รายงานสัมมนา : ครบเครื่องเรื่องรามัญ ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หรือการกลืนชาติ

ประชาไท - สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ เรื่อง "ครบเครื่องเรื่องรามัญ : ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภาษา และศิลปะการแสดง" เพื่อนำเสนอผลงานทางวิชาการ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิชาการจากนานาประเทศ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 90 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสัมมนาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 ต.ค. 50 ณ อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ศ.ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันท์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า การจัดการสัมมนาในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สถาบันการศึกษาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเพื่อเปิดมิติการรับรู้ และสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับชนชาติมอญ กลุ่มชนที่ไร้แผ่นดินแต่มีอารยะธรรมอันเก่าแก่ มีความสำคัญในอุษาคเนย์ไม่ด้อยกว่ากลุ่มชนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างประเทศ แต่กลับไม่มีพื้นที่ในการจัดสัมมนาเชิงวิชาการระดับนานาชาติที่มั่นคง ชัดเจน และต่อเนื่องอย่างเท่าเทียมกัน

 

"การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นหลักหมายอันสำคัญของการเปิดมิติการศึกษาให้ก้าวล่วงกรอบความเป็นรัฐชาติ สู่เวทีของความเป็นมนุษยชาติที่ปราศจากพรมแดนทางการเมืองมาขีดขั้น" อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

บรรยากาศการสัมมนามีผู้สนใจเข้าร่วมอย่างอย่างคับคั่งทั้งชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายมอญ ชาวมอญ และนักสังคมศาสตร์ รวมถึงนักประวัติศาสตร์ และจากกำหนดการในช่วงท้ายของวันสัมมนาจะมีการจัดแสดงละครพันทาง "ราชาธิราช ตอน ขอดูตัวสมิงนครอินทร์ และสมิงพระรามรบกามณี" นำทีมนักแสดงกรมศิลปากร โดยปกรณ์ พรพิสุทธิ์ พร้อมระบำมอญและปี่พาทย์มอญสำเนียงไทยประชันวงปี่พาทย์มอญจากหงสาวดี จัดแสดงระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 50 ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

มอญในราชสำนักไทย 1

นายโสภณ นิไชยโยค บุคลดีเด่นในการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมมอญ ในฐานะเชื้อสายของเจ้าเมืองไทรโยค หนึ่งในผู้ว่าราชการ 7 เมือง เล่าถึงความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งมอญอยู่ในฐานะรัฐกันชนระหว่างพม่ากับกรุงศรีอยุธยา จนได้มีการก่อกบฏ แต่ในที่สุดก็ถูกพระเจ้ามังลอกกษัตริย์พม่าในขณะนั้นปราบปรามสำเร็จ ทำให้หัวหน้ามอญในเมืองเมาะตะมะ เมาะลำเลิง และพรรคพวกร่วม 1,000 คน อพยพลี้ภัยจากพม่าเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเจ้ากรุงสยาม (พระเจ้าเอกทัศน์) ในปี พ.ศ.2303 ให้มอญตั้งบ้านเรือนและปกครองตนเองอยู่ตามเขตชายแดนในบ้านท่าขนุน ทองผาภูมิ ไทรโยค ท่าตะกั่ว ลุ่มสุ่ม เมืองสิงห์ ท่ากระดาน และให้ทำหน้าที่เป็นค่าย 7 ค่าย คอยสอดส่องลาดตระเวนชายแดนไทย และรายงานความเคลื่อนไหวของพม่ามายังกรุงศรีอยุธยา

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2310 อยุธยาเสียเมืองแก่พม่า ได้มีชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มเติมในบริเวณบ้านโพธาราม บ้านบางเลา บ้านนครชุม แขวงเมืองราชบุรี จนในสมัยพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี ค่ายทั้งเจ็ดถูกตั้งเป็นด่าน และทำหน้าที่สอดส่องลาดตระเวนมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

 

