บทความ: ความจริงที่ถูกทำให้หายไปจาก "ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม"

บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี


            วันที่ 19 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีหลังการรัฐประหาร อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี จากคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและประเมินผลงานรัฐบาลที่ผ่านมาในรอบ 1 ปี ว่า "รัฐบาลสอบตกเพราะทำตัวเป็นรัฐบาลรักษาการเพียงพอให้งานเดินไปได้เท่านั้น ขาดวิสัยทัศน์ ขาดความมุ่งมั่นที่จะขจัดการคอร์รัปชัน โดยรวมผลงานของรัฐบาลได้สะท้อนว่าอดีตข้าราชการและเทคโนแครตเป็นชนชั้นที่ไม่สามารถที่จะนำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จได้อีกต่อไป"


หลังจากนั้นนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหานั้นโดยกล่าวว่า "สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำคือ การให้เสรีภาพในการพูด เขียน และแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จากเดิมที่การให้เสรีภาพในเรื่องนี้น้อยมาก จึงถือเป็นผลงานอย่างหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งนายธีรยุทธน่าจะพอใจ รัฐบาลจะไม่ไปดูถูก ดูหมิ่น แต่จะรับฟังด้วยความเคารพ ยืนยันว่ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่ดีและถูกต้องที่สุดแล้ว ซึ่งการไม่ทุจริต ไม่ทำความชั่ว ก็น่าจะเป็นผลงานอีกอย่างหนึ่ง เข้าใจว่านายธีรยุทธอาจมองเพียงบางแง่มุม ซึ่งยังไม่สมบูรณ์นัก ถ้าจะมองให้สมบูรณ์ควรค้นหาจุดดีของแต่ละกระทรวง แต่ละเรื่อง แล้วค้นหาสิ่งที่ย่อหย่อนเพื่อนำไปปรับปรุงต่อไป"


            ข้อความข้างต้นคือสิ่งที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คงหลงลืม/จำไม่ได้/ไม่อยากจะจดจำ ว่ารัฐบาลชุดนี้ เอาเข้าจริงแล้ว "ไม่ได้ให้เสรีภาพในการพูด เขียน และแสดงความคิดเห็น" อย่างที่กล่าวอ้างแม้แต่น้อย


 


ความจริงที่ถูกทำให้หายไปประการที่ 1:
ประกาศจังหวัดเรื่องการจัดระบบในการควบคุมแรงงานต่างด้าว


จากการที่มีประกาศจังหวัดเรื่องกำหนดมาตรการจัดระเบียบคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่จดทะเบียนขออนุญาตทำงานกับนายจ้างในกิจการต่างๆ ลงวันที่ 19 เดือนธันวาคม 2549 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 16 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ลงวันที่ 27 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และลงวันที่ 9 เดือนมิถุนายน 2550 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เพื่อจัดระบบในการควบคุมแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและได้รับอนุญาตทำงานในจังหวัดดังที่มีประกาศข้างต้น และได้กำหนดมาตรการบางประเภทให้นายจ้าง แรงงานข้ามชาติ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม เช่น


·         หลังเวลา 20.00 น. ห้ามแรงงานข้ามชาติออกนอกสถานที่ทำงานหรือสถานที่พักอาศัย หากมีความจำเป็นต้องทำงานหลังเวลาห้ามหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้าง


·         ห้ามแรงงานข้ามชาติขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ และห้ามเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ อนุญาตให้แรงงานขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ของตนเอง


·         หากแรงงานข้ามชาติมีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือ ให้นายจ้างจัดทำบัญชีรายชื่อแรงงานข้ามชาติผู้ใช้โทรศัพท์พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ และชื่อนามสกุลเจ้าของเครื่องและซิมการ์ดส่งให้จังหวัดทุกคน


