137 นักวิชาการ ย้ำแก้รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ต้องมาจากประชาชน

วันนี้ (27 ..) นักวิชาการ 137 คน ออกแถลงการณ์เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไปให้พ้นการเมืองแบบ 2ขั้ว (รัฐธรรมนูญของประชาชนต้องมาจากประชาชน) มีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ อันเนื่องมาจากผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือการใช้อำนาจนอกระบบเป็นข้ออ้างเพื่อยุติความรุนแรง


ทังนี้แถลงการณ์นักวิชาการ 137 คน ได้เสนอหลักการสำคัญ 4 ประการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการที่สันติ สร้างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบอบประชาธิปไตย และทำให้สังคมไทยหลุดพ้นจากสภาวะตีบตันทางการเมืองโดยเร็ว


ประการแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ มิใช่เป็นเพียงการแก้ไขในมาตราหนึ่งมาตราใดเท่านั้น


ประการที่สอง ต้องมีการตั้งคณะทำงานหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญอิสระที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากกลุ่ม องค์กรต่างๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมิใช่เป็นองค์กรของข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ นักการเมือง หากต้องประกอบไปด้วยกลุ่มคนอันหลากหลายทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพศและชาติพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย


ประการที่สาม ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดให้กับการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ผลักดัน แลกเปลี่ยน ข้อมูลและความต้องการของแต่ละกลุ่มให้เป็นไปอย่างเสรีและกว้างขวางที่สุด เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นจากฐานของสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ด้วยบรรยากาศของสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและการเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสื่อมวลชนทุกประเภท


ประการที่สี่ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้นลงต้องเปิดให้มีการลงประชามติโดยไม่มีการแทรกแซงจากทุกฝ่ายเช่นครั้งที่ผ่านมา











แถลงการณ์ 137 นักวิชาการ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไปให้พ้นการเมืองแบบ 2ขั้ว


(รัฐธรรมนูญของประชาชนต้องมาจากประชาชน)


เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. 2550 ประสบความล้มเหลวอย่างยิ่งในการสร้างกติกาทางการเมืองขึ้นใหม่ภายหลังการล้มล้างรัฐธรรมนูญ พ.. 2540 ไป ไม่เพียงเท่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นและสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน รวมทั้งมีแนวโน้มที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาภายใต้ข้ออ้างเพื่อยุติความรุนแรง


ขณะที่พรรคพลังประชาชนพยายามที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวก็อาจกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากข้อเสนอในการแก้ไขของพรรคพลังประชาชนมุ่งให้ความสำคัญกับปัญหาความยุ่งยากที่พรรคของตนกำลังประสบอยู่และไม่รับฟังข้อท้วงติงจากฝ่ายอื่นๆ


แม้ข้อเสนอของพรรคพลังประชาชนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่ถ้าหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงจำกัดประเด็นเอาเฉพาะที่เอื้อประโยชน์ต่อเพียงพรรคการเมือง และโดยอาศัยขั้นตอนที่อยู่ในอำนาจของนักการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะขาดการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากสังคมที่กว้างขวางเพียงพอต่อการสร้างความชอบธรรมและการสร้างบทบัญญัติที่ดีให้กับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้ย่อมง่ายต่อการที่จะถูกแก้ไขหรือฉีกทิ้งไปได้อีก ที่สำคัญก็คือจะไม่ได้เป็นกระบวนการที่ช่วยแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในห้วงเวลาปัจจุบันของสังคมไทยแต่อย่างใด


ท่ามกลางสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายต่างๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งและเป็นหนทางไปสู่การสร้างกติกาซึ่งได้รับการยอมรับ จะบังเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาจากการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของทั้งสังคมในการแสดงความคิดเห็น ถกเถียง แลกเปลี่ยนกันอย่างเสรี ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างไร ก็สามารถที่จะเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ ดังที่ได้เคยปรากฏขึ้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ พ.. 2540


นักวิชาการ 137 คน ขอเสนอหลักการสำคัญ 4 ประการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ดังต่อไปนี้


ประการแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ มิใช่เป็นเพียงการแก้ไขในมาตราหนึ่งมาตราใดเท่านั้น


ประการที่สอง ต้องมีการตั้งคณะทำงานหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญอิสระที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากกลุ่ม องค์กรต่างๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมิใช่เป็นองค์กรของข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ นักการเมือง หากต้องประกอบไปด้วยกลุ่มคนอันหลากหลายทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพศและชาติพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย


ประการที่สาม ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดให้กับการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ผลักดัน แลกเปลี่ยน ข้อมูลและความต้องการของแต่ละกลุ่มให้เป็นไปอย่างเสรีและกว้างขวางที่สุด เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นจากฐานของสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ด้วยบรรยากาศของสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและการเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสื่อมวลชนทุกประเภท


ประการที่สี่ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้นลงต้องเปิดให้มีการลงประชามติโดยไม่มีการแทรกแซงจากทุกฝ่ายเช่นครั้งที่ผ่านมา


นักวิชาการจำนวน 137 คน ดังมีรายชื่อข้างท้ายนี้ จึงใคร่ขอเรียกร้องสังคมไทยให้ร่วมกันกดดันให้เกิดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามหลักการ 4 ข้อข้างต้น เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการที่สันติ เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบอบประชาธิปไตย และทำให้สังคมไทยหลุดพ้นจากสภาวะตีบตันทางการเมืองโดยเร็วที่สุด




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ผู้ลงชื่อแล้วประกอบด้วย


.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ฉลาดชาย รมิตานนท์ ข้าราชการเกษียณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา


รศ.วิระดา สมสวัสดิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ.ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล


ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี โครงการสิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล


รศ.ดร.ธเนศ เจริญเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ. ดร.วีระ สมบูรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ดร. สุดา รังกุพันธุ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


รศ. ดร. สมบูรณ์ ศิริประชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


รศ.ใจ อึ้งภากรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ผศ. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


. วรศักดิ์ มหัทธโนบล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ผศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


รศ. ดร. วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. อภิญญา เฟื่องฟูสกุล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร.ประภาส ปิ่นตกแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ. สมเกียรติ ตั้งนโม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน - มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. เดชา ตั้งศรีฟ้า คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์


ดร. พัฒนา กิตอาสา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์


รศ.อังสนา ธงไชย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ. สมโชติ อ๋องสกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


รศ.ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


ดร.ศุภกาญจน์ พงศ์ยี่หล้า ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


รศ. ฉลอง สุนทราวาณิชย์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


รศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ผศ. ดร. ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


รศ. ดร.อรทัย อาจอ่ำ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล


ดร. ทพญ.ศศิธร ไชยประสิทธิ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. อุดมโชค อาษาวิมลกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ.ดร.โกสุม สายจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร.วรรณภา ลีระศิริ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ดร.เยาวนิจ กิตติธรกุล คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ผศ. ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. พรพิมล ตั้งชัยสิน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. วสันต์ ปัญญาแก้ว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ. ดร. ศิวาลักษ์ ศิวารมณ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ. ดร. ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดร. มาลี สิทธิเกรียงไกร สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ดร. เสาวลักษณ์ ชายทวีป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้


ดร. ชูศักดิ์ วิทยาภัค ภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ. ดร. สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


วิภา ดาวมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ผศ.วรรณา ศรีวิริยานุภาพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


.เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


.สัญชัย สูติพันธ์วิหาร คณะสิ่งแวดล้อมฯ มหาวิทยาลัยมหิดล


.อัจฉริยา เนตรเชย คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


.ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


พระมหาสุทธิ อาภากโร คณะพุทธศาสตร์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย


ผศ. สุชาติ เศรษฐมาลินี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยพายัพ


.สุขทวี สุวรรณชัยรบ คณะการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ม.อเมริกานา นิคารากัว


ผศ.ชูพินิจ เกษมณี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


. ทวีศักดิ์ เผือกสม สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


.สุภิญญา กลางณรงค์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อ


สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ


เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ นักวิชาการอิสระด้านแรงงาน


วรดุลย์ ตุลารักษ์ นักวิชาการอิสระด้านแรงงาน โครงการสิทธิมนุษยชน ม.เที่ยงคืน


. กมลวรรณ ชื่นชูใจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


. วาทิศ โสตถิพันธุ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


. บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


. ศักดิ์ชาย จินะวงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


. อำนวย กันทะอินทร์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ชัชวาล ปุญปัน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ชาญกิจ คันฉ่อง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.อำพล วงศ์จำรัส คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ปราณี วงศ์จำรัส คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.เอกกมล สายจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


. พิกุล อิทธิหิรัญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.วีระพันธ์ จันทร์หอม หลักสูตรสื่อศิลปะ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ทัศนัย เศรษฐเสรี หลักสูตรสื่อศิลปะฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการกฎหมาย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ผศ.สุวิมล รุ่งเจริญ ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการอิสระ โครงการสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ


ทพ. วิชัย วิวัฒน์คุณุปการ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา


.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


. ศรันย์ สมันตรัฐ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


. ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


. จันทร์จุฑา สุขี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


. นิภา มหารัชพงศ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


. พนิดา อนันตนาคม สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.กัญญณัฐฐา อิทธินิติวุฒิ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รศ.ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


. รัตนา โตสกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


กรรณิการ์ กิจติเวชกุล สื่อมวลชนอิสระ นักแปล และผู้สนใจประเด็นสาธารณสุข


ผศ. วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


. กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


. อนุสรณ์ งอมสงัด คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


. ญาเรศ อัครพัฒนานุกูล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


ครู ณัฐทินี สอนประสิทธิ์ ครูการศึกษานอกโรงเรียน


อริศรา สิทธิปัน กองห้องสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้


.ธนพรรณ กุลจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.ผุสดี นนทคำจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ลัดดา รุ่งวิสัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นักวิชาการอิสระ กลุ่มเพื่อนประชาชน


.ดุลยภาค ปรีชารัชช วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


. พฤกษ์ ยิบมันตะสิริ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นักวิชาการอิสระ กลุ่มเพื่อนประชาชน


สุชาติ ตระกูลหูทิพย์ นักวิชาการอิสระทางด้านกฎหมาย (ประเด็นแรงงาน)


ศศินันท์ งามธุระ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


วรรณสิริ ทิพยมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


นิฐิณี ทองแท้ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


อาจารย์ สามารถ ศรีจำนงค์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ชำนาญ ยานะ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันวิจัยภาษาฯ มหาวิทยาลัยมหิดล


.สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ผศ. วรรณา ประยุกต์วงศ์ คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


ผศ.ธวัชชานนท์ สิปปภากุล คณะศิลปกรรมและออกแบบฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน


ผศ. ศรวณีย์ สุขุมวาท ภาควิชาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.คำรณ คุณะดิลก นักวิชาการอิสระและอาจารย์พิเศษ, สำนักข่าวแประชาธรรม


. พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


. เนตรดาว เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


 

ysosstupid

ในขณะที่บ้านเมืองแบ่งฝ่ายชัดเจนเช่นนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ตาสว่าง

www.ssr50.org

triarrows

ถ้าจะทำอย่างที่ กลุ่มผู้มีอาชีพสอนหนังสือ ว่ามาก็พอรับได้ แต่ต้องยอมรับเสียก่อนว่าการกบฏยึดอำนาจรัฐเมื่อ19/09/49 เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และการตั้งพรรคพวกกลุ่มองค์คณะต่างๆขึ้นมาดำเนินการภายใต้ อาณัติของฝ่าบกบฏนั้นไม่ถูกต้องชอบธรรมทั้งสิ้น และต้องยุบเลิกไปทันที ดังนั้นการใดที่กลุ่มองค์คณะดังกล่าวได้กระทำลงไปต้องหยุดอยู่เท่านั้นก่อน รวมทั้งการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมต่างๆนั้นด้วย แล้วให้รัฐบาลที่ประชาชนได้เลือกมาแล้วนี้รักษาการไปพราง จนกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกหากินสอนหนังสือได้เสนอมาจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ และให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยนำกกต.ชุดแรกสุดที่ตั้งขึ้นโดยรธน.ปี 40มาทำหน้าที่ และเมื่อได้รัฐสภาและรัฐบาลใหม่แล้ว จึงเข้าสู่ขบวนการสรรหา องค์กรอิสระ เท่าที่จำเป็น และต้องยกเลิกองค์กรอิสระที่มีปัญหาและไม่สามารถดำเนินการโดยไร้ปัญหาได้เหล่านั้นเสียจึงค่อยให้มีการดำเนินการกับเรื่องราวต่างๆที่พักค้างไว้ต่อไปจนจบขบวนความ ตามครรลองของขบวนการยุติธรรม

คนไทย

ไม่ต้องเลือกตั้งหลอกพี่น้องอยากให้ใครเป็นรัฐบาลก็บอกประชาชนเลยจะได้ไม่เสียงบประมาณแผ่นดินก็ต้องอยู่กันอย่างนี้แหละคนไทย คนจนอยู่กันอย่างพอเพียงเพียง ก็ยังดีกว่าพม่า เนาะๆๆๆๆๆ

อาเม้ย

คอยดูนะครับ เดี๋ยวจะมีพรรคห้อยโหนมา เห็นด้วย จากที่พูดคอเป็นเอ็นว่าไม่เห็นด้วย มาแบบมีเชิง จับใต๋ ให้ได้นะ เพราะกระแสของเหล่าอาจารย์นี้มาแรง แน่ ๆ คราบ ยังไงผมเอาด้วยคนนะ เพราะถูกปล้นรัฐธรรมนูญไปเมื่อคราวก่อน

วสันต์

iรับฟังความเห็นทุกกลุ่ม ยกเว้นข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมือง เป็นข้อเสนอที่ขัดแย้งในตัวเอง

007

ผมอ่านรายชื่อดูแล้วนะครับนี่.....

ศ. รศ. ผศ. ดร. อ. (ตัวย่อ) ห่วยแตกทั้งนั้น

วัน ๆ ไม่ทำไร ....วัน ๆ ๆ หากินกับงานวิจัย......

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จดหมายเปิดผนึกถึง "137 นักวิชาการ" :
เมื่อไร จะเลิก "ดัดจริต" เสียที?
การไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ไม่ใช่หมายถึงการกลับไปก่อน 19 กันยาหรือ?

137 "นักวิชาการ" ได้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง
http://www.prachatai.com/05web/th/home/12289

เนื้อหาของแถลงการณ์ แสดงลักษณะ "ดัดจริต" เช่นเดียวกับ ลักษณะ "ดัดจริต" ที่ผ่านมาในรอบทศวรรษ ของ "ชุมชนวิชาการไทย"

ทีน่าเสียใจคือ ในรายชื่อนี้ มีหลายคนที่ should have known better (ควรรู้ดีกว่านั้น) ที่จะไปร่วมลงชื่อด้วย

โดยรวม นักวิชาการเหล่านี้ ยังแสดงลักษณะที่ "ไม่ยอมรับการเมืองแบบเลือกตั้ง" ซึ่งในทศวรรษทีผ่านมา เป็นหัวใจสำคัญ ให้กับการฟื้นอำนาจของขุนศึกศักดินา (อันที่จริง นักวิชาการหลายคนในรายชื่อ - เกษียร เป็นต้น - ยอมรับอย่างเปิดเผย ในด้านที่งานเขียนของตน เป็นการแสดงความยอมรับใน "เครือข่ายในหลวง" ด้วยซ้ำ)

แถลงการณ์ แสดงให้เห็น "วัฒนธรรมแบบพวกมากลากไป" วัฒนธรรมที่ไม่มีความกล้าวิจารณ์กันเอง ที่ในทศวรรษที่ผ่านมา ปล่อยให้ "พวกเดียวกันเอง" แสดงทัศนะที่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย สนับสนุนอำนาจมืดนอกรัฐธรรมนูญ สร้างสถานการณ์ให้การยึดอำนาจของอำนาจมืดนั้น โดยไม่ยอมแตะต้องกันเอง

ขณะเดียวกัน ก็ "เก่ง" แต่การวิจารณ์ นักการเมือง ("นักเลือกตั้ง") และนักการเมืองเท่านั้น
เมือ่ถึงเวลา ในปีทีผ่านมา ที่ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ออกมา เปิดเผยตัวอย่าง "อย่างล่อนจ้อน" (คำของคนหนึ่งที่ร่วมลงชื่อ) อย่างเมื่อ เมษา 2549 หรือ พฤษภา 2550

ขอถามว่า ไหน "แถลงการณ์" ที่ 137 ่คน ร่วมลงชื่อคัดค้าน เหตุการณ์แบบ 2 กรณีนั้น?

