รายงานพิเศษชุด More Than Football : Jean-Marc Bosman "ผู้ปลดแอกนักฟุตบอล"

โดย : วิทยากร บุญเรือง

 

 

(1.) การต่อสู้นอกสนามของ Jean-Marc Bosman

 

 

 

 

ภาพจาก : http://www.uefa.com

 

 

ถ้าเอ่ยชื่อถึงบุคคลในระดับเดียวกับ George Washington , Benjamin Franklin , ดร.ซุน ยัดเซน , Martin Luther King , ปรีดี พนมยงค์ , Che Guevara , Emilio Zapata ฯลฯ แน่นอนว่าเราจะนึกถึงผู้ "ปลดปล่อย" มนุษย์สู่อิสรภาพ .. นั่นเราพูดถึงกรณีของ มนุษย์ในกับคมการเมืองของแต่ละชนชาติ, เชื้อชาติ หรืออุดมการณ์ทางความคิด-การเมือง

 

แต่สำหรับวงการฟุตบอลแล้ว คงจะมีไม่มีใครปฎิเสธว่า Jean-Marc Bosman คือผู้ประกาศอิสรภาพให้แก่นักฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ … ความมั่งคั่งของนักฟุตบอลฝีเท้าดีๆ ในปัจจุบันนี้ คือผลพวงจากการต่อสู้ของเขานั่นเอง.

 

000

 

ทศวรรษที่ 1990 เกมกีฬาฟุตบอลก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนรูปแบบที่สำคัญ เพื่อการเป็น "ธุรกิจความบันเทิงบนพื้นฐานเกมกีฬา" อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การปรับปรุงทุกส่วนพื้นที่ของสนามเพื่อความปลอดภัยในการชมเกม, การเข้ามาของผู้สนับสนุนจากธุรกิจต่างๆ, ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด, การพยายามขจัดความรุนแรงที่น่าเกลียดและ "ขายไม่ได้" ทั้งนอกและในสนามฟุตบอล เป็นต้น

 

แต่องค์ประกอบสำคัญที่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงอย่างที่ควร นั่นก็คือ เรื่องของนักฟุตบอล โดยเฉพาะนักฟุตบอลที่เป็นตัวประกอบ(ไม่ใช่ดาวดัง) แล้วด้วยซ้ำ การจ่ายค่าเหนื่อย, การยกเลิกสัญญา, หรือแม้แต่อิสรภาพในการย้ายทีมของพวกเขาเหมือนเป็นสิ่งที่สโมสร องค์กรอำนาจนิยมผู้ควบคุมการแข่งขัน (สมาคมฟุตบอลในแต่ละประเทศ,UEFA,FIFA) และธุรกิจเกี่ยวกับเกมกีฬาชนิดนี้มองข้ามไปอย่างไม่สนใจใยดี

 

และแล้ววันหนึ่ง การปฏิวัติของคนเล็กๆ ก็เกิดขึ้น …

 

ปีศาจแดงแห่งยุโรปหรือทีมชาติเบลเยียม ในทศวรรษที่ 1990 เปรียบดังทีมระดับ B+ ที่เมื่อฟอร์มเข้าฝักเมื่อไหร่ ก็พร้อมที่จะขยี้ทีมดังจากยุโรปได้ทั้งสิ้น

 

ขุมกำลังของทีมชาติเบลเยียมในยุคนั้น ประกอบไปด้วยนักเตะอย่าง Mihael Preud"homme นายทวารหมายเลขหนึ่งของโลกในขณะนั้นจาก Benfica , Phillipe Albert เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจอมบุกจาก Newcastle (เคยพา Newcastleยำ ManU.เสียเละเทะ โดยเขาชิบลูกสุดสวยข้ามหัว Peter Schmeichel เข้าประตูหน้าตาเฉย), Luc Nilis หัวหอกที่ไว้ใจได้เสมอจาก PSV โดยมีเจ้าชายลูกหนังแห่งเบลเยียม Enzo Scifo จาก Monacoเป็นคนบงการเกมในแดนกลาง

 