·         ห้ามแรงงานข้ามชาติเข้าร่วมชุมนุมนอกที่พักอาศัยตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หากมีความจำเป็นต้องทำกิจกรรม นายจ้างของแรงงานข้ามชาติต้องออกหนังสือรับรองและแจ้งบัญชีรายชื่อแรงงานข้ามชาติที่จะเข้าร่วมกิจกรรมโดยมีรายละเอียดวัน เวลา และสถานที่ชุมนุม ชื่อและหมายเลขประจำตัวแรงงานข้ามชาติให้ชัดเจน ให้จังหวัดทราบเป็นลายลักษณ์อักษร


·         การอนุญาตให้ออกนอกเขตจังหวัดทำได้ 3 กรณี คือไปเป็นพยานศาลหรือถูกหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน มีเหตุเจ็บป่วยต้องรักษานอกพื้นที่โดยความเห็นของแพทย์ และได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนท้องที่ทำงานจากจัดหางานจังหวัดแล้ว


ประกาศจังหวัดดังกล่าวได้สะท้อนและแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลที่มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ในฐานะที่ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ไม่ได้ตระหนักว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและตอกย้ำอคติที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ เป็นการนำไปสู่ความขัดแย้งและเพิ่มความเกลียดชังกลุ่มที่แตกต่างจากคนไทย อันขัดแย้งกับความต้องการและการประกาศแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้มีความปรองดองสมานฉันท์เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์  ประกาศจังหวัดแสดงถึงรากฐานของความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติของรัฐราชการไทยที่มีต่อคนข้ามชาติ คนด้อยโอกาส หรือบุคคลที่ถูกถือว่าเป็น "คนอื่น" สำหรับสังคมไทย ได้สร้างทัศนคติในแง่ลบและสร้างความหวาดกลัวต่อแรงงานข้ามชาติมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นประกาศจังหวัดยังขัดแย้งกับหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานและอนุสัญญาต่างๆที่ประเทศไทยได้ให้การรับรองและเป็นสมาชิก เป็นนโยบายเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติหรือคนต่างชาติเพียงกลุ่มเดียว คือ พม่า ลาวและกัมพูชา


 


ความจริงที่ถูกทำให้หายไปประการที่ 2:
การพยายามออกกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน 11 ฉบับ


            คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานกป.อพช. เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง หยุดการออกกฎหมาย 11 ฉบับ ที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนี้


1.รางกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร สาระสําคัญ คือ การขยายอํานาจกองทัพใหสามารถควบคุมสังคม อันเปนภัยคุกคามตอหลักสิทธิเสรีภาพ หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และหลักการมีสวนรวมของประชาชนดังที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ


2.รางกฎหมายปาชุมชน สาระสําคัญเปนการกําหนดเงื่อนไขเพื่อกีดกันสิทธิการมีสวนรวมของชุมชนในการจัดการ การดูแลรักษา และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุลและยั่งยืน


3. รางกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน สาระสําคัญเปนการใหหนวยงานรัฐเปนเจาของสื่อวิทยุโทรทัศนอยูเชนเดิม และการใหรัฐมีอํานาจควบคุม หรือหามเสนอขาวสารโดยการสั่งการ
ดวยวาจา หรือหนังสือระงับรายการที่เสนอผานสื่อสาธารณะ


4. รางกฎหมายมหาวิทยาลัยบูรพา 5. รางกฎหมายมหาวิทยาลัยทักษิณ 6. รางกฎหมายจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สาระสําคัญเปนการนํามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เขาสูการบริหารโดยอาศัยกลไกตลาด อันจะมีผลกระทบกับสิทธิการเขาถึงการศึกษา อิสรภาพทางวิชาการ และหลักประกันทางดานสวัสดิการของบุคลากรของมหาวิทยาลัย


7. รางกฎหมายวาดวยเงื่อนไขและหลักเกณฑการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ สาระสําคัญเปนการใหอํานาจรัฐนํารัฐวิสาหกิจมาเปลี่ยนสภาพใหเปนบริษัทจํากัด หรือบริษัทมหาชนจํากัด และการกระจายหุนแกเอกชน อันเปนการเอื้อประโยชนแกกลุมทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ และทําใหประชาชนเสียสิทธิที่จะเขาถึงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จําเปนตอการดํารงชีวิต


8. รางกฎหมายสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ 9.รางกฎหมายทรัพยากรน้ำ สาระสําคัญ เปนการเพิ่มอํานาจใหหนวยงานรัฐ และเปนการขัดกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม


10. รางกฎหมายสภาการเกษตรแหงชาติ สาระสําคัญเปนการใหอํานาจผูแทนหนวยงานของรัฐรวมกับผูแทนองคกรธุรกิจการเกษตรในการกําหนดนโยบาย และแนวทางในการพัฒนาการเกษตรเปนสําคัญ โดยเกษตรกรสวนใหญไมสามารถเขาถึงและมีสวนรวมในการกําหนดแนวทางการพัฒนาการเกษตรดังกลาว


11. รางกฎหมายวัตถุอันตราย สาระสําคัญเปนการอํานวยประโยชนใหเอกชนผูประกอบการสามารถผลิต นําเขา สงออกหรือมีไวในครอบครองวัตถุอันตราย การยกเลิกคาธรรมเนียมรายปแกเอกชนผูประกอบการ และยกเลิกอํานาจเจาหนาที่ในการบังคับใชกฎหมาย อันอาจเปนการเพิ่มความเสี่ยงดานสิ่งแวดลอมและสุขภาพของประชาชน ตลอดจนเปนการยกเลิกสิทธิของประชาชนในการคุมครอง สงเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมเพื่อใหประชาชนดํารงชีวิตอยางปกติสุข


 


ความจริงที่ถูกทำให้หายไปประการที่ 3:
การออกพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
 


            พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 นั้นเป็นการให้อำนาจตำรวจในการยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเผยแพร่ข้อมูลที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทหรือลามก โดยที่มีเป้าหมายในการยับยั้งเจ้าของคอมพิวเตอร์เผยแพร่ข้อมูลลามกหรือหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้พบว่าเกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างมาก จนนำไปสู่การจับกุมคุมขังคนไทย 2 คน โดยคนหนึ่งถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เป็นชายอายุ 36 ปี อาชีพโปรแกรมเมอร์ บุคคลดังกล่าวคุมขังในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นเขาถูกคุมขังอยู่ที่กองปราบฯ 6 วัน และญาติได้ประกันตัวบุคคลดังกล่าวออกจากเรือนจำไปตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 50 และอีกคนหนึ่งเป็นเพศหญิง ถูกจับกุมในวันที่ 24 ส.ค.50  เวลาประมาณเที่ยง โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงไอซีทีและอาจจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมด้วยได้บุกเข้าจับกุมบริเวณบ้านพัก และเข้าตรวจค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ ญาติได้ขอยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้เขียนข้อความวิพากษ์และบริภาษสถาบันกษัตริย์ ในห้องสนทนาแห่งหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต


ประวิตร โรจนพฤกษ์ ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีนี้อย่างน่าสนใจว่า ทำไมทั้งคู่ซึ่งได้รับการประกันตัวไปแล้วถึงไม่ยอมพูดกับนักข่าวฉบับใดเลย , ทำไมรัฐถึงได้ปฏิเสธในเบื้องต้นว่าไม่มีการจับกุมใครในเรื่องนี้, ทำไมรัฐถึงกระทำกับสองคนนี้ด้วยการจับกุมแบบจู่โจมสายฟ้าแลบโดยผู้ต้องหาไม่ทันตั้งตัว รวมถึงไม่ได้รับสิทธิในการติดต่อญาติพี่น้อง และญาติพี่น้องก็มิได้รับแจ้งจากทางการเป็นเวลาหลายวัน การปฏิบัติเช่นนี้ต่อผู้ต้องหาน่าจะมีผลทางจิตวิทยาทำให้พวกเขาเข็ดหลาบไม่กล้าแสดงออกทางอินเทอร์เนตอีกต่อไป (โดยเฉพาะหากสังคมมิได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่เป็นข่าว)


