สมชาย ปรีชาศิลปกุล : สถานะ และข้อจำกัดของขบวนการสิทธิชุมชนในสังคมไทย


สมชาย ปรีชาศิลปกุล : สถานะและข้อจำกัดของขบวนการสิทธิชุมชนในสังคมไทย


งานรำลึก 100 วัน วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์


เวทีวิชาการ "วนิดากับคนจนและการต่อสู้ของคนรากหญ้า: อดีต ปัจจุบัน อนาคต"


15 มีนาคม 2551


 


 


 


 


 


ถ้าพูดถึงขบวนการประชาชนในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาที่มีอยู่หลายกลุ่ม เช่น ขบวนการเกษตรกร ขบวนการแรงงาน ขบวนการสลัม ซึ่งเคลื่อนไหวในสถานการณ์ประเด็นต่างๆ ในสังคม ผมคิดว่า ขบวนการขององค์กรชุมชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรของตนเองจากการคุกคามของการพัฒนาของรัฐ เช่น ชาวบ้านที่บ้านกรูด ปากมูล จะนะ เรียกโดยรวมว่า "ขบวนการสิทธิชุมชน" เป็นขบวนการที่เข้มแข็งที่สุดในสังคมไทยเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ


 


เราจะอธิบายได้อย่างไรว่า ขบวนการสิทธิชุมชนเข้มแข็ง อย่างน้อยๆ มันมีประเด็นที่เห็นคือ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของขบวนการสิทธิชุมชนที่ชาวบ้านเป็นฐานที่สำคัญ มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ ในหลายเรื่อง นโยบายของรัฐที่ไม่เคยถูกตั้งคำถามเลย ถูกตั้งคำถามเพิ่มมากขึ้น เช่น การสร้างเขื่อน นโยบายพลังงาน การเคลื่อนไหวขององค์กรชาวบ้านทำให้สังคมเห็นว่า โครงการของรัฐมีประโยชน์ แต่ชาวบ้านมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในเชิงนโยบาย มันเริ่มจะเป็นสิทธิความชอบธรรมของกลุ่มองค์กรชาวบ้านในการที่จะตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ที่รุกเข้ามาในท้องถิ่นว่า เขามีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตตนเองมากน้อยขนาดไหน


 


นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ หลายประเด็นได้ถูกทำให้เป็นสถาบัน คือเป็นความสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้แล้ว เช่น เรื่องสิทธิชุมชน เมื่อไรที่มีการสร้างเขื่อนหรือโครงการของรัฐ คำว่า "สิทธิชุมชน" จะถูกดึงเข้ามา ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ในเชิงความหมาย สิ่งที่เรียกว่าสิทธิชุมชนได้ถูกขยายความ ทำให้มีความหมายมากขึ้น อันนี้ไม่ได้หมายความว่าประสบความสำเร็จทั้งหมด บางที่สำเร็จ บางที่ล้มเหลว แต่มันได้เป็นคำๆ หนึ่งที่ชาวบ้านหรือนักวิชาการหยิบมาใช้ได้อย่างมีพลัง


 


ตัวอย่างง่ายๆ ที่เป็นภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลง ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้เขียนเรื่องสิทธิชุมชนไว้ หลังปี 2540 ชาวบ้านหยิบรัฐธรรมนูญมาใช้มากเป็นพิเศษ และได้พบปัญหาว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ เมื่อไม่มีกฎหมายรองรับก็ถือว่ายังไม่มีสิทธิ เมื่อมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2550 ก็ได้มีการตัดข้อความบางอย่างที่เป็นปัญหาสำหรับการเคลื่อนไหวของชาวบ้านคือคำว่า "ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้" อย่างน้อยการเคลื่อนไหวในช่วง 10 ปี มันได้สะท้อนให้เห็นปัญหาในระบบกฎหมายหรือในระดับสถาบัน แล้วเกิดความต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขึ้น


 