แต่ใครจะไปคาดคิดว่า นักเตะดังเหล่านั้นเมื่อยุคสมัยผ่านไป ชื่อเสียงของพวกเขาก็ถูกแทนที่ด้วยนักเตะรุ่นต่อๆ มา และความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ของนักฟุตบอลจากเบลเยียม กลับกลายเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดาดๆ อย่าง Jean-Marc Bosman ที่การต่อสู้ส่วนใหญ่ของเขาล้วนแล้วแต่อยู่นอกสนามฟุตบอลเกือบทั้งสิ้น

 

0 0 0

 

เดือนมิถุนายน ปี 1990 ชนวนความบาดหมางระหว่าง Bosman กับต้นสังกัดเริ่มปะทุขึ้น โดย FC Liege ได้ลดค่าเหนื่อยของ Bosman ลงถึง 60% จากนั้น Bosman ต้องการย้ายทีมไปยังทีมที่สนใจในตัวเขาอย่าง Dunkerque (ทีมในฝรั่งเศส) แต่ว่า FC Liege กลับเรียกค่าตัวจากในการขาย FC Liege อย่างเกินความเป็นจริง ทำให้ Dunkerque เลิกล้มความสนใจไป … และ Bosman ก็แทบที่จะไม่ได้ลงเล่นให้กับ FC Liegeแต่กลับถูกดองไว้ในทีม ให้สะใจผู้บริหารทีมเล่นๆ

 

สิงหาคมปีเดียวกันเขาได้ฟ้องศาล ต่อทีม FC Liege และสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (Belgian Football Association) ล่วงมาถึงเดือนพฤศจิกายน ศาลเบลเยียมตัดสินให้เขาย้ายทีมได้อย่างอิสระ แต่ทว่าสมาคมฟุตบอลเบลเยียมได้ยื่นอุทรณ์

 

เดือนพฤษภาคม ปี 1991 ศาลอุทรณ์เบลเยียมได้ตัดสินว่า การย้ายทีมอย่างอิสระของ Bosman ถูกต้อง

 

จากนั้นในปี 1992 Bosman ได้กลับมาเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำของ FC Liege และสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ที่ทำให้เขาต้องเป็นคนว่างงาน แน่นอนว่า FC Liegeและสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ยื่นอุทรณ์เช่นเคย

 

เดือนมีนาคม ปี 1995 FC Liegeและสมาคมฟุตบอลเบลเยียม พร้อมด้วยสมาคมฟุตบอลยุโรป UEFA (United European Football Association) ยื่นอุทรณ์ แต่คำยื่นอุทรณ์นี้ตกไป

 

เดือนมิถุนายน ปี 1995 Jean-Marc Bosman เรียกร้องค่าเสียหายจาก UEFA เป็นเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ ศาลยุโรป (EU-tribunal) ประเทศลักเซมเบิร์ก

 

เดือนพฤศจิกายน ปี 1995 UEFA ร่อนจดหมายคัดค้านการกระทำของ Bosman สู่สารธารณะ และ FIFA ด็ได้สนับสนุน UEFA อย่างเต็มกำลัง

 

.. แต่บางครั้งโชคก็เข้าข้างผู้ขัดขืนต่ออำนาจนิยม เมื่อเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน ศาลยุโรปตัดสินให้ Jean-Marc Bosman เป็นฝ่ายชนะ และถือเป็นที่สิ้นสุดห้ามมีการอุทรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

 

Judgment of the Court of 15 December 1995.

 

Union royale belge des sociétés de football association ASBL v Jean-Marc Bosman, Royal club liégeois SA v Jean-Marc Bosman and others and Union des associations européennes de football (UEFA) v Jean-Marc Bosman.

 

Reference for a preliminary ruling: Cour d'appel de Liège - Belgium.

 

Freedom of movement for workers - Competition rules applicable to undertakings - Professional footballers - Sporting rules on the transfer of players requiring the new club to pay a fee to the old club - Limitation of the number of players having the nationality of other Member States who may be fielded in a match.

 

Case C-415/93.