 


ความจริงที่ถูกทำให้หายไปประการที่ 4:
การเลือกปฏิบัติกับประชาชนในกระบวนการยุติธรรมของสถานการณ์ภาคใต้


พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้ชี้ให้เห็นว่า "ตอนนี้มีคนที่ถูกจับกุมด้วยกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มาบังคับใช้แล้วในภาคใต้ ช่วงระยะเวลาตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว(มิถุนายน)จนถึงตอนนี้ประมาณ 300-400 คน ตลอดระยะเวลาสองปีที่ใช้ พ.ร.ก. พิเศษฉบับนี้มี 1,700 กว่าคน ทุกคนถูกผ่านกระบวนการซักถาม ซึ่งเราก็จะได้ข้อมูลว่ามันมีการซ้อม ทรมาน จับเข้าไปในห้องเย็น ขังห้องมืด หรือไม่ก็ห้องสว่าง ห้องร้อน เพื่อที่จะให้เขาสารภาพ หรือเพื่อให้เขาบอกเครือข่ายของการก่อการร้าย กฎหมายฉบับที่ว่านี้จะดำเนินการควบคุมตัวได้ 30 วัน 1,700 คนนี้ก็จะถูกควบคุมตัวโดยประมาณ 30 วัน แล้วก็ถูกปล่อยตัว แต่ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการปล่อยตัวก็มักจะไม่ปลอดภัย เพราะมักจะถูกดำเนินการจากทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งผู้ก่อการและทั้งฝ่ายของรัฐเอง บุคคลเหล่านี้ก็จะถูกชุมชนเรียกว่า"พวก พ.ร.ก."กลายเป็นหมวกใบหนึ่งของชุมชน แล้วก็เดือดร้อนกัน


แล้วตอนนี้ก็มีปัญหาอีกคือรัฐพยายามจะหาวิธีการจับกุมแล้วก็อบรมคล้ายๆกับวิวัฒน์พลเมือง จับเอาเขาไป สมมติว่า 30 วันแล้ว ถ้ารัฐยังไม่เชื่อว่าเขาจะอยู่ฝ่ายรัฐ ก็จะจับเขาไปอยู่อีก 40 วันแล้วก็อ้างว่าเป็นการอบรมอาชีพ เมื่อไม่นานมานี้ ได้เข้าไปในค่ายทหารเพื่อดูการฝึกอบรม อันแรกที่เห็นคือ ทุกคนอยู่ด้วยความรู้สึกว่าถูกบังคับ แต่รัฐก็อ้างว่านี่ไม่ได้บังคับเป็นการควบคุมตัว 30 วันก็ปล่อยแล้ว ไม่ได้ดำเนินคดีอะไร ทุกคนจะถูกจัดให้ร้องเพลงชาติตอนแปดโมงเช้า ทหารก็มายืนบอกว่า เมื่อก่อนร้องไม่ชัดนะมาอยู่อาทิตย์หนึ่งร้องชัดขึ้น อะไรแบบนี้...ตอนเย็นก็ไปยืนดูเขาเข้าแถวร้องเพลงชาติซึ่งเขาก็ร้อง แล้วไม่ใช่ว่าจริงๆ เขาไม่อยากเป็นคนไทย เขาอยากเป็นคนไทย เพียงแต่สิ่งที่เขาถูกกระทำในสิ่งที่เรียกว่า บังคับให้เป็นไทย ซึ่งมันมีมาตลอดในช่วง 5-10 ปี ณ ปัจจุบันนี้ เป็นภาวะซึ่งเหมือนกับสันติภาพเงียบๆ ที่เคยมีอยู่มันถูกจัดการโดยระบบอะไรบางอย่าง แต่ว่าตอนนี้ระบบโครงสร้างตรงนั้นมันถูกทำลาย ความเชื่อมั่นต่อรัฐซึ่งมันมีอยู่น้อย ตอนนี้มันเหมือนไม่มีอยู่เลย แล้วภาวะในชุมชนค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งชุมชนไทยพุทธและชุมชนมุสลิม"


