5 อาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ค้านการยุบพรรค

 

อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 5 คน ออกแถลงการณ์เรื่องการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ระบุไม่เห็นด้วยกับการตีความกฎหมายเพื่อยุบพรรคการเมือง พร้อมยกเหตุผล ข้อวิเคราะห์ ประกอบ 11 ข้อ

 

24 มี.ค.51 คณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5 คน ออกแถลงการณ์ เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยระบุไม่เห็นด้วยกับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เพื่อยุบพรรคการเมือง เพราะเท่ากับความผิดของบุคคลคนเดียวนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมากซึ่งไม่ได้ทำผิด การเอาผิดกับบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ บุคคลอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ยังมีผลเสมือนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะ กรรมการการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือก ตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้
 
แถลงการณ์ระบุว่า กลไก ดังกล่าวแม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่า การออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างมาก
 
"คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกัน ในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตาม หลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็น เดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมใน ทางประชาธิปไตย ที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติ ที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมาย ให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับ นี้กว่าสิบล้านเสียง" แถลงการณ์ระบุ
 
ทั้งนี้ คณาจารย์ทั้ง 5 คน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล, อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร 
ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีบทบาทให้ข้อคิดเห็นด้านกฎหมายหลายเรื่อง อาทิ
 
อาจารย์ นิติ มธ. แถลงประณามการรัฐประหารและเรียกร้องให้กลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดย เร็วที่สุด
 
6 คณาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ปฏิเสธร่างฯ 50 ด้วยเหตุ 26 ประการพร้อม 4 ข้อเสนอหากมหาชนไม่รับร่างฯ
 
"คำวินิจฉัยกลาง" ของ 5 อาจารย์นิติฯ มธ. ต่อ "คำวินิจฉัยกรณียุบ พรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญ"
 
 
 
รายละเอียด แถลงการณ์ มีดังนี้
 
 
00000
  
 
แถลงการณ์
เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
 
 
            ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตีความกฎหมายอยู่ในขณะนี้ว่าใน กรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิก ถอนสิทธิเลือกตั้ง การกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรค การเมืองดังกล่าวและต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่ ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่นั้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายเห็นว่าโดยที่ปัญหาดังกล่าวเป็น ปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้ จึงเห็นสมควรที่จะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายให้สาธารณชนได้รับทราบไว้ดังต่อไป นี้
 
๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๗ บัญญัติว่า "ผู้สมัครรับ เลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
 
ถ้าการกระทำของ บุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการ เมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการ เมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง"
 
บทบัญญัติดัง กล่าวข้างต้นได้รับการบัญญัติซ้ำไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง โดยมีถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มาตราดังกล่าวบัญญัติเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า "..ให้คณะ กรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและ กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค การเมือง"
 
๒. พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็น การทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่ง เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย การตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองจึงไม่สามารถทำได้โดยการอ่าน กฎหมายแบบยึดติดกับถ้อยคำเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงหลักการอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอด สิทธิทางการเมืองของปัจเจกบุคคลประกอบด้วยเสมอ
 
๓. หากพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประกอบกับความเห็นของอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่านแล้ว กรณีอาจเห็นไปได้ว่าเมื่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนหนึ่งกระทำการอันเป็น การฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการ ปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐ ธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อ ให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ และกรณีนี้เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจสั่งยกเลิกการกระทำได้ เพราะการกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะต้องวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการ เมืองนั้นทุกคนเป็นเวลาห้าปี มีปัญหาว่าความเข้าใจกฎหมายและการตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ซึ่งดูเหมือน จะเป็นความเข้าใจในหมู่ของบุคคลที่มีบทบาทชี้นำสังคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีอำนาจ หน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่
 
๔. ในทางนิติศาสตร์ การใช้และการตีความกฎหมายไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านถ้อยคำของกฎหมาย หรือการสอบถามความเห็นของผู้ร่างกฎหมาย แล้วให้ความหมายของบทกฎหมายนั้นตามถ้อยคำหรือตามความต้องการของผู้ร่าง กฎหมายเท่านั้น ถึงแม้ว่าถ้อยคำของบทกฎหมายจะเป็นปฐมบทของการตีความกฎหมายทุกครั้ง แต่การตีความกฎหมายก็ไม่ใช่การยอมตนตกเป็นทาสของถ้อยคำ ถึงแม้ว่าความเห็นของผู้ร่างกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนึงประกอบในการ ค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แต่ความเห็นของผู้ร่างกฎหมายก็ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดความหมายของบทกฎหมายบท นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายได้ร่างกฎหมายขัดแย้งกันเองใน กฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายไม่ได้คาดเห็นผลร้ายของการร่างกฎหมายเช่นนั้นขณะ ร่างกฎหมาย ในการตีความกฎหมาย นอกจากจะต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบททางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมในขณะร่างกฎหมายนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและในหลายกรณีอาจสำคัญยิ่งกว่า คือ การพิจารณาระบบกฎหมายทั้งระบบ พิจารณาหลักเกณฑ์อันเป็นเสาหลักที่ยึดโยงระบบกฎหมายนั้นไว้ ตลอดจนพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายบทนั้น (ratio legis) หลักเกณฑ์การตีความดังกล่าวมานี้เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดการ ตีความกฎหมายที่ส่งอันประหลาดและขัดกับสำนึกในเรื่องความยุติธรรม
 
๕. กล่าวเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้าง ต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการ เมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค การเมืองทั้งหมด ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมฝืนต่อสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไป และเท่ากับทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายในประเทศไทยย้อนยุคกลับไปเหมือนกับกฎเกณฑ์ การประหารชีวิตญาติพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นการฝืนพัฒนาการทางกฎหมายของโลกและจะทำให้สถานะทางกฎหมายของประเทศตก ต่ำลงในสายตาของนานาอารยะประเทศด้วย หาใช่ความน่าภูมิใจดังที่มีบางท่านกล่าวอ้างไม่
 
๖. ประเด็นที่ผู้สนับสนุนการตีความกฎหมายเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง ทุกคนและการให้ยุบพรรคการเมือง แม้กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นเพียงคนเดียวเป็นผู้กระทำความผิดอาจหยิบยก ขึ้นอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติ "ให้ถือว่า" พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธี การที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คำว่า "ให้ถือว่า" เท่ากับไม่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นได้ อันที่จริงแล้วการบัญญัติกฎหมายโดยใช้คำว่า "ให้ถือ ว่า" เท่ากับผู้ร่างกฎหมายทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองแล้ว การบัญญัติกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำดังกล่าวจึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็นอย่างยิ่ง และต้องไม่ขัดต่อหลักเหตุผล เพราะมิฉะนั้นผู้ร่างกฎหมายก็สามารถบัญญัติกฎหมายอย่างไรก็ได้ โดยใช้คำว่า "ให้ถือว่า" เสียทั้งสิ้น บทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๙ เป็นตัวอย่างของความไร้เหตุผลในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติ "ให้ถือว่า" การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าการกระทำนั้นจริงๆ แล้วชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่ากับบัญญัติให้การกระทำในอนาคตพ้นไปจากเสียการตรวจสอบในทางตุลาการ ซึ่งขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างเห็นได้ชัด 
 
๗. เมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นโดยฝ่าฝืนกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ในการตีความรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ตีความจึงต้องตีความกฎหมายไปในทางแก้ไขให้สอดรับกับหลักการพื้นฐานของรัฐ ธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งบทบัญญัติที่เป็นคุณ ค่าพื้นฐานและบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียด บทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญย่อมได้แก่ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักราชอาณาจักรที่เป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ในมาตรา ๒๙๑ ห้ามมิให้เสนอญัตติขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญได้ยกคุณค่าของเรื่องดังกล่าวนี้ให้สูงกว่าบทบัญญัติ อื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้บัญญัติให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และบทบัญญัติในมาตรา ๒๙ ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ การจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบ กระเทือนสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ซึ่งย่อมหมายว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำตามหลักความพอสมควรแก่เหตุเท่า นั้น
 
๘. เมื่อพิเคราะห์หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาแต่เฉพาะถ้อยคำย่อมขัดกับคุณค่าพื้นฐานในตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบพรรค การเมืองและการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามหลักการ ที่ตนเองได้ประกาศไว้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค การเมืองที่ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำตามหลักนิติธรรมไม่ได้ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ถือว่าการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งของผู้ สมัครรับเลือกตั้งโดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง นั้นรู้เห็นแล้วปล่อยปละละเลยเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการ ปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญ และจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้น เป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญจำกัดตัดทอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรกว่า เหตุจึงขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กรณีที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขัดกันเองเช่นนี้ องค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายย่อมจะต้องตี ความบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เป็นหลักการ โดยจำกัดผลการใช้บังคับของบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดลง โดยอาศัยเหตุผลตามหลักวิชาที่ได้แสดงให้เห็นโดยสังเขปข้างต้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอน ท้ายจึงมีความเห็นว่า ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูก เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่ได้มีส่วน รู้เห็นด้วย ย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคการเมืองนั้น และเมื่อถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของพรรคการเมืองเสียแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปวิถีทางตามที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุดังกล่าวจึงจะดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นไม่ได้ การใช้และการตีความกฎหมายเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับหลักเหตุผลและหลักการประกัน สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรที่ริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองย่อม มีดุลพินิจที่จะพิจารณาได้ว่าการกระทำของบุคคลหรือของพรรคการเมืองนั้นถึง ขนาดที่สมควรจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองหรือไม่ และหากเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ใช้ดุลพินิจริเริ่มกระบวนการยุบ พรรคการเมืองแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีดุลพินิจในการวินิจฉัยในทำนองเดียวกัน
 
๙. อนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งกรรมการบริหารพรรค การเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการ เลือกตั้ง แล้วจะตีความกฎหมายให้ดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นโดยอัตโนมัติ ผลในทางกฎหมายก็เสมือนกับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีอำนาจยุบพรรค การเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะ กรรมการการเลือกตั้งโดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้ (ซึ่งมีปัญหาอย่างยิ่งในทางทฤษฎี) หากยึดติดกับถ้อยคำตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กลไกการยุบพรรคการเมืองจะตามมาทันที และหากไม่ตีความรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่มีดุลพินิจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงในทางการเมืองว่าใครบ้างที่จะมา ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในระยะเวลาอันใกล้นี้และกฎเกณฑ์การ สรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีความชอบธรรมหรือไม่
 
๑๐. กลไกทางกฎหมายที่ได้รับการออกแบบไว้โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐ ธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่าการออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะ กรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก และเมื่อการใช้อำนาจดังกล่าวส่วนหนึ่งปราศจากการตรวจสอบในทางตุลาการ เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปัญหามาตรฐานของการวินิจฉัยและความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย ตลอดจนความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนั้น กลไกดังกล่าวนี้จะเป็นกลไกที่กระทบกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างปัญหาทั้งทางการเมืองและกฎหมายให้กับประเทศ
 
๑๑. สมควรตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บรรดาบุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแม้บางท่านจะมีความปรารถนาดี ต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็น หลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้ง ฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว
 
คณาจารย์คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันในอันที่จะดำเนิน การแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานา อารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็น เดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวน มากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับ นี้กว่าสิบล้านเสียง ขอเรียนด้วยว่าคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายไม่ประสงค์จะเป็นฝักฝ่ายทางการ เมือง แต่การออกแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นไปเพราะต้องการให้การปกครองประเทศเป็นไปตาม หลักวิชา และมุ่งหวังให้การแก้ปัญหาทางการเมืองและกฎหมายดำเนินไปอย่างสันติและถูก ต้องเป็นธรรมอย่างแท้จริง
 
 
รอง ศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
                                                                        รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
                                                                        อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
                                                                        อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
                                                                        อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
 
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑

 

เจริญ

นับเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่คนระดับอาจารย์ทางนิติศาสตร์อย่างพวกท่านทั้ง5คนยังมองไม่เห็นถึงภัยอันตรายของพวกนักการเมืองเมืองไทยที่นับวันทำทุกวิถีทางที่จะต้องให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพื่อกอบโกยดั่งที่ทุกท่านทราบแล้วว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีธุรกิจใดที่ร่ำรวยเร็วเท่ากับธุรกิจการเมืองอีกแล้ว เพราะฉะนั้นมีทางเดียวเท่านั้นที่จะกำราบพวกที่โกงกินบ้านเมืองจนประเทศไทยติดอันดับ2ของประเทศยอดโกงยอดคอรัปชั่นของโลกไปแล้วนั่นก็คือต้องให้ยาแรงแบบที่เห็นอยู่เท่านั้นแหละครับคนพวกนี้ถึงจะหลาบจำไม่อย่างนั้นแล้วไม่มีทางหรอกครับอย่าเอาความนึกคิดของวิญญูชนอย่างท่านไปเป็นบรรทัดฐานของเพื่อคนพวกนั้นอีกเลย ทำไมไม่ท้วงตั้งแต่ตอนรัฐธรรมนูญคลอดออกมา พอเสียผลประโยชน์หรือกำลังจะถูกลงโทษเพิ่งจะมาโวยวาย ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดีการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ไม่ดีน่ะสิพวกท่านถึงได้รับเลือกเข้ามา ทำไมไม่เห็นโวยวายกันบ้างเลย

