ผ่านร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคง: ประวัติศาสตร์อันอดสูของประชาธิปไตยไทย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
 
ประวัติศาสตร์อันอดสูของประชาธิปไตยไทย ได้พลิกไปสู่อีกหน้าหนึ่ง เมื่อสภารับใช้ทหารที่ชื่อว่า สนช. รับร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคง โดยหลักการ เมื่อวันพฤหัสที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้เขียนในฐานะที่ได้ร่วมชมฟังความอดสูนี้กับตา ณ รัฐสภา ขอคัดคำพูดสำคัญๆ ของทั้งฝ่ายสนับสนุนและต้าน ใน สนช. มาแลกเปลี่ยนกันและขอตั้งข้อสังเกตเพื่อให้ฝากกันไปคิดต่อ
 
"รัฐบาลนี้เสนอช้าไป ควรจะเสนอมาชาติหนึ่งแล้ว เพื่อความมั่นคงของประเทศ รอแม้กระทั่งวินาทีก็ไม่ได้เพราะไม่รู้อะไรจะเกิดเมื่อไหร่ คนเลวไม่ต้องใช้สิทธิ ใช้อำนาจเลย"
สมภพ เจริญกุล สนช.
 
 
 "ประเทศเพื่อนบ้านของเรามีกฎหมายมั่นคงแบบนี้มานาน ... [พ.ร.บ.นี้] หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องทำ"
เชน วิพัฒนอมรวงศ์ สนช.
 
 
 "ความมั่นคงเป็นเสมือนออกซิเจน เมื่อใดที่ท่านไม่มีออกซิเจนมาหายใจท่านจะรู้สึก"
           
"[พ.ร.บ.นี้] เป็นยาเบาๆ หน่อยที่ทุกฝ่ายพอจะรับได้ เมื่อเทียบกับกฎอัยการศึก สิ่งที่ไม่ใช่หรือครับที่ประชาชนเรียกร้องให้ยกเลิก เราก็สนองตอบก็เลยเกิด พ.ร.บ. นี้ขึ้นมา"
 
"ฝ่ายทหารมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าให้ประชาชนอยู่อย่างเป็นสุข ฝ่ายทหารไม่ได้ต้องการแสวงหาอำนาจอะไร อำนาจเรามีพอแล้ว แต่เราต้องการปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติ [หาก] เป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพเพื่อนำความสงบสุขสู่ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมก็ต้องยอมรับ"
พล.อ.โชคชัย หงษ์ทอง สนช.
 
 
            "อาเซียนเกือบทุกประเทศก็มี [พ.ร.บ.นี้เหมือน] เกราะอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองให้ลูกหลานต่อไป เราอย่าไปห่วงครับว่ารายละเอียดกฎหมายจะมีปัญหา เพราะชั้นนี้เป็นชั้นรับหลักการ"
ไพศาล พืชมงคล สนช.
 
 
"[ปัญหา] หากปล่อยให้ลุกลามแล้ว แม้ใช้ยาแรงก็อาจรักษาไม่ได้"
พล.อ.องค์กร ทองประสงค์
 
 
            "[ร่าง พ.ร.บ. นี้] ปรับปรุงไปค่อนข้างมากแล้ว เรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ปัญหามีหลายรูปแบบ ปัญหาที่เกี่ยวกับภัยคุกคามที่อาจคาดการณ์ได้และไม่อาจคาดการณ์ได้ เช่นการแพร่ระบาด โรคระบาดจากสัตว์ถึงคน ภัยแล้ง น้ำท่วม ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ปัญหาความมั่นคงทางชายแดน แรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติด ปัญหาเหล่านี้มีการบีบรัดขยายตัวจนเราอาจคาดไม่ถึงเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา .... จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง"
                                                                        ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
แถลงต่อ สนช.
 
