บทความ ธีรภาพ โลหิตกุล : 34 ปี สิบสี่ตุลา 49 ปี อิระวดีมัวมน

การเดินขบวนสำแดงพลังของนักเรียนนิสิต นักศึกษา ประชาชนผู้ใฝ่หาประชาธิปไตย เมื่อ 34 ปีก่อน (13 ต.ค. 2516) นำไปสู่ "เหตุการณ์14 ตุลา" ที่พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ฉุดดึงสังคมไทยจากปลักตมแห่งอำนาจเผด็จการนาน 15 ปี ขึ้นมาสูดกลิ่นเสรีภาพและประชาธิปไตยอันหอมหวาน คือตำนานที่ต้องจดจารจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์และความทรงจำ ถึงวันที่ผองไทยตะโกนก้อง...ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน หอกดาบกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา...(บทกวีโดย รวี โดมพระจันทร์)


 


วันนี้ ผองเพื่อนบ้านชาวลุ่มอิระวดี ก็มิอาจยอมทนก้มหน้าฝืนอีกต่อไป แต่เมื่อลุกขึ้นยืนสู้ พวกเขายังไม่สามารถฝ่าคมหอก คมดาบ คมกระสุนปืนของเผด็จการทหารพม่าได้ ผลที่ตามมาคือความสูญเสียเพื่อสังเวยความบ้าอำนาจ จำนวนนับร้อยบนถนนสายที่ทอดยาวสู่มหาเจดีย์ชเวดากอง กับที่ถูกตามจับถึงบ้านแล้วนำไปคุมขังก่อนฆ่าทิ้งอีกจำนวนนับหลายพันคน ชวนให้รันทดหดหู่และสังเวชใจเป็นที่สุด 


 


ย้อนกลับไปเมื่อ 49 ปีก่อน พ.ศ. 2501 ไทยกับพม่าถูกฉุดดึงสู่วังวนเผด็จการในเวลาไล่เลี่ยกัน ไทยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พม่ามีนายพลเนวิน ใช้อำนาจปืนปิดประตูขังชาวพม่าไว้ในคุกแห่งเผด็จการ แต่ 15 ปีต่อมา ไทยสลัดแอกอธรรมบนบ่าหลุดได้ด้วยความหาญกล้าของเหล่าวีรชน 14 ตุลา จากนั้น เราผ่านการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตยหลายครั้ง เราผ่านเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ จนกระทั่ง "รัฐประหารกุหลาบแดง"19 กันยา 2550 ที่กำลังคืนอำนาจประชาธิปไตยให้คนไทยในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมนี้


 


ทว่าพม่ายังจมปลักกับเผด็จการกลุ่มเดิม ที่สืบทอดอำนาจกันนานนับกึ่งศตวรรษ จัดเป็นเผด็จการทหารที่โหดเหี้ยมทารุณและครองอำนาจยาวนานติดอันดับโลก พวกเขาพร่าผลาญงบประมาณไปกับการซื้ออาวุธ ขุนเลี้ยงตำรวจลับและทหารปราบจราจล กระทั่งลงทุนสร้างเมืองใหม่ในหุบเขา (เปียนมะนา เนปิดอว์) เพื่อป้องกันการโจมตีจากชาติมหาอำนาจตามคำแนะนำของหมอดู แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณมหาศาล และแม้ว่าพม่าจะจัดเป็นประเทศยากจนติดอันดับโลก


 


จึงไม่น่าแปลกใจที่แม้ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกจับ ผู้นำนักศึกษาต้องลี้ภัย แต่เมื่อความอดอยากและความอดกลั้นถึงที่สุด ชาวพม่าตาดำๆ ก็จำต้องลุกขึ้นมาเดินขบวนโดยมีพระสงฆ์นับแสนรูปเป็นองค์นำ และโดยไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศที่มีศรัทธาในศาสนาพุทธเข้มข้นที่สุดของโลก จะเกิดเหตุการณ์ทุบตี จับกุม และฆ่าทิ้งพระสงฆ์ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน แต่เผด็จการ ทหารพม่าทำได้และในอดีตก็เคยทำถึงขั้นบังคับให้พระก้มลงกราบตีนทหาร แล้วถ่ายภาพประจานลงหนังสือพิมพ์มาแล้ว โดยผู้นำเผด็จการใช้กำลังทหารชนกลุ่มน้อยจากชายแดนที่พูดภาษาพม่ายังไม่ชัด มาปราบปรามประชาชนผู้ใฝ่หาประชาธิปไตย 


 


ข่าวที่ไม่ยืนยันบางกระแสรายงานว่า ทหารชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ถูกปรนเปรอด้วยยาเสพติด และถูกฝึกให้เป็นนักฆ่าอย่างเลือดเย็น พวกเขาจึงเฉยชาต่อคำประณามของพ่อเฒ่าชาวย่างกุ้งคนหนึ่ง ที่ตะโกนด่าอย่างสุดจะทนว่า "พวกแกกินข้าวและรับเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชนแล้วยังฆ่าประชาชน ฆ่าแม้กระทั่งพระได้ลงคอ มาเลย ถ้างั้นมาฆ่ากูซะเลย กูไม่กลัวมึง!" (บางกอกโพสต์ 28 ก.ย. 2550)