ถ้าเปรียบเทียบกับขบวนการอื่นๆ ในสังคมไทยที่เคลื่อนไหวอยู่มากมาย มันมีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น การเคลื่อนไหวของกรรมกร/ผู้ใช้แรงงาน ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายหรือในระดับสถาบันเกิดขึ้นมากน้อยขนาดไหน ผมคิดว่ามีอยู่น้อยมาก ไม่ได้หมายความว่ากรรมกรไม่ได้ประท้วง ประเด็นเคลื่อนไหวของกรรมกรคือ ค่าแรงขั้นต่ำ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ 170-180 บาท โดยที่ไม่สามารถผลักเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในระดับสาธารณะ หรือมีความเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายหรือสถาบันได้


 


ในกรณีคุณ<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />สมบุญ สีคำดอกแค ผู้นำแรงงานที่เป็นโรคปอดฝุ่นฝ้ายจากการทำงานในโรงงานทอผ้า ปอดเสียไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ  คุณสมบุญได้ฟ้องศาลแรงงาน ซึ่งมีสโลแกนว่า "รวดเร็ว ฉับไว เป็นธรรม" เพราะคดีแรงงานถ้าช้า ผู้ใช้แรงงานจะเสียเปรียบ  ศาลแรงงานชั้นต้นใช้เวลาพิจารณาคดีว่าคุณสมบุญเป็นโรคปอดหรือไม่ 8 ปี เมื่อฝ่ายนายจ้างฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานใช้เวลาพิจารณาคดีอีก รวม 2 ช่วง เกือบๆ 11 ปี ก็มีคำพิพากษาที่น่าตะลึงพรึงเพริดมากว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ความว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไปรวบรวมข้อเท็จจริงมาใหม่  ผู้ใช้แรงงานค่าจ้างวันละร้อยกว่าบาท ฟ้องศาลมาแล้ว 11 ปี  


 


ประเด็นนี้ ผมคิดว่าเป็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน แต่ในระดับสาธารณะไม่มีการถกเถียงในเรื่องนี้  การเคลื่อนไหวของกรรมกรไม่มีพลังเท่ากับการเคลื่อนไหวของขบวนการสิทธิชุมชน เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของชาวนาชาวไร่หลังสิ้นสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ในปี 2519


 


สิ่งที่ขบวนการสิทธิชุมชนเรียกร้องในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือ อำนาจในการจัดการทรัพยากรที่ทำให้ตนเองยืนอยู่ในชุมชนได้ แต่สิ่งที่เราจะต้องคิดถึงมากขึ้นคือ กลุ่มหรือชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ในสังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและกว้างขวาง  


 


คนในภาคเกษตรไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการยืนอยู่บนภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียว ต้องทำอย่างอื่นด้วย ในภาคแรงงาน ปัจจุบันระบบการจ้างงานแบบชั่วคราวหรือเหมาช่วงกำลังขยายตัวมากขึ้น  ปรากฏการณ์เหล่านี้ คนที่อยู่ในขบวนการสิทธิชุมชนต้องคิดอะไรมากขึ้น การอยู่ในชุมชนด้วยขบวนการสิทธิชุมชนมันไม่พอ มันกำลังจะเป็นข้อจำกัดของขบวนการสิทธิชุมชนหรือเปล่า...???


 


ขบวนการสิทธิชุมชนได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างแน่นอน แต่ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้การพัฒนารุกเข้ามา ทำให้ระบบการผลิตเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่า เราคงต้องคิดถึงเรื่องอะไรต่างๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น


 


อย่างแรก เราต้องตระหนักว่าความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มันกำลังเกิดขึ้นอย่างมากและมีผลกระทบกับท้องถิ่น การอยู่ในท้องถิ่นอย่างเดียวโดยขบวนการสิทธิชุมชนกำลังเป็นเงื่อนไขที่จำกัดมากขึ้น คือทำให้เราอยู่ไม่ได้มากขึ้น


 


