เศรษฐศาสตร์ประชาไท : การค้าที่เป็นธรรมและเมล็ดกาแฟ

กรณีศึกษา : เส้นทางทางของเมล็ดกาแฟในแคนาดา

 





โดย วิทยากร บุญเรือง

 

 

การช่วงชิงนิยามของ "การค้าที่เป็นธรรม" (Fair Trade) ระหว่างผู้ผลิตรายย่อย,ผู้ผลิตรายใหญ่,องค์กรโลกบาลทางเศรษฐกิจและขบวนการต่อต้านความคิดกระแสหลัก ในปัจจุบันนั้น ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ "กำกวม" ในความหมายว่าเราจะให้ความหมายมันว่าอย่างไร? และใครบ้างที่ควรได้ประโยชน์* ซึ่งในปัจจุบัน กระแสการทำธุรกิจ "การค้าที่เป็นธรรม" นี้ เป็นกระแสใหม่ของการทำธุรกิจบนโลกทุนนิยมที่ไม่อาจจะละเลยและมองข้ามไปได้ เพราะมันถูกนำมาใช้ ทั้งเป็นการสร้างภาพของบรรษัทใหญ่ๆ และถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจทางเลือก (Alternative Business)

 

*ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงเรื่อง "ตัวกลาง-คนกลาง" ว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดสำหรับการค้าที่เป็นธรรม และส่วนแบ่งของ "ตัวกลาง-คนกลาง" ควรเป็นเท่าใด? สมควรที่จะลดบาทบาทลงจากเดิมหรือไม่?

 

ในบทความชิ้นนี้จะขอนำเสนอตัวอย่างเล็กๆ ของ "ธุรกิจกาแฟ และความพยายามสร้างการค้าที่เป็นธรรมในธุรกิจ" โดยผู้ผลิตรายย่อยและการทำธุรกิจทางเลือก อันเป็นการสำรวจโลกธุรกิจอีกมุมหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อการปรับปรุงแก้ไขและหาวิธีต่อสู้กับการผูกขาดจาก "จักรวรรดิบรรษัทนิยม" และทุนนิยมผูกขาดในปัจจุบัน

 

0 0 0




เบื้องต้นกับ "การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)"*


 

สัญลักษณ์ของ International Fair trade Certification Mark

ที่มา http://en.wikipedia.org/

 



* ในบทความชิ้นนี้ยังไม่ขอกล่าวถึงการค้าที่เป็นธรรม ในส่วนปลีกย่อยเกี่ยวกับประวัติและขอบเขตความครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งความน่าสนใจของ Fair Trade นั้นมีความน่าสนใจมาก และผู้เขียนกำลังรวบรวมข้อมูลทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับการค้าที่เป็นธรรมนี้โดยเฉพาะ โปรดเฝ้ารอในโอกาสต่อๆ ไป


 

การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นขอบเขตหนึ่งในหลายของการใช้ระบบตลาดและการค้า-ขายทางเลือก (alternative trade) ซึ่งเป็นความพยายามที่จะหนีออกจากระบบการค้าที่มีอยู่ในระบบตลาดปัจจุบัน นั่นก็คือการค้า-การให้บริการ-การแลกเปลี่ยน เพื่อผลกำไรและการสะสมทุนให้สูงที่สุดในธุรกิจหนึ่งๆ (capital accumulation) หรือที่เรียกว่า การผูกขาดเพื่อฆ่าคู่แข่งขันรายอื่น (monopoly) 

 

แนวคิดการค้าที่เป็นธรรมนี้เกิดขึ้นที่ซีกโลกเหนือ (ประเทศที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรม) แล้วส่งออกไปทั่วโลก จุดประสงค์แรกเริ่มนั้น อาจจะเป็นการที่ภาคธุรกิจในระบบตลาด พยายามสร้าง "อุดมคติอันดีงามผ่านระบบตลาด" เพื่อการขับเคี่ยวกับระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนอย่างเบ็ดเสร็จ (total planning economic) - ของประเทศจากค่ายสังคมนิยม

 

ภายหลังการล่มสลายของเศรษฐกิจแบบวางแผนเบ็ดเสร็จ อุดมการณ์นี้ยังคงโลดแล่นและกลับเข้าหันมาเล่นงานระบบผลิตแบบเสรีแทน ด้วยการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม,สวัสดิการค่าแรงของแรงงาน,การแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและบริโภค ฯลฯ ถือว่าเป็นหนทางการชะลอการสะสมมูลค่าส่วนเกินของบรรษัทใหญ่ๆ ที่ไม่มีจิตสำนึกไปได้อีกเปลาะหนึ่ง! 

 

แต่ในขณะเดียวกัน บ่อยครั้งที่การค้าที่เป็นธรรมถูกทึกทักให้อยู่ในขอบเขตและเป็นส่วนหนึ่งของ "การค้าเสรี" (free trade) ตามแนวนโยบายที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) วางไว้ ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกข้อจำกัดที่ขัดขวางการกอบโกยของบรรษัทข้ามชาติ , การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการทำให้พลังการต่อรองของแรงงานอ่อนลงไป ตัวอย่างเช่น ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อแรงงาน (labour moment) บางกลุ่มมองว่า ข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรมที่ถูกยัดเข้าไปในตัวสินค้าที่ผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม , การจำกัดเวลาแรงงาน , การห้ามใช้แรงงานเด็ก ฯลฯ เหล่านี้ทำให้แรงงานบางส่วนต้องเสียโอกาส หรือ ถูกลดค่าแรงลงไป --- ในความเป็นจริงแล้ว ข้อตกลงเหล่านั้นจำเป็นต้องปฏิบัติและนายทุนผู้ประกอบการจะต้องแบกรับภาระต้นทุนในการผลิตนั้นเอง ด้วยการลดกำไรจากการขายผลผลิตที่ตนเองได้รับ มิใช่การผลักภาระไปให้แรงงานและสังคม  --- ปัญหาจึงอยู่ที่นายทุนที่ทำการผลิต ไม่ใช่อยู่ที่ข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรม

 

 

อุตสาหกรรมกาแฟโดยสังเขป

 

 

 

เมล็ดกาแฟเป็นสินค้าที่มีความผันแปรไม่แน่นอนทางด้านราคา ซึ่งขึ้นอยู่กับผลผลิตในแต่ละปีนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.. 1985 ราคาซื้อต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 4.71 US$ แต่ในปี ค.. 1998 ราคากลับตกลงไปที่ 2.86 US$  หนึ่งในความผันแปรของตลาดเมล็ดกาแฟ นั่นก็คือการสร้างพื้นที่เพาะปลูกใหม่ๆ ขึ้นมารองรับ และแข่งขันกับแหล่งอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น กรณีของประเทศเวียดนามที่ใช้เวลาเพียง 10 กว่าปี จากการเป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ (virtual non entity) สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอันดับสามของโลก

 

ผู้ผลิตเมล็ดกาแฟรายใหญ่ของโลก 10 ประเทศ

 

Brazil                                                    Ethiopia

Colombia                                               Ivory

Gautemala                                             Uganda

Mexico                                                  India

Indonesia                                              Vietnam

 

นอกจากนี้ตลาดเมล็ดกาแฟยังถูกกำหนดรูปแบบโดยผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่เจ้า ในปี ค.. 1992 ประมาณ 70% ของสัดส่วนตลาดเมล็ดกาแฟ ถูกควบคุมโดยผู้ค้ารายใหญ่เพียงสี่เจ้าเท่านั้น คือ Phillip Morris (ซึ่งเป็นเจ้าของ Kraft Food International อีกทอดหนึ่ง) ,Nestle, Proctor and Gamble และ Sara Lee

 

แต่ผู้ผลิตที่สำคัญที่ป้อนให้แก่คนกลางรายใหญ่เหล่านั้นก็คือ "ชาวไร่กาแฟ" ที่ต้องแบกรับภาวะความเสี่ยงไว้เองหากเมล็ดกาแฟมีราคาตกต่ำ  และโดยส่วนใหญ่ ชาวไร่กาแฟเหล่านั้นยังคงยังชีพแบบพึ่งตนเอง , ทำงานหนัก , ขาดความมั่นคงในชีวิต แต่พวกเขากลับได้ส่วนแบ่งจากราคาขายไม่ถึง 12 % ที่ผู้ค้ารายใหญ่ตั้งราคาไว้

 


 




สัดส่วนรายได้จากราคาขายของผงกาแฟสำเร็จรูป

ผ่านการค้าที่ถูกครอบงำโดยผู้ขายรายใหญ่ในปี 1992

ที่มา www.oxfam.ca

 

 

โดยส่วนใหญ่แล้วการซื้อขายเมล็ดกาแฟ จะทำในตลาดซื้อขายกาแฟ (coffee exchange) ที่ New Yorkและ London --- และก็เหมือนการค้าขายเพื่อเก็งกำไรอื่นๆ คือมีการซื้อขายล่วงหน้า (futures contracts) เช่นเดียวกับการกำหนดราคา ที่จะทำในสองตลาดนี้แล้วใช้เป็นราคามาตรฐาน และมีส่วนน้อยมากที่จะทำการซื้อขายนอกตลาด สองตลาดนี้  เหตุผลก็เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ค้าคนกลางรายใหญ่อาจจะเสียผลประโยชน์ไปเป็นจำนวนมหาศาล หากไม่สามารถนำสินค้าชนิดนี้มาทำการ - เก็งกำไร , กดราคา , ควบคุมราคา เองได้! --- ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ราคาของเมล็ดกาแฟมีความผันผวนสูง ความเสี่ยงของธุรกิจมีสูง โดยผู้ผลิตขั้นแรก (ชาวไร่กาแฟ) ต้องแบกสิ่งเหล่านี้ไว้เองหมด!

