อย่ารีรอ คลิก รายงาน "ภควดี" : การเมือง สงคราม และสันติภาพ ในฟุตบอลโลก

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 

ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลและเรียบเรียง

 

 

คุณคิดว่า โอซามา บินลาเดน จะอยู่ที่ไหนในวันที่ 14, 19 และ 23 มิถุนายน? จะอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ แต่พนันกันได้เลยว่าเขาจะต้องนั่งอยู่หน้าจอทีวีเพื่อดูทีมซาอุดิอาระเบียฟาดแข้งกับตูนิเซีย, ยูเครน และสเปน

 

ร่ำลือกันหนาหูว่า ฟุตบอลเป็นความชอบที่เจือความรู้สึกผิดนิดๆ สำหรับบินลาเดน เพราะฉะนั้น เขาไม่น่าพลาดเกมการแข่งขันที่นักกีฬาจากดินแดนแห่งศาสดาต่อสู้กับพวกอสัทธาแห่งดินแดนอัล-อันดาลุส (Al-Andalus ภูมิภาคในคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศสเปนในปัจจุบัน เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมในช่วง ค.ศ.711-1492) แต่เขาคงเอาใจช่วยตูนิเซียอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยประเทศนี้ก็เป็นประเทศเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์การมีนักฟุตบอลอาชีพที่พยายามเป็นนักรบพลีชีพของอัล-กออิดะ

 

ประวัติศาสตร์นอกตำรานี้เกิดมาจากนักฟุตบอลชาวตูนีเซียนามว่า ไนซาร์ ทราเบลซี (Nizar Trabelsi) ซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 10 ปี ไปเมื่อสามปีก่อน โทษฐานวางแผนที่จะขับรถคาร์บอมบ์เข้าไปในฐานทัพอากาศขององค์การนาโตในประเทศเบลเยียม ซึ่งมีนายทหารชาวอเมริกันประจำการอยู่ที่นั่น

 

ดูๆ ไป ทราเบลซีไม่น่าจะกลายเป็นนักรบพลีชีพไปได้เลย เขาอพยพมาจากภูมิลำเนาเดิมในแอฟริกาเหนือ เข้ามาเล่นฟุตบอลอาชีพในเยอรมนีอยู่หลายปี และไม่เคยมีวี่แววเลยว่าจะกลายเป็นพวกหัวรุนแรง จนกระทั่งช่วงราวไม่กี่ปีหลังๆ มานี้เอง หลังจากถูกทีมฟุตบอลลอยแพ ใช้ยาเสพย์ติดและทำความผิดเล็กๆ น้อยๆ ทว่าตัวทราเบลซีเองยืนยันในระหว่างให้การในศาลว่า เขาเปลี่ยนไปหลังจากเห็นภาพทารกหญิงชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารเสียชีวิตในฉนวนกาซา

 

บินลาเดนย่อมไม่ใช่ศัตรูของสหรัฐอเมริกาเพียงคนเดียวที่นั่งหน้าจอทีวีดูฟุตบอลโลกตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ประกาศอย่างไม่เกรงใจใครว่า ถ้าอิหร่านผ่านรอบแรกไปได้ เขาจะบินไปเชียร์ทีมชาติของตนถึงข้างสนาม ก่อนฟุตบอลโลกเริ่มขึ้นไม่นาน มีรูปถ่ายของประธานาธิบดีอิหร่านเตะบอลจนเหงื่อตกซิกๆ อยู่กับทีมชาติระหว่างการซ้อม ประธานาธิบดีคิมยองอิลก็คงดูฟุตบอลโลกเหมือนกัน แม้ว่านักกีฬาเกาหลีที่ไปฟุตบอลโลกหนนี้จะมาจากเกาหลีใต้ก็ตาม

 