จนกระทั้งในปี พ.ศ.2328 เกิดสงคราม 9 ทัพระหว่างไทยพม่า ซึ่งชาวด่าน 7 เมืองมีบทบาทในการเป็นกองเสบียงและร่วมรบในสงครามใต้บัญชาของพระยากาญจนบุรีส่วนหนึ่งและพระยามหาโยธา (เจ่ง) ผู้เป็นต้นสกุลคชเสนีอีกส่วนหนึ่ง เพราะมีความชำนาญภูมิประเทศเป็นอย่างดี เมื่อชนะสงครามเสร็จสิ้นจึงได้มีการปูนบำเหน็จความดีความชอบ โดยให้ยก 7 ด่านขึ้นเป็นเมือง และให้นายด่านเป็นเจ้าเมืองมีตำแหน่งเป็น "พระ" โดยต่อมามีหลักฐานเชื่อได้ว่าเจ้าเมืองบางท่านได้รับบรรดาศักดิ์ในชั้น "พระยา" นอกจากนั้นมีการตั้งกรรมการเมืองเช่นเมืองต่างๆ ทั่วไป แต่มีตำแหน่งจักกายซึ่งเป็นตำแหน่งกรมการเมืองมาแต่อดีตครั้งยังมีประเทศรามัญ

 

รามัญทั้ง 7 เมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบการปกครองในสมัยต่างๆ ของกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีในฐานะส่วนหนึ่งของแผ่นดินสยาม เมื่อเริ่มจัดการปกครองตามระเบียบใหม่ตั้งแต่  พ.ศ.2438 ได้ยกเลิกรามัญ 7 หัวเมืองโดยยกไปสักกัดขึ้นกับเมืองกาญจนบุรีฐานะของเมืองเหล่านี้จึงเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันเมืองทองผาภูมิเป็น อ.ทองผาภูมิ เมืองท่าขนุน (สังขละบุรี) เป็น อ.สังขละบุรี เมืองไทรโยคเป็น อ.ไทรโยค เมืองท่าตะกั่วยุบเป็นหมู่บ้านใน ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค เมืองลุ่มสุ่มยุบเป็นหมู่บ้านใน ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค เมืองสิงห์ยุบเป็นหมู่บ้านใน ต.เมืองสิงห์ อ.ไทรโยค เมืองท่ากระดานยุบเป็นหมู่บ้านใน อ.ศรีสวัสดิ์

 

 

เสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวมอญในมุมมองผู้สืบเชื้อสายมอญ

"ผมภูมิใจในความเป็นมอญ ผมเป็นคนมอญ และลูกหลานผมยังเป็นคนมอญ" นายจิรากรณ์ คชเสนี กล่าวถึงความภาคภูมิใจในฐานะลูกหลานสายสกุลคชเสนี

 

นายจิรากรณ์ กล่าวในเรื่องเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวมอญในมุมมองผู้สืบเชื้อสายมอญ โดยนำเสนอข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือที่รวมรวบอยู่หอประวัติ สก๊อตต์แลนด์ เมืองเอดินเบอระห์ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเอกสารทั้งหมดที่พิมพ์หรือจัดทำขึ้นหนึ่งในสองแห่งของสหราชอาณาจักร ใน 3 เด็น คือ ประเด็นแรกอาณาจักรมอญกว้างขวางแค่ไหน ประเด็นต่อมาพญาเจ่งคือใคร และประเด็นสุดท้ายทำไมความพยายามของอังกฤษในการที่จะตั้งอาณาจักรมอญขึ้นมาใหม่ เมื่อครั้งรบชนะพม่าจึงไม่ประสบความสำเร็จ

 

ประเด็นแรก นายจิรากรณ์แสดงความเห็นว่า ที่ตั้งของรัฐมอญตามแผนที่ปัจจุบันของประเทศพม่าเป็นสิ่งที่น่าจะถูกบิดเบือนและไม่ได้สะท้อนบ้านเกิดเมืองนอนที่แท้จริงของชาวมอญ เพราะอาณาจักรมอญหรือพะโคถูกทำลายบันทึกทางประวัติศาสตร์และรากฐานทางวัฒนธรรมตั้งแต่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าในสมัยเจ้าอลองพญา เมื่อพ.ศ.2294 ซึ่งตามหลักฐานที่ปรากฏหลงเหลืออยู่คาดการณ์ได้ว่าอาณาจักรมอญเป็นดินแดนที่อยู่ตอนใต้พม่าโดยมีเทือกเขาพะโคกั้นดินแดน ครอบคลุมดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี สะโตง และสาละวิน นับตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 19 ½ องศาเหนือ ลงมาจนถึงพื้นที่อ่าวมะตะมะ (มะตะบัน) และมีศักยภาพทางการเกษตรที่ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดเวลากว่า 2,500 ปี

