สัมภาษณ์ ไชยันต์ รัชชกูล : "อนาคตข้างหน้าอาจจะได้ชันสูตร และพบว่า อาจเป็นก้าวที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง

ในจังหวะหนึ่งขวบปีรัฐประหาร ประชาไทสัมภาษณ์ ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ มช. - "อยากให้มองเห็นบทเรียนจากที่พลาดไปนี้ว่า มันคุ้มกันหรือไม่ ที่การรัฐประหารเป็นทางที่เราใช้ล้มทักษิณ โดยหลายคนอ้างว่าอาจจะเกิดการนองเลือดในวันที่ 20 ก.ย. 49 แต่นั่นเป็นการวิเคราะห์การเมืองแบบใช้แค่วันเดียวหรือ หรือใช้เพียงช่วงเวลาที่ทักษิณเป็นรัฐบาลมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์" และ..."อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์"

 

 

 

สัมภาษณ์โดย ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

 

ออกตัวกันก่อนเลยว่า บทสัมภาษณ์นี้ไม่ขอพูดถึงอนาคต ส่วนหนึ่งคงมาจากจากผู้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่มีศาสตร์ความรู้ใดในสังคมศาสตร์จะคาดการณ์อนาคตได้ (โดยเฉพาะอนาคตที่มาจากปัจจุบันที่ดูจะอิรุงตุงนังในตอนนี้) เว้นเสียแต่โหราศาสตร์ ถึงกระนั้น การพูดถึงอดีตอย่างรอบคอบจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการก้าวเดินไปในอนาคตข้างหน้าได้อย่างระมัดระวัง

 

อย่างไรก็ตาม 15 ปี ที่ผ่านมานี้ แม้จะระมัดระวังที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายในวันที่ 19 ก.ย.49 ก็เกิดการรัฐประหารขึ้นท่ามกลางเสียงชื่นชมและก่นด่าอย่างพอๆ กัน ซึ่งในอีกไม่กี่วันต่อไปนี้กำลังจะครบรอบ 1 ปี ของการรัฐประหารครั้งนั้นอันกระทำโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ที่กลายร่างมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในภายหลัง

 

ในรอบเกือบ 1 ปี ของการรัฐประหารที่ผ่านมาก็ได้ผ่านไปแล้วเช่นกันกับปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญวันที่ 19 ส.ค.50 เมื่อ รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการลงประชามติอย่างมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ให้สืบสาวต่อ โดยเฉพาะผลของประชามติในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สวนกระแส  "รับ" อย่างมีนัยยะสำคัญ

 

จากภาพสะท้อนของผล "ประชามติ" ครั้งประวัติศาสตร์ และการมี "รัฐธรรมนูญใหม่" ที่กำลังจะนำไปสู่ "การเลือกตั้ง"...(มั๊ง) ทั้งหมดล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากการ "รัฐประหาร" ทั้งสิ้น ซึ่งสามารถขมวดเข้าไปได้กับการเดินทางของประชาธิปไตยอันมีการรัฐประหารและพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในรอบ 75 ปี ที่ผ่านมา ซึ่ง อดีตในรอบ 1 ปี กับประวัติศาสตร์ในรอบ 75 ปี จำเป็นจะต้องถูกชันสูตรพลิกศพอดีตครั้งใหญ่กันสักครั้งเพื่อจะได้ระแวดระวังอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า

 

"ประชาไท" จึงขอนำบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สามารถบอกได้ค่อนข้างเต็มปากว่าเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้ถือเป็นมือมีดชำแหละอดีตคนสำคัญของสังคมไทย มาเสนอ

 

หลังการชำแหล่ะ 1 ปี ของการรัฐประหาร 19 กันยาฯ กับ 75 ปี ประชาธิปไตยอันมีรัฐประหารและพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแล้ว ผลการชันสูตรศพอดีตรอบนี้เป็นอย่างไร...โปรดติดตาม

 

000

 

 

 

 

ขอย้อนกลับไปช่วงก่อนวันที่ 19 ส.ค.50 ทำไมจึงไปรณรงค์ไม่รับร่างรับธรรมนูญ พ.ศ. 2550

แต่แรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก รู้สึกหดหู่ด้วยซ้ำ ที่ใครๆ เขาก็ว่ากันว่า มันต้องผ่านฉลุยแน่ๆ ที่เชียงใหม่นี้ผมไม่ได้สังกัดองค์กรใด ผิดกับเมื่อสมัยอยู่กรุงเทพฯ ตอนนั้นอยู่ ครป. (สมัยอ.โคทม อารียา) ก็ทำงานร่วมกับพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นกลุ่ม ส่วนที่เราทำมันเป็นส่วนของทั้งหมด แต่ที่นี่ ก็ทำไปแบบแก้กลุ้มของคนหงุดหงิดมากกว่า เรื่องของเรื่องก็คือ มีโปสเตอร์รณรงค์ไม่รับ รัฐธรรมนูญ 2550 ส่งมาแถวภาควิชาฯ เยอะแยะมาก แต่ไม่มีจุดที่รณรงค์ แม้กระทั่งโปสเตอร์ที่ติดอยู่หน้าภาควิชาฯ ตอนแรกก็ยังมีคนเก็บไปด้วยซ้ำ ที่อื่นๆ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือในเมืองก็เกือบไม่มีการติดเลย ผมเพียงคิดแต่จะเอาไปกระจายเพื่อระบายออกไป ไม่อย่างนั้นจะเสียเปล่า ทีแรกก็นำไปติดในหมู่บ้านผม แต่ก็ติดที่ไหนไม่ได้เลยเช่นกัน เมื่อไปติดที่รั้วบ้านตัวเอง ยังไม่ถึงชั่วโมงก็มีคนดึงไปแล้ว

 

