โสภณ พรโชคชัย : ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

                                                                                                10 .นนทรี ยานนาวา กทม.10120


 


                                                            3    กรกฎาคม    2550


 


เรื่อง     ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น"


เรียน     คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย


จาก       นายโสภณ พรโชคชัย


           


            ตามคำแถลงของท่านเรื่อง "ทำไมต้อง "รักท้องถิ่น"?" [1] ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "ประชาไท" ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:


 


         ". . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา  เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า "ผลประโยชน์ของชาติ"  หรือ "ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่" กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี"


 


            การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่


            การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนทั่วไป


            ปัญหาของการเจาะจงซื้อหรือเวนคืนที่ผ่านมา ก็คือการคำนวณค่าทดแทนต่ำกว่าความเป็นจริง การละเลยค่าทดแทนบางรายการ (เช่น โอกาสของรายได้ในอนาคต) การจ่ายค่าทดแทนช้า การขาดการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชาอย่างรอบด้าน และการขาดการทบทวนผลการประเมินอย่างรอบคอบระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ดังนั้นหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี


            อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์ หรือวัดวาอารามยังต้องรื้อย้าย [2] ในกรณีการเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง


            ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม [3] ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย


            หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล


            ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ


            บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง


            อนึ่งข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นของท่านเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป


            จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา


 


                                                                                    ด้วยความเคารพ


                                                                           นายโสภณ พรโชคชัย [4]


 


 


 


      [1] คำแถลงของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย แสดงอยู่ในเว็บไซต์ประชาไท โปรดอ่านที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8593&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai


      [2] โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 25480 <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />20:01 . http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm


      [3] โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของผมเรื่อง "เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?" http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm


      [4] ผมทำงานเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org

......

สมกับการหารับประทานกับธุรกิจสังอสังหาริมทรัพย์จริงๆ ลืมวิญญาณเมื่อครั้งทำงานกับพี่น้องสลัม(หรือว่าไม่เคยมี)

อืม

ดีมากครับ เขียนมาลงอีกนะครับ

พงษ์เลิศ

โหย จ้องจะประเมินราคาอย่างเดียวเลย

ปัญหามันใหญ่และซับซ้อนกว่านี้เยอะครับ

นโยบายพลังงาน, แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า, กระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ, การประชาพิจารณ์, กระบวนการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ความขัดแย้งในพื้นที่, ทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการกับความต้องการพลังงาน, ฯลฯ

คุณโสภณ แค่ลองเซิร์ชดูในอินเตอร์เน็ตนะครับ มีประเด็นถกเถียงมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องค่าชดเชยที่ดิน บ้าน ต้นมะละกอ มะพร้าว

