เป้าหมายของเกม "ยุบพรรค" คือสิ่งที่ได้ "ระหว่างทาง"

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 731 วันที่ 2 มิถุนายน 2549

คอลัมน์ : ธ ธง เปลี่ยนสี ..........................................................................ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

 

 

เป้าหมายของเกม "ยุบพรรค" คือสิ่งที่ได้ "ระหว่างทาง"

 

คงเป็นเรื่องที่ตื่นตาตื่นใจเอามากๆ ทางการเมือง หากการเมืองที่กำลัง "เล่น" กันอยู่ตอนนี้ ได้พัฒนาไปถึงการยุบพรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ที่ใหม่กว่า อย่างพรรคไทยรักไทย หรือพรรคใหญ่ที่เก่าแก่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์

สมมตินะครับสมมติ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ ฐานที่เป็นฝ่ายจ้างพรรคเล็กลงสมัครเพื่อใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยจะยินดีปรีดา ท่ามกลางแผ่นดินถิ่นใต้ที่ลุกเป็นไฟหรือ?

เช่นเดียวกัน หากพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ข้อหาจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อให้เขตเลือกตั้งมีผู้ลงสมัคร ส.ส. มากกว่าหนึ่งคน เพื่อให้พ้นเงื่อนไขต้องได้รับคะแนนเสียง "ร้อยละ 20"ก็น่าสงสัยว่าคนเหนือ คนอีสาน จะรู้สึกอย่างไรที่จะเหลือเพียงพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวให้เขาเลือก เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น สถานการณ์ที่ดีที่สุดที่เราวาดหวังได้ คงจะเหลือเพียง การพร้อมใจกันลงคะแนนเสียง "ไม่เลือกใคร" ซึ่งจะมากกว่าคะแนน "โนโหวต" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายเท่า และได้แต่ภาวนาว่า คงไม่มีเหตุการณ์จลาจล เพราะแม้คนเหนือและอีสานจะดูเนิบๆ มิได้ตื่นตัวทางการเมืองดั่งคนใต้ แต่ปรากฏการณ์ความแรงของ "คาราวานคนจน" ในช่วงที่ผ่านมา ก็มิใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้

เว้นเสียแต่ว่า จะเป็นการยุบพรรคทั้ง 2 พรรค และถ้าเป็นอย่างนั้น การเมืองไทยคงจะสนุกและเติบโตครั้งใหญ่ทีเดียว หากการยุบพรรคทั้งสองจะเกิดขึ้นหลังการมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้ว (หลัง 15 สิงหาคม เพื่อให้มีการเลือกตั้งวันที่ 15 ตุลาคม 2549)

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หากเข้าใจไม่ผิด ก็เพราะเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้ว วันที่ออกพระราชกฤษฎีกาจะห่างจากวันเลือกตั้งไม่เกิน 60 วัน เป็นระยะเวลาที่ไม่ว่านักการเมืองคนไหนของทั้งสองพรรคก็ไม่สามารถจะหาพรรคใหม่สังกัดได้ทันเพื่อลงเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่า มีผลเป็นการล้างบางนักการเมืองอย่างน้อย 1,000 คน

โอ้! ช่างสะใจ เสียนี่กระไร เป็นวันแห่งฝันของคนเหม็นเบื่อนักการเมือง และจะเป็นวันแห่งความหวังที่ภาคประชาชนจะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนการกำหนดนโยบายผ่านนักการเมืองที่อ่อนแอ…อืมม..หรือไม่ก็เป็นข้าราชการนั่นเองที่จะกลับมาขับเคลื่อนชะตากรรมของประเทศไทย

แต่ถามจริงๆ เถิดว่า คิดจริงๆ หรือว่าจะมีวันนั้น หากการเมืองที่ขับเคลื่อนจากการชี้ชะตาขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ผลักดันให้เดินไปทางนั้น "รัฐธรรมนูญ 2540"นั่นแหละจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก่อนใคร และนั่นหมายถึงชัยชนะของระบบราชการเดิมที่มี ข้าราชการ ทหาร และตุลาการยุติธรรม เป็นกลจักรสำคัญ

อย่าลืมบาดแผลของประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ครั้งหนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยถูกกีดกันให้ต้องกลายเป็นพรรคเถื่อนหลบลงไปต่อสู้ใต้ดิน และพัฒนากลายเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธในบริบทของยุคสงครามเย็น

การกีดกันพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชน จึงไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายหรือยึดเอาเฉพาะตัวบทกฎหมายราวกับว่าเป็นความจริงความถูกต้อง จนมองข้ามตัวหลักการและปรัชญาของมันว่า ที่สุดแล้วกฎหมายก็ออกแบบมาเพื่อสร้างสังคมให้สงบ และความสงบนั้นก็คือความดีงามชนิดหนึ่ง