 


 

 




ภาพเส้นทางการเดินทางของเมล็ดกาแฟจากอเมริกากลางถึงอเมริกาเหนือ

ในรูปแบบของการค้าที่ไม่เป็นธรรม

ที่มา www.oxfam.ca

 

 

จากเส้นทางการเดินทางของกาแฟในการค้าโดยอาศัยตัวกลางนั้น เราจะพบว่าชาวไร่กาแฟผู้เป็นฐานของห่วงโซ่นี้กลับได้รับผลประโยชน์น้อยที่สุด และขาดอำนาจต่อรองใดๆ  การค้าโดยผ่านพ่อค้าคนกลางหลายๆ ทอด ผลต่างจากมูลค่าส่วนเกินเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือของคนกลางต่างๆ รวมกัน มากกว่าที่ผู้ผลิตระดับปฐมภูมิ (Primary Producer) ที่เป็นชาวไร่ยากจน กว่า 200% ;-( 

 

… เหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึง "ความอุบาทว์" ของธุรกิจน้ำดำอันหอมกรุ่นนี้!

 

 

เส้นทางการค้าเมล็ดกาแฟที่เป็นธรรมในแคนาดา

การค้ากาแฟแบบเป็นธรรมแรกเริ่มเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วแถบยุโรป โดยในประเทศเนเธอร์แลนด์ OXFAM ได้เปิดร้านค้าที่ขายสินค้าของธุรกิจสหกรณ์จากประเทศโลกซีกใต้  ในทศวรรษที่ 1960"s และตามมาด้วย สหราชอาณาจักร และ Switzerlandในกลางทศวรรษที่ 1980"s --- สินค้ามากกว่าพันรายการจากโลกที่สามได้บุกซีกโลกเหนือเป็นครั้งแรก และในปี 1987 มูลนิธิ Max Havelaar และองค์กร TransFair เสนอนโยบายการค้าขายแบบเป็นธรรมสู่บรรษัทต่างๆ โดยใช้กับสินค้าที่ผลิตจากประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งกาแฟเองก็เป็นสินค้าแรกๆ ที่นำมาใช้ใน Campaign นี้  

 

ในช่วงทศวรรษที่ 70"s และ 80"s ทวีปอเมริกาเหนือต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ของกลุ่มประเทศในแถบอเมริกากลาง  ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กลุ่มทางสังคมกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางศาสนา หรือองค์กรทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เป็นธรรมต่างๆ ในแคนาดา ร่วมมือกันสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟจากชาวไร่กาแฟนิคารากัว เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันคว่ำบาตรและไม่ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่นิคารากัว เพื่อตอบโต้การปฏิวัติสังคมนิยมจากกลุ่ม Sandinista

 

จนถึงในปัจจุบัน การค้าขายกาแฟแบบเป็นธรรมในแคนาดาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีความเข้มแข็ง กาแฟมีคุณภาพดี ราคาเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และชาวแคนาเดียนเองส่วนใหญ่ก็มีจิตสำนึกพร้อมใจกันที่จะจ่ายในราคาที่เป็นธรรมนั้น!

 

การบริโภคกาแฟในแคนาดา

 

·         คนแคนาเดียน 67% ดื่มกาแฟทุกวัน

·         เฉลี่ยแล้วเขาเหล่านั้นดื่มวันละ 3 ถ้วย

·         52% ของการดื่มกาแฟ ดื่มในช่วงเช้า

·         19% ดื่มในตอนหัวค่ำและช่วงอาหารเย็น

·         69% ดื่มกาแฟที่บ้าน

·         13% ดื่มกาแฟที่ที่ทำงานและสถานศึกษา , 12% ดื่มที่ร้านอาหาร

·         9% ดื่มกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีน

 

 

Transfair Canada (TFC) เป็นกลุ่มความร่วมมือ ของกลุ่มการค้าที่เป็นธรรม ไม่มุ่งหวังผลกำไร ธุรกิจที่จะนำตราสินค้าที่ได้รับการรับรองจาก TFC จะต้องผลิตสินค้าภายใต้หลักการของการค้าที่เป็นธรรม ในส่วนของกาแฟนั้นผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อจากเกษตรกรในราคาที่กำหนด ถึงจะสามารถใช้ตราของ TFC ได้