หยาบเกินไปครับ

หนึ่ง

ตามที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้กล่าวโจมตีชาวแฟลตดินแดงอย่างไร้เหตูผลไร้การวิเคราะห์สภาพความเป็นจริง วิถีชีวิตอย่างไร้เหตุผล คุณลืมอุดมการณ์ จริยธรรม คุณแสดงธาตูแท้ของการรับใช้เผด็จการ เหยียบคนจนฃึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม คุณบอกว่าเราเอาสมบัติของแผ่นดินไปครอบครองควรคืนให้แผ่นดินเพื่อเอาไปทำประโยชน์ให้เกิดประโยชน์ กำไรสูงสุดต่อไป ท่านบอกว่าเรามีอภิสิทธ์กว่าประชาชนทั่วไป เพราะค่าเช่าห้องเราถูกกว่าคนทั่วไป คุณเน้นยำว่าเราเอาเปรียบประเทศชาติเพราะเราอยู่มานานแล้ว ไม่ทราบว่าคุณใช้สมองส่วนใหนคิดไค้ขนาดนี้ วิตกจริ ตหรือเปล่า เราต้องขอบคุณมากดที่ห่วงพวกเราชาวแฟลตจนนำลายใหล เจตนารมย์เดิมที่ท่านจอมพล ป พิบูลสงคราม ที่ดำริสร้างแฟลตขึ้นมาครั้งแรกเพื่อให้คนยากจน มีรายได้น้อยทั้งหลายได้มีที่ฃุกหัวนอน อาศัยเพื่อไม่เป็นภาระของสังคมให้อาศัยอยู่จนชั่วลูกชั่วหลาน หรือตราบเท่าที่แฟลตยังคงอยู่ เมื่อ ๔๐ ปีก่อนดินแดงเปรียบเสมือนย่านชานเมืองของกรุงเทพห่างไกลความเจริญ ย่านรัชดา อโศก เพชรบุรี วิภาวดี ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นท้องทุ่ง หนองนํา ไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน ไม่มีใครอยากมาอยู่เพราะไม่เจริญ ห่างไกล คมนาคมไม่สะดวก แถมยังมีปัญหายาเสพติด นักเลงหัวไม้ ธุรกิจมืด อยู่ในดินแดงมากมายในสมัยนั้น ให้อยู่ฟรีๆยังไม่ค่อยจะมีใครอยากมาอยู่ คนกรุงเทพรุ่นเก่าๆที่อายุ๕๐ปีขึ้นจะรู้ดี รุ่นพ่อแม่เรามาบุกเบิกอาศัยลำบากทุกอย่างทั้งความปลอดภัยในชีวิต การทำมาหากิน การเดินทางนานับประการ ไม่เห็นคุณพูดถึงเลย แต่พอตอนนี้ความเจริญก้าวมาสู่ดินแดงๆเป็นที่ใจกลางเมือง ความเจริญรายรอบไม่ว่าจะเป็นรัชดา วิภาวดี อโศก เพชรบุรี คุณกลับบอกว่าเราโกงแผ่นดินครอบครองสมบัติของแผ่นดิน เป็นความผิดของพวกเราหรือเปล่าที่เกิดมาบนพื้นที่สีทองตรงนี้ในปัจจุบัน ท่านเป็นนักประเมินทรัพย์สิน ประเมินทุกอย่างเป็นราคาเงินทองคุณประเมินค่าชาวแฟลตดินแดงว่าชั่ว ว่าโกงสมบัติของแผ่นดิน ไม่สมควรที่จะอยู่ที่ตรงนี้ เราทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ คุณไม่ควรเอาวิชาชีพของคุณมาตัดสินชุมชนของเรา เราไม่อยากกล่าวหาว่าคุณรับงานมาจากใครเพื่อทำลายความชอบธรรมของเรา คุณบอกว่าที่ตรงนี้เป็นสมบัติของแผ่นดิน เราก็เป็นคนของแผ่นดินเหมือนกัน เป็นประชาชนของในหลวงท่าน เราเสียภาษีให้แผ่นดินเหมือนคุณ เราเคารพกติกาของบ้านเมืองอาจจะมากกว่าคุณด้วย แต่เราส่วนใหญ่เป็นคนจนไม่ได้เรียนสูงเหมือนคุณ แต่บางครั้งการศึกษาที่สูงก็ไม่ได้ทำให้สันดานดิบของบางคนดีขึ้น มุมมองอาจต่ำกว่าพวกเราด้วยซ้ำ คุณประเมินทุกอย่างเป็นเศรษฐศาสตร์ตามวิชาชีพของคูณ ก็ไม่ใช่เพราะเศรษฐศาสตร์บ้าคลั่งหรือที่ทำให้ประเทศของเราเกือบเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ ล้มละลาย ดีแต่เรามีในหลวงที่ทรงเตือนสติคนไทยให้ยืนอยู่บนความพอเพียงความเป็นจริงของชีวิตแบบไทยๆเรา นักวิชาการอย่างคุณเคยสำเหนียกถึงข้อนี้ใหม อย่ามาตีค่าวิถีชีวิตพวกเราชาวแฟลตดินแดงคุณไม่มีค่าพอที่จะมาออกความเห็นเน่าๆ และที่คุณบอกว่าค่าเช่าเราถูกมากเป็นการเอาเปรียบประชาชนถามจริงๆเถอะคุณอิจฉาคนจน หรือแกล้งโง่ทุกวันนี้ชาวแฟลตส่วนใหญ่จะอยู่กันมาแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ มีส่วนน้อยที่มาอยู่ทีหลังและอาจจะมีฐานะดีกว่าเรา