 


ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์พม่าจะเข้าใจว่าทำไมพระสงฆ์จึงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ เพราะหลังจากอังกฤษยึดครองพม่าเป็นเมืองขึ้นในปี 2428 การต่อต้านก็ปะทุขึ้นจากการที่ท่าน "อูวิสาร" สมณะสงฆ์ผู้รักชาติก่อการประท้วงโดยอดอาหารนาน 166 วัน จนถึงแก่มรณภาพ จากนั้นในปี 2461 ยุวพุทธสมาคมพม่าก็ประท้วงชาวอังกฤษที่ไม่ถอดรองเท้าเข้าวัด เหยียบย่ำจิตใจชาวพุทธอย่างรุนแรง เรียกกันว่ากรณี "กบฏเกือก" หรือการเป็นกบฏต่อผู้ใส่เกือกเข้าวัดที่สำคัญในปี 2463 "อูโอตะมะ"หรือ "พระอุตมะ"พระหัวก้าวหน้าที่เพิ่งเดินทางกลับจากอินเดีย ประกาศตีความพุทธศาสนาใหม่ว่า...คนจะตัดกิเลสได้พึงต้องผ่านขั้นตอนของการมีอิสรภาพเสียก่อน...


 


นับแต่นั้น หลักธรรมทางพุทธศาสนาก็สอดคล้องกับแนวทางการต่อสู้กอบกู้เอกราช แนวคิดนี้ส่งอิทธิพลต่อผู้รักชาติตั้งแต่ชาวนาไปจนถึงปัญญาชน จนปี 2473 เกิด "กบฏซายาซาน" หรือกบฏนำโดยอาจารย์ซาน ในลักษณะกบฏชาวนาหรือกบฏผีบุญ ลุกฮือขึ้นต่อต้านอังกฤษด้วยมีด พร้า ดาบ กระบอง และตะกรุดของขลัง ประกาศจะตั้ง "นครพุทธราชา" ขึ้นในแดนอิระวดี แต่ในที่สุด ก็ไม่อาจต้านทานกระสุนปืนไฟของอังกฤษ อาจารย์ซานถูกจับแขวนคอ แต่ก่อนขึ้นแท่นประหาร เขาประกาศก้องว่า "เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษตลอดไป" 


 


เป็นแรงบันดาลใจใหญ่หลวงให้ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งอย่าง "อองซาน" ลุกขึ้นมาต่อสู้กอบกู้เอกราชสำเร็จในปี 2490 ก่อนเขาจะถูกคนอิจฉาลอบสังหารจนเสียชีวิต จากนั้นพม่าก็วุ่นวายเพราะไม่มีใครมีบารมีทัดเทียมท่านออง ซาน เป็นเหตุให้นายพลเนวินนำประเทศสู่รัฐเผด็จการในปี 2501


 


ดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าพระสงฆ์และศาสนาพุทธมีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อสู้ของชาวพม่ามาแต่อดีต ในวาระแห่งการระลึกถึงวีรกรรมเหล่าวีรชน  14 ตุลา และพระสงฆ์กับประชาชนชาวพม่าที่ล้มตายในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ขอสดุดีด้วยบทร้อยกรองของกวีรัตนโกสินทร์-เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ ตอนหนึ่งว่า


 


"...เสียงปืนสั่ง ขบวนสงฆ์ ว่าจงหยุด/อย่านำพุทธ ศาสนา มาแปดเปื้อน/อย่าให้องค์ ชเวดากอง ต้องสะเทือน/จงหยุดเคลื่อน ขบวนหยุด หยุดเดี๋ยวนี้/พระก้าวย่าง พลางกล่าว...เราหยุดแล้ว/หยุดทุกแนว อัปยศ หยุดกดขี่/หยุดอำนาจ เถื่อนอธรรม หยุดย่ำยี/ท่านแหละที่ ควรหยุด หยุดได้แล้ว!..."


 


 


 ธีรภาพ โลหิตกุล


 


 


 


Newsline เป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการวิจัยไทย (Thai Research) มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peaceway Foundation) เป็นการรวบรวมข่าวภาษาไทยที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศพม่า และผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย เพื่อให้ผู้คนในสังคมไทยได้รับรู้ ตระหนักถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพม่า และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและรณรงค์ให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงในประเทศพม่าต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการวิจัยไทย และโครงการอื่นๆติดตามได้ที่ www.burmaissues.org/En/Index.html
http://www.oknation.net/blog/burmaissues


 


 

ไอ้กร๊วก

ธีรภาพ คือบุคคล กำมะลอ สอพลอและตอแหล บิดเบือนว่าพลิกฟ้าควำแผ่นดินเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาพแรก ภาพต่อไปแทบไม่ต้องอ่าน เพราะเป็นภาพใบปลิวโป้สเตอร์ในฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งที่ไร้ค่าไร้ราคา ใครเชื่อมันก็เหมือนเชื่อนักการเมืองน้ำเน่าในสังคมไทยที่ไร้สัจจะด้วยประการทั้งปวง