ไหน "ความกล้าหาญ"? "ความห่วงใยสังคม"? ฯลฯ

ทั้ง 137 คน ทีลงชื่อในแถลงการณ์ ฉบับนี้ แต่เงียบเป็น "ตูด" (ที่ได้แต่ "ตด") เมื่อ เมษา 49 และ พฤษภา 50

สมควรมีความละอายแก่ใจตัวเองว่า

"ดีแต่ออกมาเมื่อนักการเมืองเคลื่อนไหว" เท่านั้น

ดีแต่ใช้ "เครดิต" ความเป็น "นักวิชการ" ออกาส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองที่ผิดๆ เช่นเดียวกับที่ทำมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น

คนที่ลงชื่อนี้ หลายคนอ้างว่า "ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร"

คำถามคือ "ไม่เห็นด้วยกับอะไรที่เกี่ยวกับรัฐประหารกันแน่?"

รัฐประหารที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การล้มรัฐบาลเมื่อ 19 กันยา และต่อมาคือ ล้มพรรครัฐบาล 19 กันยา โดยใช้ทั้งอำนาจปืน และอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ตุลาการภิวัฒน์" ภายใต้ข้ออ้างเรื่อง "กระบวนการยุติธรรม" หรือ?

สิ่งที่ พปช.กำลังทำ ถึงที่สุด คื่อ การพยายาม "เปลี่ยนดุลย์อำนาจ" กลับไปที่ ก่อน 19 กันยา โดยใช้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นตัวนำ

สิ่งที่ พปช.กำลังทำ อันที่จริง เป็นการทำแบบ "กระมิดกระเมี้ยน" ด้วยซ้ำ

ความจริง จากจุดยืนของ การ "ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร" ที่นักวิชาการเหล่านี้จำนวนมากอ้างนั้น สมควรเสนอให้ หาทางกลับไปสู่ก่อน 19 กันยา ยกเลิก รธน.ฉบับ"เถื่อน" ของ คมช. ยกเลิก สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก รปห. (คตส. "ตุลาการภิวัฒน์" ยุบ ทรท. ฯลฯ) ด้วยซ้ำ ไม่ใช่หรือ?

แล้วถ้าพวกคุณจะไม่เห็นด้วยกับทักษิณ กับ ทรท. ก็หาทางสู้ด้วยวิธีของพวกคุณเอง ไม่ใช่ด้วยการ "เกลียดตัวกินไข่" "ยืมจมูก คมช.หายใจ" แบบนี้

การออกมาแสดงความกังวลเรื่อง พปช. กำลังแก้ รธน. เพื่อแก้ "ความยุ่งยากที่พรรคของตนกำลังประสบอยู่ [โดย]ไม่รับฟังข้อท้วงติงจากฝ่ายอื่นๆ" คืออะไร?

ไม่ใช่สะท้อนการกลัวว่า "จมูก" ที่พวกคุณ "ยืม" คมช.หายใจ (แต่ปาก ประกาศว่า "ไม่เอา คมช.") จะสูญเสียไปหรอกหรือ? ("จมูก" คือ คตส., ตลก.รธน. ยุบ ทรท. ฯลฯ ในที่สุดคือ รธน.50 เอง)

"ความยุ่งยากที่ พปช. กำลังประสบอยู่" ไม่ใช่สิ่งที่ คมช.สร้างไว้ ที่ปากพวกคุณว่า "ไม่เห็นด้วย" หรอกหรือ?

ถามอีกครั้งว่า พวกคุณ "ไม่เห็นด้วย" อะไรกับการรัฐประหาร กันแน่?

น่าเสียใจ และน่าสมเพชจริงๆที่ "ปัญญาชน" ไทย ช่าง "ปากว่าตาขยิบ" ได้ขนาดนี้

(ในหมู่พวกคุณที่เขียนวิจารณ์ pragmatism ไม่รู้ตัวว่า กำลัง pragtice pragmatism เสียเองแล้ว?)

การเมือง "2 ขั้ว" คืออะไร? นี่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง "ขั้ว" ทีอิงอำนาจนอกสภา กับ "ขั้ว" ที่ยืนยันให้ใช้การเลือกตั้งเป็นตัวตัดสินอำนาจหรือ?

ระหว่าง "2 ขั้ว" นี้ มี "ลักษณะเหมือนกัน" หรือ?

การพูดเช่นนี้ ก็เหมือนกับการพูดว่า ระหว่าง "ขั้ว" ของ "ฆาตกร" กับ "ขั้ว" ของ คนที่ถูกฆ่า มีลักษณะ เป็น "2 ขั้ว" ที่ต้อง "ก้าวให้พ้น" เหมือนกัน

คือการพูดแบบไม่มีความกล้า ที่จะยืนยันว่า "ขั้ว" ของ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" แบบ ขุนศึกศักดินา ที่ออกมาอาละวาดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เป็น "ขั้ว" ที่ไม่ควรมีที่อยู่ในสังคมไทย หลัง 2475 ไปนานแล้ว

ในปีเศษทีผ่านมา "ขั้ว" ของ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ซึ่ง เป็น "กบฏ" ทำผิดกฎหมายขั้นร้ายแรงที่สุด ที่มีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับลอยนวลได้

ไหน แถลงการณ์ของ 137 นักวิชาการ ให้จัดการกับการกบฏ จัดการลงโทษผู้ที่ล้มรัฐธรรมนูญ?

ขอถามว่า ไหน คือความกล้า ที่จะออกแถลงการณ์ลักษณะนี้ มาให้ "สังคม" รู้ว่า บรรดาคนที่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ควรมีที่ทางในการเมืองไทยอีกต่อไป ไม่ควรมีที่ทางในการเมือง ตั้งแต่เมื่อเกือบ 80 ปีกอ่นแล้ว?

ไหนความกล้าหาญที่จะ "ให้การศึกษา" กับ "สังคม" ถึง "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ทีว่านี้?