 

ส่วนเรื่องราวของพญาเจ่งจากประวัติตระกูลคชเสนี พญาเจ่งเป็นหลานของเจ้าหงสาวดีคนสุดท้าย (พินยาทะละ)ซึ่งถูกประหารในปี พ.ศ.2318 เพื่อเฉลิมฉลองการมีชัยเหนืออาณาจักรมอญของพม่า ระหว่าง พ.ศ.2314-2317 พญาเจ่งนำทัพมอญต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพแต่ล้มเหลว ต้องอพยพชาวมอญมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารขอาณาจักรสยามในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ทำหน้าที่ควบคุมกองมอญในกองทัพสยามในตำแหน่งเจ้าพระยามหาโยธา ซึ่งต่อมาตำแหน่งและหน้าที่นี้ได้สืบต่อไปยังบุตรชายคนโตเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ)

 

ประเด็นสุดท้ายที่พูดถึงคือ ความพยายามของอังกฤษในการที่จะตั้งอาณาจักรมอญขึ้นมาใหม่ หลังเสร็จศึกอังกฤษ-พม่า ระหว่าง พ.ศ.2367-2369 ด้วยเหตุผลการใช้ยุทธศาสตร์แบ่งแยกแล้วปกครอง เพื่อควบคุมการเดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย และเพื่อการครอบครองทรัพยากรและการค้าขาย ข้าว เครื่องเทศ และไม้สัก ซึ่งความพยายามไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีข้อเสนอถึงเหตุผลจาก 3 แหล่ง คือ

 

1.จากการวิเคราะห์ของ ศจ.หม่องทินอ่อง นักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวพม่า อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยร่างกุ้ง ซึ่งให้เหตุผลว่าชาวมอญไม่ต้องการเห็นอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนตน อีกทั้งชาวมอญที่ยังอยู่ในดินแดนดังกล่าวเป็นฝ่ายเดียวกับพม่า ขณะที่ส่วนหนึ่งเป็นพันๆ คน ได้ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปสวามิภักดิ์กับสยามประเทศก่อนหน้านั้น ตามข้อเสนอนี้นายจิรากรณ์ มีความเห็นขัดแย้งมากโดยกล่าวว่าเวลาเพียง 69 ปีที่อาณาจักรมอญถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงในสมัยพระเจ้าอลองพญา เมื่อพ.ศ.2300 คงไม่ทำให้มอญลืมความเจ็บปวดและผสานเป็นเนื้อเดียวกับพม่าได้

 

2.จากประวัติตระกูลคชเสนี ซึ่งส่วนใหญ่รวบรวมจากพระราชนิพนธ์ของสมเด็จในพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่าอังกฤษได้ทาบทามเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) หนึ่งในผู้นำทัพหน้าของพันธมิตรแห่งสยามประเทศ ซึ่งด้วยชาติกำเนิดจึงนำไปสู่ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จของอังกฤษที่มีการสูญเสียน้อยมาก ไปเป็นเจ้าหงสาวดี แต่เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) แสดงความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อกษัตริย์และอาณาจักรสยาม อังกฤษจึงเลิกล้มความตั้งใจ

 

3.จากงานของ เซอร์อาร์เทอร์ เพอยร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำพม่าคนสุดท้าย กล่าวถึงเหตุผล 4 ประการ คือ ผู้กล่าวอ้างสิทธิจะเป็นเจ้าอาณาจักรมอญที่อยู่ในผืนแผ่นดินมอญไม่ได้สืบเชื้อสายจากเจ้ากรุงหงสาวดีองค์ก่อนๆ สองดินแดนที่เคยอยู่ในอาณาจักมอญเดิมมีการผสมกลมกลืนระหว่างเชื้อชาติมอญกับพม่าจนไม่สามารแยกเชื้อชาติต่อไปได้ สามเกรงกระตุ้นความไม่พอใจของราชสำนักอังวะ และสุดท้ายซึ่งนายจิรากรณ์คาดว่า เป็นเหตุผลสำคัญคือการที่สยามไม่ได้สนใจหรือสนับสนุนการก่อตั้งอาณาจักรมอญ โดยกล่าวว่าการดำเนินการเพื่อก่อตั้งอาณาจักรมอญขึ้นมาใหม่เป็นการกระทำการอย่างลับๆ ของอังกฤษและกลุ่มคนมอญบางส่วนโดยที่สยามไม่ได้รับรู้