 


ความจริงที่ถูกทำให้หายไปประการที่ 5:
การละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวม้งภายในศูนย์กักกันผู้เข้าประเทศ จังหวัดหนองคาย


            ชาวม้งจำนวน 149 คน ในศูนย์กักกันผู้เข้าประเทศ จังหวัดหนองคาย ได้ถูกคุมขังในห้องเพียง 2 ห้อง ที่ไร้หน้าต่าง อบอ้าวและแออัด ไม่มีน้ำดื่มสะอาด ไม่สามารถซักเสื้อผ้าได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้มีมุ้งหรือผ้าห่มนอน ในจำนวนนี้มีชาวม้งที่เป็นเด็กอยู่จำนวนถึง 77 คน และทารกอีกจำนวน 9 คน ชาวม้งทั้งหมดนี้ได้รับการรับรองสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ทั้งหมดแล้ว แต่ทางรัฐบาลไทยยังมิได้ดำเนินการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจัดตั้งถิ่นฐานใหม่และส่งตัวผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปยังประเทศที่สาม จนถึงบัดนี้เป็นเวลาเกือบปีแล้วที่ผู้ลี้ภัยชาวม้งเหล่านี้ยังถูกกักขังภายในศูนย์ฯ โดยที่ผู้ลี้ภัยบางคนเองก็มีปัญหาสุขภาพที่แย่อยู่แล้วร่วมด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขัดต่อหลักสุขอนามัยที่เหมาะสมขัดต่อมาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษแห่งสหประชาชาติ การละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก


ฉะนั้นความจริงห้าประการที่เกิดขึ้นไปแล้วดังที่กล่าวข้างต้นและที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า "ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ไม่กล้าหาญพอที่จะพูดความจริงกับสังคมไทย"

ป้าสมศรี

ผู้ที่หายไปจากประชาชนรากหญ้าคือไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

เราคนกินเงินเดือนจากภาษี ผิดหวังในตัวไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มากที่สุด

อุดร

น่าจะลองเทียบกับเสรีภาพสมัยรัฐบาลในฝันที่มาจากการเลือกตั้งยุคทักษิณให้ดูด้วยว่าดีกว่า หรือแย่กว่าอย่างไร ถ้าไม่เปรียบเทียบจะบอกได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี?

สุดหล่อ

ไพบูลย์ เด็กเลี้ยงแกะ ยุคพอเพียงและเปี่ยมล้นด้วยจริยธรรม สิ่งที่ออกมาพูด ถ้าจะเรียกว่าไม่รู้ก็คงจะเป็นการดูถูกท่านรัฐมนตรีเกินไปว่า โง่ แต่ถ้ารู้แล้วยังออกมาพูดแถ นี่เขาเรียกว่าตอแหล เลยทีเดียว นะ จะบอกให้

หน้าเนื้อใจเสือเหลือขอ

ไพบูลย์ในอดีตคือคนที่เอาเสื้อคลุมนักบุญมาสวมทับร่างสมุนซาตาน รอยัลลิสต์ที่ปากหวานก้นเปรี้ยวเท่านั้น คนแบบนี้มีถมไปในสังคมไทย ที่ถูกคนอื่นกระชากเสื้อคลุมและหน้ากากซากเดนศักดินา บางครั้งมันก็กระชากหน้ากากและเสื้อคลุมของตนเองทิ้งเพราะมันจะได้หายอึดอัดที่จะแสดงบทบาทตัวตนที่แท้จริงเสียที หลอกคนมานานมันก็ทนไม่ไหว เพราะหัวใจมันโหยหาลาภ ยศ สรรเสริญ อภิสิทธิ์ อิทธิพลที่พวกเดียวกันสวาปามเห็นตำตา ข้าขอเอาบ้างก็เท่านั้น แต่บางครั้งเสือกลืมคิดว่าตนยังสวมเสื้อคลุมและหน้ากากอยู้เลยปล่อยไก่โดยไม่ได้ตั้งใจเป็นประจำ ถุย ไอ้ เห้

parn

ไพบูลย์ เชื่อไม่ได้หรอกครับ
แต่ที่อยู่ได้เพราะต่อสาย ngo แล้วสนับสนุนโครงการร่วมกัน ซึ่งถ้าจะถูกต้อง ngo ก็กลายเป็น นักพัฒนาของรัฐไปแล้ว [emo16.gif]

