คนจนฯ จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ชูธงสังคมสวัสดิการ


คณะกรรมการรณรงค์สวัสดิการเพื่อคนจน ประกอบด้วยแนวร่วมคือ กลุ่มคนจนในเมือง (ในนามกลุ่มผู้หญิงจากกลุ่มแม่บ้านศูนย์รวมพัฒนาชุมชน) กลุ่มคนใต้สะพาน กลุ่มคนไร้บ้าน และกลุ่มเยาวชน ได้รวมตัวกันที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 เพื่อจัดเสวนาเรื่อง "หยุดซ้ำเติมคนจน"

 


จากวงเสวนาดังกล่าว นางสาวนุชนาถ แท่นทอง อาสาสมัครศูนย์รวมพัฒนาชุมชน กล่าวสรุปว่าที่ผ่านมารัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนคนรากหญ้ามีความสุขได้เลย


 


นาย<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />สุวิทย์ วัดหนู ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อที่อยู่อาศัยกล่าวว่า ปัจจุบันมีคนจนเข้ามาอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมากขึ้น เฉพาะประชาชนที่อยู่ในย่านสลัมมีประมาณ 3 แสน 5 หมื่นคน และมีแนวโน้มว่ากลุ่มประชาชนที่เป็นคนจนจะไร้ที่อยู่อาศัยหรือไร้บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า คุณภาพชีวิตและคุณภาพสังคมของคนไม่ดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลมักไม่ได้ให้ความสนใจที่จะช่วยเหลืออย่างจริงจัง ทำให้เกิดเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม


 


วงเสวนาได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลและกทม. ควรจะลดค่าโดยสารรถเมล์ โดยกลุ่มคนจนฯ เรียกร้องให้รัฐบาลลดค่ารถโดยสารประจำทางที่เป็นรถขสมก.และรถร่วมลงจากเดิม หากเป็นนักเรียนที่แต่งชุดนักเรียนและผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้ขึ้นรถฟรี


 


นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนเรื่องการเล่าเรียนฟรี 12 ปี รวมถึงแนะให้รัฐใช้มาตรการเก็บอัตราภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดกคนรวยช่วยชาติ อัตราภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และภาษีหุ้นมาใช้ เพื่อจัดเก็บภาษีมาใช้สำหรับเป็นเงินงบประมาณใช้จ่ายในประเทศโดยไม่เอารัดเอาเปรียบคนจนด้วย


 


คณะทำงานรณรงค์สวัสดิการเพื่อคนจนจึงจัดโครงการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงปัญหา เพื่อให้ภาครัฐช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ พร้อมทั้งจะจัดให้มีการตั้งจุดรณรงค์ขึ้นสองช่วง ตั้งแต่วันที่ 5-7 มิถุนายน และวันที่ 19-30 มิถุนายน ในเวลา 16.00-18.00 น.


 


คณะกรรมการฯ และแนวร่วมจะนัดกันสวมเสื้อสีดำ จากนั้นก็เดินไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สนามหลวง สวนจตุจักร หน้าสถานีรถไฟฟ้า และรวบรวมข้อคิดเห็นจากประชาชนทั่วไปเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว


 

koomkumkaew

ไม่ใช่ว่ารัฐบาลต้องแก้ไขฝ่ายเดียว
ประชาชนต้องแก้ไขตัวเองด้วย
จึงจะสำเร็จ