 
"ผลกระทบ [ของร่าง พ.ร.บ.นี้] ร้ายแรงไม่แพ้กฎอัยการศึก ไม่แพ้กฎหมายบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเกิดผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้เป็นหลักประกันสูงสุด"
           
"รัฐบาลและ สนช. ชุดนี้เป็นผลผลิตของรัฐประหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เราก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะที่จะฉวยโอกาสเอาอำนาจไปใช้โดยไม่พิจารณาให้ดี"
 
"บ้านเมืองเราในขณะนี้มาไกลพอสมควรในเรื่องการเมืองระบอบประชาธิปไตย เรามาไกลเกินกว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวากลับไปหาระบอบอำนาจนิยมให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหยิบไปใช้"
 
"[ผม] อ่านร่างเหมือนกับกำลังเซ็นต์เช็คเปล่าให้ผู้อื่นเอาไปกรอกจำนวนเอาเองตามใจชอบ"
 
"กอ.รมน.สามารถเข้าไปสวมแทน ทำแทนหน่วยงานราชการอื่น [ซึ่ง] ต้องถ่ายโอนอำนาจไปให้ กอ.รมน.ใช้ ฝากให้คิดว่าวิธีการเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ ... ข้าราชการทุกคนทุกฝ่ายของรัฐได้รับผลกระทบหมด [ใครจะชี้] ว่าข้าราชการผู้นี้เป็นภัยต่อความมั่นคง"
   
"สมัยกฎหมายต้านคอมมิวนิสต์มีประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐ ผมไม่อยากเห็นอดีตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง"
 
(ประสงค์ยังได้กล่าวถึงรายละเอียดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องอำนาจในการสั่งห้ามออกนอกเคหะสถาน และห้ามใช้เส้นทางพาหนะ)
 
"ม.18 [ของร่าง พ.ร.บ.] ให้ ผอ. และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ ผอ. มอบหมายเป็นพนักงานสอบสวน คือทำได้ตั้งแต่ ป้องกัน กำหนดและปราบปราม คือจับก็ได้ สอบสวนเองอีก ไอ้นี่ กฎหมายเขียนอย่างนี้ ม.22 ในการปฏิบัติการเจ้าหน้าที่พนักงานไม่ต้องรับผิดทางแพ่งหรืออาญา หากเชื่อว่าการปฏิบัติเป็นไปตามสุจริต ก็ไม่ต้องรับโทษตาม ม.นี้ ก็หมายความว่า ม.นี้ไม่ต้องรับผิด แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบ และท่านละเลยกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา"
 
"ทั้งหมดนี้นอกจากว่าทำลายหลักการสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคทางกฎหมายแล้ว ทางด้านศาล ท่านอยู่เหนือ องค์กรตรวจสอบอื่นๆ ไม่มีเลย"
 
"กฎหมายอย่างนี้เป็นกฎหมายที่ประเทศของเรามาไกลเกินสมควรแล้วที่จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยววาไปหาอำนาจนิยม [ร่าง พ.ร.บ.นี้] แม้แต่หลักการก็ยังไม่สมควรที่จะรับ"
ประสงค์ สุ่นศิริ สนช.
 
 
 "อำนาจพิเศษ [ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.] ก็จะกลายเป็นอำนาจที่ใช้เกือบปกติ นี่จะกลายเป็นอันตราย ที่ผ่านมา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องประชาชนยังมีที่พึ่งคือศาลปกครอง
 
"ความกลัวบางทีไม่มีเหตุผล เป็นความหวาดระแวงสะสมมาจากอดีต ไทยเคยมีเหตุการณ์ลุอำนาจ"
 
"สิทธิมนุษยชนก็เหมือนออกซิเจน เพราะไม่รู้วันใดเราแจ็คพอตถูกละเมิด น่าจะมีการพูดคุย ร่าง พ.ร.บ. นี้อย่างกว้างขวาง"
โคทม อารียา สนช.
 
 
"[ร่าง พ.ร.บ.] ไม่น่าจะนำมาใช้ในเวลาที่บ้านเมืองกำลังก้าวพ้นจากเผด็จการอันสืบเนื่องมาจาก รัฐประหาร19 ก.ย.  กฎหมายฉบับนี้เป็นการทำลายบรรยากาศการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างสิ้นเชิงและแสดงถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจแก่ประชาชน ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยและรับหลักการมิได้"
บัญญัติ ทัศนียะเวช สนช.
 
 
            "[ร่าง พ.ร.บ.นี้] ใช้ถ้อยคำที่กว้างจนไม่อาจนิยามได้ หรือกรณีใดๆ ก็อาจใช้กฎหมายนี้ได้ [เพราะ] ไม่มีนิยามที่จะระบุเงื่อนไขต่อการใช้อำนาจเช่นนี้เลย"
 
"[หาก] รับก่อนและแปรญัตติอาจจะมีปัญหา ถึงขนาดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการมีอำนาจถึงขนาดเหมือนเป็นเจ้าพนักงาน สอบสวนด้วย จำเป็นด้วยหรือไม่ อำนาจเจ้าหน้าที่ไปไกลค่อนข้างมาก [อำนาจ] เป็นไปโดยไม่มีกรอบระยะเวลา เหตุใดจึงยกเว้นความรับผิดทางอาญา มันเป็นอย่างเดียวกันการเซ็นเช็คไม่กรอกวันที่ กฎหมายนี้จะอยู่ต่อไปไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ผมอยากให้ใคร่ครวญให้ดี เรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน"
สุรพล นิติไกรพจน์ สนช.
 
