บเป็นปัญหาสะสมที่ต้องทำให้สังคมเข้าใจ

 

เมื่อเรายิ่งแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ก็ยิ่งจะทำให้ธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย ต่ำลงเรื่อยๆ จนตอนนี้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด มีคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าประเทศที่มีสงครามกลางเมือง มีคนตายจากการกระทำของรัฐมากกว่าสงครามอิรักเสียอีก

 

ขณะนี้องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยกำลังผลักดันให้รัฐบาลลงนามในสัตยาบัน แต่เหตุผลที่รัฐบาลยังไม่ยอมลงนามเพราะมันเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการพลิกของอำนาจในมือด้วย ซึ่งรัฐบาลไทยมักจะเลือกใช้วิธีรุนแรงในการแก้ปัญหา โดยอ้างความจำเป็นทั้งนี้เพราะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เห็นผลชัดและเร็วที่สุด ถูกใจประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน คนบริสุทธิ์ตายไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบ

 

ที่ผ่านมามีคดีที่รัฐบาลละเมิดสิทธิของประชาชนเป็นร้อยคดี ประชาชนทั้งประเทศถูกละเมิดสิทธิโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้จะนำไปฟ้องศาลไหน เช่น กรณี FTA รัฐใช้มาตรา 224 อ้างว่าไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนไทยทั้งประเทศ ทั้งเรื่องยา เรื่องสิทธิบัตรต่างๆ

 

กรณีรัฐบาลไทยใช้ข้ออ้างว่า เกรงว่าเมื่อให้สัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศแล้วจะกระทบกระเทือนกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ไม่จริงแน่นอน เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยออกมาปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนไทยมาโดยตลอด

 

ตอนนี้ยังไม่สายไปที่จะเรียกร้องให้มีการลงนามอย่างจริงจัง เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชน โดยกระบวนการที่ชัดเจน มั่นคง เราต้องรับอนุสัญญาว่า ต้องไม่ทรมานนักโทษ มีภาคีผู้ลี้ภัย มีกฎหมายรองรับอนุสัญญาต่างๆ เหล่านี้ให้สามารถปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม

 

ต้องแก้ไข มิเช่นนั้นจะมีการเข่นฆ่า เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องธรรมดา หรือจะรอจนกว่าคนที่โดนจะเป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อน หรือคนใกล้ชิดจะโดนเอง เราต้องช่วยกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

 

นคร ชมพูชาติ จากสภาทนายความ

 

เหตุที่รัฐบาลไม่ยอมลงนามในสัตยาบัน เพราะกลัวว่าตัวเองจะกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง และที่สำคัญคือ คนไทยยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน มีทัศนคติเรื่องชาติอื่นต่ำต้อยกว่า ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสูการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

การดำเนินคดีกับจ้าหน้าที่เป็นเรื่องลำบาก หากจะนำผู้นำ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงฟ้องในศาลอาญาระหว่างประเทศต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าหลักคิด และวิธีการเป็นอย่างไร

 

การลงนามในสัตยาบันนี้ จะเป็นหลักประกันว่าผู้นำจะระวังตัวมากขึ้น หากจะมีการบริหารจัดการเหตุการณ์ใดที่ต้องใช้ความรุนแรง การไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่ อ้าง 19 ล้านเสียงแล้วทำอะไรก็ได้ กลายเป็นว่า จำนวนเสียงเหล่านั้นจะฟอกความผิดได้ทุกอย่าง

 

การละเมิดสิทธิมนุษยชนจะส่งผลระยะยาว หากค่าแรงต่างด้าวราคาถูก คนไทยก็จะตกงาน ที่น่ากลัวคือ คนมีอำนาจอย่างตำรวจ ชาชินกับการทำอะไรก็ได้ ละเมิดสิทธิใครก็ได้จนเป็นเรื่องธรรมดา ก็จะอันตรายเราต้องระวังไม่ให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนมากจนกลายเป็นความชาชินโดยไม่รู้ตัว

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์