คุณ คห.ที่ 1

กรุณาอ่านบทกระทู้ทั้งหมดก่อนวิพากษ์วิจารณ์ อจ.ทั้ง 5 ได้แสดงความเห็นตั้งการปฏิรูปของกลุ่มผู้ใช้อาวุธยึดอำนาจ การต่อสู้ทางประชาธิปไตยต้องด้วยอำนาจประชาชน ความขัดแย้งทางความคิดไม่ใช่เป็นความแตกแยก กรุณาเข้าใจด้วยอย่าได้มองในแง่ร้ายเกินเหตุ จริงแล้วประชาชนทุกครต้องช่วยกันขจัดนักการเมืองที่ไม่ดีออกจากระบบ เมื่อเขาเข้ามาในระบบแล้วด้วยความเห็นคนส่วนใหญ่แล้วต้อง เคารพ ประชาชนปัจจุบันเกิดการเรียนรู้มากขึ้นแล้ว พวกใช้อาวุธยึดอำนาจเพราะต้องการอำนาจที่เป็นประโยชน์พวกตนคือตำแหน่งหน้าที่ที่ฝ่ายการเมืองกำลังจะถอดถอนเพราะประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ใช่เพราะการเมือง แต่การเมืองเป็นเครื่องมือที่นำมาอ้างความชอบธรรม จึงทำให้เห็นว่าดีแล้วถูกแล้ว อย่าหลงประเด็น

สงสารธรรมศาสตร์

โอ๊ยตายแล้ว รบงานทักษิณอีท่าไหนมานี่ จะบอกว่ายึดหลักวิชาที่แท้ก็ฝ่ายกฎหมายระบอบทักษิรนี่เอง เผปยตัวชัดๆ เถอะวรเจตน์ เอาอย่างวรพล สิกล้าดีไม่อีแอบ เดี๋ยวโบนัสตามมา
จำไว้ว่าข้อเสนอนี้จะไปสู่ความแตกแยกรอบใม่ พวกคุณทั้ง 5 จต้องรับผิดชอบหากมีฆ่าหมู่กลางเมืองเพราะความไม่รับผิดชอบ

สงสารธรรมศาสตร์

โอ๊ยตายแล้ว รบงานทักษิณอีท่าไหนมานี่ จะบอกว่ายึดหลักวิชาที่แท้ก็ฝ่ายกฎหมายระบอบทักษิรนี่เอง เผปยตัวชัดๆ เถอะวรเจตน์ เอาอย่างวรพล สิกล้าดีไม่อีแอบ เดี๋ยวโบนัสตามมา
จำไว้ว่าข้อเสนอนี้จะไปสู่ความแตกแยกรอบใม่ พวกคุณทั้ง 5 จต้องรับผิดชอบหากมีฆ่าหมู่กลางเมืองเพราะความไม่รับผิดชอบ

wsed

เห็นด้วยกับอาจารย์ทั้ง 5 และ คห.ที่ 2

[emo17.gif]

ทำผิดไม่ต้องรับ

ทำผิดแก้กฏหมายให้ไม่ต้องยุบ แล้วก็ลอยแพคนที่ทำผิด ส่วนพรรคการเมืองที่เสียประโยชน์ก็เอาขึ้นหิ้งวไ้ให้คนกราบไหว้เพราะบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฟอกตัวซะขาวจั๊วเลย

==

ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ อ. วรเจตน์ ที่ มธ. เห็นว่ารับฟังได้สำหรับความเห็นในทางวิชาการ แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบอคติเล็กๆ น้อยๆ ในความเห็น ผมติดตามความเห็นของอาจารย์มานานแล้ว ชื่นชมในความสามารถทางวิชาการ ไม่สังสัยในความปราถนาดีและการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์ค่อนข้างมีอคติในเรื่องนี้ เห็นได้จากในแถลงการณ์เป็นการนำเสนอความรู้ทางวิชาการ ความเห็น และข้อเท็จจริงประกอบกัน โดยทั้งสามส่วนนั้น ตัดมาเพียงบางประเด็น รวมกันเป็นแถลงการณ์ฉบับนี้
อีกข้อสังเกตุคือ แม้มีเจตนาโดยสุจริต แต่ในความเป็นจริงก็รู้อยู่ว่าฝ่ายใดได้ประโยชน์จากแถลงการณ์นี้ และแถลงการณ์ในตอนท้ายที่รณรงค์ให้พรรคการเมืองกระทำการ ดูไม่ค่อยดีเลย

ธรรมศักดิ์

คำว่าอคติ กับทัศนคติ เห็นว่าแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

ปกติคนเราจะต้องมีทั้งสองอย่างแน่นอน แต่จะพิจารณาว่าอย่างไรเป้นอคติหรืออย่างไรเป้นทัศนคติจะต้องใช้เวลาและติดตามตัวตนของบุคคลนั้นๆพอควร

คำตอบเรื่องนี้ ในทัศนของผม ก็คือ อาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้งห้าท่าน มีทัศนคติเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแบบสากลนิยม พูดแบบชาวบ้านให้เข้าใจก็คือ ท่านฝักใฝ่ระบอบประชาธิปไตย แลพิจารณาองค์รวมของระบอบประชาธิปไตย คือ มองแบบภาพกว้างและลึก จึงปราศจากอคติแน่นอน
สำหรับอคติ หลักง่ายๆมักจะพิจารณาได้จากการหยิบยกรายละเอียดใดรายละเอียดหนึ่งแล้วนำมาเป้นเหตุผลของเรื่องทั้งหมด กล่าวคือ เอาปัญหาเล็กๆน้อยๆ มาเป้นองค์เหตุผลเพื่ออธิบายองค์รวม
การที่คนไทยมักเจือปนอคติได้ง่าย เป้นไปโยมิได้ตั้งใจและไม่รู้ตัว เนื่องจาก แต่ละคนก็ล้วนแต่มีภาระตันตนและครอบครัวพอสมควร จึงถูกสื่อครอบงำและชี้นำความคิดให้สรุปอะไรๆ ได้ง่าย
ยิ่งสังคมซับซ้อนและสับสนมากขึ้นเท่าไร สื่อก็จะมีความหมายและความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
สติมา ปัญญาเกิดครับ

ยุบเลย

ยุบเลย ยุบเร็ว ๆ นะ ยุบแล้วก็ตั้งใหม่ได้ เขาพวกกันอยู่แล้ว ดีไม่ดีจะรวมพรรคกันด้วยซ้ำ การแก้ปัญหาแบบป่วนนี้มีแต่เผด็จการเท่านั้นที่กล้าทำ ประชาชนเขาเลือกมาตั้งกี่สิบล้าน ไม่เคยแคร์กันเลยนะ ไม่ทราบว่าประเทศนี้ทำบาปอะไรมา ประชาชนถึงต้องมารับกรรมซ้ำซาก ไม่ได้ผุดได้เกิดเสียที เลือกตั้งกันทีละกี่พันล้าน ทั้งยกเลิกการเลือกตั้งทั้งยุบพรรคแล้วยุบพรรคอีก เห็นประชาชนเป็นผักปลาหรือไง จะเข่นฆ่าต้มยำทำแกงคนของเขายังไงก็ได้

บอย

การแสดงจุดยืนของอาจารย์ทั้ง 5 ท่าน เป็นเรื่องที่ควรแสดงออก เพราะกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ มาจากกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ไดมาจากพื้นฐานที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่

เสรีชน

เห็นด้วย ทั้งที่ไม่ต้องอ่าน ก็เห็นด้วย เนื่องจากกฏเกณฑ์ที่สร้างขึ้นในช่วงรัฐประหาร ไม่ชอบด้วยอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด เป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย

มิใช่อำนาจที่มาจากช่วงความเป็นรัฐเถื่อน อำนาจเถื่อนจากพวกตุลาเกินทั้งหลาย

นองเลือดแน่นอน หากจำเป็น ก็ต้องปลดปล่อยให้รัฐเป็นอิสระ จากอำนาจมืด

ไสหัวไปไอ้พวกโง่ที่จะต้องถูกกวาดล้างแน่นอน

เทพสัญจร

ข้ออ้างทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้สังคมไทยได้ในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงควรจะต้องดำเนินการหากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยส่วนรวม การอ้างว่าได้ตราเป็นกฎหมายหรือผ่านการรับรองประชามติแล้วนั้นเป็นการอ้างที่ตื้นเขินและชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดที่แคบและจำกัดมากๆ

กฎหมายหรือกฎระเบียบที่ขัดต่อการพัฒนาชาติให้ได้มาถึงซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชชนต้องเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการแก้ไขทันที

เทพสัญจร

สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโดยเฉพาะสถาบันการเมืองนั้นควรสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งแต่มีข้อกำหนดให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ

การออกกฎหมายทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดปัญหามากกว่าเดิมและผิดหลักการบริหารเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่มีแนวความคัดการแก้ปัญหาแบบนี้ชี้ให้เห็นอคติภายในใจอย่างชัดเจน

ถ้าทุกคนยังไม่สามารถยอมรับถึงข้อดีข้อเสียของรัฐบาลทักษิณและความเสียหายจากการรัฐปหารกับความเสื่อมเสียของรัฐบาลจริยธรรม(ปลอมๆ?)ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและนำมาเป็นบทเรียนและแนวทางในการวางนโยบายในการพัฒนาประเทศในอนาคต ประเทศไทยก็คงตกอยู่ในห้วงมรสุมต่อไปไม่จบสิ้น

evan

เห็นด้วยกับอาจาริย์ทั้ง5ท่านและสนับสนุน
เต็มที่

ก็อปปี้มาค่ะ

อะไรจะทำให้ท่านชูวัส คมคายได้ปานฉะนี้ ขอคารวะปฏิวัติจริงๆ วางเกมส์วางประเด็นได้ถูกกาละเทศะ

เรื่องการต่อสู้ของพรรคพลังประชาชน ก็ขอเชียร์สุดๆ และเคารพท่านทักษิณและท่านสมัครที่กล้าหาญนำพาประเทศสอดคล้องกับกระแสหลักของโลก และกระแสสังคมได้ดี

ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ก็เห็นด้วยที่จะต้องจดทะเบียนพรรคเสียให้ถูกต้อง

หรือถ้าไม่จดทะเบียนพรรคเพราะ กกต.ไม่รับจด ให้ด้วยเหตุที่ชูเศรษฐกิจสังคมนิยม หรือชูประชาธิปไตยแบบไม่เอาเจ้าก็ตาม...ขอจงอย่าออกมาจดทะเบียนเลยนะขอรับ ..ง เสียยี่ห้อหมด

เลนิน และคนรู้จริงเรื่องคอมมิวนิสต์เขายอมรับไม่ได้กับศักดินา

แต่นายทุน หรือทุนนิยมยังพอคุยกันได้ตามระยะประวัติศาสตร์

อย่างช่วงนี้ พรรคคอมฯ กับพรรคนายทุนร่วมมือกันได้ 1000% เพราะมีนโยบายสร้างชาติและเศรษฐกิจด้วยประชาธิปไตยด้วยกัน

จับมือกันได้ และต่างเป็นอิสระไม่ตีหัวหรือแทงข้างหลังกัน

พรรคชนชั้นนายทุนเป็นพรรคเปิด สู้ทางรัฐสภาและเกาะขอบอำนาจรัฐ ได้เป็นรัฐบาลบอนไซ เป็นลูกกรอกอยู่ในขณนี้ เพราะชนชั้นนายทุนไม่มีอำนาจที่แท้จริง แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม ต้องเป็นนายกในคาถาอาคมและยอมรับใช้บางครอบครัวเท่านั้น

แต่พรรคคอมมิวนิสต์ .. อย่าออกมาสู้ทางรับสภาอะไรในช่วงนี้เลย พรรคนายทุนยังสู้ไม่ได้ ...ต้องพรรคอำมาตย์ศักดินาแบบ ปชป.ผู้ยอมรับใช้และคอยกระดิกหาง ก็ทำได้เท่าที่มีใบสั่งจากศักดินาให้ทำเท่านั้น

ทำงานใต้ดินดีกว่าครับ เป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไหนที่สู้ด้วยการประชุมตามโรงแรม สนามหลวง หรือห้องประชุมในมหาวิทยาลัย แล้วจะได้ไปนั่งในสภา

โดยทั่วไป พรรคคอมมิวนิสต์มีแต่สร้างพรรคจากชุมชนคนทุกข์ยาก กรรมกร และปัญญาชนที่ฉลาดเท่านั้น

เลขาธิการพรรคฯตัวจริง ก็อย่าให้คนรู้ทั่วไป อย่างเช่น เนปาล กว่าเราจะรู้ว่าใครคือเลขาพรรค ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ ก็มีกองกำลังคนจนมากกว่า 80%

จริงนะจะบอกให้

คำคม "เนื้อที่อยู่ในปากสุนัขนั้น ไม่มีเลยที่สุนัขจะคายเนื้อออกเอง ฉันใด ก็ฉันเพล เราจะไหว้หมา หรือจะตีหมา ฮิฮิ