 

แม้ว่าความพยายามในการตั้งอาณาจักรมอญขึ้นมาใหม่จะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หลังจากนั้นในสงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2395 อังกฤษชนะและได้พนวกจังหวัดพะโคซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมอญในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษโดยไม่พนวกดินแดนอื่นๆ ที่เป็นอาณาจักรพม่าเข้าไปด้วย แสดงถึงการให้ความสำคัญกับผืนแผ่นดินนี้เป็นอย่างมาก เพราะผลประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์

 

 

ในส่วนเรื่องราวของสกุลคชเสนี นางสาวสุจริต ดีผดุง ผู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง "มอญ: บทบาทด้านสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมา และการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์" (พ.ศ.2525) ได้นำเสนอการค้นคว้าเกี่ยวกับสกุลคชเสนี และภาพรวมของสายสกุลอื่นๆที่สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญที่มีคุณูปการต่อสังคมไทย

"ลูกหลานมอญที่เหลือ แม้ไม่ได้รบทัพ ไม่ได้เป็นจักรกาย ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นมอญหรือภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาตั้งแต่ครั้งอดีต" นางสาวสุจริตกล่าวอ้างอิงคำพูดของศาสตราจารย์นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี เพื่ออ้างอิงถึงความเป็นมอญในเมืองไทยปัจจุบัน

 

 

การย้ายถิ่น การตั้งถิ่นฐาน และการผสานวัฒนธรรมมอญในประวัติศาสตร์ไทย

นางสาวพยุง วงษ์น้อย นักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรีกล่าวถึงวัฒนธรรมทวารวดีในลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี โดยอ้างอิงหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ ที่มีการขุดค้นพบแต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าหลักฐานที่มีนั้นเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชนชาติมอญอย่างไร โดยกล่าวว่าแม้จะพบจารึกภาษามอญ แต่นักโบราณคดียังไม่สามารถระบุได้ว่าคนมอญเป็นเจ้าของวัฒนธรรมทวารวดี บอกได้เพียงว่ามีกลุ่มก่อนประวัติศาสตร์เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่แต่ละพื้นที่

 

นางสาวสุภรณ์ โอเจริญ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ กล่าวเกี่ยวกับการวิจัยหัวขอมอญในเมืองไทย: การอพยพ ฐานะ และการผสมกลมกลืน ว่า ชาวมอญในเมืองไทย ศึกษาจากชุมชนมอญแหล่งใหญ่ๆ ที่มีชาวมอญอพยพมาจากพม่าตอนล่างและได้มาตั้งถิ่นฐาน ในแถบสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจนกรุงเทพฯ ขึ้นไปจนถึงนครสวรรค์ และตามลำน้ำแม่กรองในกาญจนบุรี ราชบุรี มาจนถึงเพชรบุรี รวมทั้งแหล่งสำคัญคือ ปากลัดหรือพระประแดง (นครเขื่อนขันธ์) จ.สมุทรปราการ โดยการเข้าสู่ประเทศไทยมีทั้งในรูปแบบของเชลยศึก หลบหนีจากการเกณฑ์ไพรพลของกองทัพพม่า และเข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลังการก่อกบฏแล้วถูกพม่าปราบปราม

 

เส้นทางการอพยพมี 4 ทาง ตั้งต้นจากเมืองเมาะตะมะ โดย 1.ทางเหนือ อพยพเข้ามาทางเมืองตากหรือเมืองระแหง ทางด่านแม่ละเมา 2.ทางใต้อพยพมายังกาญจนบุรี ทางด่านเจดีย์สามองค์ เป็นเส้นทางที่มีการใช้กันมาก 3.เข้ามาทางเมืองอุทัยธานี 4.เข้ามาทางเชียงใหม่ มีการอพยพครั้งสำคัญที่ปรากฏหลักฐานอยู่ 7 ครั้ง แบ่งเป็นในสมัยอยุธยา 5 ครั้ง คือสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา พ.ศ.2112-2133 สมัยสมเด็จพระนเรศวร พ.ศ.2133-2148 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.2173-2198 สมัยสมเด็จพระนาราย พ.ศ.2199-2231 สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ.2275-2301