 

ตราสินค้าที่รับรองกาแฟที่ทำการค้าที่เป็นธรรม

ที่มา http://fairtradenetwork.ca/

 

 

TFC เองก็เป็นสมาชิกของ Fair Trade Labeling Organizations (FLO) ซึ่งในรายชื่อของกลุ่มสหกรณ์เกษตรกรรายย่อยที่ FLO รับรองและช่วยเหลือมีมากกว่า 300 กลุ่ม  ซึ่งเป็นองค์กรรากหญ้าและมีความเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมสูง  กลุ่มเหล่านั้นอยู่ใน 18 ประเทศโลกที่สาม คือ Bolivia, Brazil, Cameroon, Colombia, Costa Rica, Dominican Republic, El Salvador, Guatemala, Haiti, Honduras, Mexico, Nicaragua, Peru, Sierra Leone, Tanzania, Uganda, Venezuela, Congo

 

โดยการค้ากาแฟแบบยุติธรรมนี้ ช่วยลดช่องทางของพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่เกิดการสร้างมูลค่าส่วนเกินในกระบวนการนี้ --- ชาวไร่กาแฟรวมตัวกันสร้างกลุ่มสหกรณ์แล้วก็ส่งผ่านสินค้าสู่บรรษัท หรือองค์กรที่ได้ตรารับรองการค้าที่เป็นธรรม* แล้วก็นำสินค้าสู่ผู้บริโภค

 

*ในแคนาดาผู้ทำการค้ารายย่อยเกี่ยวกับกาแฟที่ได้รับตราสินค้าที่ได้การรับรองจาก TFC นั้นได้รับการตรวจสอบและมีความเป็นธรรมมากกว่าส่วนใดในโลก รวมถึงการเปรียบเทียบกับบรรษัทขนาดใหญ่ที่ไม่เป็นธรรมเช่น Starbuck ที่ยังซื้อเมล็ดกาแฟจากแหล่งที่มีตรารับรองการค้าที่เป็นธรรมน้อยกว่า 1%    

 

 

 

ภาพเส้นทางการเดินทางของเมล็ดกาแฟจากอเมริกากลางถึงอเมริกาเหนือ

ในรูปแบบของการค้าที่เป็นธรรม

ที่มา www.oxfam.ca

 

 

โดยหลักการของการค้ากาแฟแบบเป็นธรรมในแคนาดา คือ ซื้อสินค้าตรงจากผู้ผลิต , ให้ราคาตามราคาตลาดแท้จริงโดยไม่ข้องเกี่ยวกับการเก็งกำไร , ให้ราคาตามความต้องการของผู้บริโภคปลายสุดห่วงโซ่ (ประเทศในซีกโลกเหนือ) , ทำสัญญาระยะยาวกับชาวไร่ , สร้างความสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสาร ระหว่าง ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้บริโภค.

T

0 0 0

 

กาแฟเป็นสินค้าอีกหนึ่งชนิด ที่ผู้ผลิตรายย่อย อันเป็นรากฐานของธุรกิจและเป็นผู้ที่อยู่จุดแรกเริ่มของห่วงโซ่ ... ต้องกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจมูลค่าแสนกว่าล้านนี้เพียงน้อยนิด

 

สำหรับการค้าที่เป็นธรรมนั้น การช่วงชิงความหมายเพื่อการนำไปใช้ของทุกฝ่ายยังคงมีอยู่ ซึ่งคงจะต้องใช้วิจารณญาณรวมถึงข้อมูลในการสนับสนุน "การค้าที่เป็นธรรม" นี้ ว่าในผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ใครได้ประโยชน์-เสียประโยชน์ เราควรอุดหนุนบรรษัทข้ามชาติที่ติดตรานี้ หรือ ธุรกิจรายย่อยที่ติดตรานี้ นำไปขบคิดเพื่อตัดสินว่าจะเลือกสินค้าตัวไหนดี?

 

…  และวันนี้ --- คุณดื่มกาแฟแล้วหรือยัง?

 

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ประกอบการเขียน-แหล่งข้อมูลแนะนำ

 

ภัควดี วีระภาสพงษ์  "เบื้องหลังผ้ากันเปื้อนสีเขียวและรอยยิ้ม คือคนที่ต้องดำรงชีวิตด้วยความแร้นแค้น" ใน http://www.fridaycollege.org

 

Douglas Murray, Laura Raynolds, Peter taylor "The future of Fair Trade coffee : dilemmas facing Latin America"s small-scale producers" ใน Development in Practice, Volume 16 :  Routledge . 2006

 

http://fairtradenetwork.ca/

www.oxfam.ca

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์