เพียงเรื่องแค่นี้ ก็นึกไม่ออก ถึงความว่างเปล่าของ "วาทกรรม การเมือง 2 ขั้ว"?

การพูด"วาทกรรม การเมือง 2 ขั้ว" แบบนี้ ซึ่งทำให้นักวิชการ "ดูดี" มีความ "เป็นอิสระ" ในขณะเดียวกัน ก็อ้างอิง "ความเป็นตัวแทนสังคม / ประชาชน" (ทั้งที่ "ประชาชนจริงๆ เขาสนับสนุนพรรคการเมือง ด้วยการเลือกตั้ง ไม่ใช่สนับสนุนสิ่งที่พวกนักวิชาการเสนอ)

"นักวิชาการ" หรือ "ปัญญาชน" ที่แท้จริง ต้องเริ่มต้นจากหลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่ใช่เริ่มกาารคำที่ "ฟังดูดี" แต่ "กลวงเปล่า" อย่าง "การเมือง 2 ขั้ว" แล้วจากจุดเริ่มต้นทางหลักการนั้น ไปวิพากษ์ การล่วงละเมิดหลักการประชาธิปไตยนั้น

ไม่เป็นเรื่องแปลก ที่จดหมายเปิดผนึกดัดจริตฉบับนี้ สามารถลงชื่อโดยคนอย่าง (ตัวอย่างเดียว) "นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์...นักวิชาการอิสระ" ที่เข้าร่วมกับพันธมิตรมาโดยตลอด

ถ้าปัญญาชน นักวิชาการไม่มีความกล้าหาญทีจะยืนยันในความถูกต้อง เอาแต่ใช้วิธีคิดแบบ "รวมหมู่" แบบนี้ (เช่นเดียวกับวิธีคิดแบบ "รวมหมู่" ในทศวรรษทีผ่านมา ที่ทำให้เกิด "ฉันทามติกรุงเทพ" คือ การผลักดันเปลี่ยนแปลงทางการเมือง "ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์")

ในหลายปีทีผ่านมา ก็เพราะเรามี "ชุมชนวิชาการ" แบบนี้แหละ คือ "ชุมชน" ที่สมาชิกแต่ละคน ไม่มีความกล้าหาญ ที่จะยืนยันในหลักการถูกต้อง เอาแต่ "ร่วมลงชื่อ" (ร่วมลงชื่อ กับ คนอย่างประเวศ วะสี เป็นต้น)

ธรรมศักดิ์

เมื่อชนั้นปัญญาชนยังไม่ตกผลึก....
ก็สมควรแล้วที่อ.สมศักเดิ จะเปิดเผยธาตุแท้ของนักวิชาการให้สังคมพิจารณา

หากพิจารณากันอย่างเป็นธรรม คำตอบสุดท้ายคือ ประชาชน......
ข้อเขียนของอ.สมศักดิ์ จึงถูกต้องตรงประเด็นมากที่สุด ......(ก็ที่ลงชื่อก็เพื่อเสนอประชาชนมิใช่หรือ)
เมื่อชนชั้นนำ(ปัญญาชนที่เป้นครูบาอาจารย์) ยังประนีประนอมยอมกับความชั่วช้าและความไม่ชอบธรรมและความไม่ถูกกฎหมาย ก็อย่าหวังเลยว่าสังคมไทยจะพัฒนาและปลดแอกจากอำนาจของอมาตยาธิปไตยได้

ปล. เป้นห่วงจังเลยว่า เหล่าปัญญาชนเป็นส่วนหนึ่งของคระอำมาตยาธิปไตยด้วย

เชอรี่

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ใครง่ะ????

มีแง่มุมทางวิชาการที่น่าสนใจตรงไหนบ้าง

นักวิชาการอิสระ ใครมีคุณสมบัติบ้างง่ะ???
อยากเป็นบ้าง...

กลุ่มเพื่อนประชาชน มีงานทางวิชาการบ้างหรือเปล่า อยากอ่านง่ะ!!!!

เรื่องรัฐประหารกับ ม.๗ จะอธิบายทางวิชาการว่ายังไง???

แถลงการณ์และรายชื่อนักวิชาการฉบับนี้
เปรียบเสมือน "เครื่องซักผ้ากับผงซักฟอกเยย....อิอิอิ!

ar

อาจารย์สมศักดิ์ดูเหมือนจะรักประชาธิปไตยจริง แต่ทำไมเมื่อพันธมิตรออกมาชุมนุมแสดงความคิดเห็นโดยสงบ แต่กลับถูกกลุ่ม นปก ประชิด ตามติด ยั่วยุ ตั้งแต่การชุมชนที่ธรรมศาสตร์ทุกครั้ง จนถึงการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน ทำไมอาจารย์สมศักดิ์ไม่ออกมาตักเตือนคนกลุ่มนี้บ้าง ให้รู้จักวัฒนธรรมประชาธิปไตยโดยเคารพความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง แม้แต่การที่เจ้าหน้าที่รัฐเพิกเฉย ปล่อยให้มีการทำร้ายกัน ทำไมอาจารย์สมศักดิ์ไม่ออกมาตักเตือนรัฐบาลบ้าง

อาจารย์สมศักดิ์ลองมาข้อความข้างล่าง ซึ่งเป็นคำพูดของตำรวจคนหนึ่งจากข่าวสด แล้วอาจารย์ไม่รู้สึกอย่างไรเลยหรือว่ามันละเมิดอุดมการณ์ประชาธิปไตยของอาจารย์

