บก.เนชั่นหมิ่นทักษิณ โทษจำคุก ลงอาญา 2 ปี หน.ข่าวรันเวย์ร้าวจากโพสต์ ชนะคดีไล่ออกไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 50 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี(ขณะนั้น)  เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็ม เอ็น จี นิวส์ จำกัด และนายพนา จันทรวิโรจน์ บรรณาธิการ นสพ. เดอะเนชั่น ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

 

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 49 นสพ.เดอะเนชั่น โดยจำเลยทั้งสาม ร่วมกันที่ตีพิมพ์ พาดหัวข่าวภาษอังกฤษ เกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ขึ้นทำหน้าที่แทน ขอให้ลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

 

ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ศาลพิเคราะห์แล้วให้ประทับรับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1-2 คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธอ้างว่า ก่อนตีพิมพ์ข่าวได้ตรวจสอบจากแหล่งข่าวแล้วว่ามีการเปลี่ยนตัวประธานจัดงานเฉลิมฉลองฯ จริง

 

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่นำ สืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า สำนักองคมนตรีโดย นายอินจัน บูรพันธ์ เลขาธิการสำนักองคมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของ นสพ.เดอะ เนชั่นว่าไม่เป็นความจริง โดยข้อความดังกล่าวเป็นการยืนยันเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า โจทก์ถูกคณะองคมนตรีปลดจากการเป็นประธานจากการจัดงาน เนื่องจากโจทก์ประสบปัญหาภาวะทางการเมือง จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากคณะองคมนตรี หนังสือพิมพ์จำเลยต้องยอมรับว่าข้อความที่ตีพิมพ์นั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องจริง

 

ศาลพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 3 หมื่นบาท คำให้การของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลย 4 เดือน ปรับ 2 หมื่นบาท อย่างไรก็ตามจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมิใช่ผู้เขียนข่าว แต่ต้องรับผิดในฐานะบรรณาธิการฯ ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยได้ตีพิมพ์แก้ไขข่าวให้โจทก์เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย จึงเห็นสมควรให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยตีพิมพ์คำพิพากษาเป็นภาษาอังกฤษใน นสพ.เดอะเนชั่นจำนวน 2 ครั้งด้วย

 

ศาลสั่งบางกอกโพสต์รับอดีตหน.ข่าวกลับเข้าทำงาน

วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 17 ศาลแรงงานกลาง ถ.พระราม 4 ศาลมีคำพิพากษาคดีดำที่ 9289/2548 ที่นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หรือ เป๊บซี่ อดีตหัวหน้าฝ่ายทหารและความมั่นคง นสพ.บางกอกโพสต์ ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการศูนย์ข่าวอิศรา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ นายเดวิด จอห์น อาร์มสตรอง รักษาการบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บมจ.โพสต์พับลิชชิ่ง เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องสัญญาจ้างแรงงาน เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

 

จากกรณีที่ บมจ.โพสต์ เลิกจ้างนายเสริมสุข โดยไม่เป็นธรรมซึ่ง บมจ.โพสต์ ได้แต่งตั้งคะกรรมการสอบสวนและกล่าวหาว่านายเสริมสุข กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายจากรณีที่นายเสริมสุข นำเสนอข่าวรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ (หนองงูเห่า) มีรอยร้าว โดยนสพ.บางกอกโพสต์ตีพิมพ์ข่าวเมื่อระว่างวันที่ 6-9 ส.ค.48

 

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จำนวน 8 ล้านบาท และค่าเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงจำนวน 5 ล้านบาท รวม 13 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และเรียกค่าชดเชยจากกองทุนเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของ บมจ.โพสต์ พับลิชชิ่ง นายจ้าง จำนวน 623,700.08 บาทพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราเดิมก่อนถูกเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเดือนละ 69,768 บาทนับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จำเลยที่ 1 ตีพิมพ์คำพิพากษาใน นสพ.บางกอกโพสต์เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน

 

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 อ้างเหตุการเลิกจ้างว่าโจทก์กระทำการเสนอข่าวโดยประมาทเลินเล่อ ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อกำหนดการนำเสนอข่าวบริษัท คำสั่งการนำเสนอข่าวของนายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ กก.ผจก.บมจ.โพสต์พับลิชชิ่ง ลงวันที่ 27 พ.ค.46 ที่ให้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตีพิมพ์เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาท และนโยบายร่วมกองบรรณาธิการ นสพ.บางกอกโพสต์ และ นสพ.โพสต์ทูเดย์ยึดถือ ส่วนโจทก์ ปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำผิดตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ซึ่งการเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำเพื่อต้องการเอาใจผู้มีอำนาจในรัฐบาลขณะนั้น

 