อย่างที่สอง เราควรต้องคิดถึงปัญหาของคนจนในมิติที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเราอาจต้องเผชิญกับมันด้วย ผู้ใช้แรงงานก็คือคนจนอีกกลุ่ม  ซึ่งในสังคมไทย เกษตรกรที่ยากไร้ มักจะกลายเป็นภาคแรงงานที่ยากจน


 


อย่างที่สาม ข้อเสนอขององค์กรประชาชนรวมทั้งขบวนการสิทธิชุมชนเป็นไปในลักษณะที่เรียกร้องต่อรัฐมากขึ้น ในขณะที่มีนัยยะการต่อสู้ทางชนชั้นน้อยลง เราพูดถึงความเป็นธรรมในสังคมไทยน้อยลง  


 


ในอดีต กรรมกรต่อสู้เพราะมีนายทุนกดขี่ ชาวนาต่อสู้เพราะมีเจ้าที่ดินกดขี่อยู่ เพราะฉะนั้นต้องจัดการกับคนที่กดขี่เพื่อสร้างความเป็นธรรมด้วย เช่น ต้องมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน แต่ในช่วงทศวรรษหลัง การเรียกร้องทั้งหมดเป็นการเรียกร้องต่อรัฐ และเป็นการเรียกร้องในเชิงการสร้างกลไกบางอย่าง เช่น ต้องมีรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) EIA ทำมาไม่ดี เราก็วิจารณ์ แต่มีผลกระทบไปไม่ถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง EIA องค์กรประชาชนเรียกร้องอำนาจบางอย่างเพิ่มมากขึ้นจากรัฐ แต่การพูดถึงความเป็นธรรมในสังคมมันหายไป


เมื่อองค์กรประชาชนพูดถึงความเป็นธรรมในสังคมน้อยลง ข้อเรียกร้องต่างๆ บางทีรัฐหรือคนที่มีสถานะก็ไม่ปฏิเสธ เพราะไม่กระทบต่อสถานะของตนเอง  


 


คำถามของผมคือว่า ขบวนการประชาชนที่กำลังเดินหน้าไปโดยไม่แตะเรื่องความเป็นธรรมหรือความเท่าเทียมในสังคม มันจะไปได้ไกลขนาดไหน ข้อเรียกร้อง เช่น รัฐสวัสดิการ สิทธิในการรักษาพยาบาล การศึกษา ฯลฯ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายโดยการเรียกร้องที่ไม่แตะเรื่องความเป็นธรรมในสังคม


 


 


 

เกรียนสาด

ถูกตร้องแล้วครับ อาจานเล็ก

แนวชุมชน แนววัฒนธรรม บางครั้งมันทำให้เราหลงประเด็นการต่อสู้ไปมาก

ต่อสู้เพื่อกบ เพื่อเขียด เพื่อสายน้ำ

มันถูกต้องที่เขาต้องมาลุกสู้ แต่เราอย่าลืมว่าเราต้องดิ้นสู้เรื่องชนชั้น แม่น้ำจะมีเขื่อน กบเขียดจะตาย ก็ต้องดินให้คนทุกคนทั้งในทั้งนอกชุมชน เท่ากัน

อย่าสู้ประเด็นเฉพาะหน้า ปัญญาอ่อนที่นายทุนมันหลอกให้เราเล่นในเกมแคบๆ เบี่ยงประเด็น

โลกจะร้อนขึ้น แต่ถ้าทุกคนไดเผลประโยชน์จากโลกร้อนเท่ากันมันก็ไม่น่าเสียหาย

ต้องสลายชนชั้นก่อน

แม่จัน สันธงชัย

หลายทศวรรษที่ผ่านมา ขบวนการต่อสู้ของประชาชนอาจแยกเป็นสองกระแสหลักตามความคิด(ทฤษฎี)ชี้นำว่าเป็นแบบไหน?

มาร์กซ์ หรือ ไม่มาร์กซ์ ?