ลุงชิต.. ตอบว่าไหว้หมาดีกว่า ป้าผึ้งบอกว่า นั่งโต๊ะร่วมเสวยกับหมาดีกว่า

ชัดเจน

[emo12.gif]

เสรีชน

ขอให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และจงเจริญ

อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชนชาวไทยเท่านั้น ไม่ใช่ของสากดินา หรือตุลาเกิน นักวิชาการขายตัวใดๆ ทั้งสิ้น

ประจันดา

เสนอให้ยุบครับ แล้วมาทำใต้ดินดีกว่า สังคมนี้ชอบอะไรที่ซุกอยู่ใต้ดินครับ

สุกัญญา

เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน. 50 เพราะ
1.รธน. ไม่ได้มาตามครรลองประชาธิปไตย
ทำไม คปค. เลิก รธน. 40 ได้ ใช้เหตุผลใดรองรับ
2.การลงประชามติรับ/ไม่รับร่าง ผู้ร่างและ รัฐบาล ได้รับรองว่า ให้รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลังได้
3.รัฐบาลยุคนั้นใช้วิธิการขู่โดยนัยว่าถ้าไม่รับอาจจะใช้รธน. อื่น (ที่พูดว่า สิ่งที่แบให้ดูในมือ กับสิ่งที่ซ่อนไว้-สุรยุทธ์เคยกล่าว)
4.เชื่อถือในหลักการของ อ.วรเจตน์ และไม่เห็นด้วย กับวิธีการเหมาเข่ง และลงโทษย้อนหลัง (เช่น เมื่อวานบอกว่า ดูดฝิ่นไม่ผิด วันนี้บอกว่าผิด เพราะฉะนั้น ต้องเอาคนใน ร.ศ. 127 มาลงโทษย้อนหลัง)

ชราชน

lสนับสนุนครับ

ตุลาการ รธน ที่ยุบพรรค ทรท ต้องชดใช้ความเสียหายให้กับสมาชิกพรรค ทรท 14 ล้านคน ในการละเมิดสิทธิการรวมกลุ่มทางการเมืองขั้นพื้นฐานของประชาชนครับ

กกต ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับสมาชิก 3 พรรคการเมืองที่เสนอยุบด้วย

กฎหมายที่กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งทำผิดต้องยุบไปหมดทั้งพรรคมันผิดมาตั้งแต่ต้น เช่น กรณี ทรท สมาชิกพรรค 14 ล้านคนถูกละเมิดสิทธิด้วยความผิดอะไรกัน แล้วการกล่าวหาความผิดเกิดกับกรรมการบริหารพรรค 2 คนแล้วกรรมการบริหารพรรคอีก 109 คนทำผิดอะไร ตุลาการ รธน ละเมิดสิทธิประชาชน 14 ล้าน 109 คนไปแล้ว เพราะความผิดของกรรมการบริหารพรรค 2 คน

ถ้าจำได้มีนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ขโมยเพชรซาอุมา เมื่อไรตุลาการภิวัฒน์จะยุบประเทศไทยละครับ หรือการขโมยเพชรซาอุไม่ผิดกฎหมาย ถ้าไม่ผิดก็ไม่น่าจับป๋าชลอขังคุกสิ แต่ถ้าคนไทยทำผิดจะอ้างว่ารัฐบาลไทยไม่ต้องรับผิดชอบคงไม่ได้นะครับ ด้วยระดับคุณธรรม จริยธรรม ของตุลาการภิวัฒน์ทั้งหลายคลไม่สนับสนุนให้คนไทยโกงต่างประเทศหน้าด้าน ๆ ต่อไป ควรยุบเลิกประเทศไทยไปด้วยสิครับ เพราะการละเมิดสิทธิประชาชนไทยทั้ง 65 ล้านจากการกระทำผิดของคนไทยบางคนเป็นหลักเหตุผลเดียวกันนี้ ถ้ากฎหมายไม่มี ก็ให้พลเอกสนธิ บัง ออกประกาศคืนนี้ว่า ฉบับที่ 1 ปฏิวัติ ฉบับที่ 2 ให้อำนาจ กกต ยุบประเทศไทย ถ้าพบว่ารัฐบาลไทยปล่อยปละละเว้นให้คนไทยมีการทุจริต ป๋าชลอเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงและรัฐบาลไทยกว่าสิบปีที่ผ่านมาต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น จึงต้องยุบประเทศไทยเพื่อลงโทษทางการเมือง ง่ายนิดเดียวเอง

อย่าลืมว่าคนงานไทยหลายแสนคนตกงานจากซาอุ และเมื่อสองปีก่อนซาอุก็เป็นหนึ่งในสามประเทศที่ไม่ส่งคนมาร่ามงานฉลองใหญ่ในประเทศไทย แบบนี้ไม่ยุบประเทศไทยจะได้หรือครับท่านตุลาการภิวัฒน์ทั้งหลาย

สุกัญญา

จะไปร่วมลงชื่อเห็นด้วยกับการแก้ รธน. 50 ที่ ม.จันทรเกษม 29 มี.ค. 51ค่ะ

จิตประไพ โสภาวันดี

1ใสนับสนุน ค่ะ
ดิฉันก็ไม่เห็นด้วย กับการยุบพรรคการเมือง
แต่เห็นด้วยให้ลงโทษตัวบุคคล ที่กระทำความผิด
2. แก้ไข รธน.50 เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอเวลา แม้จะ "เพิ่งใช้" ก็ตาม หรือไม่ก็ ฉีกทิ้ง ไปเลย เพราะเป็น "ผลผลิต" ของ คณะรัฐประหาร

จบข่าว

เมืองนี้..บ้านนี้..มีอะไรแปลกๆ
เมื่อมันไม่เหมือนชาวโลกเขา

ก็น่าจะแหวกแนวให้ไกลไปเลย
ออกกฎหมายบังคับให้ซื้อเสียง

เข้าคูหา..กาบัตร....ให้มีต้นขั้ว
นำไปขึ้นเงินกับพรรคการเมือง

ที่ตนเลือกเอาว่าเสียงละ1,000
มันจะได้จบเรื่อง...ที่ทะเลาะกัน

นักเลือกตั้งก็ไม่ต้องลงเงินแล้ว
ไม่ได้เสียง...เช่นทุกวันนี้......

อย่าดัดจริตกันเลย..ทุกวันนี้เนี่ยะ
มันก็.........ซื้อทุกพรรคนั่นแหล่ะ

J o r n

มันเป็นเรื่องเบสิก มากๆ

ทำผิดคนเดียว ลงโทษคนจำนวนมาก
ผิดหลักยุติธรรมชัดเจน เรื่องนี้เข้าใจง่าย

อาจารย์นิติท่านอื่นที่ไม่ได้ร่วมแถลงการณ์
ต้องพิจารณาตัวเองอย่างเร่งด่วน

คุณ...ข้าศักดินา

สามัคคีประชาไท ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ฉบับปี 2550 (ฉบับคุณข้าศักดินาไทยเผด็จการอำมาตยาธิปไตย)

boy

ชื่นชอบอาจารย์ทั้ง 5 ท่าน
โดยเฉพาะอ.วรเจตน์
และอ.ปิยบุตร

ขอให้ท่านทั้งสองยึดมั่น
ในระบอบประชาธิปไตย
และหลักนิติรัฐ ตลอดไป
ให้สมกับความเป็นนักกฎหมายมหาชน

แล้วชื่อของท่านจะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ ในฐานะ
เสาหลักแห่งระบอบประชาธิปไตยตัวจริง

หงอกชาย

ข้อยล่ะกลัวจริง เมื่อใดอ.4-5 ท่านนี้ออกมา ผลเป็นต้องกลับกันกับที่ท่านเรียกร้องทุ้กที งานนี้คงเสร็จอีก [emo3.gif]

แต่ท่านก็ต้องแสดงจุดยืนยึดมั่นในธรรมต่อไปครับ สนับสนุนๆ ช่วยให้ความรู้และเป็นหลักให้พวกเราต่อไปเรื่อยๆครับ [emo2.gif]

จีวีแบล็ก

ส่วนตวัคิดว่าไม่ควรยุบหรอกครับเพราะมันเป็นการขัดขวางการเข้าถึงประชาธิปไตยของประชาชน พรรคการ เมืองตั้งยากแล้วยุบง่ายแถมโทษเยอะคิดดูนะครับกับความเสี่ยงขนาดนี้ยังมีคนอยากมาเล่นการเมืองคิดว่าน่าแปลครับ

แก้ด่วน

เห็นด้วยอย่างยิ่ง และต้องรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับโจรของอีแอบที่มีจิตใจชั่วช้า แอบอ้างตัวเองเป็นคนดีมีจริยธรรมและคุณธรรม แต่แท้จริงตนเองเลวทรามต่ำช้าชอบไม่ป่าเดียวกัน ชอบเด็กๆขาวๆล่ำๆ สร้างภาพไม่เว้นแต่ละวัน แม้แก่จนใกล้เข้าโลงแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยกิเลส ราคะ มือถือสากปากถือศีล
เห็นกันชัดๆว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาเพื่อทำลายใครและเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองบางพรรค ปชช กลับถูกหลอก ต้มจนเปื่อย โดยเฉพาะคนกทม ที่แสนซื่อบื้อ คิดว่าตนเองฉลาดกว่าคนบ้านนอกคอกนา แต่แท้ที่จริง กลับไร้ปัญญา ไหวไปตามลมพัด

เห็นด้วย

เห็นด้วยที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทหารกับพวกศักดินามันไม่อยากให้การเมืองเข้มแข็งมันวางยาไว้ทั้งโฆษณาชวนเชื่อว่านักการเมืองมันเลวโกงกินผมว่าที่โกงมากที่สุดคือทหาร

aa

ขอชื่นชมอาจารย์ทั้ง 5 ที่กล้าหาญในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ในหลักการประชาธิปไตยที่บ้านเมืองควรจะเป็น

หนูแดง

ขอแสดงความชื่นชมอาจารย์ทั้งห้าที่กล้าออกมาแสดงความเห็นทางวิชาการในช่วงเวลาที่สังคมแบ่งเป็นฝักฝ่ายแบบนี้ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ [emo1.gif]

tinnawat

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ จาก อาจารย์ ต่างจังหวัด

SRIUDORN

๐ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีคนคัดค้านหากเป็นการแก้ไขโดยมีเจตนาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ใช่แก้เพื่อปกป้องหม้อข้าว หรือเพื่อฟอกความผิดตัวเอง โดยเฉพาะมาตรา 237 เพื่อหนีคดียุบพรรค ประเด็นนี้มีแถลงการณ์เรื่องการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และ อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร ออกมาในทำนองสนับสนุนให้มีการแก้ไข โดยแถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุว่า...พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยประเทศ การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกัน เพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย...๐ แถลงการณ์ของอาจารย์กลุ่มดังกล่าวยังระบุในตอนท้ายตอนหนึ่งว่า "...การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดย เทคนิคทางกฎหมาย ให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ...๐ ประชาชนไปใช้สิทธิเสรีภาพในการไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับ "การรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันขาดเสียมิได้" แต่อาจารย์กลุ่มดังกล่าวกลับบอกว่าเป็นการ "บีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมาย" แต่หากเมื่อมีการยุบพรรคการเมือง อาจารย์กลุ่มนี้กลับระบุว่า "การยุบพรรคการเมือง นอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการวมตัว" เลยสงสัยว่าตามความหมายของอาจารย์กลุ่มนี้ สิทธิเสรีภาพประเภทไหนถึงจะเป็นรากฐานในการพัฒนาประชาธิปไตยกันแน่...๐

Joo

ในขณะที่ข้าวยากหมากแพง ราคาข้าวส่งออกใกล้จะพุ่งไปแตะ 1,000 ดอลลาร์ต่อตันเข้าไปแล้ว ราคาน้ำมันขึ้นๆ-ลงๆ ทะลุหลัก 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วิกฤตการณ์ระบบการเงินโลกสร้างแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน และระบบดอกเบี้ยภายในประเทศ ชนิดเต็มไปด้วยอัตราเสี่ยงกันโดยตลอด ภาวะภัยแล้ง หรือกระทั่งภาวะความไม่สงบในภาคใต้...ฯลฯ ยังคงคุกคามซ้ำเติมราษฎรอย่างเป็นระลอก แต่สิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น ปัญหาเร่งด่วน ระดับ วาระแห่งชาติ ของผู้ปกครองในระยะนี้...กลับเป็นกรณีว่าด้วยเล่ห์เหลี่ยมในการ เอาตัวรอด ของผู้ปกครอง...หรือการหาทาง แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ต้องเกิดรายการ ยุบพรรค อันเนื่องมาจากอาชญากรรมทางการเมืองของคนในพรรคตัวเองเป็นหลัก

อะตอม

ครับอ่านแล้ว แถลงการณ์ของอ.ทั้ง5มีประโยชน์มากในการที่เราจะหาตัวตนความเป็นคนไทย ให้ได้กับความพยายามออกแบบประชาธิปไตย ของเราตอนนี้ผ่านรัฐธรรมนูญ