ค่าเช่ารัฐเป็นคนกำหนดมาโดยตลอดเพราะเดิมกรมประชาสงเคราะห์เป็นเจ้าของอาคาร แต่ตอนหลังมอบให้การเคหะดูแลแทนมิใช่ให้มาหาผลประโยชน์กับคนจน เพราะเจตนารมย์ที่ก่อสร้างแฟลตคือเพื่อคนจนคนมีรายได้น้อย ตามเจตนาของท่านจอมพล ป ซึ่งมีเอกสารหลักฐานยืนยันในวันที่ทำการเปิดอาคารครั้งแรก เราส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย บางคนเก็บของเก่า บางคนรับจ้าง อาจจะมีบางส่วนที่ฐานะดีแต่เป็นส่วนน้อย ห้องกว้าง๓๕ตารางเมตร บางครอบครัวอยู่กันถึง ๑๐คน นั่นเพราะว่าเขาไม่มีโอกาสหรือฐานะดีเหมือนคุณ ที่จะอยู่บ้านหลังใหญ่เหมือนคุณ คุณควรมีพรหมวิหาร๔ ควรมีเมตตาสงสารเขาเพราะเขายากจน ควรยินดีถ้าเขามีที่อยู่พอควรตามอัตภาพแม้จะอยู่บนพื้นที่สีทอง เพราะเขาลำบากมาแต่รุ่นพ่อ แม่เขาทุกวันนี้เขาก็ยังลำบากกันอยู่ คุณมาฉวยโอกาสหาว่าเราเอาเปรียบคนอื่น คุณไม่มีมุฑิตา อุเบกขาเลย ต้องขอโทษล่วงหน้าถ้าคุณไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ คุณอาจจะไม่รู้ธรรมะข้อนี้ ถ้าทุกคนในโลกคิดเหมือนคุณ คนจนคงไม่มีที่พึ่งพิง ไม่มีใครสงสารเห็นใจ คุณลองถอดหัวโขนของคุณออก ถอดสูทและเน็คไทออก มาอยู่แฟลตดินแดงกับผมสัก๑เดือน ห้ามพกเงินมา ห้ามเอาบัตรเครดิตรมา ค่าน้ำค่าไฟผมออกให้ มานั่งค้าขายหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเราที่แฟลตดินแดง คุณจะรู้ว่าบางทีค่าเช่าแค่ ๖๐๐ หรือ๙๐๐ ที่คุณบอกพวกเราเสียกันถูก บางครั้งบางเดือนพวกเรายังแทบไม่มีจะจ่าย คุณมาศึกษาวิธีชีวิตของคนจนดูว่าบางครั้งมันยิ่งกว่าละครน้ำเน่า อย่าโยนบาปหรือกระทืบคนแฟลตดินแดงเลย เราอยู่ของเราดีดีใครกันแน่ที่นำปัญหามาให้พวกเราถ้าไม่ใช่การเคหะและนักวิชาการอย่างคุณ อย่าเอาวิชาชีพของคุณมาประเมินทุกอย่างเป็นราคาค่างวด บางทีเงินก็ซื้อทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ ถ้าดินแดงเป็นหนองหมาว้อหรือเป็นดอนอีแซวพวกคุณจะมาสนใจและห่วงใยเราจนน้ำลายไหลอย่างนี้หรือเปล่า สมัยก่อนให้อยู่ฟรียังไม่มีใครอยากมาอยู่แต่ปัจจุบันทุกตารางนิ้วของดินแดงยิ่งกว่าทองคำ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งคุณถึงทับถม ถึงบีบ ถึงกระทืบ และห่วงใยเรายิ่งกว่าคนที่บ้านถึงที่สุด เราอาจจะความรู้น้อยและเรียนไม่สูงเหมือนคุณที่เป็นด๊อกเตอร์ แต่ที่เรามีมากกว่าคุณ คือเรามองคนเป็นคน จงใช้วิชาชีพของคุณเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปตามอัตตภาพแต่อย่ามาตัดสินชีวิตคนแฟลตดินแดงเพียงเพราะอวิชชาและการเล่งประโยชน์ในวิชาชพในภายภาคหน้ามาครอบงำ เราเป็นคนของแผ่นดินเหมือนกันทุกตารางนิ้วในประเทศไทยมีสิทธิ์อยู่อาศัยและทำมาหากินภายใต้กฎหมายข้อบังคับเดียวกันและเหมือนกัน ดีแล้วที่คุณเปิดตัวออกมาเป็นแนวร่วมของการเคหะ ประชาชนที่มีใจเป็นธรรมอ่านบทความของคุณเค้าคงจะวิเคาะห์และมองอะไรออกมากกว่าผม ขอถามคนไทยทุกคนช่วยตอบคนโง่อย่างผมทีว่าเราผิดไหมที่เกิดมาบนพื้นที่สีทองตรงนี้ หากภาครัฐมีความจริงใจกับประชาชนมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้เห็นได้ด้วยตาอย่าน้อยกว่าที่เรามีอยู่ ให้สิทธิ์เราในฐานะคนไทย คนยากจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเราคงจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่านี้ คงไม่ต้องยืมมือนักวิชาการครึ่งซีกอย่างคุณมาเหยียบย่ำชาวแฟลตดินแดง เพียงเพราะผลประโยชน์บนพื้นที่ทำเลทองนี้อย่างแน่นอน

