เอแบคโพลเผยคนไทยเห็น "ป๋าเปรม" ผู้สูงอายุทำประโยชน์ กรุงเทพฯ โพลระบุวัยรุ่นไม่อยากรดน้ำนักการเมือง

ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพล สำรวจ "วัยรุ่นกับเทศกาลสงกรานต์" พบไม่อยากรดน้ำนักการเมืองมากสุด รองลงมาคืออยากรดน้ำทักษิณ-สมัคร มากกว่า ป๋าเปรม อภิสิทธิ์ ชวน พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ รวมกัน ส่วนเอแบคโพลสำรวจเสียงประชาชนในวันสงกรานต์และวันผู้สูงอายุเสียงประชาชนในวันสงกรานต์และวันผู้สูงอายุระบุคนไทยต้องการความรักและความสามัคคี เห็นป๋าเปรมเป็นผู้สูงอายุทำประโยชน์บ้านเมือง รองลงมาคือทักษิณ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 51 ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ ม.กรุงเทพฯ เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "วัยรุ่นกับเทศกาลสงกรานต์" โดยเก็บข้อมูลจากเยาวชนอายุ 12-23 ปี ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 1,247 คน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม - 1 เมษายน 2551

 

 

วัยรุ่นอยากสาดน้ำมากสุดในวันสงกรานต์เป็นสงกรานต์ปลอดเหล้า

โดยกิจกรรมที่วัยรุ่นจะทำในช่วงสงกรานต์ คือ เล่นสาดน้ำ ร้อยละ 65.4 รองลงมาคือทำบุญตักบาตร/สรงน้ำพระร้อยละ 49.6 รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ ร้อยละ 46.7 พบปะสังสรรค์ในหมู่ญาติ ร้อยละ 45.5 และอื่นๆ เช่น อยู่บ้าน เดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด ร้อยละ 7.5

 

สำหรับความเห็นของวัยรุ่นต่อการรณรงค์ให้สงกรานต์ปีนี้เป็นสงกรานต์ปลอดเหล้านั้น เห็นด้วยร้อยละ 82.4 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 7.5 ส่วนความเห็นของวัยรุ่นต่อการรณรงค์ให้สงกรานต์ปีนี้เป็นสงกรานต์ที่เน้นความเป็นไทยนั้น เห็นด้วยร้อยละ 82.5 ไม่เห็นด้วยร้อยละ 4.3

 

สำหรับคำถามปลายเปิดที่ว่า เพื่อให้สงกรานต์ปีนี้เป็นสงกรานต์ที่เน้นความเป็นไทย เรื่องที่ควรรณรงค์และมุ่งเน้นมากที่สุด ร้อยละ 27.5 เสนอว่าควรเล่นสงกรานต์ สาดน้ำ ประแป้งอย่างมีมารยาท ร้อยละ 22.6 เสนอว่าควรแต่งกายเรียบร้อย รัดกุม ร้อยละ 15.7 เสนอว่าควรเน้นประเพณีรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

 

ร้อยละ 10.5 เสนอให้เน้นการทำบุญ เข้าวัด สรงน้ำพระ ก่อเจดีย์ ร้อยละ 6.7 เสนอให้เป็นสงกรานต์ที่ปลอดสิ่งเสพติดทุกประเภท ร้อยละ 2.4 เสนอให้แต่งกายแบบไทย ผ้าไทย และไม่มีความเห็นร้อยละ 14.6

 

โดยผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าผู้ที่มีบทบาทในการปลูกฝังความเป็นไทยให้เยาวชนมากที่สุด คือ ครอบครัว ร้อยละ 70.2 รองลงมาคือโรงเรียนร้อยละ 14.8 สื่อมวลชนร้อยละ 10.3 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม รัฐบาลร้อยละ 1.3 ตัวเยาวชนเองร้อยละ 3.3

 

ปัญหาที่วัยรุ่นต้องการให้มีการแก้ไขมากที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คือ ปัญหาการลวนลามและล่วงเกินทางเพศ ร้อยละ 35.1 ปัญหาจราจร/อุบัติเหตุทางรถยนต์ ร้อยละ 24.6 ปัญหาการเล่นสงกรานต์แบบรุนแรงเกินขอบเขต ร้อยละ 19.2 ปัญหาเมาสุรา ร้อยละ 10.4 ปัญหาทะเลาะวิวาท ร้อยละ 8.3 และปัญหาโจรกรรม ร้อยละ 2.4

 

 

ส่วนใหญ่เมินรดน้ำนักการเมือง-ต้องการรดน้ำ สมัคร-ทักษิณ มากกว่า ป๋า-พล.อ.สนธิ

สำหรับคำถามบุคคลในแวดวงการเมืองที่วัยรุ่นต้องการรดน้ำขอพรมากที่สุด ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุชื่อเองนั้น ปรากฏว่าเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 24.1 ระบุว่า ไม่มีบุคคลในแวดวงการเมืองที่ต้องการรดน้ำขอพร

 

รองลงมาคือ ต้องการรดน้ำนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 19.2 ต้องการรดน้ำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 18.0, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.6, นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 6.1

 

ขณะที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี มีผู้ต้องการรดน้ำร้อยละ 4.0, นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 3.2, นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ร้อยละ 2.0, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 1.9 ไม่ตอบ ร้อยละ 5.0 และอื่นๆ อาทิ นายอานันท์ ปันยารชุน นางปวีณา หงสกุล นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นายพิจิตต รัตตกุล และนายจาตุรนต์ ฉายแสง ฯลฯ ร้อยละ 7.9

