ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านจะนะ ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 พ.ค. นี้


4 มีนาคม 2551 เวลา 09.00 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นัดนายสักกริยา หมะหวังเอียดกับพวกรวม 25 คน ฟังคำพิพากษาคดีดำที่ 1818/2546 คดีแดงหมายเลขที่ 1804/2547 ณ บัลลังก์ห้อง 204 ศาลจังหวัดสงขลา คดีที่นายสักกริยา หมะหวังเอียดกับพวกรวม 25 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพล.ต.อสันต์ ศรุตานนท์กับพวกรวม 38 คน ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ , มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยมีอาวุธโดยมีผุ้กระทำความผิดเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น หรือเป็นผู้ร่วมกระทำการ ,ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย,ร่วมกันก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาโดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซโรงแยกก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 คราวรัฐบาลพล.ต.ทักษิณ ชินวัตรจัดประชุมคระรัฐมนตรีสัญจรที่โรงแรมเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


 


โจทก์ที่ 1 ที่ 13 เป็นชาวบ้านซึ่งอาศัยยู่ในท้องที่ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นผู้จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการดำเนินโครงการก่อสร้างท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซียของบริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย)จำกัด และโจทก์ที่ 14 ถึงที่ 25 เป็นเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณะประโยชน์ หลายองค์กร ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทำงานที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งานพัฒนาชุมชน การสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนได้โดยมีพื้นที่ทำงานตามโครงการดังกล่าวในเขตจังหวัดชายฝั่งทะเล รวมทั้งอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา


 


โจกท์ทั้งยี่สิบห้าฟ้องและแก้คำฟ้องว่าเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 โจทก์ทั้งยี่สิบห้ากับประชาชนซึ่งร่วมกันคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ  และโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ที่บริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย(ประเทศไทย)จำกัด ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยให้ดำเนินการก่อสร้างตามโครงการโครงการในท้องที่ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อได้ว่าผลการดำเนินการจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทรัพยากรท้องถิ่น วิถีชีวิตของประชาชน และสังคมอย่างรุนแรง อันเป็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติที่เสียหายโดยส่วนรวม เดินทางถึงอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มาตามถนนเพชรเกษมจะไปที่สวนหย่อมใกล้อาคารจอดรถโรงแรมเจบี(หาดใหญ่) เพื่อหยุดพักรอยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องให้ทบทวนการอนุมัติโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เมื่อถึงบริเวณวงเวียนน้ำพุโจทก์ทั้งยี่สิบห้าและประชาชนไม่อาจเดินทางต่อไปจนถึงสวนหย่อม เนื่องจากพนักงานตำรวจจัดตั้งแถวและตั้งแผงเหล็กกั้นบนคอสะพานจุติบุญสูงอุทิศ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าและประชาชนจึงหยุดพักบนถนนเพื่อรอตัวแทนของรัฐบาลมาเจรจาต่อรอง


 


โดยจำเลยที่ 3 ผู้บัญชาการเหตุการณ์ขณะนั้นรายงานเท็จและใส่ร้ายโจทก์ทั้งยี่สิบห้าต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้บังคับบัญชาระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันทะลวงแผงเหล็กกั้นเข้ามาประมาณ 30 ถึง 40 เมตร และเริ่มเอากระถางต้นไม้ขว้างเข้าใส่เจ้าพนักงานตำรวจกับใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อม เตรียมขับทะลวงเข้าไป ทั้งนี้จำเลยที่ 3 มุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เชื่อและออกคำสั่งให้ใช้กำลังสลายการชุมนุม จำเลยที่ 1 แบะที่ 2 ซึ่งมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดแจ้งว่าสภาพสถานการณ์ที่จำเลยที่ 3 รายงานให้ทราบนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ทั้งที่สามารถกระทำได้ร่วมกันออกคำสั่งให้ใช้กำลังสลายการชุมนุม จำเลยที่3 จึงออกค่ำสั่งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 38 กับพวกอีกจำนวนหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันดำเนินการสลายการชุมนุมด้วยการใช้ไม้กระบองและโล่เป็นอาวุธทุบตีทำร้ายและผลักดันโจทก์ทั้งยี่สิบห้าและประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นหัวหน้ามีหน้าที่สั่งการทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและในที่ประชุมกันกระทำพิธีละหมาดของโจทก์ที่ 13 และประชาชนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบห้าและประชาชนต้องเลิกการชุมนุม โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 13 ที่ 14 ถึงที่ 17 และที่ 22 ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจประชาชนตื่นตระหนกตกใจทรัพย์สินของประชาชนถูกทำลายเสียหาย และโจทก์ที่ 13 และประชาชนไม่สามารถกระทำพีละหมาดให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ,84,90,157,207,215และ295