ผมเข้าใจเจตนาคนร่างต่อประเด็นนี้(ยุบพรรค) เพราะโจทย์มันคือกระบวนการเข้าสู่อำนาจแบบไทยๆ มันมีปัญหาที่ระบบตัวแทนหรือพรรคการเมือง(แต่ไม่ใช่ทั้งหมดจึงไม่ควรเหมาเข่งตี)

ตัวปัญหาจริงๆคือโครงสร้างพรรคการเมือง,โครงสร้างสังคมไทยฯลฯ แต่เราดันไปออกแบบ ป้องกันที่ปลายเหตุแค่ที่กระบวนการการเข้าสู่อำนาจภายใต้กติกาของระบบตัวแทน แบบเรา

ดังนั้นแนวคิดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่ถูกจุดและพยายามบิดเบือน ข้อเท็จจริงของปัญหาระดับต้นน้ำ ที่โครงสร้างระบบพรรคการเมือง

การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยพยายามสะกัดการเข้าสู่อำนาจ ผ่านปากประตูทางเข้าที่เครื่องมือแบบการยุบพรรค หลักคิดใช้ได้ถึงดี แต่มันไม่ถูกจุดและปลายเหตุ จนถึงบิดเบือน หลักการณ์ทางยุติธรรมเกินไป

เพราะกระบวนการยุติธรรมนั้นกรอบมันไม่ควรติดอยู่แค่วิธีคิดแบบนิติฯ มันก็จะเกิดกรณี

"""เขียนออกแบบเวทีให้คนตีกัน"""ได้

เพราะ เขียนกฎหมายไม่สอดคล้องกับตัวตนหรือข้อเท็จจริงของปัญหา

กระบวนการยุติธรรมนั้นมันไม่ได้ติดกรอบแค่ตัวบทกฏหมาย แม้แต่รัฐธรรมนูญเอง การเขียนกฎหมายที่ผิดหลักยุติธรรม มันก็จะไม่ยุติโดยธรรม

เพราะเนื้อหาของกฎหมายที่ว่าด้วยการยุบพรรคนี้ ผิดหลักการณ์ของฐานความผิด ของบุคคล เหมือนเจตนาเหมาเข่งทุบเหมาเข่งตี พ่อผิดลูกก็ต้องตายด้วย

หรือคนในบ้านหนึ่งคนผิด จึงไม่มีสิทธิในการมีอยู่ของบ้านหลังนี้และคนในนั้น มันบิดเบือนฐานความผิดของแต่ละบุคคล

แม้เจตนาจะดีในหลักการณ์หรือเป้าหมายแบบหนึ่ง(สกัดการเข้าสู่อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง) แต่ต้องมาตรวจสอบวิธีการด้วยว่ามันถูกต้องหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ของตัวตนปัญหาทั้งโครงสร้างไหม คุณภาพการเข้าสู่อำนาจ มันควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง โครงสร้างการรวมพรรคคุณภาพของคนเลือกคนเข้าใจหรือคาดหวังในกระบวนการทางประชาธิปไตย

แบบไทยๆทั้งรากหญ้า,กลางยอดปิรามิด มีความเหลือมล้ำในความเข้าใจคาดหวังในกระบวนการทางประชาธิปไตย มันเป็นอย่างไรบ้าง

ทั้งหมดมันคือตัวตนในองค์ประกอบของคุณภาพการเข้าสู่อำนาจของระบบตัวแทนของสังคมไทยทั้งสิ้น แต่เราจะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงของปัญหาเอาแค่มาเตะสกัดแค่ปากประตูทางเข้า แบบเหมาเข่งตีแบบนี้

ผมจึงเห็นว่ามันบิดเบือนตัวตนของปัญหาเกินไปหรือจะให้เป็นด่านสกัดอีกด่านอรหันต์ที่สำคัญอีกเครื่องมือหนึ่งก็ต้องแก้ไขปรับปรุงให้ตรงโจทย์กว่านี้

ดังนั้นเราจึงสมควรทบทวนในวิธีการ หรือการออกแบบกติกาแบบนี้ แต่คงเจตนารมณ์ที่ดีอันนี้ไว้ ไปหาวิธีการที่มันถูกต้องเหมาะสมในกติกาให้มากกว่านี้

เพื่อป้องกันกรณีเขียนเวทีให้คนตีกัน เพราะเขียนกฎหมายไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ,ยุติธรรม หรือยุติโดยธรรมได้ที่ความไม่ขัดแย้งในตัวมันเองและตัวเราเอง???

มธ17

เวลาคนเป็นกลางออกมาแสดงความคิดเห็นเตะหมูเข้าปากหมา หมาอีกฝูงก็จะหอนโหยหวน ไล่เห่าคำรามน้ำลายฟูมปาก แต่วิญญูชนไม่หวั่นไหว รวมทั้งไม่หวั่นไหวต่อการที่ฝูงหมาซึ่งได้กินหมูจะมาเลียตีนประจบสอพลอ

ไปไกลๆ

คนที่คิดได้ถึงการยุบพรรคการเมืองคือพวกเผด็จการหัวเก่าที่จะอาศัยพรรคพวกและยศศักดิ์ในการกดหัวผู้อื่น แค่คิดก็ผิดแล้ว คนโง่ยังรู้ว่าการยุบพรรคมันต้องการอะไร และที่มาเห่าหอนว่า แก้รัฐธรรมนูญเพื่อกลุ่มคน หรือเพื่อหม้อข้าวใครก็สมควรที่จะใช้หัวแม่เท้าคิดแทนหัวได้แล้ว สมองให้ใช้ด้วย อย่าใช้เป็นแต่ปากเอาไว้กัดหรือตอด เหมือนกับหมาบ้า ประเทศชาติไม่เจริญเพราะพวกสันดานกา เหล่านี้เท่านั้น

อาจารย์ทั้ง 5 ท่าน มีเหตุผลและเหมาะสมแล้วที่จะประกาศเจตนารมณ์ออกมาแบบนี้ พวกลิ่วล้อทหารเผด็จการไม่สมควรเห่าโดยไม่ใช่เหตุผล มันทุเรศ

โชคดีของม.ธรรมศาสตร์..ยังมีอาจารย์ดีๆอยู่..

เมื่อมีการพยายามเล่นเกมส์ยุบพรรคโดยอาศัยกฎหมายที่เขียนโดยเผด็จการยุค คมช. รัฐบาลก็ควรแก้เกมส์นี้ทันที โดยออกกฎหมายยกเลิกกฎหมายนี้ หรือแก้ไขก็หมายนี้เสียทันที และที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนคือต้อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทันที โดยไม่ต้องไปฟังเสียงการโวยวายของกลุ่มการเมืองตรงข้ามแต่อย่างใด เพราะพวกนี้ ก็เคยทำสิ่งที่ผิดหลักนิติธรรมมาก่อน การแก้เสียให้ถูกต้อง ย่อมเป็นความชอบธรรม และไม่ได้ขัดกับหลักนิติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

คณะรัฐประหาร หรือ คมช. ฉีกรัฐธรรมนูญ กระทำการล้มล้างประชาธิปไตย ขัดกับหลักกฎหมายหลายประการ พวกนี้ ยังเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองย้อนหลังได้เลย

ดังนั้น รัฐบาลนี้ควรแก้เกม โดยออกฎหมายไม่ให้มีการยุบพรรคการเมืองได้

เพราะการยุบพรรคการเมือง ที่เป็นเกมทางการเมืองขณะนี้ มีแต่บั่นทอนประเทศชาติ ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติดีขึ้นแต่อย่างใด มีแต่การเผชิญหน้ากันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

นอกจากนี้ เราจะเห็นว่า การตัดสินเรื่องยุบพรรคการเมือง ที่ผ่านมาในปี 2550 ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างชอบธรรม และเป็นธรรม พรรคหนึ่งจ้างคนลงสมัคร บอกผิดต้องยุบ พรรคหนึ่งจ้างคนไม่ให้ลงสมัครบอกไม่ผิด ไม่ต้องยุบพรรค การกระทำที่ไร้มาตรฐานเช่นนี้ ควรแก้เกมออกกฎหมายนิรโทษกรรมเสีย เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม คือ กลุ่มอำมาตย์ อาศัยกฎหมายเหล่านี้ เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

พรรคพลังประชาชน ต้องดำเนินการเชิงรุก รื้อถอนกฎหมายและเครื่องมือเหล่านี้เสีย เพื่อไม่ให้เป็นประโยชน์ ต่อพวกอำมาตย์อีกต่อไป และจะเป็นการสยบกลุ่มตุลาการวิวัฒน์ ทั้งหลายไม่ให้มีเครื่องมือ มาทำลาย ประชาธิปไตย ทำลายเสียงของประชาชนส่วนใหญ่อีกต่อไป

หากไม่เอาเครื่องมือของพวกนี้ออกไปทันที ความวุ่นวายก็มีไม่รู้จบ

หากใครเคยดูหนังเรื่องพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (เวอร์ชั่นดั้งเดิม) ตอนที่ยกทัพมาตีเปอร์เซีย มีคนเอาปมเชือกที่พันกันยุ่งที่สุดมาให้เสี่ยงทายว่า หากท่านสามารถแก้ปมเชือกนี้ได้ ก็จะได้ครองเอเซีย ที่ผ่านมาไม่มีกษัตริย์องค์ไหนสามารถแก้ปมเชือกนี้ได้ จึงไม่มีใครพิชิตเอเซียได้

พระเจ้าอเลกซานเดอร์มองแป๊บเดียวก็ชักดาบฟันไปที่ปมเชือก ปมเชือกที่พันกันยุ่งที่สุด ก็ขาดกระจาย และคลายออก จึงแก้ปมเชือกได้

มันก็เหมือนกับปัญหาทางกฎหมายที่พวกอำมาตย์พันกันไว้ยุ่ง ตั้งแต่เขียนรัฐธรรมนูญเผด็จการ ตั้งองค์กรอิสระของตัวเองเอาไว้ เขียนกฎหมายหยุมหยิมเอาไว้ และวางสายของตนเอาไว้ทั้งที่ กกต. ปปช. และในกลุ่มพวกตุลาการวิวัฒน์ทั้งหลาย

หากพวกเราตามแก้ปัญหาเหล่านี้มันก็ไม่จบเสียที พันกันยุ่งเหมือนปมเชือกเสี่ยงทายของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เหมือนลิงแก้แห เช่นเกมยุบพรรค หากหาพรรคสำรองไว้ หรือยุบสภาหนี มันก็ยิ่งยุ่งว่นวายไม่รู้จักจบ

ก็ใช้วิธีตัดปัญหา แก้กฎหมายที่ให้อำนาจองค์กรของพวกอำมาตย์นี้เสีย ตัดปมปัญหาเสีย

ดาบมีในมือ ไม่ชักขึ้นมาตัดปมเชือก จะมัวไปนั่งแก้ปมทำไมมี

อย่าไปคิดตามกรอบของพวกอำมาตย์นี้

แต่ต้องคิดนอกกรอบคือ แก้กฎหมาย ปปช. แก้กฎมายเลือกตั้ง และแก้กฎหมาย รธน. รวมทั้งกฎหมายเจ็ดชั่วโคตรทั้งหลาย

ฟันปมทั้งหลายที่พวกอำมาตย์ผูกเอาไว้ให้มันขาดไป ปัญหาก็หมดสิ้น

ที่เหลือก็ต้องไปสู้กันในสนามเลือกตั้ง ให้ประชาชนเลือก ในเกมนี้พวกอำมาตย์สู้ไม่ได้อยู่แล้ว

เป็นการตัดอำนาจพวกอำมาตย์ออกไปอย่างถาวรในวงการเมือง พวกนี้มีอำนาจได้จากกฎหมายที่หยุมหยิมเท่านั้น เอากฎหมายออกไป พวกนี้ก็ไร้อำนาจทันที เพราะอำนาจที่แท้จริงนั้นมาจากประชาชน พวกนี้ไม่ได้มีฐานเชื่อมกับประชาชน เมื่อหมดกฎหมายที่ให้อำนาจ พวกนี้ก็หมดอิทธิพลไปโดยสิ้นเชิง

สภาอยู่ในมือประชาชน แล้วตอนนี้ จะมัวไปเต้นตามเกมส์พวกอำมาตย์ทำไม

[emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif]

เอามาให้อ่าน

http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/25/WW01_0104_news.php?newsid=241882

มาดูประวัติเลวๆๆ.ของไอ้สนธิ..กัน.จะได้ฉลาดขึ้น..

