คำประกาศสมัชชาสังคมไทย "โลกที่เท่าเทียม ประชาชนสร้างได้"

คำประกาศสมัชชาสังคมไทย


"โลกใหม่ที่เท่าเทียม ประชาชนสร้างได้"


23 ตุลาคม 2549 ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา


 


เราเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จำนวน 70 องค์กร กว่า 3,500 คนจากทั่วประเทศ (ดังรายชื่อที่แนบมาพร้อมกันนี้) ได้จัดเวทีสมัชชาสังคมขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคม 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตได้มีมติร่วมกันดังนี้


 


การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ผ่านมาในประเทศไทย ได้สร้างผลกระทบที่เลวร้ายต่อประชาชน เป็นการพัฒนาที่ทำลายชุมชน ทำลายระบบเกษตรกรรมรายย่อย ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กดขี่ขูดรีดแรงงาน ไม่คุ้มครองผู้บริโภค ละเลยกีดกันสิทธิและบทบาทของผู้หญิง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้พิการได้เป็นสมาชิกสังคมอย่างเต็มขั้น ทั้งยังละเมิดสิทธิชนเผ่า ผู้ไร้สัญชาติ ตลอดจนแรงงานข้ามชาติ ที่สำคัญศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนส่วนใหญ่ได้ถูกทำลายลงไป


 


การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับบนไม่ว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นรัฐบาลของกลุ่มใด ก็เป็นเพียงการจัดสรรแบ่งปันอำนาจผลประโยชน์กันเองในระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งกลุ่มข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ เท่านั้น ขณะที่กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มประชาชน ยังคงถูกกีดกันให้อยู่วงนอก ไม่มีสิทธิส่วนในกำหนดกติกาการใช้อำนาจ และนโยบายการพัฒนาใดใด


 


เพื่อบรรลุเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมใหม่ของภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่เป็นธรรม และยั่งยืน เราขอประกาศร่วมกันดังนี้



  1. ประชาชนจะร่วมกันสร้างสังคมไทยใหม่ ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม ความเท่าเทียม สิทธิเสมอภาค และสันติภาพ

  2. ประชาชนจะไม่รอคอย หรือหวังพึ่งกลุ่ม องค์กร หรือคณะบุคคลใด มาทำหน้าที่แทนในการสร้าง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หากแต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดและดำเนินการทุกรูปแบบด้วยตัวเอง  

  3. ในวาระที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญ  ต้องยึดหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การปฏิรูปการเมืองจึงเป็นภารกิจร่วมกันของทุกคน เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยที่ลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน

 


การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ จะต้อง


1.     ปฏิรูปการใช้อำนาจรัฐ ที่เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่แยกเพศ ความพิการ ชาติพันธุ์ และตั้งอยู่บนฐานสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่ม


2.     สร้างรัฐสวัสดิการอย่างครบวงจรเพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม


3.     สร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง ในด้านการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม


4.     สร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กร ทุกระดับ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ


5.     สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ โดยการปรับโครงสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรมและในอัตราก้าวหน้า อาทิ ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีการเล่นหุ้น ภาษีจากโอกาสทางนโยบาย เป็นต้น และการพัฒนาระบบเศรษฐกิจทางเลือก ที่กระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม รวมถึงการกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรมกับแรงงานทุกภาคส่วนรวมทั้งแรงงานข้ามชาติด้วย


 


โดยสาระสำคัญในการปฏิรูปการเมือง กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ ความรู้ในการทำงานของแต่ละเครือข่ายเป็นเวลานับสิบปีดังนี้


 




  1. การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ประชาชนมีสิทธิกำหนดนโยบายสาธารณะทุกขั้นตอน มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐทุกเรื่อง รวมทั้งการเสนอกฎหมายทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น  สามารถออกเสียงตัดสินใจในเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ ข้อตกลงทางเศรษฐกิจต้องตราเป็นกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

  2. การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในกรณีทุจริตคอรัปชั่น การใช้อำนาจในทางที่ผิด การละเมิดสิทธิของประชาชน ต้องไม่มีอายุความ ประชาชนต้องมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลได้โดยตรงและต้องมีมาตรการลงโทษ เช่น การยึดทรัพย์อาชญากรรัฐและผู้กระทำผิด ที่มีประสิทธิภาพ

  3. การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

  4. การปฏิรูปสื่อ สื่อวิทยุ/โทรทัศน์ต้องแบ่งสัดส่วน ส่งเสริมให้เกิดทั้งสื่อชุมชนและสื่อสาธารณะ ที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ และสนับสนุนการจัดทำสื่อภาคประชาชนที่ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้

  5. การส่งเสริมการรวมตัวขององค์กรประชาชนให้มีความเข้มแข็ง เช่น มีสภาประชาชนที่สามารถถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจรัฐ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคประชาชน

  6. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในองค์การอิสระ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนทุกส่วนเข้าไปร่วมได้

  7. การมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพโดยชุมชนรวมทั้งสภาพแวดล้อมด้านอื่นๆ ชุมชนสามารถสืบทอดจารีตวัฒนธรรมภูมิปัญญา กำหนดแผนการจัดการ โครงการ/กิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนได้  โดยรัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิของชุมชนดังกล่าวให้เป็นจริง

  8. การปฏิรูปที่ดินโดยมาตรการภาษีที่ดินก้าวหน้า กองทุนที่ดิน ระบบโฉนดที่ดินชุมชน ฯลฯ

  9. การสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และให้มีการจัดเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตร

  10. การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ต้องมีองค์กรอิสระเพื่อกำหนดมาตรการ/กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ

  11. การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ต้องจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อเป็นกรอบในการตัดสินใจ

  12. การสร้างสันติภาพภาคใต้ การเคารพและให้สิทธิแก่คนในพื้นที่เป็นผู้กำหนดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และสร้างความเข้าใจในสังคมไทย

 


กระบวนการผลักดันการปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน


1.     เราจะร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน   


2.     เราจะนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รณรงค์กับสาธารณะอย่างกว้างขวางในทุกเครือข่าย


3.     เราจะติดตามตรวจสอบการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐ โดยนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ


4.     เราจะนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน นำเสนอและผลักดันในทุกเวที ทุกช่องทาง


5.     เราจะปฏิบัติการ เสนอรูปธรรม ตามแนวความคิดรัฐธรรมฉบับประชาชน โดยไม่รอกฎหมาย หรือแนวนโยบายของรัฐ


 


เราขอยืนยันเจตนารมณ์อีกครั้งว่า


การปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นธรรม


ประชาชนเท่านั้นที่สร้างได้


 


 

ข้าวปุ่น

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ไม่มีพลังและอํานาจใดที่จะยิ่งใหญ่ เท่าอํานาจของประชาชน จงจําไว้ในกมลและสันดาน ของผู้ที่เข้ามายึดอํานาจจากประชาชนด้วย [emo2.gif]

ยูโทเพียไทย

"8. การปฏิรูปที่ดินโดยมาตรการภาษีที่ดินก้าวหน้า กองทุนที่ดิน ระบบโฉนดที่ดินชุมชน ฯลฯ"

ข้อ 8 นี้ ควรเก็บภาษีที่ดินเต็มที่เท่าค่าเช่ารายปีที่ควรเป็น (เหมือนรัฐเป็นเจ้าของที่ดินเอง) แต่ให้ค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาสัก 30 ปี
ไม่ควรเก็บภาษีก้าวหน้า เพราะแสดงว่าอัตราปกติจะน้อยไป และหลีกเลี่ยงให้เสียน้อยลงได้ โดยรวมกันเป็นนิติบุคคลหรือบริษัท ครอบครัวหนึ่งๆ ผมเห็นเขาตั้งกันหลายบริษัท คงจะเพื่อให้เสียภาษีเงินได้น้อยลงสำหรับระบบปัจจุบัน
ได้ภาษีที่ดินเท่าไรก็ลดภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (จำพวกที่เก็บจากการลงแรงและลงทุนผลิตและค้า)

ถ้าเก็บภาษีที่ดินเท่าค่าเช่าแล้วก็ไม่ต้องเก็บภาษีมรดก ภาษีเงินได้ "อัตราก้าวหน้า"

ผลดีของการเก็บภาษีที่ดินและเลิกหรือลดภาษีแรงงานและทุน:--

1. คำว่า “มนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน” เป็นจริงมากขึ้น เพราะภาษีที่ดินแบบนี้ทำให้ทุกคนดุจเป็นเจ้าของที่ดินเสมอภาคกัน

2. การเลิก/ลดภาษีเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก ซึ่งดีกว่าแบบของสหรัฐฯ ที่ทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงชั่วคราว มิฉะนั้นรัฐบาลจะเป็นหนี้มหาศาล เพราะไม่ได้เก็บภาษีที่ดินแบบที่ผมเสนอมาชดเชย ซึ่งภาษีที่ดินก็เป็นอีกแรงหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลองคิดด้วยว่า ถ้าไม่เลิก/ลดภาษีอื่นๆ ผลก็คือตรงข้ามกับการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า?)