ข้อความจากข่าวสด โดยตำรวจผู้หนึ่ง
"คงพูดไม่ได้ว่านโยบายเป็นอย่างไร จะให้ผมทำยังไงล่ะเป็นเพียงผู้ปฏิบัติเท่านั้น ก่อนอื่นต้องแยกแยะก่อนว่า กองร้อยควบคุมฝูงชนมีหน้าที่เปรียบเสมือนกำแพงกันไม่ให้สองฝ่ายเผชิญหน้าประชิดตัวกัน แต่ตำรวจที่ยืนรายล้อมอยู่ข้างนอก เป็นตำรวจในเครื่องแบบของ บช.น.นั่นแหละ กลับยืนอยู่เฉยๆ ทั้งที่ก็เห็นเหมือนผม มีการขว้างสิ่งของใส่กัน ชกต่อยทำร้ายร่างกายกัน ตามกฎหมายเรียกว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าแล้ว กลับไม่ทำอะไร เพราะทำตามนโยบายที่ผู้ใหญ่สั่งไว้"

คนเมือง

ความผิดซึ่งหน้าแรก คืดการปิดถนน อันที่สองคือการเดินออกเพื่อให้เกิดการสับสน อันที่สามนี่ก็ทะเลาะวิวาท
สมมุติว่าผม นำหน้าชื่อ ว่า "นาย" บังเอิญได้รับเลือก เข้าไปร่าง ตัวคงลีบน่าดู ผมคงรับฟังมากกว่าเสนอ และกลุ่มที่อยู่(อนุ)ก็คงไม่ใช่สาระสำคัญของกฏ
คนที่เป็น มือเขียน เข้าใจ ชักนำ ชักจูง ในประเทศไทยนี่ มีกี่คน ไม่ต้องอ้างว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมเลยครับ ทำอย่าให้มันเกินเลยส่วนใหญ่คงรับ
ขอเรื่องเดียว เขียนแล้ว ไม่ต้อง "ตี"ความ

จิตประไพ โสภาวันดี

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
เป็น "ผู้ปฎิบัติงาน" ของ พันธมิตร ฯ มิใช่หรือ ทำไมเข้ามาลงชื่อด้วยล่ะ เดี๋ยว "สนธิ ลิ้ม ฯ ประจานเอาน่ะ

อ๋อ หรือว่า เข้ามาเป็นใส้ศึก

ar

กลุ่ม นปก. เคยปิดถนนหรือไม่ กลุ่ม นปก. เคยเคลื่อนขบวนหรือไม่ และสุดท้ายที่สำคัญ กลุ่ม นปก. เคยทำลายทรัพย์สินของทางราชการและสาธารณุหรือไม่ พันธมิตรเคยก่อความวุ่นวายทำลายทรัพย์สินสาธารณะหรือไม่ หากไม่มีกลุ่ม นปก. มาประชิด ยั่วยุ ในทุกครั้งที่มีการชุมนุม ขอถามว่าจะมีเหตุการทะเลาะทำร้ายกันหรือไม่
กลุ่ม นปก. อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ สิ่งเหล่านี้ นปก. อ้างว่าสำคัญกว่าการจราจรรถติดขัดใช่หรือไม่ ประชาชนก็ลำบากไม่น้อยกับกลุ่ม นปก. ชุมนุม แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำเพื่อต่อต้านเผด็จการ

พันธมิตรเขาก็มีเหตุผลทำเพื่อชาติเหมือนกัน เพราะหากให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อพวกพ้อง ไม่ใช่เพื่อคนส่วนใหญ่จริงและฟอกคนผิด ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ไหน "แถลงการณ์ 137 นักวิชาการ" ในกรณีนี้

ดูตัวบท "แถลงการณ์ 137 นักวิชาการ" ทีนี่
http://www.prachatai.com/05web/th/home/12289
และดูการวิพากษ์เริ่มต้นของผมที่นี่
http://www.prachatai.com/webboard2/viewtopic.php?f=2&t=14485 หรือที่
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?s=48b133a46b6996d8d57c423787a0942a&showtopic=8509

นี่คือ พระราชดำรัสเมื่อ 4 ธันวาคม 2549 (คือเพียง 3 เดือนหลังการยึดอำนาจของ คมช.)

ฉะนั้นขอให้คนที่เขาว่าแก่แต่ว่ามีประสบการณ์แล้วมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้บ้านเมืองดำเนินงานไปได้ ขอให้พวกที่แก่ได้มีความสำเร็จ ได้มีความสำเร็จในงานการ ก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ พูดถึงแก่ นึกแก่ อายุมากอายุน้อยพูด ต้องดูบ้าง ตอนที่ยุบรัฐบาลได้มีการตั้งรัฐบาล ก็ตั้งมาด้วยดีโดยที่คนตั้งใจที่จะทำงาน ที่จะ ก็ไม่ทราบว่าได้ตั้งใจจริงๆ หรือไม่ แต่ว่าคนแก่ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นตำแหน่งใหญ่ก็ไม่ต้องการอะไร ไม่ได้มีความโลภว่าจะต้องการตำแหน่ง แต่เห็นว่าต้องมีคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ผู้ที่อายุมากก็ยอมรับ เขาจึงว่าแก่นำก็ไม่มีใครว่า ผู้ที่ได้มารับตำแหน่งรัฐบาล หรือตำแหน่งที่สำคัญๆ เพราะว่าได้ทำมามากแล้ว ที่เขาว่าแก่ ตรงข้ามก็คงต้องถือว่าเป็นคำชมเชยว่า อุตสาหะแก่แล้วจะพักผ่อนได้ ไม่เอา เขาขอให้เป็นก็เป็น นี่เป็นสิ่งที่น่าชมเชย แต่คนที่ว่าอาจจะเป็น มาจากความอิจฉาก็ได้ อิจฉาก็ช่างเขา หมายความเขาทำไม่ได้ คนที่ว่า คนที่รับเป็น เข้าใจ เดาใจว่า ถ้าสมมุติว่าทำแล้วทำไม่ได้ก็บอกว่าทำไม่ได้ เพราะว่าไม่เคยเป็น ไม่เคยทำ หน้าที่อย่างนี้ ทำเท่าที่ทำได้ แต่เชื่อว่าทำได้ เพราะว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ในวันที่มารับตำแหน่ง