ที่ติดไม่ได้ก็เพราะมันเหมือนคล้ายกับการยั่วยุต่อทางราชการ พอติดแล้ว เดี๋ยวตำรวจก็มา เดี๋ยวเจ้าหน้าที่อำเภอก็มา แต่เขาก็จะไม่เจาะจงว่าใครเป็นคนทำ จะระบุว่าหมู่บ้านนี้ทำ ตีขลุมไปทั้งหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านจะเดือดร้อนไปด้วย เราต้องเข้าใจเงื่อนไขนี้

 

ต่อมา "เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร" ส่งใบปลิวเป็นรูปหนังสือขนาดเท่าฝ่ามือมา รูปแบบนี้แจ๋วมากใช้รณรงค์ได้ผลกว่า เพราะเราสามารถนำไปแจกทีละคนได้ เขารับไปแล้ว นำไปอ่าน ก็ไม่ต้องไปประกาศอะไรให้กระโตกกระตาก ผมคิดว่าคนที่อ่อนแอในสังคมไทยก็มีวิธีการสู้ของเขาโดยใช้วิธีไม่โฉ่งฉ่าง

 

พอเริ่มต้นแจก มีคนรับ ก็ย่ามใจขึ้น เอาติดตัวไปแจกทุกที่ ประชุมผู้ปกครองนักเรียนก็เอาไปแจก ไปร้านอาหารก็แจกทั้งร้าน ไปเชียงรายก็ขนไปด้วย เจอใครแจกได้ก็แจกไป ตอนหลังได้เรียนรู้ว่า จะมีคนไม่ชอบหรือไม่พอใจเพราะเขาจะรับรัฐธรรมนูญ เขาจะไม่รับที่เราไปแจกเลย แต่ในภาพรวมๆแล้วกลุ่มนี้มีไม่มาก ส่วนในทางไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีเยอะกว่ามาก แจกไปแจกมาบางทีมีคนขอหลายๆ เล่มนำไปช่วยแจก หรือบางกรณีอย่างครั้งหนึ่งในที่ประชุม อบต. เมื่อนำไปแจก ปรากฎว่าเขาไม่อยากให้ฝ่ายราชการจากอำเภอหรือจังหวัดเห็น เขาก็เอาไปไว้ใต้ผ้าคลุมโต๊ะ ค่อยๆ แอบแจกคนละเล่มสองเล่ม ผมได้กำลังใจเยอะเลย วิธีการแก้กลุ้มของผมก็ไม่เลวนะ

 

ตอนก่อนจะรู้ผลประชามติ ผมจึงมีโพลตัวเองว่าในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่จะมีคนไม่รับค่อนข้างมาก แต่แน่นอนที่ "กลุ่มตัวอย่าง" เป็นแบบมวยวัด แม้กระนั้น ผมก็คาดเดาว่า ผลประชามติไม่น่าจะออกมาว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างท่วมท้น อย่างที่โพลหลายๆ โพลว่า

 

 

การที่ใน 2 จังหวัดดังกล่าว ผลประชามติออกมาก้ำกึ่งกัน เป็นไปตามโพลส่วนตัวหรือไม่

การคาดการณ์มันผสมปนอยู่กับความปรารถนา ผมหวังว่าฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะชนะ แต่ในเมื่อทั่วประเทศแล้วมันแพ้ ก็รู้สึกเสียใจที่รัฐธรรมนูญนี้มันผ่าน ผมก็หวังว่าใน 2 จังหวัดนี้จะมีเสียงค้านมากกว่านี้ แต่หากเทียบกับที่มีคนปรามาสเอาไว้ถือว่าดีกว่า คนที่ปรามาสมีทั้งฝ่ายราชการหรือฝ่าย Liberal กลางๆ ซึ่งเกือบจะไม่มีฝ่ายไหนเลยที่เห็นว่าจะมีคนไม่รับมากขนาดนี้ ความคิดว่าไม่ผ่านมีน้อยมาก มีช่วงปลายๆ เท่านั้น โพลส่วนตัวของผมก็ผิดเหมือนกับโพลอื่นๆ แต่มันช่วยให้ผมประเมินเอง ไม่ใช่รับจากข่าว หรือที่เขาว่าๆ กัน

 

 

บรรยากาศการปิดกั้นการรณรงค์ของฝ่ายไม่รับมีผลต่อประชามติครั้งนี้หรือไม่

คิดว่ามีผลมาก โดยเฉพาะแก่คนที่ไม่แน่นอนไปในทางใดทางหนึ่ง จึงยังลังเลอยู่ และเมื่อรวมกับเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่บรรยากาศการขวางการณรงค์อย่างเดียว เช่น บางคนขอให้มีการเลือกตั้งก็พอ หรือขออย่าให้บ้านเมืองวุ่นวาย หรือเชื่อว่ารับก่อนแล้วไปแก้ทีหลังได้ รวมกระทั่งด้วยเหตุผลว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เดี๋ยวจะไปได้ฉบับที่แย่กว่านี้อีก อย่างที่พวกคมช.ขู่ไว้ เลยรับๆ ไปเถอะ เมื่อรวมกันเข้าไปทำให้ผลต่อการลงประชามติ

 

ทำให้มีประเด็นต่อไปว่า ผลที่ต่างกันคือไม่รับ 10 ล้าน กับรับ 14 ล้านนั้น น้ำหนักไม่ถ่วงกันมาก ชนะไม่ขาดลอย ฝ่ายที่รับ ก็รับด้วยเหตุผลนอกเหนือจากตัวบทรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก ในบรรดาคนที่ลงคะแนนรับก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็ยอมรับไปก่อน ดังนั้นเมื่อคะแนนออกมาแบบนี้มันก็มีเหตุผลหนักแน่นมากเลยที่รัฐธรรมนูญควรจะแก้ไข แต่จะแก้ได้หรือไม่และจะต้องออกแรงกันอีกเท่าไรนั้น เป็นคำถามใหญ่

 