โดยชั้นพิจารณาได้ความจากการนำสืบพยานโจทก์ คือ นางยุวดี บุญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสทำเนียบรัฐบาล นสพ.บางกอกโพสต์ และน.ส.เนาวรัตน์ สุขสำราญ หัวหน้าฝ่ายข่าวภูมิภาค นสพ.บางกอกโพสต์ เบิกความตรงกันถึงขั้นตอนและกระบวนการนำเสนอประเด็นข่าวของกองบรรณาธิการ บริษัทจำเลยที่ 1 ว่า การประชุมพิจารณาประเด็นข่าวจะประชุมวันละ 4 รอบ รอบสุดท้ายเวลา 19.00 น.ที่จะตัดสินใจว่าจะนำข่าวใดตีพิมพ์หรือไม่ แต่ในการประชุมนั้นโจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพียงแต่มีสิทธิเป็นผู้นำเสนอประเด็นข่าว โดยฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งประเด็นนี้ ดังนั้นคำเบิกความพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้น่าเชื่อถือว่า โจทก์เป็นเพียงผู้เสนอประเด็นข่าว แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าข่าวใดจะได้ตีพิมพ์หรือไม่

 

ส่วนข้อเท็จจริงการนำเสนอประเด็นข่าวโจทก์เรื่องรันเวย์ร้าว โจทก์เบิกความว่า ได้รับข้อมูลข่าวจากนายสว่าง วีระเมธีกุล ที่ปรึกษาพรรคมหาชน ซึ่งน้องชายเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยโจทก์ระบุว่า แหล่งข่าวมีความน่าเชื่อถือ เพราะก่อนหน้านี้ปี 2547 เคยให้ข้อมูลโจทก์เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีได้อย่างแม่นยำ ที่โจทก์นำข้อมูลเขียนเป็นบทความในหนังสือพิมพ์ ซึ่งก่อนนำเสนอข่าวต่อที่ประชุมโต๊ะข่าวในวันที่ 5 และ 8 ส.ค.48 โจทก์ ได้พยายามติดต่อนางยุวดี ผู้สื่อข่าวอาวุโสทำเนียบรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น รวมทั้งผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงคมนาคมและพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่โจทก์รู้จักในฐานะแหล่งข่าวมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยเรื่องนี้นางยุวดี ผู้สื่อข่าวอาวุโสทำเนียบรัฐบาล เบิกความยืนยันสอดคล้องคำเบิกความโจทก์

 

ขณะที่พยานจำเลย เบิกความกล่าวอ้างว่า ก่อนที่จะมีการตัดสินใจนำเสนอให้ตีพิมพ์ข่าวโจทก์มีเวลาอีก 2-3 วันที่จะตรวจสอบหาแหล่งข่าวเพิ่มเติม โดยวันที่ 7 ส.ค.48 รัฐมนตรีเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าตรวจสอบพื้นที่แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์จะลงพื้นที่ หรือไม่ได้ส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้ไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 7 ส.ค.48 แต่เมื่อเปรียบเทียบเนื้อหาประเด็นข่าวที่โจทก์นำเสนอต่อที่ประชุมทั้งในวันที่ 5 และ 8 ส.ค.48 แล้วไม่มีความแตกต่าง ซึ่งแม้ข้อกำหนดและคำสั่งการนำเสนอข่าว กำหนดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้ระบุชัดว่า ตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับใด ดังนั้นเมื่อโจทก์ได้พยายามแสวงหาข้อมูลจากแหล่งข่าวเพิ่มเติมด้วยการประสานผู้สื่อข่าวส่วนต่างๆ แล้ว อันเป็นการทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงตามสมควรแล้ว โดยการนำเสนอประเด็นข่าวของโจทก์เป็นเพียงการนำเสนอที่แสวงหาแหล่งข่าวยังไม่ครบสมบูรณ์ และไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานภาพบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อกำหนดการนำเสนอข่าวบริษัทตามที่จำเลยที่ 1 อ้างเป็นเหตุบอกเลิกจ้าง ดังนั้นจึงเป็นการบอกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

 

เมื่อศาลพิจารณาแล้วว่า จำเลยบอกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข่าวที่โจทก์นำเสนอเรื่องรันเวย์ร้าวเป็นเท็จหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้าง ซึ่งที่จำเลยอ้างว่าบริษัทได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ โดยถูกบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) ยื่นฟ้อง บมจ.โพสต์ พับลิชชิ่ง เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานจำเลยว่า ยังไม่เกิดกรณีถูกฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายแต่อย่างใดด้วย ซึ่งการฟ้องคดีดังกล่าวนั้นเป็นการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ

 