มาแล้วครับ กับเรื่องราวของในมุมมืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คราวนี้ผมได้คัดลอกเนื้อหาในหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" มาให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จัก พฤติกรรมด้านมืดของเขาว่าเป็นอย่างไร

วันนี้ ผมขอหยิบเนื้อหาของหนังสือในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อาศัยตลาดหุ้น เป็นช่องทางสร้างความยิ่งใหญ่ ใช้วิธีเงินต่อเงิน ร่วมขบวนกับเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ สร้างราคา ปั่นหุ้นแมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จนราคาเกินจริง สูบเงินจำนวนมหาศาลออกไปจากตลาดหุ้นด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน

ในตอนนี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในการใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถี เพื่อไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง โดยดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว เพียงเพื่อจะสนองตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ อันบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน

ซึ่งเป้าหมายที่สนธิ หวังครอบครองคือ การแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย และในที่สุด สนธิก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง

/////////////////////////////////////////////////////////

ฝันล่ม-อาณาจักรสลาย

โมกุลดับชีพ

ระหว่างปี 2531 - 2537 เป็น 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ธรรมดาๆ คนหนึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทย ที่ถีบทะยานตัวเองขึ้นเป็นนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ระดับภูมิภาค และระดับโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเพื่อนๆ ในวงการหนังสือพิมพ์ ว่าสนธิ ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เขาเจอกล่องมหัศจรรย์ หรือไปเจอประตูทะลุมิติ หรืออย่างไร จึงไปไกลถึงระดับโลก ทั้งๆ ที่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมาก อย่างดีก็ยังแค่เลื่องชื่อในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น

ในขณะเดียวกันนักธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับโลก ต่างก็พากันให้ความสนใจกับ ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล ว่านักธุรกิจไทยคนนี้เป็นใคร อยู่ดีๆ ก็พรวดพราดขึ้นมาท้าทายอิทธิพลของสื่อตะวัน ตกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ท้าทายธรรมดา แต่ยังกล่าวหาสื่อตะวันตกอย่างตรงไปตรงมาว่าเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมเอเซีย

เท่านั้นไม่พอ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังสถาปนาตัวเองเป็น โมกุลสื่อแห่งเอเซีย ที่ประกาศศักดายกพาพวกไปสู้รบ ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนตะวันตก ไกลถึงฝั่งอเมริกา และยุโรป ด้วย

การขยายอาณาจักรธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว ซึ่งบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน และเป้าหมายที่เขาหวังครอบครอง คือการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ผู้ครอบครองตำแหน่งราชันย์แห่งสื่อของโลก คือ เจ้าของตำแหน่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งเป้าจะช่วงชิง

กล่าวกันว่า กุญแจดอกแรกที่เปิดกล่องมหัศจรรย์ หรือ ประตูทะลุมิติให้แก่สนธิ ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหุ้น นั่นเอง

ส่วนต่างของราคาหุ้นแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ที่เรียกชื่อในวงการนักเลงหุ้นว่า MGR ที่ถูก "ปั่น" ถูกสร้างขึ้นไปจนเกินราคาจริงหลายเท่าตัว คือกำปั่นวิเศษของสนธิ ที่มีเงินไหลเข้ามา อย่างมากมายมหาศาล

ว่ากันว่า สนธิ ได้เงินจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพไม่แตกต่างจากบ่อนพนันขนาดใหญ่ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา นับพันล้านบาท จากหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ถูกสร้างราคาให้ขึ้นไปมากกว่า 300 บาท ด้วยทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก

เงินที่ได้มาจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ทำให้แมวอย่างสนธิกลายเป็นเสือที่ใครๆ ก็ต้องระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ เพราะเขามีทั้งอำนาจเงิน และอำนาจปากกา ที่จะยกย่องให้ใครเป็นคนดี ก็เพียงแค่กระพริบตา ทำให้ใครเป็นคนชั่ว ก็เพียงแค่ขยับปาก โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น และโบรกเกอร์ ในสมัยนั้น ต่างต้องพึ่งพาสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์บริษัทที่ดี ผู้บริหารที่เก่ง กันอย่างถ้วนหน้า

นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ในยุคนั้น ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดมีห้องนักข่าวส่วนตัว ที่ตึกสินธร ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของตลาดหุ้น ในขณะที่นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อื่นๆ ต้องไปแออัดรวมกันอยู่ในห้องสื่อมวลชนรวมที่ตลาดหลักทรัพย์ จัดไว้ให้

ข้อมูล ข่าวตลาดหุ้น และการวิเคราะห์หุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในห้วงเวลานั้น แม่นยำยิ่งกว่าบทวิเคราะห์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ใดๆ เชียร์ 5 ตัว ต้องมีเข้าเป้าถึง 4 ตัว อย่างน้อยๆ หรือเลวๆ ก็ต้องไม่น้อยกว่า 3 ตัว ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของนักเลงหุ้น ในสมัยนั้น เพราะ อ่านแล้วรวย

แต่มีข้อพึงสังเกตประการหนึ่ง ก็คือ หุ้นหลายๆ ตัว ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน เชียร์ กว่าครึ่งเป็นหุ้นเก็งกำไร หรือที่เรียกขานกันในแวดวงว่าหุ้นปั่น ซึ่งหุ้นเหล่านั้น ขณะนี้นอนแน่นิ่งอยู่ในหมวดรีแฮปโก้ หรือ หุ้นที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เช่นเดียวกับหุ้น MGR ของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง

ไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ สาวไปถึงว่าสนธิ กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีส่วนกับการทำราคาหุ้น หรือปั่นหุ้น ตัวใดตัวหนึ่ง ถึงขนาดที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่เป็นรับทราบกันในวงการว่า สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ อดีตเจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้น คบหากันด้วยสัมพันธ์ลักษณะ น้ำ กับ เรือ เสือ กับ ป่า ที่ต้องพึ่งพาอัชฌาสัย ในฐานะ นักลงทุนที่มีอิทธิพลส่วนตัวในการชี้นำราคาหุ้น กับสื่อหนังสือพิมพ์ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร และการตัดสินใจของลักเล่นหุ้น ได้

ข่าวหลายข่าว ข้อมูลหลายชิ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ได้รับการยอมรับและชวนติดตามในหมู่นักเลงหุ้นรายย่อย ที่ด้อยโอกาสเข้าถึงข้อมูลอินไซด์ ก็เพราะความสัมพันธ์แบบน้ำ กับ เรือ เสือกับ ป่า ระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ระดับ มือเซียน อย่างสนธิ กับ ระดับเจ้าพ่อตลาดหุ้น อย่างสอง ย่อมรู้ดีว่าการคบหากันในลักษณะเปิดเผย ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐนัก จักแต่ชักนำเภทภัยร้ายแรงมาให้เท่านั้น ทั้งสองคนจึงพึงพอใจความสัมพันธ์ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ เกี่ยวพันร้อยรัดกันไว้เพียงผลประโยชน์ ที่ผ่านสื่อบุคคลคือ นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน บางคน

กล่าวได้ว่า ทั้ง สนธิ กับ สอง จัดอยู่ในชั้นเซียน เหยียบหิมะไร้ร่องรอย จริงๆ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน สักชิ้นเดียวว่าทั้งสองเกี่ยวพันกัน คงมีแต่คำร่ำลือในวงการหุ้นว่า ถ้า ผู้จัดการรายวัน ชี้หุ้นตัวไหน นั่นหมายถึงว่า สอง จะเข้าแล้ว (เข้า แปลว่าเข้าทำราคา)

โดยเฉพาะสนธิ นั้น เขามีประสบการณ์ในเรื่องตลาดหุ้นดี ตั้งแต่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของตึกดำ ที่รวบรวมนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม เข้ามาเขย่าวงการธุรกิจ และวงการหุ้นไทย โดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ ในมือพร สิทธิอำนวย เป็นเครื่องมือในเชิงกลยุทธ์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ก่อนที่อาณาจักร ตึกดำ จะล่มสลายไป โดยทิ้งหนี้สินไว้ให้กับประชาชนผู้เล่นหุ้นรายย่อย ที่ถูกเรียกขานเป็นแมลงเม่า สิ้นเนื้อประดาตัว กันไปเป็นจำนวนมาก

วีรกรรมของคนตึกดำในยุคนั้น ถูกเล่าขานกันไม่รู้จบจวบจนถึงวันนี้ เป็นบาดแผลหนึ่งของระบบธุรกิจไทย เป็นรอยด่างดำรอยหนึ่งของวงการหุ้นไทย

ย้อนกลับมาถึงเงินจำนวนมหาศาลที่สนธิ สูบออกไปจากตลาดหุ้น ทั้งจากหุ้น MGR และหุ้นอื่นๆ อีกหลายตัว ด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน เขานำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำธุรกิจแบบเงินต่อเงิน ซื้อบริษัทที่ง่อยเปลี้ยเสียขา เข้ามาอยู่ในมือ แล้วก็ปัดฝุ่นตบแต่งหน้าตา ประแป้ง แต่งบัญชีให้น่าดู น่าชม และน่าเชื่อ แล้วก็เพิ่มทุนเข้าไป ตีข่าวใหญ่ๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ของตัวเอง เพื่อสร้างราคาให้กับหุ้นบริษัทนั้นๆ

เพียงแค่เท่านี้ หุ้นของบริษัทที่เคยง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลายเป็นหุ้นชั้นดี มีพี่เลี้ยงชั้นเยี่ยม ปล่อยเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ก็ไม่มีใครยั้งราคาอยู่ เพราะมีเครือข่ายการทำราคาครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง กลุ่มนักเลงหุ้นที่พร้อมเข้าทำ กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมจะชี้ เชียร์ ให้เชื่อ และซื้อ

หุ้นตัวอย่างที่ สนธิ ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงบ่อยๆ ก็คือหุ้น IEC ซึ่งเขาซื้อมาถูกๆ จากเครือปูนซีเมนต์ไทย แล้วก็เอามาแต่งเนื้อแต่งตัวกันยกใหญ่ แล้วก็สร้างข่าวจนทำให้เป็นหุ้นที่ดี มีอนาคตไกล ดูดเงินจากนักเล่นหุ้นไปได้หลายพันล้านบาท แล้วก็จบลงด้วยการล่มสลาย

IEC ง่อยเปลี้ยเสียขา เหมือนเมื่อวันที่ได้มา เมื่อ IEC ถูก ก.ล.ต. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตรวจพบว่าปลอมมติผู้ถือหุ้น ไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ IEC ซึ่งเป็นฐานบัญชาการธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของสนธิ

การค้ำประกันดังกล่าว ทำให้ IEC ต้องรับภาระหนี้เงินกู้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นคดีความกันอยู่จนทุกวันนี้ โดยผู้อยู่เบื้องหลังการปลอมมติผู้ถือหุ้นของ IEC ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง และคดีนี้สนธิ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน

ในวันที่รุ่งเรือง เฟื่องฟู สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถีทาง ทั้งจากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการซื้อขายหุ้น และกลไกสถาบันการเงิน ด้วยการกู้เงินจากบริษัทเงินทุน และธนาคาร ตลอดจนกองทุนต่างๆ ด้วยการนำใบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และใช้จ่ายอย่างเกินตัว เพียงเพื่อจะสนอง ตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย

อาณาจักรทางธุรกิจที่สนธิ สร้างขึ้น เต็มไปด้วยเครือข่ายโยงใยสลับซับซ้อนอย่างมาก เชื่อกันว่ามีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ของทุกธุรกิจ ได้ และหากใครได้ฟังแล้ว ก็จะตกอยู่ในอาการเหมือนถูกมนต์สะกด เทใจเชื่อแบบหมดเนื้อหมดตัว เหมือนที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายใหญ่ของสนธิ เชื่อ จนเป็นที่มาของหนี้เน่า หนี้เสียหลายพันล้านบาท ที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังแก้ไขอยู่จนถึงทุกวันนี้ และ บริษัทเงินหลักทรัพย์ศรีมิตร (CMIC) ที่หลงเชื่อสนธิ และเป็นเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ของสนธิ จวบจนวันสุดท้ายของการดำเนินกิจการ ก็ยังคงเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นอวสานที่น่าสมเพชยิ่งนัก

เฉพาะเครือข่ายอาณาจักรที่สังกัดอยู่ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด จำนวน 11 บริษัท ที่ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีเงินทุนจดทะเบียนนับหมื่นล้านบาท เมื่อนับไปถึงเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้สำหรับการดำเนินธุรกิจ ประมาณการได้ว่าต้องมีไม่น้อยกว่าหลักหมื่นล้านบาท

ยังไม่นับบริษัทอื่นๆ ที่สนธิ ทำในนามส่วนตัวอีกหลายสิบบริษัท ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในต่างประเทศ โดย เฉพาะในลาว และ จีน ซึ่งเป็นฐานหลักทางธุรกิจของสนธิ ในเวลานั้น เพราะ สองประเทศนี้ ระบบการตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินยังล้าสมัยมาก และยังรวมไปถึง เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ หรือ เกาะเคย์แมน แดนสวรรค์ ของนักฟอกเงิน

ประมาณการณ์คร่าวๆ เงินทุนที่สนธิ ลิ้มทองกุล ลงทุนและใช้ผ่านมือในห้วงเวลานั้น ต้องมีไม่น้อยกว่าสี่ถึงห้าหมื่นล้านบาท ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่กล้าคิดแย่งชิงตำแหน่งเจ้าพ่อสื่อของโลก มาจากรูเพิร์ต เมอร์ด็อก อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดยุทธภูมิ "เอเซียไทม์" และ "ลาวสตาร์" รวมทั้งฝันจะไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดแนสแดค ของอเมริกา