European Court reports 1995 Page I-04921

 

 

0 0 0

 

การต่อสู้ของ Bosman กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับการซื้อ-ขาย ตัวผู้เล่น และค่าจ้างสัญญาระหว่างผู้เล่นกับสโมสร ก่อนหน้านั้นการย้ายโยกย้ายสโมสรของผู้เล่นทั้งที่อยู่ในสัญญา หรือหมดสัญญาแล้ว ต่างต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่าง สโมสร กับ สโมสร เท่านั้น โดยนักฟุตบอลเป็นเพียง "แรงงานของธุรกิจที่ไม่มีสิทธิมีเสียงในการต่อรอง"

 

แต่การต่อสู้ของ Bosman เสมือนเป็นตบหน้า "สัญลักษณ์แห่งอำนาจนิยม" ในวงการฟุตบอล ทั้งสโมสร,สมาคมฟุตบอลในประเทศ หรือแม้แต่องค์กรใหญ่ทั้ง UEFA และ FIFA อย่างแรง !!!

 

และนี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า "ทุกที่ที่มีการกดขี่ เราก็สามารถลุกขึ้นสู้ได้!"

 

0 0 0

 

(2.) 10 ปีหลังกฎ "Bosman"

 

 

ใครได้ประโยชน์จากกฎบอสแมน

แน่นอนว่านักฟุตบอลได้ประโยชน์จากการต่อสู้ของนักฟุตบอลรุ่นพี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าเหนื่อยระดับแสนปอนด์ต่อสัปดาห์ของกับตันทีมชาติเยอรมัน Michael Ballack ที่ย้ายมาจาก Bayern Munchen สู่ Chelseaแบบที่สโมสรเศรษฐีใหม่ไม่ต้องจ่ายค่าซื้อสัญญาจากเสือใต้ ทำให้สามารถทุ่มเงินค่าเหนื่อยมหาศาลหว่านล้อมผู้เล่นมาสู่สโมสรโดยตรง

 

Chelsea กับ Ballack ได้ประโยชน์เต็มๆ ส่วน Bayern Munchen ต้องนั่งน้ำตาซึม … แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเสือใต้ให้มากมายเพราะนั่นคือสโมสรที่รวยที่สุดในเยอรมัน

 

แล้วถ้าทีมเล็กๆ เสียตัวผู้เล่นดีๆ ให้กับทีมใหญ่ๆ ไปหมดล่ะ!

 

ปี 1999 Gerard Houllier ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้จัดการทีม Liverpool แถลงข่าวก่อนเปิดฤดูกาลอย่างเศร้าสร้อย Houllier ตั้งเป้าหมายของ Liverpoolไว้เพียงอันดับ 3 -4 เนื่องด้วยการสูญเสีย Steve McManaman* ไปให้กับราชันย์ชุดขาว Real Madrid แบบ 'free transfers" โดย Houllier บอกว่านักเตะระดับแม๊กก้า ถ้าขายไปก่อนหมดสัญญาคงจะได้เงินมหาศาลเพื่อเติมผู้เล่นใหม่ในทีมได้อีกหลายคน

 

* Steve McManaman ได้รับค่าเหนื่อยที่ Madridจำนวน 60000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หลังจากเคยได้ที่ Liverpoolเพียง 12000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

 

อดีตปราการหลังตัวแกร่งทีมชาติอังกฤษอย่าง Sol Campbell ก็เคยถูกแฟนบอลทีมเก่าขู่ฆ่า จากการที่เขาหนี Spurs สู่ Arsenal ด้วยเหตุผลด้านความสำเร็จของสโมสร ถ้าเป็นทีมอื่นพอว่า แต่ทั้ง Spurs และ Arsenal นั้นต่างก็เป็นคู่แค้นร่วมเมือง Londonด้วยกัน

 

หลายทีมเล็กๆ ทั่วยุโรปก็กำลังประสบปัญหา "เป็นเพียงบันไดให้นักเตะดัง (และรวย) ในอนาคต" แบบนี้ทั้งสิ้น บุคลากรทางด้านลูกหนัง ก็เหมือนกับบุคลากรในองค์กรธุรกิจประเภทอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่มองหา "ความสำเร็จ" ส่วนตัวของแต่ละคน มันก็คงเป็นธรรมชาติที่ "มนุษย์" ต้องหาสิ่งที่ดีกว่าเสมอ แต่สิ่งนี้อาจจะทำลายเกมกีฬาฟุตบอล ให้เข้าใกล้สู่ช่วงผูกขาดความสำเร็จสู่ทีมใหญ่ๆ 3-4 ทีมทุนหนาหมุนเวียนกันเป็นแชมป์ ส่วนอีก 10 กว่าทีมในลีกเป็นเพียงไม้ประดับธรรมดาๆ เท่านั้น

 

 

ธุรกิจเก็งกำไรนักฟุตบอล

Football Players Funds Management Ltd. เป็นกองทุนทางการเงินเพื่อการเก็งกำไร (Hedge funds) ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมือง Lisbonประเทศโปรตุเกส ได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวน 7.5 ล้านปอนด์ ลงทุนร่วมในการซื้อขายนักฟุตบอล 15 คนในยุโรป

 

Nuno Goncalves ผู้จัดการกองทุนได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Sunday Times ว่า "ปีที่แล้วเราได้ผลกำไรจากการลงทุนคืน 15%, ความเสี่ยงสูง เช่นเดียวกับโอกาสที่ได้กำไรมหาศาลกลับคืน แต่ถ้านักกีฬาได้รับบาดเจ็บเป็นระยะเวลานาน จนทำให้ถูกปล่อยตัวฟรี การลงทุนของเราก็จะสูญเปล่าทันที"

 

ขณะนี้กองทุนทางการเงินเพื่อการเก็งกำไร กำลังจ้องที่จะลงทุนกับนักฟุตบอลใน Premiership เช่นเดียวกับการเก็งกำไรในธุรกิจสาขาอื่นๆ  ซึ่งสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (Professional Footballers' Association : PFA) เองก็ไม่ค่อยที่จะมีความสุขนักกับธุรกิจที่ทำลายเกมกีฬานี้ จากที่เคยขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งนักสู้ กลับกลายเป็น เกมการต่อสู้ที่ต้องทะนุถนอม "ทุนมนุษย์ราคาร้อยล้าน" ในสนามฟุตบอลแบบปัจจุบันนี้

 

Gordon Taylor ประธาน PFA กล่าวว่า "ตอนนี้มันกลายเป็นการค้าขายมนุษย์ไปเสียแล้ว จุดมุ่งหมายของการลงทุนมันมุ่งตรงไปที่นักฟุตบอล"

 

Cristiano Ronaldo เพื่อนรักของเจ้าหนู Roony;-) เป็นหนึ่งในตัวอย่างของนักฟุตบอลที่ถูกกองทุนทางการเงินร่วมลงทุนในการเป็นนักเตะอาชีพของเขา (ตั้งแต่ยังเป็นนักฟุตบอลเด็กๆ กองทุนเหล่านี้จะช่วยเหลือด้านการเงิน-การฝึกซ้อม-การเตรียมตัวก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ) Football Players Funds Management Ltd. เป็นกองทุนที่ลงทุนกับ Cristiano Ronaldo โดยตรงตั้งแต่เริ่มเตะบอลใหม่ๆ เมื่อ Cristiano Ronaldo อายุ 16 ปีและฝีเท้าไปสะดุดตาแมวมองของทีม Sporting Lisbon การเซ็นสัญญาครั้งนั้นทำให้ Football Players Funds Management Ltd ฟันเงินไปถึง 450,000 ปอนด์ อีกสองปีต่อมากองทุนนี้ได้รับเงินมหาศาลอีก 4.27 ล้านปอนด์หลังจากที่ Ronaldo ถูกผีแดงซื้อตัวไปในราคา 12.2 ล้านปอนด์ จาก Sporting Lisbon

 

นักฟุตบอล กลายเป็น "ของเล่นชิ้นใหม่" ที่เอาไว้ยั่วกำไรนักลงทุนเสียแล้ว!

 

 

นักเตะต่างชาติทะลักใน Premiership

วัน Boxing Day ปี 1999  ทีม Chelseaสร้างปรากฎการณ์ด้วยการจัดตัวผู้เล่นที่ไม่ใช่ "อังกฤษ" ทั้ง 11 คนลงสนามเจอทีม Southamptonและชนะไปด้วยจำนวนประตู 2-1 

 

นั่นคือสัญญาณบ่งบอกหลายสิ่งหลายอย่างสำหรับกรณีของฟุตบอลอังกฤษ หนึ่งล่ะคือ คุณภาพของนักเตะอังกฤษแท้ๆ ดีจริงหรือ? และสองอังกฤษคือศูนย์รวมของโลกาภิวัฒน์ในเกมฟุตบอลปัจจุบัน

 

สำหรับข้อแรกนั้นอาจจะเป็นความจริงเพราะว่า ตลอดระยะเวลาในช่วงชีวิตของคนที่แก่ที่สุดในโลกลูกหนังที่ยังไม่ตาย ในความรับรู้ของเขาก็คือ "ทีมชาติอังกฤษได้แชมป์โลกเพียงครั้งเดียว และเป็นเจ้าภาพด้วย" ความสามารถของนักเตะอังกฤษนอกจากที่จะเป็นรองชาติอื่นแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ราคาของนักเตะอังกฤษถูกปั่นให้เกินจริง และแฟนฟุตบอลอังกฤษก็ยอมรับในข้อนี้อย่างศิโรราบถึงคุณภาพฝีเท้าของนักเตะต่างชาติ

 

 

 








Good for the English Game (คิดว่านักเตะต่างชาติ ฝีเท้าดีพอกับการเล่นในอังกฤษ)


79%


Not good for the English game (คิดว่านักเตะต่างชาติ ฝีเท้ายังไม่ดีพอกับการเล่นในอังกฤษ)


10.8%


Undecided (ไม่ออกความเห็น)


10.2%

 

ตารางแสดงความเห็นของแฟนบอลต่อความพอใจในฝีเท้าของนักเตะต่างชาติในลีกอังกฤษ ปี 1994/1995

ที่มาของข้อมูล : FA Premier League National Fans' Survey 1994/5

 

 

 

ข้อสอง แน่นอนว่านั่นเป็นเหตุผลหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฟุตบอลอังกฤษจะเปิดกว้างอ้าแขนรับนักเตะทุกชาติพันธุ์ ข้อกำหนดที่ว่านักเตะนอกประเทศกลุ่ม EU จะต้องทำผลงานในระดับชาติสม่ำเสมอและน่าพอใจ ซึ่งเป็นเครื่องกีดกันสำหรับการออกใบอนุญาตทำงานของนักเตะเหล่านั้น นอกจากนี้ ในสังคมกีฬาฟุตบอลเมืองผู้ดี การเหยียดเชื้อชาติยังฝังแน่นอยู่ลึกๆ เหมือนเช่นในอดีตที่เป็นมา … ขวัญใจของคนไทยอย่าง "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง" รู้ซึ้งในข้อนี้ดีเป็นที่สุด

 

ทั้งนี้หลังกฎบอสแมนเป็นต้นมา สัดส่วนของนักเตะต่างชาติที่เข้ามาค้าแข้งในอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ก่อนหน้านั้นเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะนักเตะคุณภาพดีราคาถูก บางครั้งไม่ต้องเสียค่าซื้อสัญญาจากอีกทีมเลยด้วยซ้ำ ตามกฎบอสแมน ใครบ้างที่ไม่อยากได้มาร่วมทีม

 

 













1992/93


22%


1993/94


26%


1994/95


27%


1995/96


29%


1996/97


32%


1997/98


43%


1998/99


44%


1999/00


54%

 

ตารางแสดงการเพิ่มจำนวนขึ้นของนักเตะต่างชาติในลีกอังกฤษ

ที่มาของข้อมูล : Centre for the Sociology of Sport, Department of Sociology, University of Leicester

 

 