สรุปคือ
1. ทรงสน้บสนุน อวยพรให้ รัฐบาล คมช. ที่มาจากการยึดอำนาจ (ที่ทรงเห็นว่า รัฐบาลจากการยึดอำนาจนั้น "ตั้งมาด้วยดี")
2. ทรงวิจารณ์ว่า พวกที่คัดค้าน รัฐบาลรัฐประหารอยู่ในขณะนั้น เป็นเพราะ "ความอิจฉา" ซึ่งทรงกล่าวว่า "อิจฉาก็ช่างเขา"

ไหน "แถลงการณ์ 137 นักวิชาการ" ในกรณีนี้?

(ผมเสียใจมาก ที่ "นักวิชาการ" หลายคน ที่ผมรู้สึก very fond of เป็นการส่วนตัว ไปร่วมลงชื่อในแถลงการณ์นี้ แบบ "พวกมากลากไป" โดยไม่ยอมคิด ไม่ยอม "วิพากษ์" หรือ "อ่าน" หนังสือ/แถลงการณ์ อย่าง "มีนัยยะการเมือง" เหมือนกับที่เวลาสอนหนังสือ ที่พูดถึงเรื่องการ "อ่าน" เรื่อง "การเมือง" ของ statements ของ discourse ต่างๆ)

ปล. ผมหยุดอภิปรายกระทู้ศิโรตม์ เพราะเห็นว่า คนที่มีสมองเล็กน้อย ก็น่าจะ get the point แล้ว แต่ปรากฏว่า หลายวันนี้ ยังมีคนงี่เง่า (ชื่อที่เขาใช้เองคือ dumber มาโพสต์เรื่องนี้อีก ทั้งที่ฟ้าเดียวกันและประชาไท หวังว่า ถ้าจนถึงจุดนี้ ยังไม่รู้จักใช้สมอง กรณีล่าสุดนี้ อาจจะช่วยทำให้หันมาใช้บ้าง ว่า ประเด็นอยู่ตรงไหน นี่ไง กรณีสดๆร้อนๆของ "ชุมชนวิชาการ" ที่ "มีปัญหาจนตัวสั่น" กับนักการเมืองเลือกตั้ง แต่กับ"คนอื่น" ก็เงียบเป็นตูดหมด ควรจะใช้สมองได้บ้างแล้วว่า มีตรงไหนที่อภิปรายนี้ เกี่ยวกับ "ชั่ง ตวง วัด" บ้าง? เอาแค่ ออกแถลงการณ์ในสถานการณ์อะไร ซึ่งสะท้อนวิธีคิด และลักษณะ "ความกล้าหาญทางศีลธรรม" ของคนออก อย่างไรบ้าง ก็พอ

ar

อาจารย์สมศักดิ์ ไม่อยากเรียกว่าอาจารย์เลย
ไปว่าเขาทางอ้อมคนที่เขาคิดไม่เหมือนคุณว่าสมองน้อยอีก

ถ้าใครคิดไม่เหมือนคุณคงว่าเขาสมองน้อยไปหมด ช่างเป็นคนที่รักประชาธิปไตย เคารพความเห็นต่างเสียจริง

อะตอม

ครับมีโอกาสเป็นทางเลือกที่สามที่สะท้อนมาจากคนดูหรือพื้นที่ของคนกลางที่ผมเคยเสนอไว้ ว่าบ้านเมืองตอนนี้ต้องขยายพื้นที่แบบนี้ให้มาก

พวกสุดขั่วหลุดโลก แบบสนธิ ลิ้มฯและแก็งส์นั้น บทบาทอันธพาลแบบนี้ เราควรจะกดดันให้สังคมลดๆบทบาทลงไป เงื่อนไขความรุนแรงแบบนี้

ตัวแปรแบบนี้ มันได้แสดงผลความเสียหายวุ่ยวาย เครียสเสียเวลาเพราะที่สุดเสียเรื่องเกมที่เขาเล่นนั้นก็เป็นแค่เครื่องมือในตัวละครหมากของเกมอำนาจ และเกมที่เขาเล่นคนกลางหรือภาคประชาชนส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อ

สังคมตอนนี้ควรเปิดพื้นที่ตรงกลางของคนที่นำเสนอแต่ข้อเท็จจริงไม่แฝงข้อมูลทางยุทธศาสตร์ใดใดแฝงมา ข้อมูลกลางๆจนถึงหลากหลายรอบด้านไม่แฝงความรู้สึกอคติใดใดกับฝ่ายไหน

สังคมไทยตอนนี้ต้องการมาก เช่นการเสนอ แนวทางแบบนี้ของกลุ่มอ.แบบนี้ ผมคงไม่อยากตรวจสอบที่มา??? แต่ดูจากเนื้อหาแล้วมันไปในทิศทางที่ผมกำลังจะพูดถึงขยายพื้นที่คนดูคนกลางให้มากๆ สังคมไม่ควรผูกขาดให้ใครจูง ไปหลงทางแบบพันธมิตรตอนนั้นอีก???

ddt

ผมเห็นด้วยกับ campaign นี้ของ 137 อาจารย์ (ขนาด อ.รังสรรค์ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือผู้จัดการ ยังออกมาเสนอทางนี้ได้ ก็หวังว่าจะสามารถลดกระแสงี่เง่าของแก็งค์โพกผ้าเหลืองไปได้บ้างไม่มากก็น้อย)