 

 

เอแบคโพลระบุคนไทยอยากบอกให้รักและสามัคคีกันในวันสงกรานต์

ขณะที่ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ดร.นพดล กรรณิกา หัวหน้าศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง เสียงประชาชนในวันสงกรานต์และวันผู้สูงอายุ กรณีศึกษาประชาชนที่มีภูมิลำเนาใน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,088 ตัวอย่าง

โดยได้พบว่า เมื่อถามถึงสิ่งที่คนไทยอยากบอกต่อกัน ในโอกาสวันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ขอให้คนไทยรักและสามัคคีกัน รองลงมาร้อยละ 13.8 อยากให้คนไทยรู้จักขอบคุณ ขอโทษ และรู้จักให้อภัย ร้อยละ13.0 ให้ช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติ ร้อยละ 9.7 ให้เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ร้อยละ 6.6 อย่าเห็นแก่ตัว ให้คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และร้อยละ 8.3 ระบุอื่นๆ เช่น ให้มีความเมตตา อย่าทรยศชาติ อย่าทะเลาะกัน เป็นต้น

ส่วนกรณี ที่น่าสนใจคือ พรที่ประชาชนอยากได้มากที่สุด หลายคนอาจคิดถึงเรื่องความร่ำรวย แต่ผลสำรวจพบว่า สิ่งที่ประชาชนอยากได้มากที่สุดคือ ร้อยละ 33.0 ระบุสุขภาพที่ดี แข็งแรง อันดับสองได้แก่ ร้อยละ 24.8 ระบุความร่ำรวยมีเงินทอง โชคลาภ อันดับที่สามได้แก่ ร้อยละ 11.6 มีชีวิตคู่ ครอบครัวที่อบอุ่น ร้อยละ 9.9 ระบุมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ร้อยละ 7.4 ระบุประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน ร้อยละ 7.3 ระบุให้คนที่เรารักมีความสุข เป็นต้น

ส่วนสิ่งที่อยากได้เป็นของขวัญในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จากนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) ผลสำรวจพบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 44.0 เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อันดับสองหรือร้อยละ 12.7 ทำให้ประเทศชาติสงบสุข อันดับสามได้แก่ ร้อยละ 10.9 ขอให้ใจเย็น สุขุม รับฟังคนอื่นให้มากขึ้น ร้อยละ 7.0 ขอให้ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด และร้อยละ 5.0 ขอให้ยุบสภา หรือลาออก ตามลำดับ

 

 

พบ "ป๋าเปรม" ผู้สูงอายุทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากสุด รองลงมาคือ "ทักษิณ"

คำถามที่ว่าประชาชนผู้สูงอายุที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติในทรรศนะของประชาชนที่ถูกศึกษาครั้งนี้ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 44.4 ระบุ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อันดับสองหรือร้อยละ 28.5 ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อันดับสามหรือร้อยละ 23.0 ระบุนายชวน หลีกภัย อันดับสี่หรือร้อยละ 12.7 นายอานันท์ ปันยารชุน และร้อยละ 10.4 ระบุนายสมัคร สุนทรเวช ตามลำดับ

 

ที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.3 กลับไม่ทราบวันผู้สูงอายุ ที่ทราบและระบุได้ถูกต้องว่าตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุกปีมีเพียงร้อยละ 24.7 เท่านั้น และผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.2 ยังไม่เคยไปทำบุญให้กับผู้สูงอายุที่สถานสงเคราะห์หรือบ้านพักคนชราในขณะที่มีเพียงร้อยละ 22.8 เท่านั้นที่เคยไป

 

เมื่อถามถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้สูงอายุคนไทยควรได้รับจากรัฐ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.6 ระบุเป็นเงินเดือน สวัสดิการประจำเดือน ร้อยละ 48.4 ระบุค่ารักษาพยาบาลฟรี ร้อยละ 23.1ระบุได้รับส่วนลดค่าโดยสารในการเดินทาง และร้อยละ 4.5 ระบุอื่นๆ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้ มีบ้านพักคนชราและการส่งเสริมอาชีพในวัยชราภาพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนตั้งใจจะทำเป็นอันดับแรก ถ้าวันนี้เป็นวันผู้สูงอายุ พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 28.9 ระบุ ทำบุญ อันดับสองหรือร้อยละ 27.7 ระบุดูแลลูกหลาน อยู่กับครอบครัว มีความสุขกับครอบครัว อันดับสามร้อยละ 12.9 ระบุพักผ่อนอยู่กับบ้าน ร้อยละ 9.8 ดูแลสุขภาพตนเอง ร้อยละ 5.4 ท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ตามลำดับ

 

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่า ถ้าต้องเสียชีวิตไปด้วยโรคชรา อยากเกิดเป็นคนไทยอีกหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.3 อยากเกิดเป็นคนไทยอีก ในขณะที่ร้อยละ 13.7 ไม่อยากเกิดเป็นคนไทยอีก โดยผลสำรวจพบด้วยว่า อายุเฉลี่ยที่อยากอยู่ในชีวิตมนุษย์ของคนไทยเท่ากับ 72 ปี 6 เดือน

 

 

ที่มา: สยามรัฐและศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์