พนิดา วสุธาพิทักษ์

ประเด็นปัญหาเรื่องการพัฒนาเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ไม่จบสิ้น
เมื่อวันก่อนได้ไปย้อนอ่านบทความเกี่ยวกับมายาคติของนักเศรษฐศาสตร์ของ อ.เดชรัต สุขกำเนิด ในเวบไซต์ ม.เที่ยงคืน สะดุดใจกับท่อนหนึ่งของบทความที่กล่าวว่า
"การพัฒนาในความหมายของนักเศรษฐศาสตร์ก็คือความเจริญตามแบบตะวันตก ซึ่งผมไม่ได้หมายความว่าไม่ดี เพียงแต่มันไม่มีคุณค่าอย่างอื่นเข้ามาแข่งขัน มาเทียบเคียง แล้วว่าจริงๆ การพัฒนาในแต่ละบริบทมันควรจะมีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ที่เวียงแหงอยากจะพัฒนาอย่างไร ที่ฝางเขาอยากจะพัฒนาอย่างไร กรุงเทพฯ อยากจะพัฒนาอย่างไร มันถูกสะกัดไม่ให้คิดเรื่องคุณค่าอื่น
"เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีคุณค่าเดียว การพัฒนาก็เลยเป็นการพัฒนาที่แคบไปในทางเดียว ดังนั้นสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นเสริมกับกระบวนการสร้างความเจริญ ก็เลยไม่ได้เรียกว่าเป็นการพัฒนา"
บางที การจะทำให้มิติด้านอื่นๆ ของชีวิต นอกเหนือจากเงิน มีความหมายในกระบวนการพัฒนา เราอาจต้องการหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มี ^*หัวใจ^* ด้วยกระมัง

ไชยวัฒน์ ตระการรัตน์สันติ

ความดำรงชีพของชาวบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งสำคัญอีกประการคือ ความรู้ หรือ know how ของธรรมชาตินั้น เช่น ดิน ฝน ในแต่ละพื้นที่มีคุณลักษณะต่างกัน เหมาะสมต่อพืชและการดำรงชีพต่างกันไป ดังนั้น การพิจารณาถึงการตอบแทนอย่างง่ายตามราคาตลาดย่อมไม่เพียงพอในการชดเชยต่อความจริงในการดำรงชีวิตได้