 

ส่วนอีกสองครั้งเป็นการอพยพในสมัยกรุงธนบุรีราว พ.ศ.2318 และในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งเข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แม้ว่าการอพยพจะไม่สามารถระบุครั้งและจำนวนของชาวมอญที่อาศัยอยู่ในไทยที่ชัดเจนได้ เพราะไม่มีการบันทึกหลักฐานอีกทั้งมีการผสมกลมกลืนกัน นอกจากนี้การทำสำมะโนประชากรทั่วประเทศในช่วงหลังรัชกาลที่ 5 ทำให้คนมอญได้กลายเป็นสัญชาติไทยไปหมด อย่างไรก็ตามใน พ.ศ.2515 จากงานวิจัยของ ดร.ไบรอัน แอล ฟอสเตอร์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน คาดว่าน่าจะมีคนมอญถึงกว่า 1 ล้านคน ทีมีคุณสมบัติเป็นมอญนอกจากเชื้อสาย แต่ถ้าดูในด้านความจดเจนด้านภาษาเป็นหลักอาจไม่ถึง 50,000 คน

 

ชาวมอญที่เข้ามาอยู่ในไทยไม่ว่าจะจากการอพยพหรือกวาดต้อนจะได้รับการดูแลในฐานะไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ในสถานะเทียบเท่าคนไทยในระบบ "ไพร่" ไม่ถือเป็นคนต่างชาติ ดังเช่น แขก ฝรั่ง อังกฤษ มิลันดา มาลายู โดยให้ตั้งชุมชนเป็นอิสระปกครองตนเอง โดยมีหน้าที่เป็นไพร่พล ส่งสวย และเสียภาษีเหมือนคนไทยทั่วไป ที่อยู่ภายใต้กฎหมายและศาลไทย อีกทั้งยังมีการถือน้ำพิพัฒน์สัจจาปีละ 2 ครั้งเพื่อถวายสัตย์และแสดงความจงรักภักดี

 

ความใกล้ชิดและความคล้ายคลึงกันของชาวมอญและชาวไทย ทั้งรูปร่างหน้าตา อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และพุทธศาสนา ทำให้เกิดการผสมกลมกลืน และด้วยนโยบายรัฐก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าในทางศาสนาซึ่งเดิมพระสงฆ์รามัญนิกายจะแยกต่างหากจากคณะสงไทย แต่เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองพระสงฆ์ ในปี พ.ศ.2445 และยกเลิกการศึกษาพระปริยัติธรรมแบบรามัญให้มาเรียนตามแบบไทย ในปี พ.ศ.2454 ส่งผลให้ปัจจุบันพระมอญและวัดมอญบางแห่งแทบไม่ต่างจากพระสงฆ์ไทยและวัดไทย รวมถึงหลักสูตรการศึกษาซึ่งมีการปฏิรูปตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จากอิทธิพลจากความเจริญของสังคมภายนอกก็ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทั้งชาวไทยและมอญ

 

ด้านนางบุษบา ประภาสพงศ์ นักวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เสนอเรื่องสถานการณ์ภาษาและวรรณกรรมมอญในประเทศไทย โดยกล่าวว่า ก่อนการปฏิรูปการศึกษาวัฒนธรรมมอญมีส่วนสำคัญมากในราชสำนัก มีกวี และนักแปรมอญ เพื่อแปลวรรณกรรม ตำรา ดนตรี และเพลงมอญเป็นภาษาไทยออกมามากมาย ต่อมาเด็กไทยเชื้อสายมอญได้เข้าสู่การศึกษาแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญเฉพาะภาษาไทยกับภาษต่างประเทศ ภาษามอญและภาษาของชนกลุ่มน้อยต่างๆ กลายเป็นภาษาที่ไม่ควรนำมาพูดในห้องเรียน เด็กๆ จึงไม่กล้าใช้ภาษาถิ่นในที่สาธารณะ แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่ได้มีการศึกษาภาษามอญ ภาษาพูดและภาษาเขียนของคนมอญในประเทศไทยจึงสูญหายไปจากชุมชนมอญหลายต่อหลายแห่ง

