โลกสิ้นชื่อ อัล-ซาร์กาวี บัญชีดำหมายเลข 1 ในอิรัก

8 มิ.ย. 49 สถานีโทรทัศน์ทางการอิรักรายงานการประกาศของ นายกรัฐมนตรี นูรี อัล-มาลิกิ แห่งอิรัก ว่า นาย<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />อาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ในอิรัก ถูกสังหารพร้อมกับคนสนิทของ นายซาร์กาวี อีก 7 คน ในระหว่างการโจมตีเมืองบาคูบา ที่อยู่ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางเหนือ 65 กม.ของกองทัพอิรักและสหรัฐ เมื่อเวลา 19.00 น. (7 มิ.ย.) ตามเวลาในอิรัก


 


ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการจอร์แดน เปิดเผยว่า การสังหารนายอาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ในอิรัก เป็นฝีมือของปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยข่าวกรองจอร์แดน หน่วยข่าวกรองสหรัฐ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ การโจมตีเกิดขึ้นในขณะที่นายซาร์กาวี กำลังเป็นประธานในการประชุมกลุ่มก่อการร้าย เขาเสียชีวิต 10 นาทีหลังปฏิบัติการ พร้อมกับพรรคพวกอีก 8-10 คน และเจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นศพของนายซาร์กาวี ขณะที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐยังไม่ได้ยืนยันรายงานข่าวนี้


 


โดยรายงานของเอบีซีนิวส์ ในกรุงวอชิงตันของสหรัฐ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นายซาร์กาวี เสียชีวิตจากการที่สหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศบ้านหลังหนึ่งในกรุงแบกแดดของอิรัก


 


นายซาร์กาวี เป็นหนึ่งในจำนวนบุคคลที่โลกกำลังต้องการตัวมากที่สุด ถูกหมายหัวในฐานะเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อกระบวนการสันติภาพในอิรัก และสหรัฐตั้งค่าหัวไว้ถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


 


นายซาร์กาวี มาจากครอบครัวยากจน เป็นบุตรชายของผู้นำเผ่าอาวุโสผู้หนึ่ง เติบโตมาในเมืองซอร์กอ เมืองอุตสาหกรรมอันเงียบเหงาในประเทศจอร์แดน ท่ามกลางผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไสจากดินแดนซึ่งอิสราเอลยึดครอง


 


เขาเคยเป็นที่รู้จักเพียงเพราะก่ออาชญากรรมฉกชิงวิ่งราว ทว่าด้วยอิทธิพลจากคำสอนของพวกนักการศาสนาในมัสยิดแนวทางรุนแรง ซาร์กาวีตัดสินใจมุ่งสู่อัฟกานิสถานตอนต้นปี 1989 ทำศึกต่อสู้กับ กองทัพสหภาพโซเวียต


 


ซาร์กาวี มีชื่อจริงว่า อาเหม็ด ฟัดฮิล อัล คอละย์เละห์ ถูกขังคุกในจอร์แดนเมื่อปี 1993 หลังกลับจากอัฟกานิสถาน และพ้นโทษในปี 1999 เมื่อกษัตริย์จอร์แดนทรงพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษทั่วประเทศ


 


อย่างไรก็ตาม เวลาต่อมา ทางการจอร์แดนกล่าวหาว่าเขาเป็นจอมบงการในคดีลอบสังหาร ลอเรนซ์ โฟลีย์ นักการทูตอเมริกันในกรุงอัมมานเมื่อปี 2002 ตลอดจนการโจมตีด้วยมือระเบิดพลีชีพต่อโรงแรม 3 แห่งที่เมืองหลวงจอร์แดนแห่งนั้นในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จนมีผู้เสียชีวิตไป 60 คน


 


ก่อนที่สหรัฐฯและพันธมิตรเปิดฉากรุกรานยึดครองอิรักในปี 2003 ซาร์กาวีมีความเชื่อมโยงกับ อันซาร์ อัลอิสลาม กลุ่มนักรบที่ปฏิบัติการแถวๆ ชายแดนอิหร่าน ตรงบริเวณพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือของอิรักซึ่งชาวเคิร์ดยึดครองอยู่


 


ฐานของกลุ่มนี้ถูกทำลายระหว่างกองทัพอเมริกันรุกเข้าไปแต่อีกไม่นานซาร์กาวีก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในฐานะผู้นำของกลุ่มนักรบที่เรียกตัวเองว่า ตอฮิด วัล ญิฮัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มอัลกออิดะหในอิรัก


 


อุซามะห์ บิน ลาดิน เป้าหมายหมายเลขหนึ่งในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ เคยประกาศให้ซาร์กาวี เป็นผู้ช่วยของเขาในอิรัก ภายหลังจากซาร์กาวีประกาศแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุดของเครือข่ายอัลกออิดะห์ผู้นี้ในเดือนตุลาคม 2004 บินลาดินยังเคยเรียกขานเขาว่าเป็น เจ้าชายแห่งอัลกออิดะห์ในอิรัก