ในห้วงเวลานั้น ประเทศไทย เล็กเกินไปแล้วสำหรับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีอะไรท้าทายความ สามารถของเขาอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาต้องการแล้วยังไม่ได้ ทั้ง อำนาจ เงินตรา บริวาร และ นารี

สนธิ ใช้เงินที่ได้มาด้วยวิธีการแบบของเขา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้ง ธุรกิจ บริวาร อำนาจการเมือง และ นารี

ในวันที่รองเรืองด้วยทรัพย์สินเงินทอง สนธิ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเคยให้เงินพรรคการเมืองหนึ่งไปถึง 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง แต่ต่อมาในภายหลังต้องผิดใจกัน เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ไม่เชื่อฟังเขา ไม่ยอมถอนตัวออกจากรัฐบาล ตามที่เขาสั่ง

ในวันที่เรืองอำนาจ สนธิ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ด้วยการเสนอให้ใช้บ้านพีเค วิลล่า ถนนสุโขทัย ของเขา เป็นที่จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา ไปถึงบ้านพีเค วิลล่า ปรากฏว่าแกนนำพรรคการเมือง ที่คาดว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้มารออยู่พร้อมหน้าแล้ว นายบรรหาร จึงได้แต่เล่นไปตามเกมที่มีการขีดเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้เขียนบท ย่อมต้องมีชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล รวมอยู่ด้วย ในฐานะเจ้าของบ้าน เจ้าของสถานที่จัดตั้งรัฐบาล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล สนใจ และใฝ่หาอำนาจการเมือง มานานแล้ว เพราะระดับเซียนอย่างสนธิ ที่ใช้อำนาจเป็น ย่อมรู้ดีว่าการมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือ จะสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา นั่นจึงทำให้สนธิ ว่ายเวียนอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ล้ำเข้ามาในแดนการเมืองอยู่ตลอด เวลา นับแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้

ในวันที่เงินทองห้อมล้อมตัว สนธิ เคยเซ็นเช็คลงจำนวนเงิน 30 ล้านบาทให้กับดาราสาวคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาต้องการได้เธอมาเป็นคู่นอนแบบชั่วคราว

การรุกทางธุรกิจอย่างดุดัน ก้าวร้าว และใช้เงินเป็นหัวหอกในการรบของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปรียบประหนึ่งจักพรรดิเจงกีสข่าน ยกไพร่พลและม้ารบ กรีฑาทัพไปตีหัวเมืองต่างๆ ทั่วแว่นแคว้นในเอเซีย และข้ามไปยังยุโรป ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ ประมาณการกำลังแห่งตนเองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จึงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและดับชีพในสมรภูมิ ที่ตัวเองสร้างขึ้นนั่นเอง

เฉกเช่นเดียวกับสนธิ ลิ้มทองกุล เขายกทัพบุกตะลุยเข้าไปในเกือบทุกประเทศของเอเซีย เท่านั้นไม่พอ ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เป็นพื้นฐานอันแท้แห่งจิตใจของเขา กำหนดให้เขามุ่งหน้าสู่ยุโรป และอเมริกา แล้วเขาก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง

ความไม่พร้อมของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อเขาพ่ายแพ้สงคราม ประกอบด้วย ความไม่พร้อมด้านทุน เนื่องเพราะทุนที่สนธิ อวดอ้างว่ามีเยอะ มีมหาศาล เพียงพอต่อการรบพุ่งในสมรภูมิสื่อระดับโลก นั้น แท้จริงแล้ว เป็นทุนที่ระดมมาจากการเก็งกำไร และเงินกู้ระยะสั้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และความไม่พร้อมด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจสื่อ สนธิ มีเกินพอสำหรับการทำสื่อในประเทศ แต่ยังมีไม่เพียงพอ สำหรับการทำสื่อระดับโลก

การพ่ายแพ้ของสนธิ ทำให้เขากลายเป็นอดีตไทคูน อดีตโมกุล ที่ถูกลบชื่อออกจากทำเนียบนักธุรกิจสื่อที่มีสีวัน น่าตื่นเต้นเร้าใจ ไปอย่างรวดเร็ว และต้องหวนกลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง นั่นคือ การทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เพื่อเป็นฐานอำนาจ และเป็นหัวเชื้อเรียกหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง

ในห้วงเวลา 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ มากกว่าอยู่ในประเทศไทย เนื่องเพราะความเชื่อในทฤษฎีโลกานุวัตร ที่ตัวเองสร้างขึ้น และพาให้ผู้คนทั้งประเทศหลงเชื่อตามไปด้วย จนได้รับบาดเจ็บเจียนตาย ทั้งเจ้าทฤษฎีและผู้ปฏิบัติตาม พากันเป็นหนี้สินรุงรัง กระทั่งมาหูตาสว่าง เมื่อได้รับฟังพระราชดำรัส "เศรษฐกิจพอเพียง" เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

วิญญาณเสือตัวที่ 5 จึงถูกสะบัดออกจากร่างของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้กลับกลายมาเป็นแมวไทยอีกครั้งหนึ่ง

สนธิ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของเขาเอง โดยมีทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นทางลง และคำอธิบายให้แก่ผู้คนทั้งหลายว่า เขาเปลี่ยนตัวเอง เพราะเขาคิดผิดทั้งหมด

"มันเป็นอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการเลย เสียใจที่เคยคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราทำความใหญ่ พิเศษในเรื่องเล็กๆ ได้ดีที่สุด สิ่งที่ทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ ถึงมันจะเล็กขอให้มันใหญ่ในตัวมัน ใหญ่ในแง่คุณภาพมันก็ใหญ่" คือคำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อถูกถามว่าเขากำลังทวงความยิ่งใหญ่ในอดีต กลับคืนมาหรือไม่ ในการขับเคลื่อนทัพ ชนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้

ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว

แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง

/////////////////////////////////////////////////////////

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเนื้อหาในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" จากหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" อ่านแล้วคงได้รู้กำพืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ดียิ่งขึ้น

แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ ว่า ".....ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว

แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง..."

ซึ่งประโยคที่ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้เป็นปริศนา สำหรับผมแล้ว คิดว่าผู้เขียนน่าจะแปลความได้ว่า "เชื้อชั่วไม่มีวันตาย"

แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าน่าจะแปลความหมายว่าอย่างไร......?

triarrows

นับเป็นบทความที่เป็นหลักเป้นเกณฑ์ทางวิชาการ ที่น่าเชื่อถือมาก เป็นความกล้าหาญ,เสียสละและตั้งใจจริงของคณะผู้ร่วมแถลงการณ์ฉบับนี้ เกิดจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แน่วแน่และชัดเจน มีความรับผิดชอบ กระผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและขอสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรมและเขียนขึ้นโดยไม่ยึดหลักกฏหมาย รวมถึงคณะผู้ร่างรธน.ก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง จึงมีรูปลักษณ์ที่ออกมาเพื่อรับใช้สนองตัณหาเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตย ฉบับไอ้หน้าแหลมฟันดำ ปี 50 นี้ อย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขอาการติดล๊อค ในการบริหารจัดการกับปัญหาของชาติและประชาชน ของรัฐบาลที่มาจากประชาชนรัฐบาลนี้ และเพื่อแผ้วถางทางไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และวัฒนาถาวรสืบไป พร้อมๆกับการขจัดทำลายระบอบเผด็จการอำนาจนิยม อำมาตยาธิปไตยอย่างถึงรากถึงโคน เพื่อให้เสี้ยนหนามของระบอบประชาธิปไตยหมดสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง....

โซไรดา

ขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนอาจารย์ทั้ง 5 ท่านมากๆ

เหตุผลก็ไม่ต่างจากผู้รักประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยกับ รธน.50 ที่กล่าวมาในเบื้องต้น

เบื่อพวกเลวๆ

ยุบเถอะพรรคที่มันหลอกได้แต่คนตจว นักการเมืองไร้จรรยาบรรณอยู่ไปประเทศก็ไม่ดีขึ้น

อะตอม

ครับมีหลายฝ่ายหลายกลุ่มบุคคลค้านเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ อ้างว่า เป็นการแก้เพื่อเพื่อนิรโทษกรรม ล่วงหน้าให้ตัวเองหรือเพื่อการฟอกความผิดให้ตัวเอง ควรจะปรับตัวให้เข้ากับกติกาใหม่ดีกว่าไปแก้แล้วกลับไปเป็นแบบเดิมๆ

ผมเข้าใจและเห็นด้วยว่าเจตนากฎหมายว่าด้วยเรื่องการยุบพรรคมีเจตนารมณ์ที่ดีเพราะตั้งการตจอบโจทยืปัยหาอย่างที่ว่ามา แต่การกำหนดวิธีการประกอบไปยังเป้าหมายแบบนั้นผ่านตัวบทกฎหมายนี้ มันถูกต้องแค่ไหนหลักนิติธรรมนิติรัฐบิดเบี้ยวหรือเปล่า อันนี้คือเรื่องสำคัญ กว่า

ส่วนพวกที่จะอาศัย ช่องตรงนี้ในการฟอกความผิดให้ตัวเองผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นเรื่องของกระบวนการขั้นตอนการแก้มากกว่า มันถูกต้องเป็นที่ยอมรับแค่ไหน

รวมถึงรัฐธรรมนูยปี50นี้มีหลายเรื่องที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วย และมีแนวคิดว่าควรมีการแก้ให้เป็นประชาธิปไตยและให้ลงตัวกว่านี้หลายเรื่อง

และในเบื้องต้นผมคิดว่าควรจะให้เป็นจังหว่ะเวลาที่เหมาะสม สักระยะหนึ่งก่อน แต่พอดีประเด็นนี้(เรื่องยุบพรรค) มันโผล่มาเป็นประเด็นร้อนก่อน จนมีเงื่อนไขพิเศษแบบนี้มาก่อน

ผมว่าหลายกระแสแม้แต่พรรคการเมืองฟากรัฐบาลเองตอนแรกเขาก็ยังไม่เคยชูประเด็นแก้มาเป็นวาระเร่งด่วนแบบนี้ จนเกิดเรื่องนี้ประเด็นร้อนนี้มา

ดังนั้นเมื่อมันเป็นเงื่อนไขเร่งด่วนมาแบบนี้ และเมื่อมันเป็นเหตุเป็นผล หรือสังคมเห็นว่าเป็นประเด็นปัญหาร่วมกันก่อน เงื่อนไขเวลาไหน จึงไม่สำคัญเท่ากับว่า
อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดหรือทำให้มันถูกต้องที่สุด

ก่อนที่มันจะสร้างเงื่อนไขเป็นปัญหาบานปลาย แต่เรื่องสำคัญอยู่ที่เราต้องแสดงให้สังคมเห็นให้ชัดเจนร่วมกันให้ได้ก่อนว่า มันสมควรแก้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยกระบวนการแบบใดที่เป็นที่ยอมรับและโปร่งไสไม่มีวาระซ่อนเร้นส่วนตัว

จึงต้องมามองที่เหตุผลข้อเท็จจริง,ความถูกต้องมากกว่ามาตั้งเงื่อนไขเป็นข้อระแวงกันเองปิดโอกาสที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานั้น

เพราะปัญหาเรื่องนี้คือเจตนาดีในความพยายามที่จะหาเครื่องมือมากรอง การเข้าสู่อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง แต่วิธีการที่เรากำหนดเป็นวิธีทำ เป็นกติกา เป็นกฎหมายนี้ มันถูกจริงหรือเปล่า

ไม่สร้างเงื่อนไขเป็นแบบกรณีเขียนเวทีให้คนตีกันอย่างที่ว่าไว้ไหมสร้างเงื่อนไขให้สังคมไปสู่???แบบนั้นไหม การตั้งเงื่อนไขในแบบการระแวงของหลายฝ่ายจึงต้องตอบคำถามหลายอย่าง ในกรณีที่ผมและ5อ. ตั้งข้อสงสัยตั้งประเด็น ตั้งคำถามไว้ให้เคลียร์ก่อน

ก่อนที่จะไปตั้งข้อสงสัยว่าเขาทำเพื่อตัวเองหรือนิรโทษกรรมผ่านการแก้นี้ เพราะเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการแก้ต่างหากที่มันโปร่งไสเป็นที่ยอมรับร่วมกันหรือไม่และจะป้องกันเรื่องที่เราระแวงแบบนั้นได้อย่างไรในขั้นตอน

เป็นเรื่องทีหลังการตั้งข้อสงสัยเป็นข้อรังเกียจไปก่อนแบบนี้ของหลายฝ่ายจึงต้องหาเหตุผลสนับสนุนจนถึงตอบคำถามปัญหาที่หลายๆคนเช่นของ5อ.และของผมยกมาให้เคลียร์ก่อนเพื่อสันับสนุนเนื้อหาการค้านไม่ให้แก้

ผมว่าพูดกันด้วยเหตุด้วยผลก่อนมาตั้งกำแพงเป็นความระแวง ปิดประตูด่ากันข้ามฟากกำแพง หรือพูดกันข้ามไปข้ามมา ในเมื่อปัญหามันมีจริงๆเปิดใจคุยกันดีกว่าครับ???