ถึงไพบูลย์ ที่หายไป

ถึงเพื่อนไพบูลย์

ท่านลองคิดดูซิว่า

ท่าน(ไพบูลย์) เป็นนักสอนศีลธรรมด้วย ใช่ไหม

เป็นแบบประเวศ ธีรยุทธ เปรม บัง อารีย์ฯลฯ

ลองอ่านแล้วคิดตามด้วยนะเพื่อน
นักบวชประเทศไทย
อยู่ข้างสีเหลือง สีน้ำเงิน

นักบวชพม่า..อยู่ข้างประชาชน

นักบวชไทย ได้รับการเลี้ยงดูจากสีเหลือง ให้ยศ ให้ตำแหน่ง ให้ที่อยู่ ให้ทรัพย์

จึงรับใชสีเหลืองมานาน...โดยทำหน้าที่สอนคนไทยให้ยกย่องสีเหลือง ให้คนจนดูถูกตัวเองว่ามีบาป

ทำให้สีเหลืองชอบนักบวช หมอดู ไสยศาสตร์ เพราะมันพูดไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องพิสูจน์

นักบวชไทยจึงช่วยกันหากินกับสีเหลือง-สีน้ำเงิน ได้ดีมาก

มีนักบวชคนหนึ่งเคยบอกว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"

เพราะคอมมิวนิสต์เป็นอันตรายร้ายแรงกับสีเหลือง สีน้ำเงิน

เวรกรรมของผู้สอนศีลธรรม ที่ไม่มีศิลธรรมเลย

จะมีศีลธรรมได้อย่างไร ในเมื่อ่ นักสอนศิลธรรมไม่เคยผลิตทรัพย์ ไม่เคยทำมาหากิน.ไม่ทำการผลิตอาหารเอง...ไม่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต

..หลอกเอาเท่านั้น จึงจะได้กิน

nat

คุณไพบูลย์ฯ อ้างว่า"รัฐบาลชุดนี้ไม่โกงกินก็ถือว่าเป็นผลงานแล้ว" เชื่อหรือไม่ครับ

คุณไพบูลย์ฯ อ้างว่า"รัฐบาลชุดนี้ เข้ามาปราบปรามทุจริต คอรับชั่นของรัฐบาลชุดก่อน" เชื่อหรือไม่ครับ

ได้อำนาจโดยไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเดินหาเสียง ไม่ต้องใช้เงินทำโปสเตอร์ ไม่ต้องหาฐานคะแนนเสียง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คำน้ำมันรถ ค้าสึกหรอรถ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเบี้ยเลี้ยงต่างๆให้กับใคร และใช้งบประมาณของประเทศ คืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นเงินภาษีของประชาชน เข้ายึดอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง ทำลายประชาธิปไตย และ จ่ายเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุมให้กับพรรคพวกตัวเอง เศรษฐกิจพังย่อยยับ นี่นะหรือผลงาน
จะด่าพวกนี้อย่างไรดี หรือ จะทำอย่างไรดีกับพวกนี้

jack

สีเหลือง กับ สีน้ำเงิน คืออะไร งง

อินทรี

ฝากถึงผู้เขียนบทความ

คุณลืมความจริงที่เจ็บปวด ของประชาชนไทยใน 35 จว.ที่ต้องอยู่ภายใต้กฏอัยการศึกมา 1 ปีเต็ม โดยที่จว.เหล่านั้นไม่มีการสู้รบได้อย่างไร หรือว่าคุณถือว่าพวก 35 จว.ไม่ใช่คนไทย หรือคุณถือว่า 35 จว.เป็นฐานเสียงของรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารไป คุณออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนส่วนน้อยส่วนหนึ่ง(ซึ่งไม่ถือว่าผิด) แล้วคุณเอาคนกล่มใหญ่เหล่านี้ไปไว้ใหน