ส่วนประเด็นที่จำเลย กระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด ที่โจทก์ อ้างถึงการบอกเลิกจ้างจำเลยที่ 1 กระทำโดยต้องการเอาใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้มีอำนาจรัฐบาลขณะนั้น ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เคยแสดงความไม่พอใจโจทก์ และนายชรินทร์ เทพวรรณ บรรณาธิการข่าว ที่เคยนำเสนอข่าวผู้นำศาสนา ยื่นฎีกาถวายเรื่องการใช้อำนาจปราบปรามอย่างรุนแรงกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยโจทก์มีนางยุวดี ผู้สื่อข่าวอาวุโสทำเนียบรัฐบาล เบิกความถึงการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่พอใจการนำเสนอข่าวนั้น แม้เชื่อว่าพยานโจทก์จะเบิกความอย่างตรงไปตรงมา เพราะ หากกล่าวถึงบุคคลสำคัญของประเทศโดยไม่ตรงตามข้อเท็จจริงแล้ว ก็ย่อมจะส่งผลให้นางยุวดี พยานโจทก์อาจถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ แต่การนำสืบพยานโจทก์แสดงให้เห็นเพียงว่าผู้มีอำนาจรัฐบาลอาจไม่พอใจการเสนอข่าว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถูกแทรกแซงในการตั้งคณะกรรมการสอบโจทก์ ซึ่งคณะกรรมการ 2 ใน 3 คน รู้จักโจทก์เป็นอย่างดี ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ถูกแทรกแซงหรือถูกกดดัน และต้องการเอาใจผู้มีอำนาจรัฐบาลให้ไล่ออกโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่น่าจะแต่งตั้งบุคคลที่รู้จักโจทก์มาสอบสวน เพราะจะไม่ได้ประโยชน์ตามที่ต้องการ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

 

จึงพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราเดิมก่อนถูกเลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 3 จ่ายค่าชดเชยจากกองทุนเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของ บมจ.โพสต์พับลิชชิ่ง นายจ้าง จำนวน 623,700.08 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างที่ 29 ส.ค.48 จนกว่าชำระเสร็จ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

 

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายพรชัย แสงอรุณ ผู้อำนวยฝ่ายบุคคล บมจ.โพสต์พับลิชชิ่ง ซึ่งเป็นผู้แทนรับมอบอำนาจจำเลยทั้งสาม ฟังคำพิพากษาวันนี้ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ เพราะต้องนำรายละเอียดคำพิพากษาเสนอให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเพื่อหารือกับผู้บริหารต่อไป อย่างไรก็ดีตามกฎหมายหากจะยื่นอุทธรณ์ก็สามารถดำเนินการได้ภายใน 30 วัน

 

ขณะที่นายเสริมสุข กล่าวว่า รู้สึกดีใจ พอใจกับคำพิพากษาที่สั่งให้บริษัท รับเข้าทำงานตามที่ตนร้องขอ ส่วนที่ศาลไม่ได้ตัดสินให้บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าขาดรายได้ที่ตนยื่นฟ้อง รวม 13 ล้านบาท ตนยังไม่ได้คิดว่าจะต้องยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งจะขอปรึกษากับทนายความก่อน อย่างไรก็ดีส่วนตัวพอใจกับคำพิพากษาแล้วและไม่คิดว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยคำพิพากษาวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐาน เพราะไม่เคยเกิดกรณีที่ผู้สื่อข่าวถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโดยบรรณาธิการไล่ผู้สื่อข่าวออกเพราะทำข่าวผิดพลาด ซึ่งข้อเท็จจริงแสดงให้ว่าที่ผ่านมาสื่อถูกแทรกแซง โดยตนทำงานเป็นผู้สื่อข่าวมานานกว่า 23 ปีแล้วนับตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , นายชวน หลีกภัย , นายบรรหาร ศิลปอาชา ,พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่ไม่เคยประสบเตุการณ์ในรัฐบาลยุคใดที่สื่อจะถูกแทรกแซงมากเท่ารัฐบาลยุค พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการต่อสู้คดีนี้ตนต้องการให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของสื่อในการตรวจสอบโดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ซึ่งคำพิพากษาแสดงให้เห็นว่าสื่อทำงานบนพื้นฐานความอิสระ

 

ทั้งนี้นายเสริมสุข กล่าวด้วยว่า ขอฝากถึงผู้บริหาร นสพ.บางกอกโพสต์ ในวาระที่ นสพ.บางกอกโพสต์ครบรอบ 62 ปี ว่า ที่ผ่านมา 3-4 ปี สื่อถูกแทรกแซงโดยภายนอกตลอดโดยกองบรรณาธิการจะทราบเรื่องดี ดังนั้นจึงอยากเห็นผู้บริหารบางกอกโพสต์ ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและปัญหากองบรรณาธิการถูกแทรกแซง ซึ่งสิ่งสำคัญสื่อต้องเป็นอิสระเสรีภาพในการทำงาน ไม่ใช่ถูกกำหนดว่าสิ่งใดนำเสนอเป็นข่าวได้หรือไม่ได้ โดยยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีการแทรกแซงสื่ออย่างรุนแรงมาก

 

 

ที่มา - เว็บไซต์แนวหน้า เว็บไซต์สำนักข่าวเนชั่น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์