ส่วนประธานาธิบดีบุชคงไม่ค่อยสนใจกีฬาอันยิ่งใหญ่ระดับโลก สิ่งเดียวที่จักรวรรดิอเมริกันไม่เคยเอาชนะได้เสมอมาก็คือ ฟุตบอล เพราะทุกๆ 4 ปี จะมีช่วงเวลา 4 สัปดาห์ที่ทั้งโลกหันหลังให้มหาอำนาจอันดับหนึ่ง ตลอด 4 สัปดาห์นี้ ความเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรมและศูนย์กลางของความสนใจจะพลิกกลับตาลปัตรไปหมด นี่คือ 4 สัปดาห์ที่สหรัฐอเมริกาต้องโดดเดี่ยวท่ามกลางความไม่มั่นใจตัวเอง ถึงขนาดที่คอลัมนิสต์คนหนึ่งใน ลอสแองเจลิสไทมส์ ต้องเขียนปลอบใจตัวเองและนักอ่านชาวอเมริกันเมื่อไม่กี่วันมานี้เองว่า บาสเก็ตบอลเอ็นบีเอกำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีนในฐานะ "วัฒนธรรมอเมริกัน" กระนั้นก็ตาม ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่คิดว่า เวียดนามเป็นเกาะและไม่รู้ว่าอิรักอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก อาจไม่รับรู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นบนโลกนี้ และเฝ้าดูแต่การแข่งขันรอบสุดท้ายของบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ

 

แต่เชื่อได้เลยว่า พันธมิตรของบุชอย่าง โทนี แบลร์, อันเจลา แมร์เคล, ฌาคส์ ชีรัค, จุนอิชิโร โคอิซูมิ และ ซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี ที่เพิ่งกระเด็นจากเก้าอี้ ย่อมเกาะติดจอชนิดไม่มีเว้น สำหรับในยุโรป บ่อยครั้งที่ชัยชนะของทีมชาติหมายถึงคะแนนเสียงของนักการเมืองและตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์เคยคำนวณไว้ว่า ความสำเร็จในฟุตบอลโลกจะช่วยทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาได้ 0.7%

 

คงไม่มีเทศกาลใดในโลกอีกแล้วที่ดึงดูดคนทั่วทั้ง 5 ทวีปได้เท่าฟุตบอลโลก คาดว่าจะมีแฟนบอลติดตามการแข่งขันทางทีวีมากถึง 3 พันล้านคน ในขณะที่อีก 250 ล้านคน จะชุมนุมกันรอบวิทยุเพื่อรับฟังการแข่งขัน สำหรับชาวโตโก, อังโกลา, กานา และไอวอรีโคสต์ โทรทัศน์ยังไม่ใช่ของสามัญประจำบ้าน โอกาสได้ดูนักฟุตบอลทีมชาติของตนทางทีวีมีไม่มากนัก

 

ฟุตบอลมีเสน่ห์ตรงไหน? ส่วนหนึ่งคงเพราะมันเป็นเกมกีฬาที่ไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบทางด้านชนชั้น หรือแม้กระทั่งรูปร่างของนักกีฬา มันเป็นกีฬาที่รวมไว้ทั้งความเร็ว, ความสามารถเฉพาะตัว, จินตนาการและการเล่นเป็นทีม แต่ในฟุตบอลโลก ฟุตบอลเป็นยิ่งกว่าเกมธรรมดาๆ

 

ซี แอล อาร์ เจมส์ (CLR James) นักประวัติศาสตร์และนักสังคมนิยมชาวตรินิแดด เคยบอกไว้ว่า กีฬาคือการต่อสู้ที่กลายเป็นพิธีกรรม เทียบได้กับสงครามในแง่ที่สามารถกระตุ้นเลือดรักชาติขึ้นมาได้ไม่แพ้กัน อารมณ์รักชาติอันพลุ่งพล่านของแฟนบอลผูกพันอยู่กับความเชื่อมโยงในเชิงตำนานระหว่างทีมชาติกับ "เรื่องเล่าแม่บทประจำชาติ" (national narrative) เมื่อไรก็ตามที่ต้องฟาดแข้งกับเยอรมนี แฟนบอลชาวอังกฤษเป็นต้องร้องเพลงเชียร์ประโยคนี้ทุกครั้งไปว่า "สงครามโลกสองครั้งกับเวิลด์คัพหนึ่งหน" พาดพิงถึงการที่อังกฤษเอาชนะเยอรมนีได้สองครั้งในสนามรบและหนึ่งครั้งในสนามฟุตบอลนั่นเอง

 