ถ้าจะเขียนบทความเกี่ยวกับความชอบธรรมใด ๆ กรุณาเขียนด้วยใจที่เป็นธรรมและรอบด้านด้วย มิฉนั้นมันจะเหมือนกับพวก NGO ที่แสวงหาพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างชื่อให้ตนเอง โดยอาศัยความทุกข์ยากของมวลชนเป็นสะพานข้ามไปเท่านั้น

^*^*งง ด้วยครับ

ผมงงมากครับ

สังคมพม่าเป็นสังคมอะไร

ใครอยู่เหนือรัฐ

โดยปกติ ถ้านายทุนเหนือรัฐ ก็ต้องเรียกว่า "สังคมทุนนิยม" คือขึ้นต่อทุน

ถ้าขึ้นกับ"ศักดินาก็เรียกว่าสังคมศักดินา"

ถ้าขึ้นกับขุนศึก "ก็เป็นสังคมขุนศึก"

ถ้าของไทย เรียกว่า "สังคมทุนนิยมแบบอิทธิพลศักดินาผูกขาดตลอดกาลนาน"

ผมว่าถ้าพม่ารู้จักวิเคราะห์สังคม บ้าง เขาก็จะต่อสู้ได้ดีมีชัยชนะ

เขาคงวิเคราะห์สังคมของเขา เป็น "สังคมพระสังฆาธิปไตย"

คิดว่า "พระ"อยู่เหนือรัฐ

ปรากฎว่า "พระสู้กระสุนปืนไม่ได้"

แบบไทย "ถ้าใครคิดว่า "จตุคามอยู่เหนือรัฐ"ก็ผิดถนัด ...ประชาชน มีแต่ความสูญเสีย เสียเวลา เสียท่าร่ำไป

ถ้ารู้ว่าใครคือศัตรูประชาชน จะรู้ลักษณะนิสัย ใจคอของพวกเขา........รู้นิสัยพวกรับใช้แบบจงใจรับใช้ กับแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

สำหรับไทย...พวกพรรคพลังประชาชนกำลังถูกยุบ...ถูกแกล้งต่อไป....ประชาชนถุกขูดรีด กดขี่ต่อไป...

การช่วงชิงเอาผลผลิตจากคนจนก็ทำต่อไปโดยนายทุนที่ยอมอยูใต้อิทธิพลอำมาตย์ศักดินา

ยางพารา..ข้าว..รถหนีภาษี...เงินหวย...ภาษี...กล้ายาง...หิน..ดิน ป่าไม้ แร่...เสื้อผ้า...ปลา...ลำใย...ฯลฯ ล้วนถูกช่วงชิงเอาไปด้วยรูปแบบต่างๆ เช่น โกงตาชั่ง ตวง วัด ดอกเบี้ย..กำไร..ค่าขนส่ง..การนับ...การขโมยออกจากโกดัง...การแทงบัญชีสูญหาย...ฯลฯ

เพราะนายทุนธรรมดา นายทุนขนาดจิ๋ว และประชาชนมีแต่พวกเพ้อฝัน....นายทุนเพ้อฝัน ฝ่ายซ้าย...คน ตุลาฯ เพ้อฝัน...สู้ในเกมส์ที่เขากำหนด ก็พินาศ

เขาคิดเกมส์สันติ สมานฉันท์ให้เล่น ก็เล่นไปเรื่อย

เขาคิดเกมส์เลือกตั้งก็เลือกตั้ง...

ถ้าคุณจะชนะ เขาก็ล้มกระดาน(รัฐประหาร)

หรือชนะแบบอองซาน

เขาก็จะไม่ให้คุณทำอะไรได้..

คิดเกมส์ใหม่ได้แล้ว....