            มาถึงตรงนี้ "การยุบพรรค" ไม่ว่าจะเป็นเพียงพรรคใดพรรคหนึ่ง ไทยรักไทยหรือประชาธิปัตย์ หรือทั้งสองพรรค จึงไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย หากแต่เป็นเรื่องที่สังคมไทยจำเป็นต้องคิดไปให้ไกลกว่านั้น และคงต้องบอกว่า กลไกตามรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อให้คิดไปให้ไกลกว่าแค่ตัวบทของกฎหมาย ยังคงต้องเป็น "ศาลรัฐธรรมนูญ" อยู่นั่นเอง

            เข้าใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญของไทยนั้นออกแบบมาโดยการศึกษามาจากรัฐธรรมนูญของเยอรมนี ญี่ปุ่น  และเกาหลีใต้ ในเยอรมนีนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่พรรคนาซี ใช้เสียงข้างมากก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ อำนาจในการยุบพรรคของศาลรัฐธรรรมนูญจึงมีขึ้นเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญที่อาจจะถูกบิดเบือนให้ไม่เป็นประชาธิปไตย และเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งรัฐเป็นด้านหลัก แน่นอนย่อมมิใช่มีไว้เพื่อกีดกันและละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของประชาชน

            หลักการแบบนี้คงไม่ต่างจากของไทยมากนัก อำนาจการยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญ ที่ให้ศาลพิจารณาอรรถคดีทั้งปวง (มาตรา 233) และในระดับของกฎหมายรองลงมา ซึ่งก็คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (มาตรา 65) และมาตรา 66 ได้บอกเงื่อนไขการยุบพรรคว่า

อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้หาก (1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ (3) การกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ (4) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 23 (เรื่องสัญชาติ) วรรคหนึ่ง มาตรา 52 (รับเงินเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคง) หรือมาตรา 53 (เกี่ยวกับการรับเงินเพื่อดำเนินกิจการการเมือง)"

            ถามว่า กรณีกล่าวหาการจ้างพรรคเล็ก ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนเป็นคนจ้าง เข้าข่ายความผิดและเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่ คำตอบก็คือ "อาจจะใช่" แต่เจตนานั้นเป็นไปเพื่อประสงค์จะเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            อย่างไรก็ตาม อำนาจในการยุบพรรคนี้เมื่อเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ ความเป็นศาลย่อมทำให้เกิดการต่อสู้ทางคดีทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายกับนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

มาตรา 67 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงได้กำหนดให้ กกต. แจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน ถ้าอัยการสูงสุดเห็นสมควรก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าว แต่ถ้าอัยการสูงสุดไม่ยอมยื่น กกต.อาจตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง ร่วมกับอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วส่งให้อัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการยื่นคำร้องได้ ให้ กกต.มีอำนาจยื่นคำร้องเอง

และหากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าควรยุบพรรค "ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ต้องยุบไปจะขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้  ทั้งนี้ ภายในกำหนดห้าปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นต้องยุบไป" (มาตรา 69)

ที่จำเป็นต้องยกอ้างกฎหมายขึ้นมาเสียมากมาย ก็เพราะเอาเข้าจริง การยุบพรรคการเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ที่ผ่านมาคือระหว่างปี 2541-2546 ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งยุบพรรคไปแล้วถึง 55 พรรค แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะปัญหาเทคนิคทางด้านการจัดตั้งพรรค การดำเนินงานพรรค หรือเพราะยุบตัวเองไปรวมกับพรรคอื่น ยังไม่มีสักกรณีเดียวที่มาจากสาเหตุและเงื่อนไขเพราะทำผิดตามมาตรา 66 จนกระทั่งมาถึง พ.ศ.นี้ที่ กกต.ได้ยื่นเรื่องยุบพรรคเล็กรับเงินพรรคใหญ่ และกำลังสืบสวนความผิดของพรรคใหญ่อยู่ในเวลานี้

เพราะการยุบพรรคตามความผิดเช่นนี้ อาจมีปัญหาทั้งในแง่ของเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้จะถูกตัวบทก็ตาม มีปัญหาทั้งด้านการเมือง เพราะสองพรรคที่กำลังขึ้นเขียงเป็นพรรคการเมืองที่มีมวลชน หรือจะเรียกว่าพรรคของมหาชนก็ว่าได้ รวมไปถึงขั้นตอนและวิถีทางที่เป็นไปได้ยาก

            ถ้าเช่นนั้น เมื่อความเป็นไปได้ไม่มีหรือยาก พรรคการเมืองเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่ คำตอบนั้นก็คงไม่พ้นเรื่องของการเมืองที่หวังผล "ระหว่างทาง" มากกว่าหวังไปที่เป้าหมายเพื่อการยุบพรรค เพราะเอาเข้าจริงแล้วเป้าหมายที่การยุบพรรค ต่างก็รู้ดีว่า ไม่ได้นำพาประโยชน์มาสู่ใครเลยนอกจากตายด้วยกันทั้งคู่

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์