ในงานเขียนของเจมส์ เขามุ่งเน้นไปที่กีฬาคริกเก็ตและชี้ให้เห็นว่า เวลาทีมอาณานิคมเล่นคริกเก็ตแข่งกับอังกฤษ คือโอกาสที่ผู้อยู่ใต้อาณานิคมได้แก้เผ็ดต่อการอวดอ้างความเหนือกว่าทางวัฒนธรรมของเจ้าอาณานิคม ฟุตบอลก็เช่นกัน เสียงโห่ร้องเวลาไอร์แลนด์ยิงประตูอังกฤษได้ เสียงร้องตอบโต้จากแฟนบอลชาวอังกฤษด้วยเพลงต่อต้านขบวนการไออาร์เอ ชาวอัฟริกันหลายล้านที่เดินคอตั้งขึ้นอีกนิดเมื่อสี่ปีก่อนตอนที่เซเนกัลมีชัยเหนืออดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์อันพลุ่งพล่านที่มีรากเหง้ามายาวนานยิ่งกว่ากีฬาฟุตบอล

 

เจมส์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการที่ประชาชนใต้อาณานิคมมักพัฒนาลีลาการเล่นที่เป็นของตัวเองขึ้นมา ลีลาที่เกิดมาจากความสามารถเฉพาะตัวและแบบแผนของการจัดตั้งทางสังคมที่สร้างความตะลึงพรึงเพริดแก่เจ้าอาณานิคม แม้จะเล่นตามกฎกติกาของฝ่ายหลังก็ตาม

 

คู่ชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลกคราวที่แล้ว บราซิล-เยอรมนี คือตัวแทนของซีกโลกเหนือ-ซีกโลกใต้ เท่าๆ กับความเป็นคู่ตรงข้ามในวิธีการเล่น ลีลาการเล่นฟุตบอลของทีมเยอรมนี คือเอกลักษณ์ของโลกอุตสาหกรรมตะวันตก พละกำลัง, การขับเคลื่อนไม่หยุดหย่อน, ระเบียบแบบแผนไม่คลอนแคลน และประสิทธิภาพแบบเครื่องจักร ซึ่งไม่เคยรีรอที่จะลงโทษความผิดพลาดของฝ่ายตรงข้าม นี่คือรูปแบบของการทำสงครามแบบ Blitzkrieg หรือ "สงครามสายฟ้าแลบ" อันเป็นยุทธวิธีทางการทหารที่กองทัพนาซีใช้ได้ผลในสงครามโลกครั้งที่สอง บอมบ์คู่ต่อสู้ด้วยพละกำลังทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ มุ่งหวังเพียงเพื่อเผด็จศึก นักเตะเยอรมันที่โด่งดังในระยะ 50 ปีหลัง ล้วนแล้วแต่เป็นผู้รักษาประตู, มิดฟิลด์จอมบัญชาการ หรือไม่ก็ศูนย์หน้าที่ไล่ล่าประตูโดยไม่แยแสความสวยงาม ทว่าเฉียบขาดราวมีดหมอผ่าตัด เวลาอยู่ในสนาม น้อยครั้งนักที่คุณจะเคยเห็นนักเตะเยอรมัน "ยิ้ม"

 

ส่วน "Joga Bonito" หรือ "เกมอันสวยงาม" ในลีลาแบบบราซิล มีความคล้ายคลึงกระเดียดไปข้างสงครามกองโจรที่นักรบกบฏต้องมีทั้งทิศทางและความเชื่อมั่น ผสมผสานพรสวรรค์อันเหลือเชื่อเข้ากับความกล้าบ้าบิ่นอย่างใจหายใจคว่ำและเล่ห์กลแพรวพราว ความสามารถในการยิงจากระยะไกลและทำให้ลูกบอลไซด์โค้ง การอ่านใจคู่ต่อสู้กระจ่างจนสามารถดักทางและหลอกล่ออีกฝ่าย สร้างความตื่นตะลึงลานตาทั้งแก่คู่ต่อสู้และผู้ชมในสนาม ด้วยการเคลื่อนไหวและการผ่านบอลอย่างลื่นไหลแคล่วคล่อง ไปจนถึงพิษสงรอบตัวในการทำสิ่งที่คาดไม่ถึง คู่ต่อสู้แทบไม่รู้เลยว่า การโจมตีครั้งต่อไปจะมาจากไหนหรือจะมาไม้ไหน อีกทั้ง "รอยยิ้ม" ของชาวบราซิล แม้แต่ในเกมชี้เป็นชี้ตาย บอกให้ทุกคนรู้ว่า พวกเขากำลังสนุกในสิ่งที่กำลังทำ

 