เบื่อ

ผมรังเกียจรัฐธรรมนูญที่มีรากเง้ามาจากการรัฐประหาร ให้พวกเผด็จการเขียนรัฐธรรมให้ใช้ได้ไงกัน

อาจารย์ 5 ท่านนี้ขอชื่นชม นับว่าเมืองไทยยังมีความหวัง

คนบางรัก

เห็นด้วยกับอาจารย์ทั้ง5ท่าน เราไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ

king of thailand

I never think Thailand have any real democracy. King of Thailand him do for thai people about 6o years but,why thai people they poor. moreover thai politic very sad. no body do a good thing for thai people.

I love Thailand but I don^*t love King of Thailand and also Thaipolitic.

thank you

good bye

อะตอม

ครับตอนนี้ฟังหลายกระแสทั้งสองฝ่าย หรือหลายๆฝ่ายแล้ว มีเหตุผลส่วนตัวทั้งนั้น

แต่ทุกคนยอมรับร่วมกันส่วนใหญ่(รวมผม)แล้วว่า237มีปัญหาจริงๆ ในเนื้อหาและการบังคับใช้ เพราะมันผิดหลักนิติธรรม
ผมดูรายการตาสว่างที่ท่านปริญญากับท่านปณิธานไปอกรายการ

เสนอแนวคิดที่น่าสนใจทรรศนะส่วนตัวหลายเรื่อง แต่ดูเหมือนไม่เข้าใจหรือท่านไม่ได้อ่าน237. อย่างละเอียดก่อนแสดงทรรศนะ ?

และรวมไปถึงหลายท่านในเนื้อข่าวนี้โดยเฉพาะป.ช.ป พูดถึงว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเฉพาะตัว มองไปในทางเห็นแก่ตัว(ไม่รู้ว่าที่ว่าแบบนั้นมันโดนใคร)

ประเด็นมันจึงขึ้นอยู่กับว่าเรื่องที่เขาโดนเพื่อนตัวเองโดนและไม่แน่ตัวเองอาจจะโดนเข้าสักวันนั้น

มันผิดหลักนิติธรรมไหม? ที่กลุ่มสสร.ออกมาต่อต้านรุนแรง หาว่า ถ้าอย่างนั้นก็โจรก็ต้องมีสิทธิแก้กฎหมายอาญา ให้ตัวเองพ้นผิดได้ สิ

ฟังท่านนั้นพูดแล้วผมว่าท่านมีปัญหาเรื่องตรรกะอย่างแรง ไม่แปลกใจว่าทำไม่สสร.ชุดนี้ถึงๆได้สร้างเงื่อนไขเขียนเวทีให้คนตีกันออกมาแบบนี้ ไม่รับผิดชอบความผิดพลาดของตัวเอง แล้วยังเจตนาจะปิดประตูห้ามออกไว้ด้วย

ผมว่าเนื้อหาการแก้ของทุกๆฝ่ายไม่ได้หมายความว่าจะยกประโยชน์ให้คนผิดอย่างที่ท่านสุริยะไสว่านิรโทษนั้นผิดแล้ว แต่มันหมายถึง การแยกแยะฐานความผิด

โจรทำผิดโจรต้องรับผิดตามฐานความผิดนั้น แต่ไม่ใช่ลุกหลานโจรต้องติดคุกหรือโดนฆ่าตามเนื้อหา237นั้น อ่านกันยัง???

ดังนั้นปัญหาเรื่องนี้การที่ลูกโจรจะออกมาขอความเป็นธรรมและมีความชอบธรรมโดยกติกา มีอยู่ในมือ อย่างนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาเพาะหน้าไหม ท่านป.ช.ป.(องอาจ)

ก็ลองให้ท่านมาเป็นลูกหลานโจรแบบเขาบ้าดูสิ(อย่าพึ่งไปมันใจว่าตัวเองไม่มีโอกาสเพราะขนาดตัวเองไม่ได้ทำยังโดนด้วยคดีห้อยกับโหน ที่ดดนแค่ห้อยแต่โหนรอดตัวหวุดหวิดน่ะการันตีได้เหรอว่าตัวเองไม่มีทางโดน)

ผิดที่ท่านไม่ได้ทำ แต่เกี่ยวเนื่องแค่สายเลือดเครือญาติ สมรู้ร่วมคิดนั้นก็อีกฐานความผิดหนึ่ง ที่ต้องรับโทษตรงนี้ชัดเจนไม่มีใครเขาคิดว่าจะไปแก้ระดับนั้น

แต่237 นั้นไม่ได้ แยกแยะฐานความผิดแบบนั้นไว้ แต่เจตนาส่วนใหญ่คือเหมาเข่งตีและในเนื้อหาของถ้อยคำใน237 นั้นถึงกับกำหนดวิธีการประหารอย่างที่คนอ่านคำพิพากษา (ศาล)เห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้มีหน้าที่ตบตามตัวบทของกกหมายที่กำกับไว้

อย่างที่ท่านอ.ปริญญาว่าไว้ ว่า ให้กระบวนการศาลเป็นคนตัดสิน ผมว่าถ้าแบบนั้น ตัวบทหรือกฎหมายที่เขียนระบุแบบนั้นเหมือนบังคับให้แม้แต่ศาลเองก็ต้องอ่านไปตามตัวบทของกฏหมายแบบนั้นการใช้ดลุยพินิจจึงต้องมาดูที่ตัวบทของกฏหมายให้ได้ขนาดไหน

กับแนวคิดของท่านองปนิธานถ้าอ่าน237อย่างละเอียดจะไม่เสนอทางออกแบบนั้น ซึ่งเนื้อหาอย่างละเอียดต่อผลกระทบของ237ที่อ.วรเจตน์และอ.ธรรมศาสตร์พูดไว้ตามนี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11616

และความคิดเห็นผมตามนี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=11616&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

ผมเองส่วนตัวได้เคยตำหนิท่าทีความกร่างนำของการเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ หลายเรื่องจนสร้างเงื่อนไขให้ใครต่อใครออกมาขนาดนี้

และเคยเตือนว่าอย่าหลงระเริงเกมยุบพรรคยังเป็นชะนักติดหลังอยู่ ควรสร้างผลงานเพื่อสร้างโอกาสแก้ปัญหาบ้านเมืองต้องมาก่อนเพื่อสร้างทางรอดร่วมกัน

ควรจะบ้องหูแรงๆด้วยให้ฟังว่ายังมีเกมยุบพรรคอยู่น่ะ แต่ไม่ได้คิดว่าเกมนี้จะทำจริงเพราะไม่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองยกเว้นใคร??? ?แต่มันกลับเป็นว่าตัวเนื้อหารัฐธรรมนูญนี่เอง ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเกมยุบพรรคนี้ต่อไป

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าถ้าเล่นต่อเดินต่อ หลักนิติธรรม หรือนิติรัฐของบ้านนี้เมืองนี้ มันจะบิดเบี้ยวไหม ถ้าเอาแค่ว่า เคสปัญหาแบบไทยๆต้องแก้แบบไทยๆ

มั่วไม่เป็นไรแต่ขอให้ถึงเป้าหมายแบบนี้ให้ได้ มักง่ายแก้ไขปัยหาเพาะหน้าเหมือนกันครับ(ป.ช.ป)ถ้าใช้หลักคิดแบบนั้น ใครจะเป็นจะตายไม่เกี่ยวกับฉัน(แบบประชาธิปปัตย์) ที่ดีเสียอีก ที่จะได้โอกาสแบบส้มหลุ่น

ถ้ามักง่ายไปมั่วหลักนิติธรรมนิติรัฐ แล้วยังเห็นดีเห็นงามตามนั้น จะเอากันแบบมั่วๆแบบนั้นเดินหน้าต่อไป ครับ แม่ปู แต่อย่าใช้ความมักง่ายแบบนั้น

นิสัยมักง่ายของผู้ใหญ่ของบ้านของเมืองมาบอกเด็กๆว่าเดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัดแต่(ผู้ใหญ่)น่ะเมื่อผู้ใหญ่จะดันทุรัง มักง่ายเอาหลักนิติธรรมที่บิดเบียวจนนิติรัฐมัน เบี้ยวตาม

ผู้ใหญ่ที่มักง่ายเดินแบบปูอย่างไรแล้วจะเอาความชอบธรรมตรงไหนมาสอนลุกปูหรือตำหนิลูกปูว่าเดินกันยังงัย เปไปเป๋มาแบบนี้ เดินให้มันดีดีสง่าๆหน่อยได้ไหมไอ้เด็กกบฏพวกนี้พูดบอกเตือนแล้วลามปามสอนไม่รู้ฟัง???

มองสองด้าน

ยุบพรรค พปช.ก็ดี เพราะโฉมหน้าศักดินาไทยและอำมาตย์จะชัดเจนขึ้นเนื่องจาก พปช.จะโกรธและเปิดเผยมือสกปรก อีแอบผมขาวพร้อมไอ้โม่งมากขึ้น

ไม่ยุบพรรค พปช.ก็ดี เพราะฝ่ายทุนใหม่ โลกาภิวัตน์จะได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยเสรีประชาธิปไตยผูกขาดโลกาภิวัตน์ได้อย่างมั่นคง

พูดง่ายๆ ยุบก็ดี ไม่ยุบก็ดี

ยุบพรรคก็ทำให้ อำมาตย์ศักดินาเดือดร้อน ไม่ยุบก็เดิอดร้อน...คือศักดินาเดือดร้อนไปหมด...เหตุเพราะกระแสสังคมไทย ทั้งนายทุนใหม่ ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ และรากหญ้ารุ่นใหม่ชอบระบอบเสรีประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนหัวใหม่ซึ่งรับโลกาภิวัตน์ได้

กระแสสังคมยอมรับระบอบทุนของศักดินาไม่ได้..งงทุนศักดินามันเอาเปรียบไม่เสียภาษี. คนฉลาดส่วนใหญ่รับไม่ได้

แต่แปลกน้าหงาคาราวานรับได้ จะขึ้นเวทีพันธมิตรสู้กับระบอบประชาธิปไตยทุนเสรีผูกขาดโลกาภิวัฒน์

แม้จะอ้างว่าว่าทำเพื่อรากหญ้า

เล่นดนตรี ฟังดนตรี แล้วรากหญ้าได้อะไรมิทราบครับท่านหงาตาบอด

มีแต่พวกคนตาบอด

คนตาบอดได้ทั้งนั้น

มันจึงเป็นปัญหายุทธศาสตร์ยุทธวิธี ที่น้าหงาทำแบบคนตาบอด

คนตาบอดจึงหัวเราะว่า .... ไอ้คนที่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่สั่งสอน

สมัคร ศรีสุข

ความรู้สึกลึกของผมต้องเกิดความวุ่นวาย
เพราะพวกพันธมิตรส่วนใหญ่มาจากคนชั้น
สูง กลาง เช่น ราชนิกูล รัฐวิสาหกิจ
ข้าราชการระดับซี 7 ขึ้นไป สมาชิกพรรค ปชป. อย่าลืมอดีตม๊อบมือถือก็สมาชิกของประชาธิปัตย์ทำให้ พล.อ ชวลิต ล้มมาแล้ว
ใจผมอยากให้แก่มาตราที่นิรโทษกรรม
คมช.ทั้งหลาย ให้สามารถตรวจสอบได้
ก็พอแล้ว

สมัคร ศรีสุข

ความรู้สึกลึกของผมต้องเกิดความวุ่นวาย
เพราะพวกพันธมิตรส่วนใหญ่มาจากคนชั้น
สูง กลาง เช่น ราชนิกูล รัฐวิสาหกิจ
ข้าราชการระดับซี 7 ขึ้นไป สมาชิกพรรค ปชป. อย่าลืมอดีตม๊อบมือถือก็สมาชิกของประชาธิปัตย์ทำให้ พล.อ ชวลิต ล้มมาแล้ว
ใจผมอยากให้แก่มาตราที่นิรโทษกรรม
คมช.ทั้งหลาย ให้สามารถตรวจสอบได้
ก็พอแล้ว

มองสองด้าน

รัฐบาลสมัครต้องรับทำการปลดแก้ปมอำมาตย์ศักดินาโดยด่วน

แต่ประเด็นคือ ฝ่ายอำมาตย์ก้รู้ตัวว่า"การแก้ไข รธน. คือการทำลายป้อมค่ายสำคัญของอำมาตย์

โดยเฉพาะหากเอา รธน.2475 มาปรับปรุง พวกเจ้าจะเสียหายมาก เพียงมาตราแรกก็น่าสะดุ้ง "แท้จริงแล้วอำนาจนี้เป็นของปวงชนชาวไทย"

ยิ่งเอา รธน.2540 มา ก็เท่ากับชูบทบาทของนายทุน หรือชูบทบาทผู้กุมอำนาจทุนเข้าบริหารประเทศ

ความดีของครอบครัวโบราณก็จะไร้ความหมาย

เพียงแค่วิธีการด้านสาธารณสุข ระหว่างวิธีงุ่มง่ามหมออาสา กับนโยบาย 30 บาท ก็กินกันขาด....ปรีชาสามารถของคนบางครอบครัวหายไปเลย