 


ศาลมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเฉพาะข้อหาฐานความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 83 ,84,90,157,207,และ295


 


ซึ่งศาลจังหวัดสงขลาได้พิพากษาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 คือพล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ดังนั้นนายสักกริยา หมะหวังเอียดกับพวกรวม 25 คน จึงได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิพากษารับฟ้องพล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ ในฐานรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.สุรชัย สืบสุข รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา กับพวกอีก 37 คน เพราะเป็นตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในวันนั้นด้วย


 


จนกระทั่งเวลา 10.30 น.นายรชต อ่องวิบูล นางเพียงพร วิเศษสินธุ์ ผู้พิพากษาผู้นั่งบัลลังก์ได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษา เนื่องจากทางศาลตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่ายังไม่สามารถส่งหมายนัดให้กับโจทก์ไม่ได้จำนวน 2 ราย อีกทั้งทางศาลไม่ได้ส่งหมายนัดให้ทนายฝ่ายโจทก์ทราบจึงไม่อาจอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ ให้เลื่อนนัดไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในวันที่ 6 พฤษภาคม นี้เวลา 10.00น.


 


นายสักกริยา หมะหวังเอียด กล่าวว่าเหตุที่พวกตนต้องอุทธรณ์คดีนี้ ทั้งที่ศาลจังหวัดพิพากษาฟ้องพล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาในขณะนั้นแล้ว เนื่องพวกตนเห็นว่าพล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ ในฐานรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.สุรชัย สืบสุข รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา กับพวกซึ่งอยู่และปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นต้องรับผิดชอบต่อความผิดที่ได้กระทำและเกิดขึ้นจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงและกระทำเกินกว่าเหตุ เพราะที่ผ่านมาศาลจังหวัดสงขลาและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องกลุ่มคัดค้านและที่สำคัญศาลปกครองสงขลาได้พิพากษาว่าตำรวจกระทำผิดเกินกว่าเหตุและให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายกับชาวบ้าน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนั้น ในความเป็นจริงเมื่อศาลสงขลารับฟ้องพล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาแล้วตั้งแต่ปี47 พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ซึ่งในความเป็นจริงสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลคือพล.ต.ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีในฐานผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในความจริงควรมีคำสั่งพักราชการพล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความผิดที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่กลับรายงานเท็จจริงใส่ร้ายผู้ชุมนุมจนนำไปสู่การสลายการชุมนุม แต่รัฐบาลทักษิณกลับละเลยไม่ดำเนินการใด


 


 

จะชนะ

อยากรู้คำตอบเรื่องการแบ่งปันทรัพยากร ต้องศึกษาเทียบเคียงจากแนวคิดสังคมนิยม

คือ จะต้องศึกษาความสัมพันธ์ทางการผลิต 3 เรื่อง คือ
1.ใครเป็นเจ้าของ (ในกรณีของไทยจะต้องตอบว่า นายทุนและศักดินาเป็นเจ้าของ เพราะกฏหมายกำหนดให้คนมีอำนาจ มีบารมีหรือมีเงิน เข้าเป็นเจ้าของได้ นั่นคือมีสิทธิใช้น้ำได้ )

2.ฐานะทางการการผลิต(พิจารณาแล้วจะพบว่าผู้มีฐานอำนาจนำในการตัดสินใจคือกลุ่มอำมาตย์ ข้าราชการซึ่งรับใช้ชนชั้นทุนศักดินา เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้ใครได้ใช้ทรัพยากร)

3.การแบ่งปันทรัพยากร(ชาวบ้านถูกกีดกันไห้ได้รับส่วนแบ่ง 3 ขั้นตอน คือ1.ไม่แบ่งให้ชาวบ้าน ท้องถิ่นเป็นเจ้าของทรัพยากร 2.ไม่แบ่งอนาจให้ตัดสินใจ(กรรมการ) 3. เอาทรัพยากรไปทำกำไรแล้วก็ไม่แบ่งปันชาวบ้าน)

ปัญหาการตั้งคณะกรรมการโดยไม่ให้ชาวบ้านมีสัดส่วนสูงกว่านี้ มีปัญหา ทุก พรบ. หลายร้อย ฉบับ ล้วนตั้งจากข้าราชการ อำมาตย์เป็นหลัก ปลัดกระทรวง 1 คน เป็นคณะกรรมการในพรบ.แทบทุกฉบับบ ตั้งไขว้ไปมาระหว่างกระทรวง และรับเงินประชุม ผลตอบแทนต่างๆ ทุกฉบับบ วิ่งรอกเซ็นต์ชื่อตลอด

จะสู้กับระบอบอำมาตย์ โปรดอย่ามุ่งแต่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แบบมนุษย์ประเด็นเดียว (NGOs)