สอบ 10 ผู้ปีนรั้วบุกสภาฯ ตำรวจอนุมัติขอยื่นให้การเพิ่มภายใน 15 วัน

จอน อึ๊งภากรณ์, ศิริชัย ไม้งาม, พิชิต ไชยมงคล, อนิรุทธ ขาวสนิท, สุภิญญา กลางณรงค์, สาวิทย์ แก้วหวาน, ไพโรจน์ พลเพชร, อำนาจ พละมี, นัทเซอร์ ยีหมะ และสารี อ๋องสมหวัง รวม 10 คน มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียกในกรณีเป็นแกนนำในการบุกรุกปีนเข้าไปในรัฐสภา เพื่อแสดงออกในการพยายามหยุดยั้งไม่ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณากฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นายจอน อึ๊งภากรณ์ นายศิริชัย ไม้งาม นายพิชิต ไชยมงคล นายอนิรุทธ ขาวสนิท นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายไพโรจน์ พลเพชร นายอำนาจ พละมี นายนัทเซอร์ ยีหมะ และนางสาวสารี อ๋องสมหวัง รวม 10 คน ได้มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียกในกรณีเป็นแกนนำในการบุกรุกปีนเข้าไปในรัฐสภา เพื่อแสดงออกในการพยายามหยุดยั้งไม่ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณากฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง เช่น พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร โดยมีประชาชนมาให้กำลังใจอยู่ข้างหน้ากองบัญชาการตำรวจแห่งชาติประมาณ 100 คน


ทั้งนี้ ตามหมายเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุข้อหา 5 ข้อ ประกอบด้วย 1) ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป 2) มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปขู่เข็ญว่าใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และ 3) ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อชีวิตและร่างกาย และ 4) ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น และ 5) ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต


โดยก่อนเข้ารายงานตัว นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำลงไป ถือเป็นการกระทำที่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญและไม่ได้เป็นการทำร้ายใคร ทำโดยสิทธิตามกฎหมายและเข้าใจการทำงานของตำรวจดีที่ตำรวจต้องทำตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเพราะพวกเราทั้งหมดไม่มีเจตนาทำความผิดตามข้อกล่าวหา แต่สิ่งที่ทำไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติโดยรวม


ด้าน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ซึ่งเดินทางมาควบคุมการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนของคณะทำงานสอบสวนนครบาล กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาทั้งหมด 5 ข้อหากับผู้ต้องหาแล้ว จากการสอบสวนเบื้องต้นทุกคนให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำความผิดและขอยื่นเรื่องให้การเพิ่มเติมถัดไปอีก 15 วันซึ่งพนักงานสอบสวนอนุมัติ ส่วนจะมีการสั่งฟ้องใครหรือไม่นั้นต้องพิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ และต้องสอบสวนไปก่อน ในชั้นนี้ยังไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงบุลคลอื่น ส่วนจะมีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา

สำหรับการสอบสวนเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง เวลาประมาณ 13.20 น. ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 10 คนจึงเดินออกมาด้วยสีหน้าย้มแย้ม ไม่วิตกกังวล จากนั้นจึงไปพบกับผู้มารวมตัวให้กำลังใจที่หน้า บช.น. โดยทั้ง 10 คนผลัดกันกล่าวคำขอบคุณผู้ที่มาให้กำลังใจจนครบ และบอกกับผู้ชุมนุมว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ให้การปฏิบัติกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเป็นอย่างดี


"ขอบคุณที่มาให้กำลังใจ ทำให้รู้สึกอบอุ่นแม้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเผชิญ การมาครั้งนี้เป็นการรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหา อาจมีบางคนโดนข้อหาต่างใปบ้างในกรณีการใช้ลำโพงโดยไม่มีใบอนุญาต เราได้ให้ข้อมูลในเบื้องต้น และเราขอเตรียมคำให้การเพิ่มเติมมายื่นภายใน 15 วัน ครั้งนี้เป็นการเข้าพบตำรวจเบื้องต้น" นายจอนกล่าว

ด้านคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ทำหนังสือถึง พลตำรวจเอกเสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องขอความเป็นธรรมและขอให้พิจารณาทบทวนยกเลิกข้อกล่าวหากับผู้นำองค์กรภาคประชาชนที่ถูกกล่าวหาทั้ง 10 นาย เพราะคนเหล่านั้นเป็นผู้ที่อุทิศตนเสียสละ รับใช้ทำงานเพื่อสันติและเพื่อสังคมมาโดยตลอด นอกจากนี้ กฎหมายทั้ง 8 ฉบับที่ภาคประชาชนคัดค้านให้ สนช. หยุดก็ล้วนมีผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ร่างกฎหมายแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกระทบต่อการบริการประชาชน ร่างกฎหมายน้ำ จะกระทบต่อชาวนาและเกษตรกร ร่างกฎหมายจุฬาลงกรณ์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่จะกระทบกับนักศึกษาที่จะเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ร่างกฎหมายความมั่นคงที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และร่างกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ


นอกจากนี้ การชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 50 นั้น ถึงแม้ว่าบางส่วนของผู้ชุมนุมจะเข้า

ไปในรัฐสภา ก็เข้าไปอย่างสงบ ไม่ได้สร้างความรุนแรงและความเสียหายใดๆ เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีและปราศจากอาวุธ เป็นการกระทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยหวังให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติและความเข้าใจอันดีทุกภาคส่วน จึงขอให้ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาทบทวนยกเลิกข้อกล่าวหา เพื่อให้เพิกถอนคดีความดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมกับผู้แทนองค์กรภาคเอกชนในครั้งนี้


ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์