 


ซาร์กาวีกลายเป็นแรงบันดาลใจ และได้นักรบใหม่ไม่ขาดสายจากทั่วทั้งโลกอาหรับที่พร้อมระเบิดตัวเองในภารกิจพลีชีพซึ่งสังหารผู้คนในอิรักไปเป็นพันๆ คนแล้ว


        


ทั้งนี้ซาร์กาวีเคยปรากฏตัวโดยใบหน้าปราศจากสิ่งใดปกคลุมเลยเป็นครั้งแรกในเทปวิดีโอเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ โดยมีทั้งภาพที่เขานั่งอยู่ท่ามกลางกองกำลังแวดล้อม ตรวจดูแผนที่ และยิงปืนกลกลางทะเลทราย


 


การเสียชีวิตของอัล-ซาร์กาวี ก่อให้เกิดความเห็นหลากหลายจากนานาชาติ โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานคำกล่าวของ นายคัตซูโตชิ คาเนดะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นระดับอาวุโส  ซึ่งกล่าวในงานแถลงข่าวว่า


 


"ผมหวังว่า การเสียชีวิตของนายซาการ์วีจะสามารถช่วยให้สถานการณ์ด้านการรักษาความมั่นคงในอิรักดีขึ้นได้ ซึ่ง นายอัล-ซาการ์วี เป็นเสมือนเครื่องหมายเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มก่อการร้ายชาวต่างชาติในอิรัก"


 


ทั้งนี้ นายอัล-ซากาวีนั้น เคยอ้างว่าเป็นผู้นำการก่อเหตุฆาตกรรมนายโชเซอิ โคดะ ตัวประกันชาวญี่ปุ่น เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา


 


ส่วนสำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษออกแถลงการณ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ แห่งอังกฤษ กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ข่าวนายอาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี ผู้นำเครือข่ายอัลกออิดะห์ในอิรักเสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองกำลังสหรัฐ เป็นข่าวดีอย่างยิ่ง และการเสียชีวิตของนายซาร์กาวี ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออัลกออิดะห์ในอิรัก แต่จะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอัลกออิดะห์ทั่วโลก นายแบลร์ขอแสดงความยินดีไปยังชาวอิรัก กองกำลังสหรัฐ อังกฤษ ตลอดจนกองกำลังนานาชาติที่ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของอิรักในขณะนี้


 


เช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์ในตะวันออกกลางหลายประเทศร่วมกันเสนอรายงานข่าวการสังหารนายอาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี เครือข่ายผ่านดาวเทียมกลุ่มอาหรับหลายแห่ง ตัดรายการปกติเข้าสู่การรายงานสดทันที ทั้งระหว่างและหลังการแถลงของนายกรัฐมนตรีนูรี อัล-มาลิกิ แห่งอิรัก ที่เป็นผู้ประกาศการสังหารนายซาการ์วี ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่เมืองบาคูบา


 


นายนาบิล อัล-คาติบ ซีอีโอของสถานีโทรทัศน์อัล-อราบิยา ในดูไบ ระบุว่า ข่าวการสิ้นชีพของนายซาร์กาวี เป็นข่าวสำคัญที่สุดไม่เฉพาะในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จะเป็นข่าวสำคัญต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคไม่เฉพาะในอิรัก การเสียชีวิตของนายซาร์กาวี จะมีผลต่อทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างแน่นอน


 


เว็บไซต์อิสลามที่กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงนิยมโพสต์ข้อความตอบสนองต่อข่าวการสังหารนายซาร์กาวีอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยบางข้อความไม่เชื่อการแถลงของนายอัล-คาติบ ขณะที่บางส่วนยืนยันว่าหากนายซาร์กาวี สิ้นชื่อจริง ดวงวิญญาณของเขาก็จะไปสู่สรวงสวรรค์ และยังจะมีซาร์กาวีคนใหม่นับแสนคนสืบทอดเจตนารมณ์


 


ส่วนเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ในอิรัก ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ยืนยันว่า จะยังคงต่อสู้เพื่อต่อต้านการครอบครองของสหรัฐฯ และรัฐบาลอิรักต่อไป แม้สูญเสียนายอาบู มุซับ อัล-ซาร์กาวี ผู้นำไปแล้วก็ตาม ย้ำจะให้การสนับสนุนนายอุซามะห์ บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ต่อไป


         


อย่างไรก็ตาม หลังการสิ้นชีพของ ซาร์กาวี โลกทุนนิยมตอบสนองข่าวนี้ด้วยราคาน้ำมันดิบสหรัฐที่ร่วงลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นับเป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐตกลงถึง 85 เซนต์ มาอยู่ที่ 69.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยตกลงถึง 35 เซนต์ หลังสถานีโทรทัศน์อิรักและเอบีซี นิวส์ ของสหรัฐ รายงานข่าวการเสียชีวิตของนายซาร์กาวี ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน ร่วงลง 70 เซนต์ มาอยู่ที่ 68.49 ดอลลาร์สหรัฐ