 

สำหรับการฟื้นฟู และธำรงรักษาวัฒนธรรมและวรรณกรรมมอญ นางบุษบามีข้อเสนอดังนี้ 1.เริ่มบ่มเพาะผู้รู้ภาษามอญอย่างลุ่มลึกในระดับการศึกษาขั้นสูง เพื่อศึกษาตำราเก่าที่บันทึกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าซึ่งวันนี้ชำรุดทรุดโทรมเต็มที 2.สำรวจรวบรวมและจัดเก็บรักษาเอกสารสำคัญ และมีความเก่าแก่จากวัดมอญในประเทศ ซึ่งหลงเหลือไม่มีการศึกษาอีกกว่าร้อยวัด เพื่อเร่งอนุรักษ์เอกสารโบราณ 3.มหาวิทยาลัยควรร่วมมือกับผู้มีความรู้ในเรื่องภาษามอญจากนานาชาติเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตทางภาษามอญ

 

4.จัดพิมพ์หนังสือหรือแบบเรียนภาษามอญที่มีความยากในระดับต่างๆ สำหรับฝึกการอ่านเขียนตามระดับ 5.สังคายนาและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษามอญครบชุด รวมไปถึงจัดพิมพ์วรรณกรรมมอญโบราณและถ่ายทอดเป็นภาษต่างๆให้แก่ผู้สนใจ 6.ทำโครงการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนภาษมอญในประเทศไทย รวมถึงในต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาครูอาจารย์ที่รู้ภาษามอญ

 

นอกจากนี้นางบุษบายังได้กล่าวในฐานะนักวิชาการด้านการศึกษาว่า ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานปัจจุบันมีการสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูภาษาถิ่นด้วยการใช้ภาษาถิ่นมาพัฒนาการศึกษา โดยบรรจุอยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 48 และนำร่องพื้นที่จริงในปี 50 ภาษามอญเริ่มที่วัดวิเวการาม วัดหลวงพ่ออุตตมะ เพื่อพิสูจน์ถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ดีว่ามีหลายวิธีการและการศึกษาน่าจะมาจากพื้นฐานความรู้เดิมของเด็ก                                                                                                          

 

สุดท้ายนายพิศาล บุญผูก อดีตประธานชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพฯ พูดเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์มอญในประเทศไทย และกล่าวถึงผู้ตีพิมพ์หนังสือมอญคนแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นพระสงฆ์มอญนามว่าพระอาจารย์บุญขันธ์ จันทะกันตะได้ก่อตั้งโรงพิมพ์ภาษามอญขึ้น เมื่อ พ.ศ.2447หลังเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้บนใบลานมาเป็นเวลานาน โดยตั้งโรงพิมพ์ชื่อปุญญักขันธาคารเรียกทั่วไปว่าโรงพิมพ์วัดปากถัด ตั้งอยู่ที่วัดแคและวัดโมกข์ พระปะแดง ก่อนจะย้ายไปที่วัดพิฆพาวาส อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งแม้หนังสือจะพิมพ์ออกมาไม่มากนักแต่ก็ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี

 

นายพิศาล บุญผูกเล่าถึงการถ่ายทอดความรู้จากหนังสือในสมัยโบราณว่าในระหว่าการถือศีลที่วันเมือถึงเวลาว่างจากการฟังพระสวดจะมีผู้รู้และเชียวชาญอักษรนำหนังสือมาอ่านเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการถ่ายทอดความรู้และสืบต่ออายุของหนังสือให้ยืนยาวได้ แต่ปัจจุบันมีการลดบทบาทของหนังสือลงไป โดยการนำมาจัดวางเรียงเป็นตั้งๆ เมื่อไม่มีการหยิบมาอ่านเนื้อหาอันทรงคุณค่าในหนังสือก็ไม่มีความหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือมอญหรือหนังสือไทยเองก็ตาม

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai