สิ่งชั่วร้ายที่จำเป็น

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 733 วันที่ 16 มิถุนายน 2549

คอลัมน์ : ธ ธง เปลี่ยนสี ..........................................................................ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

 

 

สิ่งชั่วร้ายที่จำเป็น

 

นิยายกำลังภายในของ "กิมย้ง" หลายต่อหลายเรื่องมักจะมีโครงเรื่องที่ฉายภาพความพิกลพิการของการเมืองในยุทธจักร ระหว่างสำนักต่างๆ ของฝ่ายธรรมะและพรรคที่ถูกสำนักธรรมะ เรียกว่า "พรรคมาร" จะ "ดาบมังกรหยก" หรือ "กระบี่เย้ยยุทธจักร" ก็ดี บอกเล่าเรื่องราวให้เห็นว่า การเติบโตของระบบระเบียบของฝ่ายธรรมะจนกฎเกณฑ์กลายเป็นความถูกต้องนั้น กฎเกณฑ์เหล่านั้นนั่นเองที่ได้สังหารความถูกต้องจริงแท้ยิ่งกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อสังเวยให้กับกฎเกณฑ์ มากกว่าที่จะดำรงความถูกต้องหรือสิ่งที่ควรจะเป็น แล้วในความรับรู้ของคนอ่านหรือคนดู ก็ชัดเจนว่า ที่สุดแล้วสำนักฝ่ายธรรมะนั่นเองที่ "อธรรม" เสียยิ่งกว่า "พรรคมาร"

หยิบแก่นเรื่องกำลังภายในของกิมย้งขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า เอาเข้าจริง การเมืองไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ทำให้เกิด "เครื่องมือ" ที่เรียกว่ากฎหมาย และเราใช้เครื่องมือนี้เพื่อประสงค์จะเข่นฆ่าเอาชนะทางการเมือง ราวกับตัวบทนั้นคือความถูกต้อง โดยปราศจากการถามหาเจตนารมณ์และจุดประสงค์ของการตราตัวบทนั้นขึ้นมา

และชะตากรรมนี้ก็ดูเหมือนจะหนีไม่พ้น หลัง "การพักรบ" ในวาระมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ผ่านพ้นไป

ในเบื้องหน้านี้ การเดินเกมเดินกระแสเพื่อการ "ยุบพรรค" คือยุทธภูมิแรกที่สังคมการเมืองไทยจะต้องก้าวข้ามไป แน่นอนผลปลายทางนั้นมิใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคนชี้ชะตาการอยู่หรือไปของพรรคการเมืองในขั้นตอนต่างๆ นับตั้งแต่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนประกอบขึ้นจากนักกฎหมาย

ในทางกลับกันการอยู่หรือไปของพรรคการเมืองย่อมกลับมาท้าทายนักกฎหมายเองด้วยว่า จะกลายเป็นกลุ่มวิชาชีพที่เป็นกลจักรสำคัญหรือเป็นที่หวังที่พึ่งพิงทางการเมืองได้หรือไม่

พูดก็พูดเถิดครับ หากว่ากันตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นมาในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ก็น่าเชื่ออยู่หรอกว่า จะต้องมีการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เข้าเงื่อนไข ลงสมัครคนเดียวต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และไม่มีอะไรน่าสงสัยอีกเช่นกันหากจะมีพรรคการเมืองไหนสักพรรค จะจ้างพรรคเล็กเพื่อเตรียมเอาไว้ไส่ร้ายป้ายสีพรรคตรงข้าม เพราะเดิมพันครั้งนี้คุ้มค่ากับการลงทุนเสี่ยง

พูดก็พูดเถิดครับ หากว่ากันตามตัวบทอย่างเคร่งครัด พฤติกรรมของพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์กระทำจากการถูกสถานการณ์การเลือกตั้งบีบบังคับให้ต้องจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง จะเพื่อเป้าหมายให้เกิดมี ส.ส.ในเขต หรือเพื่อเป้าหมายการใส่ร้ายป้ายสี ล้วนแล้วแต่มีความผิด "ตามกฎหมาย" ถึงขั้นยุบพรรคได้ทั้งนั้น

แต่ยุบแล้วผลจะเป็นอย่างไร เราจะได้ความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายขึ้นมา แล้วกระหนาบให้เกิดความเกรงกลัวจนเป็นมาตรฐานให้เกิดสิ่งทีเรียกว่า "ทีหลังอย่าทำ" ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน ความผิดที่เกิดจากกรรมการบริหารพรรคบางคน ซึ่งแม้จะเป็นตัวแทนของพรรคตามกฎหมายก็ตาม แต่ความหมายจริงๆ จะเท่ากับการเป็นเจ้าของพรรคได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องน่าสงสัย

คำพูดของลูกพรรคไทยรักไทย อย่าง ธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี ที่บอกว่า "พรรคไทยรักไทยมีประชาชนที่ให้การสนับสนุนมาอย่างท้วมท้น 2-3 สมัยแล้ว มีสมาชิกพรรคเป็น 20 ล้านคน ถ้าพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ก็เป็นไปได้ว่าประชาชนที่สนับสนุนเราจะลุกฮือแน่ เพราะพลังเงียบในต่างจังหวัดยังมีอยู่มาก ซึ่งเขาก็มีสิทธิที่จะทวงถามว่ายุบพรรคเขาเพราะอะไร และเขาก็บอกว่าถ้าถูกยุบ ก็จะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกรับรองได้ว่าคะแนนโนโหวตครั้งนี้ จะมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมามากโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน"

จะมองแบบหยาบๆ ตามอคติที่เรามักจะมีกับลูกพรรคที่มักจะอยากดังว่า ใช้เสียงข้างมากมาขู่ก็มองได้ จะมองว่า นี่เป็นคำพูดที่สะท้อน "หลักการ" ก็ได้อีกเช่นกัน