ตอนที่โรนัลดินโญเห็นเดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลก 2002 ออกมาห่างจากเส้นประตูมากเกินไป เขาเตะลูกฟรีคิกระยะ 40 หลาโค้งข้ามมือที่พยายามเอื้อมปัดของซีแมน ลูกมุดลงเข้าประตูอังกฤษไปอย่างสวยงามชั่วร้าย ผู้วิจารณ์เกมทางทีวีชาวอังกฤษถึงกับปากอ้าตาค้างและยืนยันนั่งยันว่า ประตูนั้นเป็นลูกฟลุค เป็นการส่งลูกผิดพลาดที่บังเอิญเป็นสกอร์ แต่ความจริงแล้ว ชั่วขณะแบบนี้แหละที่แฟนลูกหนังในซีกโลกใต้ทนมีชีวิตอย่างแร้นแค้นกระเสือกกระสนเพื่อจะได้เห็นเต็มตาสักครั้ง

 

โลกาภิวัตน์ของเกมฟุตบอล

แต่ลีลาการเล่นประจำชาติแบบนี้อาจกำลังค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับที่สโมสรฟุตบอลอาชีพในยุโรปกวาดเอานักเตะชั้นนำทั่วโลกมารวมกันคับคั่ง สร้างเกมการแข่งขันที่ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมเกือบตลอดปี แทนที่จะมีแค่ 4 ปีครั้ง ในประเทศกำลังพัฒนาทุกวันนี้ (รวมทั้งบราซิลด้วย) มีแฟนบอลจำนวนน้อยลงที่เข้าไปชมการแข่งขันของสโมสรในประเทศ จำนวนมากกว่าหันไปใช้เวลาหน้าจอทีวีเพื่อดูการถ่ายทอดแมทช์ของสโมสรยุโรป เพราะในจอต่างหากที่พวกเขาจะได้เห็นนักฟุตบอลระดับสุดยอดจากประเทศของตน

 

เดี๋ยวนี้ การแข่งขันในลอนดอนระหว่างอาร์เซนอลกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีทั้งนักเตะจากละตินอเมริกา, แอฟริกาตะวันตก, อาหรับ, ยุโรปเหนือ ใต้ ตะวันออก และเอเชีย จำนวนผู้ชมฟุตบอลทางทีวีคือโอกาสดีของบรรดาผู้ผลิตเสื้อทีมสโมสรและของที่ระลึกออกมาขาย แม้มันจะเป็นเรื่องพิลึกที่กองทหารอังกฤษที่ลาดตระเวนในเมืองบาสราทางตอนใต้ของอิรัก จะต้องปะทะกับนักรบต่อต้านฝ่ายยึดครองที่ใส่เสื้อทีมอาร์เซนอล ซึ่งเป็นทีมประจำเมืองเกิดของทหารอังกฤษคนใดคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไร เดี๋ยวนี้อาร์เซนอลก็ไม่ใช่ทีม "ท้องถิ่น" ประจำเมืองไหนอีกแล้ว ตอนที่อาร์เซนอลแข่งกับรีลมาดริดในแชมเปียนส์ลีกเมื่อต้นปีนี้ มีนักเตะอังกฤษแค่สองคนบนสนาม และทั้งสองคนนั้นเล่นให้กับทีมสเปน

 

โลกาภิวัตน์ของเกมฟุตบอลทำให้ลีลาของแต่ละ "ท้องถิ่น" เริ่มขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น เดี๋ยวนี้ อังกฤษเริ่มมีนักฟุตบอลสักคนสองคนที่ลากลูกบอลเลื้อยเข้าใส่กองหลังและสามารถเตะลูกไซด์โค้งจากระยะ 40 หลา บราซิลเองก็เริ่มมีมิดฟิลด์ตัวรับสักคนสองคนที่ทำหน้าที่ตัวกวาดทำลายแบบยุโรป คอยเบรกการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามและแย่งลูกบอลมาส่งให้เพื่อนร่วมทีมสร้างสรรค์เกมรุกต่อไป

 

ลีลาแตกต่างที่กำลังละลายเข้าหากันนี้ยังมีตัวเร่งปฏิกิริยานอกเหนือจากการย้ายไปทำงานต่างถิ่นของนักเตะ แต่ยังรวมถึงการคุมทีมข้ามชาติของโค้ชด้วย โค้ชของทีมสโมสรห้าอันดับสูงสุดในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษเป็นชาวโปรตุเกส, สกอต, สเปน, ฝรั่งเศสและดัทช์ โค้ชชาวดัทช์สามคนนำทีมชาติอื่นที่ไม่ใช่ฮอลแลนด์ไปฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทีมจากแอฟริกาส่วนใหญ่ใช้โค้ชจากฝรั่งเศสและเยอรมนี ทีมอังกฤษใช้โค้ชสวีเดนและโปรตุเกสใช้ชาวบราซิล

 

เตะคนหรือเตะบอล?

แม้ว่าแฟนบอลทั้งหลายนิยมขุดเอาตำนานแห่งชาติขึ้นมาจากอดีตกาลนานโพ้น แต่ทีมชาติยุโรปในยุคนี้กลับมีภาพสะท้อนถึงความเป็นสากลหลากหลายเชื้อชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา มีผู้อพยพจากอดีตอาณานิคมเข้ามาในยุโรปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นักฟุตบอลชั้นยอดจำนวนมากของทีมชาติยุโรปในปัจจุบันมักเป็นลูกหลานรุ่นที่สองหรือรุ่นที่สามของผู้อพยพ ทีมชาติฝรั่งเศสมักมีนักฟุตบอลเกือบทั้งทีมเป็นคนเชื้อสายแอฟริกันหรืออาหรับ ถึงขนาดที่นักการเมืองฝรั่งเศสจอมเหยียดผิวอย่าง ฌอง มารี เลอเปน ยังบ่นหลังฟรองซ์"98 ว่า แชมป์โลกฝรั่งเศส "ไม่ใช่ทีมฝรั่งเศสจริงๆ"

 

ฟีฟ่าอนุญาตให้ทีมชาติคัดตัวนักเตะได้จากทั้งสัญชาติหรือเชื้อชาติ ความแปลกประหลาดจึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ ปาทริค วิเอราที่เกิดในดาการ์ เมืองหลวงของเซเนกัล เป็นมิดฟิลด์ให้ฝรั่งเศส ในขณะที่คาลิลู ฟาดิกาที่เกิดในปารีส กลับเล่นให้เซเนกัล ก่อนบอลโลกเริ่มแข่งได้ไม่นาน ทีมกังหันสีส้มฮอลแลนด์พยายามเร่งให้สัญชาติแก่ซาโลมอน คาลู เพื่อให้ทันติดทีมชาติ แต่ต้องเป็นหมันไปเพราะบรรยากาศเย็นชาต่อผู้อพยพในประเทศ คาลูจึงไปฟุตบอลโลกหนนี้ในฐานะศูนย์หน้าของไอวอรีโคสต์

 

หากบังเอิญทีมชาติฮอลแลนด์ทำได้สำเร็จ คาลูอาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์พิสดารเมื่อต้องฟาดแข้งกับทีมไอวอรีโคสต์ที่มีน้องชายของเขา โบนาเวนเชอร์ เล่นอยู่ด้วย ส่วนนักเตะเชื้อสายบราซิลที่โชคดีได้ไปเยอรมนีคราวนี้น่าจะเป็น ฟรานซิลิวดู โดส ซานโตส ซึ่งคงไม่มีโอกาสแม้แต่หนึ่งในสิบที่จะติดทีมชาติบราซิล ตอนนี้เขากลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดให้ทีมชาติตูนีเซีย

 

แต่อย่าคิดว่าความเก่งกาจจะทำให้การเหยียดผิวบรรเทาลง โอเลก บลอกคิน โค้ชทีมยูเครนเคยบ่นดังๆ ออกมาว่า "ยิ่งมีชาวยูเครนเล่นอยู่ในลีกภายในประเทศมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กรุ่นต่อไป เราต้องให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จาก [นักเตะของเรา] ไม่ใช่จากพวกซัมบ้า-บัมบ้าที่บางสโมสรปีนขึ้นไปจับจากต้นไม้ ใช้กล้วยล่อสักสองลูก แล้วตอนนี้ก็มาเล่นอยู่ในลีกของยูเครน"

 