ดังนั้น ขณะที่ต่างรู้เขารู้เรา...จึงทำให้สถานการณ์เร่ง เกมส์เร็ว เร็ว และเร็ว

ใครเร็วและใหญ่กว่าคืออำนาและอยู่รอด

วิกฤติของอำมาตย์ศักดินากับทุนใหม่เกิดขึ้นแล้ว...ถอยไม่ได้ ไปหน้าก็ไม่ได้

เกมส์ที่เหลือคือความเร็วและรุนแรง

แก้ซะ"รัดถะทำมะนวย..หัวคูณ"(ฉบับเผด็จการ50^*เฮงซวย)

พวกอำมาตยาธิปไตย ที่ดูใหญ่โตน่าเกรมขาม และมีอำนาจมากมายมหาศาลนั้น หากวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นฐานอำนาจของคนเหล่านี้เปราะบางอย่างยิ่ง มีแต่ภาพลวงตา และปราสาททราย เพียงแต่เคาะแรงๆ สักครั้ง อำนาจของพวกเขาก็จะทะลายลงไป

แต่หากพวกเรามองอย่างไม่เข้าใจ ก็จะดูเหมือนว่าพวกนี้มีฐานอำนาจที่มั่นคงแข็งแรงเสียเหลือเกิน

แต่จริงๆ แล้วเปราะบางอย่างยิ่ง

อำนาจอิทธิพลของพวกอำมาตย์และกลุ่มคนชั้นสูงในสังคมไทยขณะนี้ ที่มีความเกี่ยวโยง มี Connection โยงใยกันไปมานี้ รากเหง้าที่มาของอำนาจของพวกนี้ จริง ๆ อยู่ที่ "บรรดากฎหมายทั้งปวงที่เขียนขึ้นให้อำนาจกับคนพวกนี้ไว้" เมื่อคนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ทำมาหากินด้วยกัน เกื้อกูลกัน ทั้งการเลื่อนยศ การเลื่อนตำแหน่ง และการอุปถัมป์ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ดังนั้นการล็อบบี้กันเองในกลุ่ม จึงเป็นไปได้โดยง่าย เพราะคนเหล่านี้อยู่ในสังคมเดียวกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นเอง

"ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่พวกนี้เข้าไปยึดกุมในองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรตุลาการ องค์กรอิสระทั้งหลาย ล้วนมีที่มาอย่างเดียวกันคือ "มาจากกฎหมาย" หาได้มีแหล่งที่มาอย่างอื่นไม่

อำนาจที่อิงกฎหมายนั้น ดูมั่นคง แต่วางอยู่บนพื้นฐานที่โคลงเคลงไม่เข็มแข็งเท่าใดนัก เพราะ "กฎหมายสามารถแก้ไขได้โดยรัฐสภาแห่งชาติ"

ใครคุมรัฐสภาแห่งชาติ คนนั้นก็สามารถควบคุมรากฐานที่มาของอำนาจทั้งหลายได้ เพราะรัฐสภาสามารถแก้ไขกฎหมายได้ รัฐสภานั้น เชื่อมโยงอยู่กับ สส. ส่วน สส.นั้นกลับไปเชื่อมโยงอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ใครคุมเสียงของประชาชนได้ ย่อมสามารถควบคุม สส. ได้ ใครคุม สส. ได้ ก็สามารถควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ เมื่อควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ ก็สามารถควบคุมคุมกลไกการแก้ไขกฎหมายทั้งปวงได้

อำนาจของพวกอำมาตย์จึงโดนท้าทาย และล้มล้างได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก หากมองอย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ที่มาของอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย ที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับสังคมไทย ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้

แต่ที่ช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีตนั้น เมืองไทยไม่เคยมีใครที่สามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น จนสามารถชนะเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาได้ มีแต่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเดียวเท่นนั้นที่สามารถทำได้ และประชาชนกว่าครึ่งประเทศก็ยังให้การเคารพนับถือ และศรัทธาในตัวนายกฯทักษิณอยู่

ดังนั้น ฐานอำนาจของอดีตนายกฯทักษิณ จึงมั่นคง และแข็งแรงกว่า ฐานอำนาจของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นหัวขบวนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย การต่อกรกับ กลุ่มอำมาตย์ของ พล.อ.เปรมจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

สองปีที่ผ่านมานี้ พวกอำมาตย์ลงทุนต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของพวกตน โดยการทำรัฐประหาร แต่สุดท้าย โลกยุคใหม่ ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งไปได้พ้น ไม่ว่าจะทำรัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ คนที่ยึดกุมหัวใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ย่อมได้รับชัยชนะในที่สุด ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์ จะใช้เลห์กลอย่างไร ก็ไม่อาจฝืนประชามติของประชาชนไปได้

ตอนนี้กลุ่มอำมาตย์ยังไม่ยอมแพ้ ยังใช้เครื่องมือที่พวกเขายึดกุมอยู่ คือ องค์กรอิสระ และกลุ่มอำมาตย์ในสถาบันตุลาการทั้งหลาย เพื่อเข้าต่อกรกับ พลังอำนาจของประชาชน พลังอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย ที่ยึดกุมรัฐสภาแห่งชาติ และเสียงสนับสนุนของประชาชน

หากจะทะลายฐานอำนาจของพวกอำมาตย์เหล่านี้ให้หมดไป จึงมีเพียงวิธีเดียวคือ "มุ่งทะลายไปที่ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้ไว้ โดยการแก้ไขกฎหมายทั้งหลายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภาแห่งชาติ สามารถทำได้อย่างมีความชอบธรรม
เมื่อขาดฐานอำนาจทางกฎหมาย พวกอำมาตย์ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ย่อมสูญเสียอำนาจไปอย่างถาวร ไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้

ผมว่า "ฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ" หรือความมั่งคั่งนั้น อดีตนายกฯทักษิณ มีมากกว่าอยู่แล้ว เมื่อบวกเข้ากับฐานเสียงที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลาย พลังอำนาจของฝ่ายทักษิณ และฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ย่อมสามารถเอาชนะพวกอำมาตยาธิปไตยได้อย่างแน่นอน

เพียงแต่ที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยเข้าไปทะลายฐานทางกฎหมายนี้อย่างจริงจังเท่านั้น

เมื่อพวกอำมาตย์ยังเล่นไม่เลิก ยังกระด้างกระเดื่อง สร้างความอึ้มครึ้มทางการเมือง ที่ส่งผลเสียต่อประเทศชาติ

ผมว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลของท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จะต้องจัดการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจพวกอำนาจทั้งหลายนี้เสีย และต้องทำอย่างเร่งด่วน และแน่วแน่ โดยต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับพวกอำมาตย์อีกต่อไป ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่สงบลงไปได้ การต่อสู้จะยืดเยื้อ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ

มันเป็นความจำเป็นทางการเมือง ที่จะต้องรื้อรัฐธรรมนูญ รื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้เสีย

เมื่อทำสำเร็จแล้ว อำนาจของพวกอำมาตย์จะโดนกำจัดไปอย่างถาวร ไม่อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อระบอบประชาธิปไตยได้อีก อย่ามัวให้ความลังเลเข้ามาทำให้พวกเราเสียเวลาเลยครับ

ประเทศชาติต้องการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีเวลาให้พวกอำมาตย์คอยมานั่งปัดแข้งปัดขาอีกแล้ว

งานสำคัญเร่งด่วน ของรัฐบาลในขณะนี้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยเสีย ส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ผมว่าหมอเลี๊ยบ กับคุณมิ่งขวัญ ทำได้ค่อนข้างดีแล้วครับ แต่ความอึ้มครึ่มทางการเมือง จะส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

หากชักช้า จะกลายเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นตัวของชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ การที่ฝ่ายอำมาตย์ส่งนายจรัญ ภักดีธนากุล มาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ นั้นผมถือว่าเป็นการกระทำที่ประกาศความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ในทางการเมืองระหว่างประเทศถือว่า สามารถโจมตีล่วงหน้า หรือ Preemtive Strike ได้อย่างชอบธรรม เพราะถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง...

Gun

ลูกน้องคุณทักสินชัดๆ
โจรทำผิดกดหมาย แล้วแก้กดหมายไห้พวกตัวเองถูก มันคิดได้เนาะไอ้พวกอ.ที่กินเงินทักสินไปวันๆ สมองพวกมึงเคยคิดอะไรดีๆบ้างไหมนอกจากเงิน

อะตอม

ถึงคุณบอดคลำช้าง(50,53,54)ครับ ที่คุณคลำไปคลำมา นั้นน่ะ

บางที่ที่คุณคลำอยู่นั้นคือแขนขาของตัวเอง บ้านเมืองของเราเองมันเกี่ยวเนื่องมาถึงตัวเราเองตัวคุณเอง

เมื่อทุกหนึ่งคือในนั้น ทุกอวัยวะ จึงคือตัวตนของเราหรือของคุณ ขาไม่เรียวสวยมันสั้นไป ตัดทิ้งได้ไหม หน้าไม่สวยคมโด่งเหมือนฝรั่งมังค่า ตัดคอทิ้งได้ไหม???

แต่ความมีอยู่เป็นอยู่ของตัวตนเรา ทำอย่างไรให้ทุกอวัยวะ มันเคลื่อนไหวหรือขับเคลื่อนอย่างมีพลวัฒน์ในทางสร้างสรร ค์ให้มันเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ไม่เดินตุ๊บปัดตุ๊บเป๋ เซไปเซมาหรือหมุนเป็นลูกข่าง เพราะทุกหนึ่งในความเป็นอวัยวะนั้น ต่างไม่แสดงบทบาทไปตามหน้าที่ ที่ควรเป็น ต่างก็มีทางไปที่ไม่เหมือนกันและที่สำคัญยอมกันไม่ได้

แต่แนวคิดแบบการตัดอวัยวะที่คิดต่างจากคุณออก ของคุณตาบอดคลำช้าง(50,53,54) นั้นมันใช่ทางรอดของตัวคนหรือบ้านเมืองเหรอ?

ในเมื่อทุกหนึ่งคือในนั้น ทุกอวัยวะต้องพึ่งพาอาศัยกัน สิ่งที่ควรเป็นคือสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละอวัยวะ ที่ไม่ควรไปก้าวก่ายกัน เช่นแขนขอเดินแทนขา

และหน้าที่ของตัวเราจึงไม่ใช่ไปตัดแขนหรือขาออก แต่ทำอย่างไรที่จะกดดันหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ทั้งแขนและขาทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้อง เพื่อทางรอดของร่างกายส่วนรวม

เพราะสัจธรรมในข้อเท็จจริงของทุกหนึ่งคือในนั้นสรรพสิ่งเกียวโยงถึงกัน ดังนั้นความมั่นคงในระบบที่จะสงบสุขและเกิด"สมดุล"ที่เสถียร

จึงไม่ใช่ ต้องกำจัดสิ่งหนึ่งหรือสิ่งอื่นเพื่อพาตัวเองหรือเพื่อความเป็นหนึ่ง ด้วยอำนาจเพื่อนสยบอีกสิ่งหนึ่ง ในระบบก็จะเกิดการปะทะกรรมเป็นดีกรีการเบียดเบียนไม่สิ้นสุด

จนที่สุดในระบบก็จะเข้าสู่สภาวะCHAOS(วิกฤติความสับสนวุ่นวายจับต้นชนปลายไม่ถูก)จนมั่วไปหมดในบทบาทหน้าที่ของแต่ละอวัยวะ

แล้วตอนนี้คุณตาบอดคลำช้างจะตัดส่วนไหนก่อนดีล่ะมั่วกันฝุ่นตลบแบบนี้ตัดส่วนไหนก่อนดีคุณตาบอดคลำช้าง ที่หลักคิดคุณคือคลำเจออะไรขวางต้องเฉาะหรือสับทิ้งให้หมดใครอย่างขวางทางบอดแบบนั้นเหรอ???

บอดเอง

คุณ อะตอมนี่ มีอารมณ์ขัน เสียดสีมาที่ "บอดเอง"

อ่าน คห. 50-53-54 นี้ เขาบอกว่ามองสองด้าน แยกหนึ่งออกเป็นสอง

มันก็สอดคล้องกับปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี

ซึ่งมีอยู่ 4 กฎ คือ

1.ทุกอย่างเป็นวัตถุเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง

2.มีความสัมพันธ์กันไม่โดดเดี่ยว

2.มีความขัดแย้ง มี 2 ด้าน

3.มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณสู่คุณภาพใหม่

ดังนั้น คห.50.53-54 จึงสอดคล้องที่จะคลำช้าง

เป็นคนตาบอดที่ดี ไม่ใช่คนตาบอดที่ไม่ดี

สำหรับคุณ ก็มองได้ดีมาก ที่ว่าทุกสิ่งสัมพันธ์กัน เป็นแขนขาตัวเอง

แต่คุณก็ควรเพิ่มเรื่องความขัดแย้ง และการแปรเปลี่ยน

คือแม้เป็นอวัยวะเดียวกัน แต่เมื่อมีมะเร็ง ก็ต้องผ่าตัดทิ้งได้

เช่น ถ้ามีคนตาบอดทำไม่ดี กดขี่ขูดรีดคนหนักข้อขึ้นทุกวัน คนก็ทนไม่ได้ทุกวัน

เขาก็จัดการกับคนตาบอดคนนั้นเอง