แต่เชื่อเถิดครับ หาก กกต. อัยการสูงสุด หรือศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าหลักการนี้จะสะท้อนออกมาชัดเจนจากความเป็นไปได้ที่คนภาคใต้จะลุกฮือเสียยิ่งกว่าที่คนอีสานหรือคนเหนือจะลุกฮือ

เจตนาของการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของคน 3 ล้านคน และของพรรคไทยรักไทยเกือบ 20 ล้านคน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพังเพราะกรรมการบริหารพรรคเพียงไม่กี่คน หรือเพราะคนที่ตัดสินเพียงไม่กี่คน แน่นอนต้องรวมถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับพรรคเล็กที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย

ว่ากันอย่างตรงเป้าตรงประเด็น หากจะเกิดความพิกลพิการมันก็ควรจะเป็นเพราะกฎหมายนั่นเองที่ไปผูกพันราวกับว่า ความผิดของกรรมการบริหารพรรคบางคนเท่ากับความผิดของสมาชิกพรรคทั้งหมด หรือว่ากันอีกแบบก็ได้ว่า ความผิดที่เกิดมันเกิดขึ้นจากกระบวนการออกแบบระบบพรรคการเมืองที่ไม่ได้ทำให้เกิด "ประชาธิปไตยในพรรค" ตั้งแต่สมาชิกกำหนดการบริหารในพรรคไม่ได้ กำหนดนโยบายพรรคไม่ได้ ตรวจสอบพรรคไม่ได้ แต่ต้องมารับผิดชอบหากผู้บริหารพรรคทำผิดพลาด

ไม่มีประเทศประชาธิปไตยในโลกประเทศไหนที่ให้การยุบพรรคเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว มันไปทำลายตลาดการเมือง การแข่งขันทางนโยบาย และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสภาพพรรคการเมืองพรรคเดียวไปในที่สุด

มาถึงตรงนี้ขออนุญาตหยิบงานวิจัย "การปรับปรุงระบบพรรคการเมือง" ของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ของ ดร.บุญศรี มีวงษ์อุโฆษ ในฐานะรากฐานงานวิชาการของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ตั้งเป้าในการปรับปรุงระบบพรรคการเมืองไว้ 5 ประเด็น มาให้ระลึกกันว่า เราได้สร้างระบบพรรคการเมืองไปได้ไกลถึงไหนแล้ว

ประเด็นแรก จะต้องเป็นหลักเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อมิให้การจดทะเบียนพรรคการเมืองเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นพรรคการเมือง แต่จะต้องลดความสำคัญของการจดทะเบียนพรรคการเมืองลงและจะต้องลบล้างคำนิยามผิดๆที่ว่า การจดทะเบียนพรรคการเมืองจะทำให้พรรคการเมืองน้อยลง ตรงข้ามรัฐจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มเป็นพรรคการเมืองให้มากๆ เพื่อเป็นตัวแทนแนวความคิดของกลุ่มตนอย่างจริงจัง

ประเด็นที่สอง จะต้องวางหลักประกันในแง่ของสถานะและเสถียรภาพของพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองเกิดความมั่นคงและเป็นหลักสำหรับการปกครองได้ มิใช่เพียงกลุ่มฉวยโอกาสเท่านั้น

ประเด็นที่สาม จะต้องกำหนดโครงสร้างและการบริหารงานของพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย โดยเน้นบทบาทของสมาชิกให้มากขึ้นเพื่อจูงใจให้ประชาชนสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และเป็นช่องทางสำหรับการไต่เต้าทางการเมือง โดยเริ่มมาจากการร่วมกิจกรรมของพรรค

ประเด็นที่สี่ จะต้องจัดระบบการเงินของพรรคการเมืองให้มีความโปร่งใส เพื่อมิให้กลุ่มนายทุนสามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในพรรค โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับทราบเลย

ประการสุดท้าย จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองและสมาชิก เพราะสมาชิกตามโครงสร้างใหม่มิใช่เป็นเพียงตัวเลขไว้อวดเท่านั้นแต่เป็นบุคคลที่เข้ามามีบทบาทจริงๆ จึงต้องมีการวางเกณฑ์ความสัมพันธ์ไว้ในกฎหมาย และหากเกิดข้อพิพาทขึ้นก็จะต้องมีกระบวนการชี้ขาดข้อพิพาทที่ให้ความเป็นธรรมได้เป็นอย่างดีด้วย

มาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเป้าที่ตั้งไว้ได้เดินหน้ากันไปถึงไหน แต่หากกล่าวกันแบบกระชับๆ หลายๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่ต้องรอเวลาบ่มเพาะ หรือพูดกันแบบมองไปข้างหน้า การยุบพรรคการเมืองนั้นจะเท่ากับทำลายพัฒนาการของพรรคการเองที่มีแนวโน้มดีๆ เกิดขึ้นไปอย่างน่าเสียดายหรือไม่

เราเห็น "สมัชชาประชาชน" ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามจะให้ฐานสมาชิกมีส่วนในการกำหนดนโยบายมากขึ้น เราเห็นความพยายามของพรรคไทยรักไทยที่ทำงานกับสมาชิกพรรค จนกระทั่งมีแผนอย่างเป็นรูปธรรมที่จะให้สมาชิกพรรคเลือกผู้สมัคร ส.ส. เอง ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ไพมารี่โหวต"

ตราบใดที่ "พรรคการเมืองคือสิ่งเลวร้ายที่จำเป็น" ความพยายามถามหาพรรคการเมืองที่ดีพร้อมในระบบกฎเกณฑ์ที่พิกลพิการ จึงเป็นเรื่องไร้เดียงสาอย่างยิ่ง ...ด้วยความเคารพ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์