 
"อำนาจครอบจักรวาล มันกว้างมากจนกระทั่งจะทำอะไรก็ได้ในอนาคต จะมีผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างมาก ถ้ามันไม่ชัดเจนมันสามารถกล่าวหาใครในห้องนี้ก็ได้ว่าเป็นภัยความมั่นคง เมื่อเราเขียนกฎหมายออกมาอย่างนี้ แล้วเราจะปกป้องประชาชนผู้สุจริตได้อย่างไร [พ.ร.บ.นี้] จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง"
ตวง วรรณชัย สนช.
 
 
            "ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะรักษาความมั่นคง การใช้อำนาจคนที่มีอำนาจต้องมีความรับผิดชอบและต้องมีการตรวจสอบ ไม่งั้นจะเกิดการละเมิด"
วิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ สนช.
 
 
"สองสามวันนี้ ผมนอนไม่หลับ ครุ่นคิดว่าควรรับโดยหลักการไปก่อนไหม [ร่าง พ.ร.บ. นี้] มีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญได้มากในหลายมาตรา และเป็นสัญญาณไม่ดีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง"          
           
"ร่าง พ.ร.บ.นี้ พูดถึงอำนาจหน้าที่อย่างกว้างขวางครอบจักรวาล นิยามยังไม่ชัดเจน หลักการยังไม่ได้ถกให้ตก ลำบากที่จะเห็นด้วยกับหลักการกฎหมายฉบับนี้"
สุริชัย หวันแก้ว สนช.
 
 
"[ร่าง พ.ร.บ. นี้] จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ถึง 10 มาตรา [ในรัฐธรรมนูญ]  ทีเดียว ที่จริงมาตราเดียวก็มากเกินไปแล้ว [อำนาจในการยกเลิก] เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและรายงานข่าวอันนี้เท่ากับทำลายผมทั้งชีวิตเลย"
 
"ผมเกิดมา 59 ปีก็เพิ่งเจอวันนี้ ท่านจะดักฟังโทรศัพท์ อีเมลของผม แน่นอนเลย ถ้าสงสัยว่าผมเป็นภัย"
 
"ถ้าจะทำอย่างนี้ไม่มีพลเมืองใดที่จะให้ตัวแทนของเขาออกกฎหมายปิดกั้น จำกัด"
สมเกียรติ อ่อนวิมล สนช.
 
 
"แทนที่จะแก้ปัญหาเรากลายเป็นสร้างปัญหามากขึ้นหรือไม่"
โสภณ สุภาพงษ์ สนช.
 
 
 
ฟังดูแล้ว ผู้อ่านควรจะคิดต่อ เพราะผลกระทบนั้นจะใหญ่หลวงนัก สำหรับผู้เขียนขอตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ดังนี้
 
หนึ่ง พ.ร.บ. นี้ได้ทำให้สิทธิภายใต้กฎหมายทั่วไป และรัฐธรรมนูญฉบับทหารไร้น้ำยา
 
สอง พวกนักวิชาการ และภาคประชาสังคมที่เข้าไปอยู่ในสภาหุ่นกระบอกนี้ เช่น สุริชัย หวันแก้ว โคทม อารียา สุรพล นิติไกรพจน์ ได้ช่วยเป็นตัวละครประกอบให้กับการผ่านร่างกฎหมายเผด็จการนี้ [โดยรู้ตัวหรือเจตนาหรือไม่ก็ตาม] และทำให้การลงคะแนนรับร่าง พ.ร.บ. ดูมีความเป็น "อิสระเสรี" และ "ประชาธิปไตย" ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรที่เป็นประชาธิปไตยเกี่ยวกับสภานี้ ซึ่งถูกกลุ่มทหารที่ก่อรัฐประหารแต่งตั้งแม้แต่น้อย คนเหล่านี้ได้ทำร้ายประชาชน และสังคม ประวัติศาสตร์จะจารึกถึงแม้พวกเขาอาจจะโหวตต้าน พ.ร.บ. ก็ตาม ว่าพวกเขาคือพวกสมรู้ร่วมคิดชนิดหนึ่ง สมรู้ร่วมคิดให้การผ่านร่างกฎหมายนี้ดูเหมือนมีความชอบธรรม
 