ยังไม่หมด ยังมีโค้ชทีมสแปเนียร์ด ลูอิส อราโกเนส หลุดปากออกทีวีขณะที่พูดกับศูนย์หน้า อันโตนิโอ เรเยส ว่า เรเยสนั้นเจ๋งกว่าเพื่อนร่วมทีมอาร์เซนอลชาวฝรั่งเศสอย่างเธียร์รี อองรี เพียงแต่อราโกเนสไม่ได้พูดชื่ออองรี แต่พูดว่า "ไอ้มืดคนนั้น" สองสามวันต่อมา เขาเถียงคอเป็นเอ็นว่า คำพูดนั้นไม่มีเจตนาเหยียดผิวแม้แต่น้อย "เรเยสเองก็เป็นคนยิปซี" อราโกเนสบอก "ผมมีเพื่อนเป็นคนยิปซีและคนผิวดำตั้งเยอะแยะ ผมก็แค่อยากให้กำลังใจนักเตะยิปซีด้วยการบอกเขาว่า เขาเจ๋งกว่านักเตะผิวดำ ก็แค่นั้นเอง"

 

ในสนามการแข่งขันของยุโรป นักเตะผิวดำมักตกเป็นเป้าของการเหยียดผิว ทั้งการทำเสียงลิงล้อเลียนและขว้างปากล้วยเข้าใส่ ฟุตบอลโลกยังเป็นโอกาสอันงามที่จะได้ประกาศศักดาของบรรดาแฟนบอลขวาจัดจอมเหยียดผิว อาทิ เซอร์เบีย, โปแลนด์, อิตาลี, อังกฤษ ฯลฯ แต่ที่ทำเอารัฐบาลเยอรมันของอันเจลา แมร์เคลหนาวๆ ร้อนๆ จนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ก็คือ พลพรรคนีโอ-นาซีในเยอรมนีนั่นเอง

 

เกมติดยี่ห้อ

แม้ว่า "เรื่องเล่าแม่บทประจำชาติ" ที่ผูกพันแฟนบอลเข้ากับทีมชาติจะยังทรงพลังไม่เสื่อมคลาย แต่มันก็ไม่ใช่พลังหลักที่ขับเคลื่อนเกมฟุตบอลอีกต่อไป ทุกวันนี้ ฟุตบอลเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยรวมศูนย์อำนาจไว้ที่บรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย สุขภาพทางการเงินของเหล่าสโมสรในยุโรปจะแข็งแรงหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของ "แบรนด์" ตัวเองในระดับโลก ที่กินพื้นที่ไม่เว้นแม้แต่แบกแดดหรือปักกิ่ง

 

แมนเชสเตอร์อาจเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองพร้อมกับอุตสาหกรรมทอผ้าของอังกฤษ แต่แฟนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในฉนวนกาซาไปจนถึงกวางตุ้งคงไม่เคยพยายามหาที่ตั้งของเมืองนี้บนแผนที่ และพนันกันได้เลยว่า กระเป๋ารถเมล์ชาวเอกวาดอร์และโชเฟอร์ขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ที่ใส่เสื้อทีมบาร์เซโลนา คงไม่เคยรู้ระแคะระคายว่า "ทีมของตน" ตั้งอยู่กลางหัวใจของขบวนการชาตินิยมแคตาลัน (Catalan) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในสเปนที่มีภาษาพูดเฉพาะของตนและมีประวัติศาสตร์ยาวนานในแนวคิดอนาธิปไตย

 

นักฟุตบอลขวัญใจประจำทีมท้องถิ่นมักมียี่ห้อระดับโลก ชาวแมนเชสเตอร์คงพับเก็บเสื้อผีแดงสักพักและหันไปหาสีธงชาติอังกฤษในช่วงฟุตบอลโลก แต่ดาราประจำทีมรักของเขาจะถล่มใส่อังกฤษในเสื้อทีมชาติฮอลแลนด์, โปรตุเกส, อาร์เจนตินา, เซอร์เบีย และฝรั่งเศส สำหรับผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด การมีดาราประจำทีมไปเล่นทีมชาติกลับเป็นปัญหาใหญ่ ดูอย่างเวย์น รูนี หากเขาฝืนเล่นให้ทีมชาติทั้งๆ ที่ยังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บที่เท้า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่จ่ายค่าตัวซื้อเขามาเกือบ 40 ล้านเหรียญ อาจต้องทิ้งเงินก้อนนั้นไปฟรีๆ ถ้ารูนีหมดสภาพในการแข่งขันฤดูกาลหน้า

 