หากเป็นชุดความคิดชี้นำแรก ที่ปูพื้นฐานมาตั้งแต่ปรัชญาวัตถุนิยม วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ และวิภาษวิธี ในมุมมองต่อการวิเคราะห์ปัญหาของโลก ของสังคม จึงยึดหลักการต่อสู้ทางชนชั้น และมีมุมมองปัญหาที่โครงสร้าง ที่รัฐ ที่ความไม่เป็นธรรม กดขี่ เอารัดเอาเปรียบ..ซึงเป็นกระบวนทัศน์ที่นำสู่การ "ปฎิวัติ" ทางชนชั้น ต่อรัฐทุนนิยม หรือ ทุนนิยมขุนนาง(หรือที่ยุคนี้ฮิตกับคำว่าอมาตยาธิปไตย) ?

นั่นคือสุ้มเสียงที่ อ.สมชาย ถามต่อขบวนสิทธิชุมชน ใช่หรือไม่ ? ว่า ทำไมละเลยประเด็นความเป็นธรรม ? ทำไมเนื้อหาการต่อสู้ทางชนชั้นเจือจางไป ?

จินตภาพในใจ อ.สมชาย คือ กระบวนทัศน์ของมาร์กซ์ -เลนิน ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ก็ตอบมา อย่าเป็นอีแอบ(อ.ใจ น่าชื่มชมในความกล้าหาญที่กล้ายืนหยัดประกาศตัวว่าเป็นมาร์กซิสต์ที่เปิดเผย)

เอาละ ถ้า อ.สมชาย ยังเขินอาย ไม่เป็นไร ? แต่ ต้องพิจารณาปรากฎการณ์การต่อสู้ของขบวนการประชาชนในแนวทางที่สองให้ชัด..

ขบวนการที่เริ่มจากการต่อสู้ในประเด็นปัญหาเฉพาะของชุมชนท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง ภายใต้การหนุนเสริม "เป็นพี่เลี้ยง" ไม่ใช่ "จัดตั้ง" ของชาวบ้าน ที่ต้องประสบปัญหาเดือดร้อนเฉพาะเหน้า ที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้า ที่หน้าบ้านเขา ข้างหมู่บ้านของเขา ใกล้ท้องถิ่นที่เขาเติบโตและมีวิถีชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขมาแต่เก่าก่อน..

ตื่นเช้าขึ้นมา มีท่อแก๊สมาตัดผ่าน มีโรงงานมาตั้งอยู่ หรือมีเขื่อนใหญ่มาปรากฎอยู่เบื้องหน้า..

วิถีชีวิต วิถีชุมชนท้องถิ่น เปลี่ยนไปในทางที่แย่กว่าเดิม..เขาจึงลุกขึ้นสู้..ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมในสังคมในเนื้อแท้หรือ ? มันต่างอย่างไร กับความเป็นธรรมที่ อ.สมชาย เรียกร้องต้องการจากขบวนๆนี้..

เพียงการลุกขึ้นสู้ของคนที่จะนะ ปากมูล มาบตาพุด ฯลฯ มิได้จับอาวุธ มุ่งสู่การยึดอำนาจรัฐ และพยายามโยงประเด็นเนื้อหาของการต่อสู้เพื่ออธิบายตามหลักการต่อสู้ทางชนชั้นกระนั้นหรือ ?

การเลือกเนื้อหาการต่อสู้ที่เป็นความเดือดร้อนแท้จริงที่ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นประสบอยู่จะๆนั้นมาเป็นประเด็นชี้นำการต่อสู้ และขยายบริบทเชื่อมโยงไปยังกระบวนการจัดการที่เชื่อมโยงถึงรัฐได้ในท้ายที่สุด ยกระดับสู่ประเด็นเชิงนโยบายไปพร้อมๆกับกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่น และชาวบ้านที่ร่วมต่อสู้(จนบางคนอย่างจินตนา เทียบได้ระดับดอกเตอร์แล้ว)

กระบวนการที่คนอย่าง มด อุทิศตนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้ของประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจ ในกระบวนการของการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมต่อสู้ ร่วมรับผลที่เกิด และร่วมเรียนรู้เพื่อยกระดับการต่อสู้ของขบวนการประชาชนนี้ให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงขึ้น เช่นนี้ ใยถึงต้องกล่าวโยงถึงประเด็นเนื้อหาการต่อสู้ทางชนชั้นด้วยเหตุอันใดเล่า ?

ฤ ต้องเป็นไปตามครรลองของ Paradigm ของ อ.สมชาย และ สำนักคิดที่อาจารย์สังกัด ?

ในเมื่อการเริ่มต้นของขบวนการต่อสู้ขบวนนี้เริ่มจากพื้นฐานปัญหาแท้จริงที่ประจักษ์ของมวลชน ก่อตัว ขยายผล และยกระดับการต่อสู้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ก่อผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง เชื่อมโยงสู่การต่อสู้เชิงนโยบาย ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ สร้างการยอมรับของสังคมสาธารณะได้กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีต่อประชาชนดอกหรือ ?

ใยต้องเรียกร้อง กระบวนท่าเดิมๆ ในสุ้มเสียงของ "ความเป็นธรรม" หรือ "การต่อสู้ทางชนชั้น" ในลักษณะแผ่นเสียงตกร่อง..

หากจะสำรวจขบวนการต่อสู้ของประชาชนในแนวทางที่ยึดลัทธิมาร์กซ์เป็นสาธารณะ นับแต่ขบวนของ พคท. และงานจัดตั้งที่ซึมแทรกอยู่ในขบยวนการต่อสู้ของชาวบ้านหลายขบวนที่ไม่ชัดเจนและกลายเป็นท่วงท่าแอบๆซ่อนๆทางความคิด..ในแนวนี้มีขบวนไหน ที่ไปรอดตลอดรอดฝั่ง หรือขยายเติบใหญ่..?

ต่างจากขบวนการต่อสู้ของประชาชนที่เริ่มจากปัญหาจริง โดยตัวจริง(ไม่ใช้สลิง..)และกระบวนการที่ละเอียดปราณีตเน้นการเรียนรู้ มุ่งสู่การตระหนักในประเด็นปัญหาในระดับจิตสำนึก และมีแนวทางหลักที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเสมอกัน..(มด จึงเป็นแม่พระของขบวนปากมูล) ที่แนวทางนี้ ขบวนเช่นนี้ ในรอยยี่สิบปี มีแต่เติบใหญ่ ขยายตัว และส่งผลกระทบเชิงนโยบาย ต่อรัฐ มากมาย เป็นที่ประจักษ์

ข้อเรียกร้องของ อ.สมชาย ในย่อหน้าสุดท้าย สะท้อนว่าการทำงานวิชาการและข้อเสนอเชิงชี้นำขบวนการประชาชนนี้ ช่างห่างเหินจากการร่วมคิด ร่วมต่อสู้ ร่วมเรียนรู้ กับขบวนการต่อสู้ของประชาชนในยุคใหม่(New Social Movement) อย่างแท้จริง...อ.สมชาย อาจไม่ได้สัมผัสกับขบวนสิทธิชุมชนของงานเมืองที่เรียกร้องต่อสู้ในการชูประเด็นเรื่องสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นประเด็นหัวใจที่ตอบสนองความเดือดร้อนในภาพรวมของคนจนเมืองจนถึงคนชั้นกลางในยุคนี้..

การเรียนรู้ในประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าของเขาที่เชื่อมโยงสู่ปัญหาโครงสร้างของรัฐ และเชื่อมโยงสู่โลกาภิวัฒน์ของขบวนการต่อสู้ของประชาชนใหม่ในยุคนี้ มีความลุ่มลึก และก้าวหน้ากว่าความรับรู้ เข้าใจ ของ นักทฤษฎี หรือผู้ชี้ชี้นำ ยุคเก่า ที่ห่างเหินจากการเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ของประชาชนแนวใหม่อย่างยิ่ง..