อย่างง่ายที่สุด โปรแกรมเมอร์ที่เคยเรียนภาษา COBAL สำหรับฐานข้อมูลทางธุรกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เกือบทั้งหมด ไม่สามารถทำงานกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เช่น Oracle ในปัจจุบันได้ ส่วนใหญ่ทำได้แค่อุปโลกตัวเองผู้เชี่ยวชาญระบบ ดูการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ของโปรแกรมเมอร์รุ่นหลัง ทั้งนี้เป็นเพราะ ฐานความรู้เปลี่ยนไปแล้ว

ถ้าย้อนกลับไปที่ชาวบ้าน การโยกย้ายถิ่นฐาน การเปลี่ยนแปลงอาชีพ ต้องใช้เวลาสักเท่าไรในการฐานความรู้ ความชำนาญให้สามารถดำรงชีพได้อย่างมีสมรรถนะ

โดยทั่วไป การชดเชยไม่พิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด ทำให้การตอบแทนจึงไม่เป็นธรรม แม้แต่น้อย

โดยเฉพาะอย่างการตอบแทนต่อคนไร้หน้า เช่น คนยากจนเหล่านี้ ย่อมอ้างว่าใช้การตอบแทนตามราคาตลาด ที่มีการกดราคาอย่างมาก หรือมิฉะนั้น จะอ้างว่าต้องมีคนเสียสละให้กับสังคมส่วนรวม แต่สังคมส่วนรวมนี้เป็นนามธรรมอย่างยิ่ง จนเข้าใจว่าอย่างเป็นรูปธรรมคือ เจ้าของโรงไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม สำนักงานของธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของชาวบ้านน้อยเหลือเกิน

การชดเชยในยุคปัจจุบันไม่เป็นธรรม ถ้าชาวบ้านจะคัดค้าน จึงมีความถูกต้องอย่างยิ่ง

sopon

Please see more discussion at
http://www.sarakadee.com/feature/2000/11/coal-generated_power.htm

Please also see the following photo:
http://www.sarakadee.com/feature/2000/11/images/coal_10.jpg

It does not mean that I agreed with it but it means that some people also like (understand or misunderstand) about the proposed power plant.

จงรักษ์

ในบทความคุณ โสภณ พรโชคชัย ผมคิดว่ามีประเด็นน่าสนใจ 2 ประเด็น คือ
1. สิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากร ว่าทรัพยากรในรัฐควรมีใครเป็นเจ้าของหรือจัดการเรื่องความเป็นเจ้าของอย่างไร ซึ่งทรัพยากรที่ว่ามีทั้ง อากาศ ดิน น้ำ ลม คลื่นวิทยุ ฯลฯ และทรัพยากรพวกนี้ควรมีการแบ่งปันจัดสรรการอย่างไร โดยส่วนตัวคิดว่าคำถามนี้ เป็นปรัชญา แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ควรจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกคนที่เป็นสมาชิกของรัฐ และควรถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ

2. ประเด็นเรื่องการพัฒนา บ่อยครั้งที่พัฒนาดูเสมือนเป็นเป้าหมาย เป็นคำตอบสุดท้าย ว่าการดำเนินกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะที่กระทำในนามของรัฐ และอาศัยอำนาจรัฐ ทำไปเพื่อการพัฒนา แต่จริงๆแล้วน่าจะมีการมองลงไปลึกขึ้นว่า การพัฒนานี้ให้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่างไร และมีใครหรือกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาบ้างในสัดส่วนอย่างไร ตลอดจนไปถึงสัดส่วนการปันประโยชน์ที่ได้ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เหมาะสมเป็นธรรมหรือไม่

จากลิงค์ที่คุณโสภณกรุณาทำให้ ผมคิดว่าปัญหาที่เกิด เป็นปัญหาการใช้อำนาจรัฐ รัฐคิดว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าประชาชน และจะใช้อย่างไรกับประชาชนก็ได้ ถ้ารัฐเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าสิ่งที่ทำดีงาม (ไม่นับกรณีที่อำนาจรัฐถูกใช้อย่างฉ้อฉล) ผู้ใช้อำนาจรัฐจึงมองว่าประชาชนเป็นผู้ที่ด้อยกว่าตนเองตลอดเวลา และตนเป็นผู้มีความชอบธรรม และเป็นหน้าที่ที่จะชี้นำประชาชน ในทำนองเดียวกับตนเป็นผู้ใหญ่และประชาชนเป็นเด็ก ซึ่งหลักคิดนี้ไม่สอดคล้องกับค่านิยมประชาธิปไตยเลย ถ้าหากสังคมยังยืนยันที่จะใช้ค่านิยมแบบประชาธิปไตย ทัศนคติการใช้อำนาจรัฐแบบนี้จะต้องเปลี่ยน
ในส่วนของประชาชน ซึ่งก็มักเป็นฝ่ายมีด้อยกว่าเชิงอำนาจ ก็ขาดความไว้วางใจผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งมองว่าการใช้อำนาจรัฐมักทำด้วยความฉ้อฉล ซึ่งบ่อยครั้งก็คงต้องยอมรับว่าจริง จึงเป็นเหตุที่จะสร้างความแคลงใจกับประชาชนผู้ถูกรัฐใช้อำนาจ
การจะให้ปัญหาสิ้นสุดได้ จึงน่าจะต้องมีการเจรจาที่สามารถสร้างความเชื่อใจแก่ทุกฝ่าย ให้การเจรจาเป็นไปบนพื้นฐานของสัจจะ ถ้ากรณีที่ฝ่ายรัฐหากเชื่อมั่นอย่างจริงใจว่าสิ่งที่ตนทำถูกต้องชอบธรรม ก็น่าที่จะโน้มน้าวชักจูง ให้ฝ่ายที่ถูกใช้อำนาจรัฐให้คล้อยตามได้ เว้นไว้แต่รัฐเชื่อว่าฝ่ายประชาชนโง่เกินกว่าที่จะพูดคุยกันได้

ดิว

คุณโสภณมองสังคมแบบหยาบและแยกส่วนมาก คุณตัดสินใจบนบรรทัดฐานที่คุณมีและคุณอ้างว่าคุณเชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ มันเป็นมายาคติที่ครอบงำคุณอยู่ เพราะคุณมองแค่เรื่องอุปสงค์-อุปทาน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมันไม่พอที่คุณจะใช้มองสังคมที่มีความซับซ้อนเกินกว่า กะลาที่ครอบหัวคุณอยู่ หลายครั้งที่คุณพยายามออกมานำเสนอบทความ ทั้งเรื่องแฟลตดินแดง เรื่อง พรบ.สภาองค์กรชุมชน มันเป็ฌนตัวสะท้อนว่าคุณคือด๊อกเตอร์ในกะลาครอบ คุณมีความรู้ลึกในบางเรื่อง แต่ขาดการรอบรู้มิติเชิงกว้าง ซึ่งมันจะไม่ช่วยให้คุณได้นำเสนอตนเองต่อสาธารณะชนเหมือนที่คุณต้องการอย่างได้ผล

ภารนี

ผู้ถูกเวนคืน ควรมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการคิด กำหนดนโยบายทางเลือก ก่อนที่จะเกิดโครงการ

ปัญหาคือ ในช่วงการคิดยุทธศาสตร์นโยบายโครงการที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนพื้นที่นั้น ประชาชนชุมชน ไม่เคยมีโอกาสร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ ทางเลือก และตัดสินใจเลย

เป็นกระบวนการภาครัฐ สร้างการประชุมเหมือนกับมีส่วนร่วมแต่เป็นเพียงเชิญมารับฟังให้ความเห็นเหมือนเป็นตรายาง แล้วภาครัฐก็กลับไปต้มยำทำแกงกันต่อ จนเป็นโครงการมากมาย

พอมาถึงโครงการก็เอามาทำ EIA แล้วถ้าผ่านก็จะเวนคืน

มันไม่ชอบธรรมค่ะ
หากการมีส่วนร่วมเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในกระบวนการนโยบายและยุทธศาสตร์แล้ว ทางเลือกและคำตอบ อาจไม่นำมาสู่โครงการที่เป็นเหตุให้ต้องเวนคืนค่ะ

การที่ปล่อยให้ขั้นตอนมาถึงโครงการ และแก้ไขปัญหาอีไอเอ และ เวนคืนนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

และบางครั้งยังเป็นการสร้างปัญหาใหม่
มันต้องรื้อกระบวนการนโยบายสาธารณะใหม่ค่ะ
ต้องมีธรรมาภิบาลในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

ปลาทอง

รัฐมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรชาติ
รัฐที่โปร่งใสย่อมได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
ประชาชนย่อมได้รับผลกระทบ ทั้งดีและไม่ดี

โปรดดู

โปรดดู
www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms01&ContentID=2563&SystemModuleKey=mailtoBK&SystemLanguage=Thai

=================

เห็นต่างแนวคิด “รักท้องถิ่น” ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

โสภณ พรโชคชัย {1}
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}

“. . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่’ กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี” {3}

ถ้อยแถลงข้างต้นนี้เป็นของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ซึ่งต่อสู้จนโรงงานไฟฟ้าที่วางแผนจะสร้างบริเวณบ้านบ่อนอก มีอันต้องยกเลิกไป นัยหนึ่งนับเป็นความสำเร็จของชาวบ้านที่ต่อต้านการสร้างสิ่งที่อาจเกิดมลภาวะ แต่อีกนัยหนึ่งหากทุกชุมชนต่อต้านเช่นนี้ แล้วจะพัฒนาประเทศได้อย่างไร
ถ้อยแถลงข้างต้นมีประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ผมเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา {4} และกรณีกรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคอื่นให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน จึงขอแสดงความเห็นเพื่อการศึกษา

การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่

การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินจึงเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี

อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์หรือวัดวาอารามยังถูกเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะมาแล้ว {5} แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและความเอื้ออาทรเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม {6} ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย

หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล

ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง

โดยสรุปแล้ว การซื้อหรือการเวนคืนทรัพย์สินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างโครงการสาธารณูปโภคใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศและความผาสุกของประชาชน อย่างไรก็ตามบุคคลหรือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบ จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และได้รับค่าทดแทนที่สมเหตุสมผล ครบถ้วนและทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยหลักวิชาการประเมินค่าทรัพย์สินที่สามารถพิสูจน์และเป็นที่เข้าใจร่วมกันตามเหตุผลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย

ขัอสังเกต:
ข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นเรื่อง “รักท้องถิ่น” เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป

อ้างอิง
{1} นายโสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org

2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org

{3} ส่วนหนึ่งของปาฐกถาเรื่อง “ทำไมต้อง ‘รักท้องถิ่น’?” โดยคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” และเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โปรดอ่านที่ ประชาไท: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8593&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999641.html

{4} โปรดอ่าน “๒๗ ปี ชีวิตต้องสู้ของแม่เฒ่า ไฮ ขันจันทา ..!!” ที่ http://www.numtan.com/nineboard/view.php?id=1779 และโปรดดูรายงานการประเมินค่าทรัพย์สินที่ทำให้กับยายไฮโดยมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทสไทย ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Research/Research_hi.htm

{5} โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 2548 20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm

{6} โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรื่อง “เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?” http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm

===================

โปรดดู
www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms01&ContentID=2563&SystemModuleKey=mailtoBK&SystemLanguage=Thai