เหตุผลหนักแน่นที่ต้องการให้แก้ไข เพราะฝ่ายที่รับนั้นถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ใช่ว่าจะดี ดังนั้นเมื่อรับไปแล้ว เหตุผลที่กลัวจะวุ่นวายบ้าง อยากให้เลือกตั้งบ้าง ก็ไม่เป็นเหตุผลอีกต่อไป ดังนั้นก็ต้องแก้ไขได้ แม้กระทั่งฝ่ายราชการเองก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้วิเศษเลิศเลอ แม้มีข้อดีแต่มันก็มีข้อเสียด้วย ทำไม่ถึงไม่ยอมแก้ข้อเสียเล่า  

 

 

การรับร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 จะส่งผลอย่างไรต่อไป

คำถามนี้ให้เรากำลังพูดถึงเหตุการณ์ไปข้างหน้า มีนักวิชาการที่ผมเคารพบอกว่าจะเกิด Political Tsunami บางคนบอกว่าจะมีการพลิกแผ่นดิน แต่คิดว่าไม่มีศาสตร์ไหนในสังคมศาสตร์ที่สามารถพูดได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า มีสาขาเดียวที่ทำได้คือโหราศาสตร์

 

ส่วนประวัติศาสตร์นั้นสันทัดเรื่องชันสูตรพลิกศพ แล้วบ่อยๆ จะเห็นว่า เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่าข้อคิดของคนร่วมสมัยในเวลานั้นมันไม่เป็นไปอย่างที่คิดกัน หรือ ทำนายว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 10 ปี หรือ 100 ปี เมื่อนักประวัติศาสตร์ไปศึกษาจะเห็นว่าคนในสมัยนั้นเมื่อคิดว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น ก็จะพบว่าส่วนมากจะไม่ถูก เพราะการกระทำของมนุษย์มันเป็น Logic ที่ลึกลับ ส่วนหนึ่งที่ประวัติศาสตร์น่าตื่นเต้น เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า วิชาประวัติศาสตร์จะคอย "เช็คบิล" ศาสตร์ต่างๆที่ชอบทำ forecast ผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์เก่าๆ ประการแรกเพราะไม่ต้องเสียสตางค์ ประการที่สองจะได้รู้ว่าหนังสือพิมพ์ที่ออกมาวันนั้นๆ มันผิดอย่างไร

 

 

งั้นขอถามถึงความหมายของตัวเลข 10 ล้านเสียงแทนแล้วกันครับ

ผมเคยทำงานเป็นผู้ประสานงานองค์กรกลางในภาคอีสานตอนบน และไม่มีปัญหาเลยในการหาคนทำงานที่จะมาเป็นผู้ประสานงานและอาสาสมัครองค์กรกลางในจังหวัดเหล่านี้ เขาขันแข็งกันมาก แต่พื้นที่ที่มีปัญหาในการหาอาสาสมัครกลับเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ เขาว่ากันว่า คนที่อยู่เมืองหลวงนั้นเจริญในความสำนึกประชาธิปไตย เป็นประชากรส่วนสำคัญในเชิงพัฒนาประชาธิปไตย แต่ส่วนตัวกลับไม่เห็นอย่างนั้น ทฤษฎีที่ว่าคนไม่มีการศึกษา คนโง่ หรือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสงสัยจะเป็นคนกรุงเทพฯ (หัวเราะ)

 

แล้วถ้าย้อนกลับไปมีครูที่ผมนับถือมากคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่มีการเลือกตั้งเรื่อยมา ส.ส.ที่มาจากภาคอีสาน โดยรวมๆ แล้วจะเป็น ส.ส. ที่เป็นฝ่ายหัวก้าวหน้าค่อนข้างมาก พรรคที่มีแนวทางเพื่อประชาธิปไตยทางสังคม หรือถึงกับประกาศสังคมนิยม อยู่ในภาคอีสาน เพิ่งมาเปลี่ยนในตอนช่วงหลังๆ นี้ ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจอะไรที่ผลโหวตทางภาคอีสานตอนบนจะเป็นเช่นนั้น จึงอยากจะใช้คำว่าอย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์

 

ตอนนี้มีคนอธิบายว่าเป็นเพราะอำนาจเก่า เพราะซื้อเสียง เพราะไม่รู้ กันหมดเลย ทำไมจึงไม่พูดอย่างนี้บ้างกับสงขลาที่รับ รัฐธรรมนูญ 2550 ว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพล พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) หรือทั้งปักษ์ใต้อยู่ใต้อำนาจพรรคประชาธิปัตย์ อำนาจเก่ากว่าอีก ทำไมจึงพูดว่าการไม่รับรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ เมื่อคิดอย่างนี้ เลยต้องอธิบายไปว่าชาวบ้านไม่รู้หรอกเป็นแค่หุ่นกระบอกให้เขาเชิด

 

ขอถามว่าทำไมไม่คิดว่าชาวบ้านคิดเองได้ มีวิจารณญาณเองได้ ประสบการณ์ที่ผมได้จากการแจกใบปลิว ก็คือ ชาวบ้านเขาคิดอยู่แล้วว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหา ข้อความในใบปลิวก็เป็นสิ่งที่พอจะรู้ๆกันอยู่แล้ว การรับใบปลิวไปอ่านหรือไปแจกต่อ เป็นการแสดงความสมานฉันท์ว่าเราเป็นพวกเดียวกันมากกว่า ไม่ได้ไปเปลี่ยนหรือปลุกระดมเขาได้

 

ตอนนี้บ้านเมืองมีอะไรไม่ชอบมาพากลหลายอย่างมาก อันไหนที่เป็นสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมก็มาพูดให้เป็นเรื่องที่ถูก ทำให้การใช้เหตุผลบิดเบี้ยวไป ตอนนี้ที่เห็นมากคือการใช้เหตุผลแบบลักลั่น "Double Standard" คล้องกับ สำนวน "ไม่คงเส้นคงวา" และ "ลักลั่น" กฎหมายฉบับหนึ่งใช้กับกลุ่มหนึ่งอย่างหนึ่ง ใช้กับอีกกลุ่มหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง

 