แต่อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ ก็คือการตลาดได้ก้าวเข้ามามีบทบาทกับเกมกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างสูง การซื้อ-ขายผู้เล่นจากต่างชาติสู่ลีกมาตุภูมิ บางครั้งก็อาจเป็นเรื่องของ "คุณค่าทางการตลาด" มากกว่า "คุณค่าทางฝีเท้า" Hidetoshi Nakata ย้ายจากทีม Perugiaสู่ Roma ในลีกอิตาลี เป็นตัวอย่างชั้นดีของการนำนักเตะจากประเทศที่มีกำลังซื้อสูงในธุรกิจฟุตบอล เพื่อนำกำไรเข้าสู่ทีมตนเองด้วยธุรกิจเกี่ยวเนื่องนอกสนามฟุตบอล

 

ว่ากันว่า Perugiaได้ประโยชน์จากกลุ่มแฟนบอลญี่ปุ่นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเชียร์นักเตะซามูไรคนนี้ รวมถึงการถ่ายทอดสดและแบนเนอร์สินค้าจากญี่ปุ่นข้างสนามของ Perugia … แต่ฝีเท้าของ Nakata คงจะโดดเด่นได้เพียงทีมในระดับ Perugiaเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นการพเนจรของ Nakata ก็เริ่มขึ้น (และคงเป็นเหตุผลเรื่องการตลาด) จาก Roma สู่ Parmaและค่อยลดระดับสู่ทีมเล็กๆ ลงมาเรื่อยๆ จนจบที่ Boltonในอังกฤษและประกาศแขวนรองเท้าที่ทีมนี้ก่อนที่ Nakata จะกลับไปศึกษาด้านการบริหารธุรกิจที่บ้านเกิด

 

นักเตะจีนอย่าง ฟาน ตง โจว เด็กปั้นของ Man U.ที่มีปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำงาน จึงถูกส่งไปเล่นในลีกเบลเยียมเพื่อให้ผู้เล่นได้ถือสองสัญชาติ (จีนกับเบลเยียม*) และ ซุน จีไห่ ผู้เล่นจากฟาก ManCityเองก็ถูกครหาในเรื่องของการเป็น "นักเตะการตลาด" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยประชากรจีนที่มีจำนวนมหาศาล และมีกำลังในการบริโภคธุรกิจเกมกีฬานี้

 

*เบลเยียมเป็นส่วนหนึ่งของ EU ซึ่งผู้เล่นที่มีสัญชาติในกลุ่มประเทศ EU สามารถได้ใบอนุญาตทำงาน(เตะฟุตบอล) ในลีกอังกฤษได้โดยไม่ต้องมีการพิจารณาเรื่องจำนวนในการเตะระดับชาติ 

 

… ประเด็นที่ว่านี้ก็ยังคงต้องรอให้การเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึง "ข้อเท็จจริงเบื้องลึก" และ "ฝีเท้า" ของนักเตะเหล่านี้เองในอนาคต ว่าคุณภาพด้านฝีเท้ากับคุณภาพทางการตลาด จะพัฒนาไปด้วยกันได้ดีไหม?

 

และที่เป็นเรื่องของการตลาดแน่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัยก็คือ กรณีที่เบียร์ยี่ห้อหนึ่งสนับสนุนเด็กไทยให้ไปเป็นเด็กขัดรองเท้าและเก็บบอลที่สโมสร Everton แต่กลับวาดภาพไว้ในโฆษณาคั่นช่วงบอลโลกซะสวยหรู …. เอ้า !!! ช่วยกันดื่มหน่อยครับ บอลไทยจะได้ไปบอลโลกเสียที ;-)

 

 

...................................................................

 

ประกอบการเขียน - แหล่งข้อมูลแนะนำ

 

Anarchist Federation. 2000. ANARCHISM - AS WE SEE IT . London: Anarchist Federation Publications.

http://en.wikipedia.org/wiki/Bosman_ruling

http://en.wikipedia.org/wiki/Jean-Marc_Bosman

http://eur-lex.europa.eu

http://www.famousbelgians.net/bosman.htm

http://www.footballeconomy.com

http://www.le.ac.uk (Centre for the Sociology of Sport, Department of Sociology, University of Leicester)

http://www.uefa.com/magazine/news/Kind=128/newsId=292815.html

เกม CM ภาค 2

เกม CM ภาค 3

เกม CM ภาค 4

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์