สาม จากนี้ไป ประชาชนคงต้องเสียเลือดเนื้อ เสรีภาพอีกมาก จนกว่าจะสู้มาได้ซึ่งสิทธิเสรีภาพตามที่ทุกคนพึงมี นี่กลายเป็นการถอยหลังลงคลองไปยิ่งกว่ายุคทักษิณหรือยุค รสช. เสียอีก วันพฤหัสที่ 8 พ.ย. เป็นวันแห่งโศกนาฎกรรมของประชาธิปไตยไทยวันหนึ่ง
 
สี่ ทางผู้สนับสนุนทั้งใน สนช. และนอก สนช. อ้างว่า อำนาจสูงสุดจะอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรีที่น่าจะมาจากการเลือกตั้งและเป็น ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.นี้ แถมคณะรัฐมนตรีจะต้องรับทราบ ปัญหาคือ แม้สมัยทักษิณ ซึ่งใครๆ ก็บอกว่า เป็นยุคที่นายกฯ เรืองอำนาจมาก ทหารก็ยังก่อรัฐประหารได้ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่า ตัว รอง ผอ.รมน. ซึ่งตามตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ. จะไม่กลายเป็นผู้กุมอำนาจครอบจักรวาลตัวจริง รัฐธรรมนูญยังฉีกได้เลย นับอะไรกับ พ.ร.บ. สามานย์นี้
 
ห้า ภาคประชาชนควรถามแต่ละพรรคที่กำลังแข่งขันเลือกตั้งว่าจุดยืนต่อเรื่อง พ.ร.บ. นี้เป็นอย่างไร และล่าลายเซ็นต์ล้มกฎหมายนี้รวมถึงกฎหมายเผด็จการอื่นๆ ที่ทำคลอดภายใต้รัฐบาลทหาร
 
หก ดูเสียงโหวต 101 ต่อ 20 แล้ว หมดหวังว่าการแปรญัตติจะนำไปสู่อะไรที่ดีขึ้น เพราะโหวตกี่ที พวกที่อ้างว่า "หวังดี" และไปอยู่ใน สนช. ก็คงแพ้ ดีไม่ดี มันจะแปรญัตติให้กฎหมายนี้เลวร้ายขึ้นอีกด้วยซ้ำไป
 
เจ็ด ประชาชนควรเตรียมศึกษาการใช้กฎหมายความมั่นคงในสิงคโปร์และมาเลเซียให้จงดี เพราะเขากดขี่และละเมิดสิทธิประชาชนกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว หากคุณเท่าทันรัฐและสถาบันสำคัญต่างๆ นั่งๆ นอนๆ เขาก็อาจลากคุณเข้าตารางโดยไม่ต้องขอหมายศาลได้
 
แปด ทหารเตรียมเฮได้เลย (จริงๆ พวกเขาคงเฮไปแล้ว เพราะงบประมาณใช้จ่ายเรื่องความมั่นคงจะเพิ่มจนนับแบงค์แทบไม่ทัน แต่อย่าเพิ่งดีใจจนเกินงาม เพราะสุดท้าย การปะทะกันระหว่างประชาชนผู้รัก ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม จะต้องเกิดขึ้น พวกเขาจะต่อสู้กับกฎหมายเถื่อน ที่ชงโดยรัฐบาลเถื่อน และอนุมัติ โดยสภาเถื่อน เพราะประชาชนคงไม่ยอมเป็นควายให้พวกนี้จูงจมูกไปตลอดชีวิต
 
สุดท้าย ระหว่างนี้ เรามาคั่นเวลาเล่นเกมทายกันไหมว่า ใครและกลุ่มไหนจะโดนอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญภายใต้ พรบ. ความมั่นคงภายใน ลากไปขังทรมานก่อนกัน กลุ่มวิพากษ์เจ้า กลุ่มวิพากษ์ทหาร กลุ่มต้านเผด็จการการเมือง หรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดน
 
คำตอบอาจเป็นว่าใครก็ได้ ที่ต่อต้าน พ.ร.บ. นี้ หรือที่ผู้มีอำนาจไม่ชอบใจ

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์