ที่ชอบใช้เป็นเหตุผลกันมากก็เช่น คุณบอกว่าไม่ต้องการการปกครองแบบนี้เพราะไม่เหมาะกับสังคมไทย แต่พอคุณจะทำอะไรที่ยังไม่ได้ทำในสังคมไทย คุณก็บอกว่า ต่างประเทศเขายังทำกันแบบนี้เลย เช่น จะออกพ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็บอกว่าที่อังกฤษ สหรัฐ มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็มีกัน แต่ทำไมคุณไม่ทำตามประเทศเหล่านี้บ้างที่เขาไม่ทำรัฐประหาร Monarchy แบบไทยๆก็ต่างจากที่อื่นๆ ผมยังไม่เคยได้ยินว่า ให้เราตาม Monarchy แบบอังกฤษ อ้างแบบกลับไปกลับมา เรื่อยเปื่อย คิดว่ามันเป็นปัญหานะ

           

คำว่าสังคมไทยมันไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขอถามว่าความแตกแยกคืออะไร ความไม่สามัคคีกันคืออะไร คือคุณไม่ได้คิดอย่างผมใช่หรือไม่ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่จะที่เพิ่งคิดกันใหม่ สมัย 14 ตุลา-6 ตุลาฯ ก็ชอบพูดอย่างนี้ มีครูคนหนึ่งเคยบอกว่าถ้าสามัคคีคือการที่ผมต้องไปเป็นพวกคุณ ผมก็ไม่ต้องการความสามัคคี เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ความสามัคคีจะมีค่าอะไร สมัยที่ต่อต้านทักษิณกันหนักๆ ไม่เห็นพวกนี้ออกมาเรียกร้องให้ "รู้รัก สามัคคี"

 

 

บทความหนึ่งที่อาจารย์เคยเขียนลง "ประชาไท" พูดถึงระบอบชนชั้นล่างมีส่วนร่วมมาก ว่าหากมีปรากฏการณ์อย่างนี้จะเกิดการขัดแย้งหรือการรัฐประหารตามมาทุกครั้ง จริงหรือ

คงไม่ถึงกับทุกครั้ง ฝ่ายผู้ปกครองขัดแย้งกันเอง จนต้องทำรัฐประหารก็มี เช่น พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ และพล อ. เกรียงศักดิ์ล้มรัฐบาลองคมนตรีธานินทร์ (ไกรวิเชียร) เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 แต่หากมองย้อนกลับไปไกลๆ หน่อย มันเป็นแนวโน้มทั่วไปเช่นนั้นที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2476 หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ให้ประชาชนมีส่วนแบ่งในอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นการพยายามล้มอำนาจของคณะราษฎรใน พ.ศ. 2476 จึงอธิบายได้ในแนวนี้ ส่วนแบ่งของราษฎรขัดกับอำนาจที่ดำรงอยู่ และนี่คือกลุ่มอำนาจเก่าที่แท้จริง ส่วนระบอบทักษิณนั้นเป็นอำนาจใหม่ พรรคไทยรักไทยเพิ่งมีเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

 

 

อำนาจใหม่อย่างทักษิณเข้าไปเพิ่มบทบาทระบอบชนชั้นล่างมีส่วนร่วมมากหรือ

ประเด็นนี้ต้องพูดในเชิงสัมพัทธ์ เปรียบเทียบกับนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนๆ และจะยิ่งชัดเมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งเกือบจะไม่มีนโยบายทางสังคมเพื่อคนยากคนจนในชนบทเลย ที่โฆษณามากคือเรื่องจริยธรรม เป็นนโยบายของพวกชอบเทศน์ สั่งสอนให้ทำตามโอวาท พุทธโอวาทไม่เพียงพอหรือ รัฐบาลอานันท์ที่เขาว่าเยี่ยมมาก ไม่มีนโยบายอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับชาวชนบทเลย พอมีคนวิจารณ์ในเรื่องนี้ เขาก็ว่าการพัฒนาชนบทเป็นเรื่องซับซ้อน รัฐบาลเขาไม่มีเวลาพอ ส่วนสมัยทักษิณจะเห็นว่าชาวบ้านมีส่วนในแชร์ในการแบ่งเค้กทางเศรษฐกิจมากขึ้น หรือเรื่องของการก้าวไปของการปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีส่วน แม้ว่าจะยังไม่ดีอย่างที่เราคาดหวังไว้ แต่ว่าแนวโน้มทั่วๆไปดีขึ้น เช่น นโยบายให้ทุนการศึกษาเด็กจากแต่ละอำเภอวิเศษมาก กองทุนหมู่บ้านเป็นการจัดการบริหารงบประมาณโดยชาวบ้าน ดีกว่าสมัยเงินผันสมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์ และในแง่นี้ดีกว่าของรัฐบาลทุกสมัย คนกรุงเทพ คนในเมืองไม่สนใจนโยบายนี้ กลับกล่าวหาอย่างสาดเสียเทเสีย คนพวกนี้ได้ประโยชน์อยู่แล้วจากการจัดสรรงบประมาณอย่างที่เป็นอยู่ จึงอยากตั้งคำถามเลยไปด้วยว่า ตอนที่เขาชุมนุมไล่ทักษิณและพูดว่าทักษิณคุกคามสื่อ แต่หนังสือพิมพ์สามารถด่าทักษิณแหลกได้ทุกวัน ไม่ทราบว่าคุกคามตรงไหน นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการที่เรียกร้องเสรีภาพของสื่อในตอนนั้น ตอนนี้หายไปไหน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการใช้เหตุผลแบบไม่คงเส้นคงวา

 

เรื่องการมีส่วนแบ่งของประชาชนเห็นได้ชัดในช่วง 14 ตุลา - 6 ตุลา ก่อน 14 ตุลา เกือบจะไม่มีสหภาพแรงงานเลย แต่หลังจาก 14 ตุลา ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ก็มีการจดเป็นสหภาพแรงงานกว่า 90 สหภาพ และมีแนวโน้มในการจดเป็นสหภาพแรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งมีชุมนุมต่างๆของเกษตรกรอีกเยอะแยะ นี่คือประชาชนมีส่วนร่วมหรือที่สำคัญกว่าคือมีส่วนแบ่งในการปกครองมากขึ้น

           

สำหรับการรัฐประหารครั้งนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการรัฐประหารส่วนมาก แต่แน่นอนที่แต่ละครั้งก็มีลักษณะเฉพาะของแต่ละครั้งไป ครั้งนี้อยู่ที่เหตุผลที่ใช้ บังเอิญทักษิณเป็นเป้า การต่อสู้ของคนถูกปกครองนั้นสามารถตีกินพื้นที่มาได้เรื่อยๆ มีผลพวงที่ได้จากการต่อสู้ แต่ฝ่ายอำนาจเก่า (ที่สุด) ก็พยายามลิดรอนส่วนแบ่งของราษฎรอยู่เสมอ  รัฐธรรมนูญ 2550 ก็พยายามให้เป็นอย่างนั้น ก่อนปี 2516 การเมืองไทยเป็นเรื่องของคนเมืองหลวง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว จริงอยู่ที่เมืองหลวงคงจะข่มหัวเมืองไปอีกนาน แต่อย่างน้อยก็ยังได้ขึ้นเวทีการเมืองกับเขาบ้าง ขณะที่การเมืองเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่วิธีคิดของฝ่ายพวกผู้ปกครองยังนิยมการพัฒนาแบบประทานพรกันอยู่ จะให้ชาวบ้านรอแต่จะรับประทานแบบบรรเทาทุกข์ เมื่อมีสาธารณภัยหรือ

 

มีความเห็นของคนที่เห็นรัฐประหารในเมืองไทยมา 18 ครั้ง เขาว่าครั้งนี้อันตรายที่สุด อันตรายไม่ใช่ในแง่ของความรุนแรง หรือมีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย แต่ในแง่ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากปวดร้าว มันบาดลึกลงไปบนแผลที่มีอยู่แล้ว มันบาดความร้าวฉานให้ร้าวลึก ความร้าวฉานนี้คงไม่มีผู้ใดหรือสถาบันใดจะมาเป็นจุดรวมศูนย์ที่ทุกฝ่ายยอมรับอีกต่อไป ความจริงไม่ใช่ว่า สังคมไทยสมัครสมานปรองดองกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่เผชิญหน้ากันเป็นความขัดแย้งอย่างกว้างขวางมากกว่า สภาพและเงื่อนไขทางการเมืองแบบนี้คงเป็นอดีตไปแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้อย่างไร ในเมื่อข่มเหงรังแกกันขนาดนี้ นี่คือสิ่งที่น่าโกรธและน่ากลัว

 

เรื่องการกระจายรายได้ที่ไม่อยู่ในวาระของพรรคการเมืองและหน่วยราชการใดเลยนั้น มันคงไม่ใช่เพราะเพียงไม่มีปัญญาจะคิดกัน แต่เป็นเรื่องการรักษาและลิดรอนอำนาจ นี่คือสิ่งที่น่าโกรธและน่ากลัว

 

 

มีการพูดถึงพรรคการเมืองนอมินี เราสามารถมองพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์เป็นนอมินีของอะไรบางอย่างได้หรือไม่

คิดว่าคนที่ไม่ต้องสนใจการเมืองอย่างลึกซึ้งก็เห็นปรากฏการณ์นี้ ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยชวน (หลีกภัย) เป็นนายกรัฐมนตรี ใครสนับสนุน นี่ไม่ได้เป็นเรื่องลับ คนที่ไม่ต้องถึงกับเป็นคอการเมืองก็รู้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ชอบพอกับองคมนตรีคนสำคัญคนไหน และพรรคนี้ถนัดมากในการเดินหมากการเมืองแบบชุบมือเปิบ การพูดแต่เรื่องนอมินีของคนอื่น ผมว่านอมินีใช้ไม่ได้ หรือถ้าใช้ได้ ก็ต้องใช้กับทุกๆ พรรค ไม่มีพรรคใดตอนนี้ที่มีอิสระและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ทับซ้อน พวกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและกิจการรับเหมาคือฐานอำนาจการเมือง นี่ไม่ใช่ประเด็นใหม่อะไรเลย เป็นที่ประจักษ์กันอยู่ การพูดเรื่องนอมินีก็เป็นเหตุผลที่ลักลั่นอีกข้อหนึ่ง ยกตัวอย่างสมัยพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชวนชอบว่าพรรคอื่นซื้อเสียง ขายเสียง แต่การบันทึกข้อมูลของอาสาสมัครองค์กรกลางระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงมากเป็นอันดับสอง ส่วนพรรคที่ซื้อเสียงมากที่สุดคือพรรคชาติไทย ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะพรรคชาติไทยส่ง ส.ส. เยอะกว่าพรรคประชาธิปัตย์ นายคนนี้ยังชอบพูดว่า ถือหลักการระบบรัฐสภา

 

นี่เป็นวาทะ (ที่ไม่มีศิลป์) ทางการเมือง ไม่รู้ว่านอกจากคนพูดแล้วคนฟังจะมองเห็นเป็นสาระสำคัญมากแค่ไหน มีตัวละครตัวหนึ่งในนิยายของดอสโตยเยียฟสกี เขาโกหกจนเป็นนิสัย โกหกจนกระทั่งเชื่อในสิ่งที่ตนเองโกหก มันอาจจะใช้ได้กับพรรคการเมืองบางพรรค เพื่อนผมเขาเรียกพวก Democrats นี้ว่า Democrits คมคายนะผมว่า

 

 

เหตุการณ์ในช่วงสมัยนายปรีดี  พนมยงค์ และ ส.ส.ในภาคอีสานเคยมีบทบาทสูงในสังคมไทย กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ มันถูกจัดการด้วยกระบวนวิธีเดียวกันใช่หรือไม่

เห็นด้วยกับประเด็นนี้มาก ถ้าเราไม่มีความจำสั้น เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่ามันเป็นแนวโน้มอย่างนั้น กรณีเสรีไทย มีงานวิจัยชิ้นหลังมานี้ที่ทำให้เราเข้าใจว่าคล้ายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง แต่ก็น่าสนใจมากว่า มีฝ่ายไหนบ้างที่มีส่วนร่วมในขบวนการเสรีไทย หรือมีพรรคประชาธิปัตย์กี่คนในนั้น และในเวลาที่เขาสู้กันเพื่อประชาธิปไตย บทบาทของประชาธิปัตย์ไปอยู่ที่ไหน

 

มีพรรคบางพรรคชอบพูดว่า ส.ส.มีหน้าที่ทางนิติบัญญัติเขาจะไม่ยุ่งอย่างอื่น เช่น เรื่องการประท้วงของ ประชาชน เรื่องความเดือดร้อนของประชาชน  เรื่องสิทธิประชาชนถูกละเมิด เพราะเขามองว่าหน้าที่ของเขาคือหรือผู้ออกกฎหมาย ซ้ำอ้างว่าเป็นไปตามอังกฤษแม่แบบของประชาธิปไตย

 

ถ้ายกตัวอย่าง ส.ส.ในอังกฤษ เขาก็ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะในสภา แต่ทำหน้าที่ดูแลความเดือดร้อนในเขตเลือกตั้งของตนเองด้วย จริงๆแล้วในกรณีของไทยมันยิ่งกว่านั้นอีก เพราะชาวบ้านลำบากมากในการที่จะไปต่อรองหรือกำหนดให้ทางราชการทำอะไร เขาจึงต้องพึ่ง ส.ส. ให้เหมือนเป็นตัวแทนของเขาในเรื่องเดือดร้อนต่างๆ  และเมื่อ ส.ส. ลดลงก็ยิ่งตัดทอนส่วนแบ่งส่วนหนึ่งของราษฎร ผมไม่เห็นว่าการมีส.ส. มากเป็นการเปลืองงบประมาณ มีทหารมากซิถึงจะเรียกว่าเปลืองงบประมาณ เรียกว่าการใช้เหตุผลไม่อยู่กับร่องกับรอยมันปรากฏอยู่ทั่วไป ดังนั้นจึงพูดรณรงค์กันมากให้ว่าให้รับ รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะว่ามีส่วนดีอะไรบ้าง แต่ส่วนเสียจะเงียบ และเมื่อมีใครไปรณรงค์ให้ไม่รับ รัฐธรรมนูญ 2550 กลับเสมือนว่าเป็นความผิด

 

รัฐประหารคราวนี้ก็มีเรื่องให้เศร้าใจหลายอย่าง แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทั้งเสียใจและน่าภูมิใจมากพร้อมๆกัน คือการที่ประเทศชาติมีคนอย่างคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นคนไทยที่ใจเด็ด ผมยกท่านเป็น 1 ใน 5 บุคคลที่ผมเคารพอย่างสูงสุด ตอนที่คุณลุงนวมทองเอารถแท็กซี่ไปชนรถถังยังมีทหารบอกว่าใครจ้างมา นี่เป็นการดูถูกเหยียดหยามกันสุดๆ วิธีของคุณลุงนวมทองแสดงถึงวิธีการต่อสู้ของราษฎรตัวเล็กๆ เขาต่อสู้ได้ลำบาก คุณลุงนวมทองประณามการรัฐประหารครั้งนี้ด้วยชีวิต เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เท่าที่รู้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมนี้ ส่วนที่ได้รับรู้อยู่วันละหลายมื้อ คือปากว่าสละชีพเพื่อชาติ  แต่ไม่รู้ว่าการสังเวยด้วยชีวิตของคุณลุงจะรบกวนมโนธรรมสำนึกของพวก คมช. ขนาดไหน หรือว่าพวกนี้มโนธรรมหนา เหมือนกับทหารรับจ้างทั่วไป ในอนาคตถ้าผู้คนที่ต่ำต้อยน้อยหน้าจะมีอำนาจขึ้นในสังคมไทย ชื่อ "นวมทอง ไพรวัลย์" จะเป็นวีรชนคนหนึ่งของเรา

 

การเดินทางของการต่อสู้มันไปทีละก้าวแล้วก็ถูกโต้กลับ รับและรุกเป็นช่วง ๆ และเนื่องจากว่าเกมนี้มันเป็นเกมที่ไม่จบ แต่จะต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน เราเรียกว่ามีแพ้ มีชนะ ครั้งนี้แพ้ไป แต่อยากให้มองเห็นบทเรียนจากที่พลาดนี้ไปว่า อำนาจที่จะลิดรอนประชาธิปไตยนั้นมีอยู่อย่างแข็งแรง บางครั้ง บางช่วงจะหลบๆแอบๆ แต่พร้อมที่จะออกมาแย่งอำนาจส่วนแบ่งของราษฎรอยู่เสมอๆ ผมอยากจะถามคนที่ยังเห็นว่าประเทศไทยเราควรจะรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ แม้มันจะมีนักการเมืองและนักโกงเมืองได้รับเลือกตั้งเข้ามาว่า มันคุ้มกันไหมที่การรัฐประหารเป็นทางที่เราใช้ล้มทักษิณ โดยหลายคนอ้างว่าอาจจะเกิดการนองเลือดในวันที่ 20 กันยายน 2549 ซึ่งนั้นเป็นการวิเคราะห์การเมืองแบบใช้แค่วันเดียวหรือใช้เพียงช่วงเวลาที่ทักษิณเป็นรัฐบาลมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์

 

 

ปรากฏการณ์ 10 ล้านเสียง หลังประชามติ 19 ส.ค. 50 ถือเป็นการเตือนหรือไม่ว่า ไม่ควรทำรัฐประหารอีก และเสียงเตือนนี้จะทำให้การรัฐประหารไม่สามารถเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่

แม้ไม่อยากทำตัวเป็นโหรการเมือง แต่ก็อยากจะตอบว่าการรัฐประหารครั้งนี้คงจะไม่ใช่เป็นครั้งสุดท้ายในสังคมไทย และไม่ใช่ว่าพวกที่สามารถทำรัฐประหารได้จะแคร์ว่ามันไม่ดี แต่การตัดสินใจทำรัฐประหาร เขาจะดูว่าชนะหรือไม่ อำนาจของเขาจะข่มฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ นี่คือปัจจัยของการตัดสินใจทำรัฐประหาร

 

ตราบใดที่อำนาจมันไม่ทานกัน ไม่ใช่เฉพาะอำนาจทางอาวุธหรือทางทหารเท่านั้น อำนาจทางอื่น เช่น อำนาจทางความคิด ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายต่างๆ  ถ้ามันไม่ทานกันและห่างกันมาก คนที่มีอำนาจมากกว่าก็จะทำรัฐประหารได้ง่ายมาก ถึงผมจะไม่ชอบการมองเชิงพยากรณ์ แต่ก็คิดว่ามันจะไม่เป็นครั้งสุดท้าย ตราบใดที่อำนาจของราษฎรยังถูกกดอยู่

           

ตอนนี้มีแนวโน้มที่ฝ่ายขั้วอำนาจเข้ามาก้าวก่ายทางการเมืองไม่ใช่อำนาจทางทหารเท่านั้น แต่อำนาจตุลาการก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ที่เป็นข้อน่าสังเกตมาก แต่เกือบไม่มีใครพูด คือ ใน รัฐธรรมนูญ 2550 บทเฉพาะกาล มาตรา 306 มีการขยายอายุราชการของผู้พิพากษาจาก 60 ปีเป็น 70 ปี และใช้กับอัยการด้วย มาตรา 306 นี้ก็ไม่ได้ใส่ไว้ในฉบับรับฟังความคิดเห็น แต่เอามาใส่ทีหลัง มี 2 ประการขอเพิ่มเติมกับอีกหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกันอยู่แล้ว

 

ประการแรกคือ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดจะต้องเอามาบรรจุในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญควรจะเป็นกฎหมายหลักที่จะมอบอำนาจว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ และให้ออก กฎหมายต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรม แต่เอาละไหนๆรัฐธรรมนูญไทยก็ยังรวมเรื่องวิธีการเลือกตั้งเข้าไปด้วย ก็ไม่ว่าอะไรกัน ทำกันมาจนชินไปแล้ว แต่การทำเช่นนี้เกินกติกาไปมาก แสดงถึงฉวยโอกาสและมัดมือชกอย่างชัดเจน และที่แน่นอนก็คือเป็นกลุ่มพวกพิพากษากลุ่มหนึ่งเองที่ทำการเช่นนี้ เราต่างก็ได้รับการสั่งสอนมาว่าให้เคารพผู้พิพากษา เคารพพระ แต่พระบางรูปเป็นอลัชชีก็มี

 

ประการที่สองคือ เงินเดือนที่ข้าราชการได้ ประชาชนต้องเป็นคนจ่าย เขาจึงควรถามประชาชนก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ ยินดีจ่ายหรือไม่ ไม่ใช่คิดเอาแต่ได้กันถึงขนาดนี้ ผมคิดว่ามันไม่ค่อยสุภาพ

 

 

อำนาจตุลาการที่เข้ามาในการเมืองครั้งนี้ ทั้งใหม่และแปลก จะทำให้การจัดสรรอำนาจอธิปไตยไทยบิดไปขนาดไหน

ผมชอบความคิดของฝ่ายที่สถาปนาระบบรัฐสภาเมื่อศตวรรษที่ 17 ในอังกฤษที่ถือหลักการว่า อำนาจที่ควรจะสูงสุดคืออำนาจนิติบัญญัติ ส่วนอำนาจบริหารและตุลาการควรจะเป็นไปตามกฎหมาย แต่นักคิดต่อมาเห็นว่าอำนาจมันฉ้อฉลได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการทานกันไว้ เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะไปพูดถึงแขนงอำนาจในเชิงนามธรรมก็จะละเลย มนุษย์ที่เสวยอำนาจนั้นๆ ในอำนาจแขนงตุลาการก็มีกลุ่มคนที่มาใช้ช่องทางนี้เพื่อประโยชน์ในการมีอำนาจทางการเมืองและมีอำนาจทางการกำหนดผลประโยชน์ของกลุ่มพรรคที่เอื้อประโยชน์กัน

 

ปรากฏการณ์ที่อำนาจตุลาการเข้ามาก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น มันแสดงให้เห็นว่าอำนาจทางทหารอย่างเดียวมันไม่พอ อันนี้คงต้องคิดถึงคุณูปการของการก่อสร้างประชาธิปไตยมาหลายทศวรรษของเราที่มีส่วนทำให้ความชอบธรรมของทางทหารลดลง เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องหาอำนาจความชอบธรรมอื่นๆมาเสริมให้หนักแน่นขึ้น แต่ผมก็หวังว่านักกฎหมายและผู้ศึกษานิติศาสตร์จำนวนมากที่ยึดถือหลักนิติธรรมคงเห็นว่ามันไม่ชอบมาพากล

 

เดี๋ยวนี้เราต้องยอมรับว่าสื่อสารมวลชนของไทยและการอ่านออกเขียนได้ของคนไทยแพร่ไปทั่วซึ่งหากเทียบกับบางประเทศก็น่าพอใจ คนไทยจึงสามารถรับทราบข่าวสารต่างๆ นานา แม้ว่าอาจจะถูกหลอกบ้าง แต่วิจารณญาณเดิมเขามีอยู่ ถึงเขาเลี้ยงควายแต่เขาไม่ได้กินหญ้าแบบควาย เขาก็กินข้าวเหมือนกับทุกๆ คนในสังคมไทย และกินข้าวเหมือนกับพวก elite ทั่วไป

           

อาจจะยืนยันความคิดได้จากการศึกษาทางมานุษยวิทยาที่ลงไปศึกษาตามหมู่บ้าน ชุมชน ซึ่งยังไม่เคยเห็นการศึกษาทางมานุษยวิทยาเล่มใดที่บอกว่าชาวบ้านโง่  และผมก็คิดว่านักมานุษยวิทยาก็คงรู้จักชาวบ้านไม่น้อยไปกว่าพวกสื่อสารมวลชน นักการเมือง และไฮโซทั้งหลาย  คนที่เห็นว่าชาวบ้านโง่จะเป็นพวก elite หรือชนชั้นสูงในสังคมไทย และเมื่อเริ่มจากฐานคิดแบบนี้ การอธิบายจึงเป็นไปตามช่องนี้หมดเลยว่า ชาวบ้านไม่มีปัญญาคิดเอง ไม่เข้าใจอธิปไตย ซึ่งเป็นการดิสเครดิต การดิสเครดิตอีกอย่างหนึ่งคือ สมมติว่าถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารหรือไม่เห็นด้วยกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เขาก็จะหาว่าคุณเป็นพวกเดียวกับทักษิณ

 

 

แล้วทำไมเวลาดิสเครดิตมักจะต้องไปลงที่คนอีสานทุกที คนภาคอื่นไม่เห็นค่อยโดนบ้าง

เป็นภาพพจน์ที่สั่งสมกันมาตั้งแต่สมัยคนจากส่วนกลางไปตรวจราชการหัวเมืองที่ราชสำนักจากกรุงเทพเรียกว่า "กลุ่มหัวเมืองลาว" มีวิทยานิพนธ์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พอจะสรุปสั้นๆได้ว่า "ภาพลักษณ์ของความเป็นอีสาน" กับ "ความเป็นอีสานที่แท้จริง" นี้ไม่จำเป็นต้องตรงกัน "ภาพลักษณ์ของความเป็นอีสาน" เป็นการสร้างขึ้นจาก "ความเข้าใจ" ของผู้ปกครองกรุงเทพฯ ซึ่งมิได้สำรวจ "ความเป็นอีสานที่แท้จริง" อย่างถ้วนทั่ว แต่ได้ข้อมูลจากการบอกเล่าบ้าง จากการไปตรวจราชการพื้นที่บ้าง จากการเปรียบเทียบสถานะที่อื่นๆบ้าง

 

ผมไปอุบลฯครั้งแรก ผมตกใจเลยที่มันเขียวไปสุดหูสุดตา ไม่ใช่แห้งแล้งอย่างที่บอกเล่ากัน อีกสาเหตุที่คนอีสานถูกให้ร้าย ความยากจนก็มีส่วนอยู่มาก คนรวยชอบดูถูกคนจนเป็นนิสัยอยู่แล้ว ยิ่งคนกรุงที่ระบบคิดแบบศักดินาครอบมานานยิ่งแล้วใหญ่  

 

 

 

อย่างนี้แสดงว่าคนภาคอีสานมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่กลืนไปกับคนชั้นสูงหรือ

ถ้าพูดโดยรวมๆ ก็เป็นอย่างนั้นได้ และจะชัดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบในเชิงสัมพัทธ์กับคนภาคกลาง จะเห็นว่าคนที่ Conservative (อนุรักษ์นิยม) ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตย แต่คนที่ Conservative ที่เห็นจากการรัฐประหารครั้งนี้คือคนกรุงเทพฯ และคนภาคกลาง

 

ในเชิงสัดส่วนแล้ว คนกรุงเทพฯได้รับผลประโยชน์น้อยจากนโยบาย "ประชานิยม" ของรัฐบาลทักษิณ ด้านที่รัฐบาลทักษิณทำไม่ถูกจึงถูกนำมาไฮไลท์จนเกินสัดส่วน คือไม่ได้ว่าทักษิณไม่ได้ทำสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล มันก็อาจจะมีบางส่วนที่มันไม่ชอบมาพากล แต่มันถูกไฮไลท์เกินสัดส่วน ผมคิดว่าคนภาคกลางกับกรุงเทพฯค่อนข้างจะอยู่ภายใต้อาณัติทางความคิดของอำนาจเก่า อำนาจเก่าที่แท้จริง

 

จากนี้เราน่าจะสร้างกระแสรณรงค์ให้แก้ รัฐธรรมนูญ 2550 และผมก็อยากจะฟังกลุ่มคณะที่เคยเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยเรียกร้องว่าให้รับ รัฐธรรมนูญ 2550 ไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง อยากจะดูว่ากลุ่มนี้จะทำอย่างที่พูดหรือไม่ และอยากพูดว่ากลุ่มแกนนำพันธมิตรฯได้สำนึกบ้างหรือไม่จากผลของการกระทำของตัวเอง 

 

การรัฐประหารครั้งนี้มันเป็นพลัง Conservative ซึ่งทำให้ผมได้มองคนกรุงเทพฯด้วยสายตาใหม่ และขอบคุณที่ผมไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ (หัวเราะ)

 

แต่อนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้มาชันสูตร และพบว่านี่อาจเป็นก้าวที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของพลัง Conservative และพลังของพวกไฮโซ จะเห็นว่าการรัฐประหารครั้งนี้ได้หาพรรคพวกหาพันธมิตรกันเต็มที่จึงทำสำเร็จ หากเป็นเมื่อก่อนจะไม่ต้องหาพรรคพวกกันขนาดนี้ คำถามคือใครเป็นเครื่องมือใครกันแน่ ทหารใช้ใครเป็นเครื่องมือ หรือใครใช้ทหารเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเอี่ยวกันอยู่มานานแล้ว 

 

สังคมไทยน่าจะพัฒนาทางเศรษฐกิจและการศึกษาไปได้ดีกว่านี้ การที่เรามีกองทัพขนาดใหญ่มันฉุดรั้งสังคมไทย ขอเปรียบเหมือนว่าเรามีบ้านเรายากจนมีบ้านเราโกโรโกโส แต่กลับสร้างรั้วและแถมมีอาวุธไว้ป้องกันบ้านโกโรโกโสนี้เกินพอดี แต่พวกทหารเรียกว่าความมั่นคง ก็อาจจะใช่ ถ้าคือความมั่นคงของทหารเอง นี่คือการถือเสมอตนเป็นชาติ และนี่ก็เป็นเรื่องขำๆ ในประเทศนี้ที่ไม่มีใครหัวเราะ  

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์