ขบวนการประชาชนใหม่นี้ ต่อสู้ในประเด็นสาธารณะ และเสนอประเด็นที่เป็น "ธง" ที่ไม่ล่องลอยเป็นนามธรรมเหมือนขบวนการต่อสู้ยุคก่อน ธง ของเขาเป็นภาพรวมที่กระทบถึงการจัดการของภาครัฐ แหลมคมถึงความชอบธรรมของผู้ยึดกุมอำนาจรัฐ ยกระดับสู่ประเด็นโครงสร้าง(การเรียกร้องที่อิงกฎหมาย แม้การสู้เรื่อง E.I.A ก็ถือได้เป็นสู้เชิงโครงสร้าง ในฐานะกฏบัตรกฏหมายที่ออกโดยรัฐ และการศึกษาภายในขบวนสิทธิชุมชนเหล่านี้เขาซึมซับดีกับการครอบงำของทุนข้ามชาติในประเด็นนโยบายพลังงาน เป็นต้น...

ลองพิจารณาทบทวนข้อเสนอของอาจารย์อีกครั้งดีไหม? ว่า เชย บ่ ? และเสนอต่อ อ.สมชายว่าน่าจะเข้าศึกษาแบบคลุกวงในขบวนการต่อสู้ของประชาชนใหม่นี้อย่างจริงจัง อย่าฉาบฉวยผิวเผินแบบมาเช้ากลับเย็น..

จึงน่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อขบวนการประชาชนอย่างแท้จริง.

แม่จ๋า สันดานเดิม

อาวแร้วงาย.... กรูว่าแร๊ว.....!!!
ล่อเป้า.... ล่อเป้าเห็นๆ...!!!!

อาจานเล็ก...ยิ่งสัดตูเยอะอยู่ด้วย...

งานลำลึกเค้ามีเอาไว้ให้ซาบซึ๊ง

กล่าวรำลึก ร้องเพลงแสงดาวลำลึก

กินเหล้าลำลึก เที่ยวลีสอดลำลึก

เที่นวเขื่อนลำลึก กินปาปากมูนลำลึก

นินทาลำลึก ด่าสัดตูลำลึก

สืบพันธุ์ ลำลึก ฯลฯ

กลับบ้านมาก็ "เฮี่ย เหมี๋ยนเดิม...."

อาจานเล็กมันไม่รู้ประเวณี เอ๊ย ประเพณี

ไม่รู้มารยาดสังคม ของActivist
ฝ่ายก้าวหน้า

ถือเป็นการดูถูก"มด"ของเราอย่างร้ายแรง

ต้องวิจาน สามัคคี วิจาน(และนินทา)

จะเอาม๊าก มาเปรียบกับ มด ได้อย่างไร

มด สดกว่าเยอะ!!!

ตอนนี้เรากะลังคิดว่าจะปั้นเธอให้เป็น

วีรสตรี(มาสคอท) ของอะไรดีอยู่

ถ้าแค่เขื่อนก็คงเล็กไป

จะให้เป็นเทพีแห่งสิทธิชุมชนซักหน่อย

นักวิชากานผิวเผินอย่างสมชายก็มาขัคคออีก

ไอ้พวกนักวิชากานที่ไม่ร๊จักมวนชนอย่างลึกซึ้ง

อย่างนี๊ต้อง วิพรากมัน

รุมมันเลยlsko ++++

Thorn

Comment 2

I think the academic world has changed significantly since the 19th century, and those who argue for equality need not to be marxist.

