รายงานบีบีซี : คดีชายเมาชาวสวิสทำลายโปสเตอร์ "พระบรมฉายาลักษณ์"

แปลจากรายงานพิเศษเรื่อง Graffiti reveals Thai royal fears  

โดย โจนาทาน เฮด จากสำนักข่าวบีบีซี

วันที่ 12 มีนาคม 2550 เชียงใหม่ ประเทศไทย 

 

 

ชายชาวสวิส "โอลิเวอร์ จูเฟอร์" ต้องเผชิญกับการตัดสินจำคุก 75 ปี จากการที่เขาพ่นสีทำลายโปสเตอร์บางแผ่น...

 

ผมบอกได้เลยว่าเจ้าหน้าที่ของทางศาลไม่อยากให้พวกเราอยู่ที่นั่น ตามปกติแล้วศาลไทยเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างจะผ่อนคลาย นักข่าว-นักหนังสือพิมพ์เดินไปเดินมาเพื่อสังเกตขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาคดีได้

 

แต่ไม่ใช่ครั้งนี้...

 

เจ้าหน้าที่หลายคนเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ และพวกเราก็ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ข้อมูลที่เราได้รับเกี่ยวกับคดีของนายโอลิเวอร์ จูเฟอร์ วัย 57 ปี มีน้อยมาก แต่ข้อหาที่เขาได้รับกลับเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลย เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนธันวาคม หลังจากที่เขาถูกจับได้ว่าเป็นคนทำลายโปสเตอร์หลายแผ่นด้วยการพ่นสีสเปรย์สีดำทับลงไป

 

ความผิดพลาดของเขาก็คือว่า โปสเตอร์ที่เขาทำลาย เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ

 

การวิพากษ์วิจารณ์หรือกระทำการจาบจ้วงแก่ราชวงศ์เป็นเรื่องต้องห้ามร้ายแรงและผิดกฎหมายของไทย นายจูเฟอร์จึงต้องรับข้อหาที่มีโทษจำคุกถึง 75 ปี

 

เราได้ยินมาว่าเขาแสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวเมื่อแรกที่โดนจับกุม เขาตั้งใจจะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำความผิด แต่เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ บางทีอาจจะเป็นคำแนะนำจากทนายของเขา หรือไม่ก็อาจจะเป็นคำแนะนำจากสถานฑูตสวิส

 

 

สื่อมวลชนถูกปิดข่าว

ณ วันนี้ โอลิเวอร์ จูเฟอร์ เปลี่ยนคำให้การเพื่อยอมรับสารภาพว่ากระทำผิดจริง และเขาก็ถูกนำตัวออกจากศาลในสภาพช็อก สองขาของเขาถูกล่ามโซ่ในฐานะนักโทษของไทย

 

ความหวังอันสูงสุดของเขาตอนนี้ก็คือว่า ผู้พิพากษาจะยอมผ่อนผันโทษให้ หรือไม่ก็อาจจะคำนึงถึงเหตุผลทางการเมือง และอาจมีการพูดถึงข้อตกลงเพื่อรักษาหน้าของแต่ละฝ่าย และส่งตัวเขาออกนอกประเทศไป

 

หาไม่แล้ว ทนายความของโอลิเวอร์กล่าวว่า เขาจะต้องโทษจำคุกต่ำสุดประมาณ 7 ปีครึ่ง

 

แต่คดีของโอลิเวอร์ จูเฟอร์ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของไทยต้องการถกเถียงหรืออภิปรายใดๆ ตอนที่เขาถูกจับกุมตัวได้นั้น ทางการกีดกันไม่ให้หนังสือพิมพ์ไทยฉบับใดรายงานข่าวดังกล่าว มีแค่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเท่านั้นที่ได้รายงานข่าวนี้

 

อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันพิจารณาคดีของนายโอลิเวอร์ จูเฟอร์ (12 มี.ค.2550) คือ พนักงานอัยการรายหนึ่ง ออกมาบอกแก่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่รออยู่ว่า คดีถูกเลื่อนการพิจารณาออกไป และจะนัดพิจารณาคดีในเร็วๆ นี้อีกครั้งหนึ่ง

 

"เราไม่ต้องการสื่อ" พนักงานอัยการรายนั้นกล่าว "เราไม่ต้องการให้คนไทยรู้เรื่องนี้ ถ้าพวกพวกเขารู้ว่าคดีนี้เกี่ยวพันถึงในหลวง คงไม่มีผลดีใดๆ ตามมา"

 

นั่นคือคำโกหก คดีไม่ได้เลื่อนการพิจารณา พนักงานอัยการรายนั้นคงหวังว่าการพูดเช่นนั้นจะทำให้พวกเราแยกย้ายกันไป

 

ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐของไทยถึงต้องหวาดวิตกถึงเพียงนั้น? และทำไมถึงต้องลงโทษอย่างรุนแรงกับชายคนหนึ่งที่ทำความผิดเพียงแค่ทำลายภาพบนโปสเตอร์ด้วยความเมามาย?