นั่นคือสาเหตุที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ 17 สโมสรชั้นนำในยุโรป กำลังหาทางขอมีเอี่ยวจากรายได้ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก สโมสรเหล่านี้อ้างว่า "สินทรัพย์" ของพวกเขานี่แหละคือตัวสร้างรายได้ โดยที่สโมสรต้องรับความเสี่ยงจากการเซ็นสัญญาจ้างนักฟุตบอลเหล่านี้

 

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาให้บรรดาสปอนเซอร์ต้องกังวลใจ ไนกี้ดูเหมือนได้เปรียบที่ได้เป็นสปอนเซอร์ทีมอย่างบราซิล, ฮอลแลนด์, โปรตุเกส, เม็กซิโก, เกาหลีใต้, สหรัฐฯ ฯลฯ อาดิดาสสปอนเซอร์ให้เยอรมนี (แน่นอนล่ะ), ฝรั่งเศส, สเปน, อาร์เจนตินา, ญี่ปุ่นและตรินิแดด ปูม่าได้แค่ทีมนอกสายตาอย่างไอวอรีโคสต์และอิหร่าน แต่สุดท้ายแล้วอาดิดาสจะเป็นบรรษัทที่ฟันกำไรสูงสุด เพราะการเป็นผู้ผลิตลูกฟุตบอลที่ขายไปแล้ว 10 ล้านลูก และคาดว่าจะขายได้อีก 5 ล้านไปจนสิ้นปีนี้

 

ฟุตบอลโลกเป็นเสมือนอนุจักรวาลจำลองของความขัดแย้ง ทั้งความขัดแย้งร่วมสมัยในด้านภูมิศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรม หรือความขัดแย้งที่มีรากเหง้ามาจากอดีตในประวัติศาสตร์ เมื่อโปรตุเกสปะทะกับอังโกลา หรืออังกฤษเผชิญหน้ากับตรินิแดด ประวัติศาสตร์ของการล่าอาณานิคมย่อมโลดเต้นมีชีวิตขึ้นมาอีกในหมู่แฟนบอลของดินแดนที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น เมื่อไรที่อังกฤษเจอกับอาร์เจนตินา สงครามเกาะฟอล์คแลนด์ย่อมถูกรื้อฟื้นขุดคุ้ยขึ้นมา และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความทรงจำของสงครามโลกครั้งที่สองจะเด่นชัดขึ้นมาในนัดที่ออสเตรเลียฟาดแข้งกับญี่ปุ่น การแข่งขันย่อมระอุคุกรุ่นถึงขั้นดุเดือดด้วยการเมืองร่วมสมัย หากชะตากรรมเล่นตลกให้สหรัฐอเมริกาต้องโคจรมาเจอกับอิหร่านอีกครั้งในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

ฟุตบอลโลกเป็นเกมกีฬาที่ผลแพ้ชนะไม่เคยแน่นอน สิ่งที่กำหนดตัวผู้ชนะมักเป็นส่วนผสมที่เล่นแร่แปรธาตุมาจากทักษะกับความร่วมมือ, จินตนาการกับพละกำลัง, พรสวรรค์กับการฝึกซ้อม และอย่าลืมองค์ประกอบสำคัญ นั่นคือ โชคล้วนๆ การบังคับลูกบอลกับนักเตะถึง 11 คนให้เคลื่อนไหวไปในสนามไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้ไม่มีอีก 11 คนของฝ่ายตรงข้ามมาคอยขัดตาทัพก็ตาม และไม่ว่า "สมรภูมิการต่อสู้" จะดุเดือดเพียงไร เมื่อจบเกม ในพิธีกรรมประจำฟุตบอลโลกที่นักเตะของทั้งสองฝ่ายต่างแลกเสื้อกันเพื่อแสดงถึงความนับถือและมิตรภาพ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราได้เห็นว่า ฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่อนุจักรวาลจำลองของโลกในความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพนิ่งที่บ่งบอกถึงทางออกอื่นๆ ที่เป็นไปได้นอกเหนือจากสงครามด้วย

 

 

 

.................................................................................................

ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลและเรียบเรียงจาก

Tony Karon, "How to Watch the World Cup" http://www.tomdispatch.com/, June 09, 2006.

 

Tony Karon เป็นบรรณาธิการอาวุโสของ TIME.com เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เขาเกิดและโตในแอฟริกาใต้ เป็นแฟนทีมลิเวอร์พูล และกำลังเขียน blog ว่าด้วยฟุตบอลโลกอยู่ใน Rootless Cosmopolitan

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์