นักศึกษาสังคมศาสตร์

โหย ไม่ต้องมาพล่ามอะไรมากร๊อก แค่หยิบยื่นโอกาสให้กับพวกเขา(คนจน)มั่งแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสั่งสอน ไม่ต้องไปห่วงใยจนเกินพอดี เดี๋ยวจะกลายเป็นไปครอบงำเขา ให้เขาได้ลืมตาอ้าปาก ให้เขามีเงินมีทอง พอเขารวยเดี๋ยวเขาก็ฉลาดเหมือนพวกคุณแหละ โลกนี้ไม่มีใครโง่หรอกคุณ ยกเว้นแต่แกล้งโง่ พวกนี้แสบนัก

คำตอบจากใจจริง

"คำถามของผมคือว่า ขบวนการประชาชนที่กำลังเดินหน้าไปโดยไม่แตะเรื่องความเป็นธรรมหรือความเท่าเทียมในสังคม มันจะไปได้ไกลขนาดไหน "

ตอบนะครับ ผมคิดว่าไปได้ครับอาจจะไปได้ไกลกว่าเมื่อเอาเรื่องความเป็นธรรมมายุ่งเสียอีก นั่นแหละครับตัวขัดขวางการก้าวไกลอย่างแท้จริง

พ่อจาย สันป่าข่อย

ถึงแม่จัน
นิวโชเชียลมูพเม้น นั้นแหละเชยๆๆๆๆๆ
และไม่มีใครคลุกวงในจริง หลอกในนิวโชเชียลมูพเม่นนั้น
มีแต่ครอบงงำชาวบ้านมากกว่า
ไร้การจัดตั้งด้วย และไปปากมูนก็คงเห็นสมาชิกที่ไร้การจัดตั้ง ก็ฟังหมอนิรัน ประสานมฟ๕พิทักษ์ อย่างชื่นชมมากว่าเข้าใจว่าพวกนี้ เจ้าเหล่เพทุบายพอฟฟกับนักกเรมืองที่เขาด่านั่นแหละ55

พ่อจาย สันป่าข่อย

และไอ้โพสเมอเดิ้นๆ โชเชียลมูฟสเม้นนะ ในทางทฤษฎ๊ เขาตีตกมานานแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ เลย
เลนินวิจารร์มาตั้งแต่สมัยปีมะโว้แล้ว
พอสังคมนิยมแบบชาตินิยม พรรคเป็นขุนนางใหม่ ก็เลยฟื้นมาอีกทั้งๆที่ มันไม่สู้กับทุนนิยมได้เลยในทางทฤษฎ๊ ยังสู้แบบแก้ปัญหาไปวันๆๆเท่นนั้นเอง ไม่ใช่ทฤษฎีใหญ่โตใหม่เสียเมื่อไหร่ นายทุนก็เลยไม่กลัวปล่อยให้โชเชียลมูฟเม้นไป ล้าสมัยมานานศตวรรษแล้ว

พ่อจาย สันป่าข่อย

ขบวนปากมูนส่งผลแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตจนรัฐกลัวหลอก อย่าหลอกตัวเองเลย แต่เคารพคุณมดนะ
การต่อสู้ต้องมีทั้งเฉพาะหน้า และระยะยาว ไม่ใช่นามธรรมอะไรหรอก
ไม่เห็นเติบใหญ่ ขยายตัวเลยมันนามธรรมฝันเอาเองของแม่จันเลยมากกว่า
สำรวจดีๆๆอาจจะพบว่า หดตัวลงมากกว่านะ แคบลงมากกว่าด้วยซำคุณแม่จัน
อย่านั่งเทียนฝันเอาเองนะจะบอกให้
การเข้าร่วมขบวนใกล้ชิดขบวน แต่ไร้ความคิด หรือชักจูงความคิดที่ผิด เช่นพันธมติร ก็พาชาวบ้านลงเหวได้เหมือนกันนะแม่จัน
อย่ามาอ้างว่าอยู่ชิดใกล้ขบวนกเลย พวกหลอกขบวน เอาขบวนเป็นเครื่องมือก็มีให้เห็นมิใช่หรือ
คุณแม่จัน สวัสดิการชุมชนที่ว่ากันนะ มันเป็นการขูดรีดตนเอง มิใช่สิทธิที่รัฐต้องจัดการให้ชุมชน
รูสึกว่าคุณแม่จันช่างห่างเหินขบวนมากเลยเลย
หรือใกล้ชิดขบวนแต่ไร้สติปัญญาสร้างขบวนมากว่า ฮิๆๆ