 

 

อนาคตที่ไม่แน่ไม่นอน

ไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างจากไหนมาอ้างอิงก็รู้ได้ว่า ประชาชนชาวไทยแทบทั้งประเทศ ที่พากันมาเฉลิมฉลอง เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา พวกเขามารวมตัวกันอย่างมืดฟ้ามัวดินด้วยความรักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ชนิดที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

เวลา 9 เดือนหลังจากนั้น คุณยังคงเห็นผู้คนมากมายสวมใส่เสื้อสีเหลือง อันเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวไทยใช้สื่อถึงพระมหากษัตริย์ เพื่อไปทำงาน ออกสังคม หรือแม้กระทั่งสวมใส่อยู่กับบ้าน

 

ชาวไทยบางส่วนค่อนข้างวิตกถึงอนาคตของสถาบันอันเป็นที่รักของพวกเขา ความจงรักภักดีที่คนไทยได้มอบให้กับผู้นำราชวงศ์ของตนนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาจากใจและเต็มไปด้วยความรู้สึก น้อยคนนักที่จะกล้าพูดอะไรไม่ดีไม่งามเกี่ยวพระมหากษัตริย์ นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทำไมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงเกิดขึ้นน้อยมาก

 

ดูเหมือนว่ากฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะไม่มีความจำเป็นเลยด้วยซ้ำ

 

แต่ถ้าหากได้พูดคุยกับชาวไทยที่มีการศึกษา คุณจะได้ยินความคิดเห็นแตกต่างออกไปบ้าง คนส่วนใหญ่ยังคงเทิดทูนพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจ แต่พวกเขากังวลถึงอนาคตของราชวงศ์มากกว่า

 

....

....

....

 

ปัญหาก็คือว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ว่าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมากมายหลายฉบับก็ตาม แต่สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ในจิตใจของคนไทย ในฐานะ "หนึ่งเดียว" ที่สามารถกอบกู้ชาติบ้านเมืองได้ในยามวิกฤติ

 

 

ความแตกแยกทางการเมือง

การเมืองของไทยเป็นเรื่องวุ่นวายเสมอ และนักการเมืองก็ถูกมองว่าเป็นพวกฉ้อฉลทุจริต เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และทำอะไรเพื่อประเทศชาติน้อยมาก ความพยายามจะปรับปรุงวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยให้ดีขึ้นก็มีน้อยมากเช่นกัน เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองสามารถพึ่งพาใบบุญของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปราศจากข้อบกพร่อง และทรงเป็นผู้เดียวที่จะนำพาพวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่เกิดปัญหาวิกฤตได้

 

และช่วงเวลาที่เป็นปัญหาหนักหนาที่สุดเช่นปัจจุบันก็เป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประเทศไทย ผู้คนที่มอบดอกไม้ให้กับทหารอาชีพที่ทำรัฐประหารรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปีที่ผ่านมา เริ่มจะกลายเป็นความทรงจำที่เลือนลางเสียแล้ว

 

รัฐบาลทหารที่มาจากการแต่งตั้งได้รับความนิยมน้อยลงทุกวัน แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะนำพาประเทศกลับไปสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ตาม

 

คนไทยจำนวนมากรู้สึกสิ้นหวังในประเทศชาติของตัวเอง ซึ่งบัดนี้แตกแยกออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย นั่นก็คือผู้ที่มีความคิดว่า ระหว่างรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลทหาร อย่างไหนจะเป็นตัวเลือกที่เลวร้ายที่สุดกันแน่

 

แม้แต่ในเวลาเช่นนี้ ก็ยังไม่มีใครต้องการคิดตรึกตรองอยู่ดีว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรใน "อนาคตข้างหน้า" และไม่ว่าพวกเขาจะวิตกกังวลอย่างไร ก็ไม่มีใครอยากจะถกเถียงกันถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ดี ไม่มีแม้แต่การคิดจะซ่อมแซมแก้ไขกฏหมายที่ห้ามไม่ให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

"อยู่แบบนี้มันปลอดภัยกว่า" พวกเขากล่าว การปล่อยให้กฏหมายเป็นอย่างที่มันเป็น และปล่อยให้คนไม่มีความสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม มันดีกว่าที่เห็นราชวงศ์ไทยดำเนินไปเช่นเดียวกับราชวงศ์อังกฤษ

 

ความคิดเช่นนี้เองที่ โอลิเวอร์ จูเฟอร์ ฉุกคิดว่า เขาน่าจะจดจำให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะทำอะไรลงไปในคืนอันเลวร้ายเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

 

 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์