ธปท. ชี้โลกาภิวัตน์อันตราย เร่งเปิด "เอฟทีเอ" ทำคนตัวเล็กหายนะ

22 พ.ค.49 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในงานกาลาดินเนอร์ "The Horizons Night" ฉลองครบรอบ 21 ปี บัณฑิตวิทยาลัยสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ในหัวข้อ "ค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนไป" ว่า ปัจจุบันทั้งภาคธุรกิจ และภาคเศรษฐกิจกำลังให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางขนาด และตัวเลขเป็นสิ่งที่สำคัญ ขณะที่ประชาชนก็ชื่นชมกับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ มีผลประกอบการและกำไรสูง บริษัทที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว  ด้านนักธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีการควบรวมกิจการกัน ซึ่งการควบรวมกันส่งผลให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงมาก ทำให้เกิดการผูกขาดทางการตลาดขึ้นมาส่งผลให้ประชาชน รวมทั้งผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ 

 

ขณะที่รัฐบาลซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดี ในการให้ความสำคัญกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค แต่รัฐบาลกลับมาเน้นที่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี มุ่งต้องการให้จีดีพีของประเทศเติบโตสูง ยิ่งสูงมากยิ่งดี เน้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกท์ ให้ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯสูงขึ้น ความสำเร็จต่างๆ ถูกวัดด้วยเงินตรา มุ่งหวังผลกำไรสูงที่ต้องสูง ซึ่งนักธุรกิจ และรัฐบาลให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาก 

 

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า การที่ให้บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของต่างชาติ มาเปิดอยู่ในประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นการทำลายร้านค้าปลีกของไทย เป็นการเบียดเบียนคนไทย ร้านค้าปลีกเล็กๆ และร้านโชห่วย กำลังตายลงไปเรื่อยๆ แต่หากว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ของประชาชน และมุ่งเน้นความเท่าเทียมกัน แล้วธุรกิจเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะอยู่รอดได้

 

"เราหวังว่าทางการ คงไม่ปล่อยให้ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ การเปิดเสรีทางการค้าหรือเอฟทีเอ ที่รวดเร็ว ให้มาทำลายธุรกิจเล็กๆ ของคนไทย ทั้งอาชีพช่างตัดผม ร้านอาหาร คนขับรถบรรทุก การทำไร่ ทำนา ซึ่งคงไม่มีใครที่จะสามารถหยุดผลกระทบที่จะเกิดกับธุรกิจเล็กๆ ได้" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว 

 

สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจนั้นจะถูกวัดว่าอยู่ที่จีดีพี จนละเลยการกระจายรายได้ของประชาชน รัฐบาลควรความสำคัญกับคุณภาพชีวิตประชาชนมากขึ้น ปัจจุบันเน้นแต่ให้ความสำคัญกับโครงการขนาดใหญ่ ไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคมให้มีคุณภาพเรามองข้ามไป เน้นแต่การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมมาก ทำให้ทรัพยากรของธรรมชาติร่อยหรอลง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อที่จะมุ่งแต่เพียงที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่โชคดีที่รัฐบาลที่ผ่านมาตระหนักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้มีการตัดป่าไม้น้อยลง 

 

"การมุ่งแต่จีดีพีที่สูงๆ ยังทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทำให้ภาคการผลิตได้รับผลกระทบ และมีผลกระทบต่อภาคชุมชนด้วย และมีปัญหาตามคือปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง รวมทั้งการท่องเที่ยวทำให้จีดีพีของประเทศปรับตัวดีขึ้น แต่กลับส่งผลให้ทรัพยากรของประเทศร่อยหรอลง ทำให้สิ่งแวดล้อมทางชีววิทยาเสียสมดุล ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ควรให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจต้องถูกวัดจากจีดีพีเพียงอย่างเดียว" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว 

 

ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรและการอนุรักษ์ ให้มีระบบการดูแลทรัพยากรที่ดี เช่น มีระบบจัดการน้ำ ซึ่งมีแนวคิดที่จะทำจีดีพีสีเขียว แต่แนวคิดนี้ก็ยังไม่สำเร็จ ตัวอย่างจากประเทศภูฎาน ใช้การวัดผลิตภัณฑ์ความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) แทนจีดีพี  ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ควรเปลี่ยนมาใช้ ดัชนีชี้วัดทางทรัพยากรรวมอยู่ด้วย เช่นการวัดการสะสมน้ำ การขาดแคลนน้ำ พื้นที่ป่า จำนวนโรงงานที่มีการบำบัดน้ำเสีย อัตราการพึ่งพาน้ำมันต่อภาคอุตสาหกรรม  "แนวคิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สะท้อนมาจากจีดีพีควรที่จะต้องมีการแก้ไข" มรว.ปรีดิยาธร กล่าว 

 

..............................................................................................

เรียบเรียงจาก : http://www.naewna.com

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์