3. ราคา/ค่าเช่าที่ดินจะลด เพราะที่ดินจะไม่ถูกเก็งกำไรเก็บกักปิดกั้นไว้ แต่จะเปิดออกเพื่อหาประโยชน์ให้คุ้มภาษีที่ดิน รวมทั้งให้เช่า หรือทำประโยชน์เอง หรือมิฉะนั้นก็ขายให้แก่ผู้ที่เห็นทางหาประโยชน์ การทำประโยชน์ก็มักต้องหาคนมาทำงานให้ เจ้าของที่ดินต่างคนต่างต้องทำอย่างนี้ ก็เกิดแข่งขันกันเอง การว่างงานจะลด ค่าแรงจะเพิ่ม ผลตอบแทนต่อการใช้ทุนก็เพิ่ม

4. ซ้ำแรงงานและทุนไม่ต้องเสียภาษีทางตรงจำพวกภาษีเงินได้ หรือเสียน้อย จึงมีรายได้สุทธิเพิ่ม

5. สินค้าจะมีราคาถูก เพราะการลดภาษีทางอ้อมจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรสรรพสามิต และอากรขาเข้า ความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศจะสูงขึ้นด้วย และต่างชาติจะนิยมมาลงทุนและเที่ยวไทย แบบฮ่องกง สิงคโปร์

6. เกิดความคล่องตัวในการย้ายถิ่นฐาน เพราะทั้งที่ดินและบ้านจะมีราคา/ค่าเช่าถูกลง และหาได้ง่ายขึ้น ที่ดินในเมืองจะได้รับการใช้ประโยชน์มากขึ้น มีบ้าน แฟลต คอนโดให้เช่ามากขึ้น ค่าเช่าต่ำลง ปัญหาการเดินทางเช้าเข้าเมืองเย็นกลับออกนอกเมืองที่ติดขัดอัดแอเสียเวลามากจะบรรเทาลง ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมหรือชุมชนแออัดในเมืองจะบรรเทาลงเช่นเดียวกัน

7. กรณีพิพาทขัดแย้งแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินจะลดลงมากโดยอัตโนมัติ (ถ้าเก็บภาษีที่ดินเท่าค่าเช่าศักย์ ราคาที่ดินจะเป็นศูนย์หรือเกือบศูนย์ คนเราจะเลือกซื้อขายที่ดินได้ง่าย แม้ราคาที่ดินจะเป็นศูนย์ เอาเป็นหลักทรัพย์ค้ำกู้ไม่ได้ แต่การซื้อขายที่ดินเองก็คงไม่ต้องกู้แล้ว และก็จะทำให้คนเรากู้หนี้เพื่อลงทุนอย่างอื่นเกินตัวไม่ได้ ถูกหลักเศรษฐกิจพอเพียง)

ยูโทเพียไทย

ใช้ระบบภาษีที่ดินแล้ว ไม่ต้องจำกัดการถือครอง ไม่ต้องยึดที่ดินเป็นของรัฐ ไม่ต้องจัดสรรที่ดินให้คนจน
ปล่อยให้ราษฎรซื้อขายหรือทำอะไรกับที่ดินได้เสรี
ภาษีที่ดินก็เก็บอัตราเดียวเหมือนกันหมด คือเท่ากับค่าเช่าที่ควรเป็น

ระบบสวัสดิการของรัฐก็ไม่ต้องใช้วิธีเก็บภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าให้คนหมดกำลังใจทำงาน
หรือหาทางเลี่ยงภาษี หรือย้ายประเทศ (ที่จริงระบบภาษีที่ดินไม่ต้องการเก็บภาษีเงินได้เลย)
เพราะคนที่หมดหนทางช่วยตัวเองจะเหลืออยู่น้อยมากที่รัฐต้องช่วย

ข้อที่ขอย้ำ คือ การเปลี่ยนแปลงควรค่อยเป็นค่อยไป อาจต้องนานหลายสิบปี
เพื่อให้ทุกคนมีเวลาปรับตัวได้พอควร และถือเป็นการชดใช้ให้แก่เจ้าของที่ดินไปด้วยในตัว
จะชดใช้ให้แก่เจ้าของที่ดินวิธีอื่นก็ไม่ควร เพราะเงินชดใช้นั้นจะได้มาจากใครถ้ามิใช่ผู้ลงแรงผู้ลงทุน
ซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่นานมากแล้วและยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเปรียบไปอีกนานเท่าไร

ขอเชิญดูรายละเอียดได้ที่เรื่อง หลักการพื้นฐานเรื่องสิทธิในที่ดิน http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=utopiathai&date=30-09-2006&group=1&blog=1 ครับ

วิทยา ส.

ผมหายใจเพื่อพาตัวเองมุ่งหน้าเข้าน้อมรับความตายที่ธรรมชาติกำหนดไว้ หากธรรมชาติให้ปอดผมใหญ่กว่าคนอื่นๆ ผมคงต้องขอโทษด้วยที่ผลาญอ๊อกซิเจนที่มีอยู่บนโลกใบนี้มากกว่าหลายๆคน แต่เชื่อไหมผมไม่สามารถกลั้นหายใจได้นานเกิน 1 นาที ขอร้องนะครับอย่ามาออกกฎให้ผมหายใจเอาอ๊อกซิเจนเข้าปอดน้อยกว่านี้เลย เพราะมันจะทำให้สมองทีผมสะสมปัญญาไว้มีปัญหาได้
-----------
เข้ามาเล่นด้วยอีกแล้ว