รวมทั้งเห็นด้วย / สนับสนุน การงวิพากษ์วิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์ ซึ่งดำเนินไปย่างตรงไปตรงมา ต่อเนื่อง ไม่ต้องเกรงใจกัน (หรือไม่ต้องทำเป็น brotherly and sisterly)

เพราะ รากฐานสำคัญของประชาธิปไตยคือการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่การ "ฮู้หลั่นพา" กันเอง

ว ณ ปากนัง

*รัฐธรรมนูญดีอย่างไรไม่อาจแก้
ให้พวกแพ้ชวนตีดีขึ้นได้
มันต้องเกิดเหตุป่วนกวนร่ำไป
หากไม่ได้ดั่งใจอันธพาล

*ต้องจัดการอันธพาลการเมืองก่อน
ดับทุกข์ร้อนบ้านเมืองเคืองล้างผลาญ
จึงจะเกิดกฎหมายใช้ยืนนาน
ยึดหลักการเป็นที่ตั้งอย่างมั่นคง

ar

เห็นด้วยกับ ว ณ ปากนัง ว่ารัฐธรรมนูญดีอย่างไรไม่อาจแก้ปัญหาได้ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญนั้นฟอกคนผิด ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม อาศัยเพียงเสียงส่วนใหญ่ แต่หากไม่ชอบธรรม ไม่ยุติธรรม สังคมก็อยู่ไม่ได้ และจัดการกับพวก นปก. ที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

The Kingdom

เรียนท่านนักวิชาการ 137 ท่านที่เคารพ
จากหลักการสำคัญ 4 ประการของท่าน

ประการแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ มิใช่เป็นเพียงการแก้ไขในมาตราหนึ่งมาตราใดเท่านั้น
ถามว่าจะแก้หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์อย่างไร ถ้าคงไว้ไม่แก้ไข จะถือว่าละเมิดหลักสำคัญข้อนี้หรือไม่

ประการที่สอง ต้องมีการตั้งคณะทำงานหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญอิสระที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากกลุ่ม องค์กรต่างๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมิใช่เป็นองค์กรของข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ นักการเมือง หากต้องประกอบไปด้วยกลุ่มคนอันหลากหลายทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพศและชาติพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย
ถามว่า หากมีตัวแทนกลุ่มและหรือองค์กรนับแสนคนต้องการเข้าร่วมร่างรัฐธรรมนูญจะจัดการอย่างไร การจำกัดจำนวนกลุ่ม ถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิ์แห่งความหลากหลายหรือไม่ การใช้ระบบตัวแทนยังจะนำไปสู่ข้ออ้างในความไม่หลากหลายอีกหรือไม่

ประการที่สาม ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดให้กับการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ผลักดัน แลกเปลี่ยน ข้อมูลและความต้องการของแต่ละกลุ่มให้เป็นไปอย่างเสรีและกว้างขวางที่สุด เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นจากฐานของสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ด้วยบรรยากาศของสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและการเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสื่อมวลชนทุกประเภท
ถามว่า เหตุใดจึงให้สิทธิพิเศษกับสื่อมวลชนทุกประเภท แทนที่จะเป็นประชาชนทุกหมู่เหล่า สื่อมวลชนที่มุ่งหมายทำลายรัฐธรรมนูญ หรือมุ่งหมายกดดันให้รัฐธรรมนูญมุ่งรับใช้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จัดอยู่ในสื่อมวลชนทุกประเภทหรือไม่

ประการที่สี่ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้นลงต้องเปิดให้มีการลงประชามติโดยไม่มีการแทรกแซงจากทุกฝ่ายเช่นครั้งที่ผ่านมา
ถามว่า ถ้าทุกฝ่ายไม่แทรกแทรงแล้วจะมาร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญทำไม หรือที่ผ่านมามีการแทรกแทรงจากเพียงบางฝ่ายจึงได้เกิดปัญหาขึ้น

ผมหวังว่าจะไม่มีใครไปเชิญพวกท่านมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้มีการลงสมัครรับเลือก ท่านจะได้ทราบว่าประชาชนเขาเห็นชอบความเห็นของพวกท่านมากน้อยเพียงไร

โหวตกันดีกว่าถ้าแน่จริง...

HIHI

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นักวิชาการอิสระ กลุ่มเพื่อนประชาชน.......................

เห็นด้วย

เป็นแนวคิดที่ถูกต้องมากฯ บ้านเมืองจะได้สงบเรียบร้อยซะที แล้วให้กลุ่มผลประโยชน์มาเดินตามแนวทางที่ประชาชนกำหนด กลัวแต่พวกนี้จะรับไม่ได้เลยต่อต้านแนวคิดนี้

นีรนาม

แปลกแต่จริงครับพี่น้อง
มีใครพบเจอเช่นผมมั่ง
คืออย่างนี้ครับ
เมื่อตะกี่เนี้ยะ
มีบุคลคนหนึ่ง
เข้ามาติดต่อพูดคุยกับผมในบ้าน
และแจ้งว่ามาจากสนักงานเขตตลิ่งชัน
ในโครงการสุขภาพชุมชนร่วมกับสำนักงานอนามัยแล้วขอวัดความดัน(มีเครื่องตรวจวัดความดันไปด้วย)และพร้อมนั้นก็จดชื่อ นามสกล ที่อยู(ปัจจุบัน)หมายเลขบัตรประชาชน
สังเกตุได้ว่าการขอชื่อ ท่อยู่ กับหมายเลข
บัตรประชาชนจะพูดย้ำบ่ยมาขยั้นขอเอาให้ได้
ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไรจึงให้ไปและของภรรยาด้วยและได้รับแจกไนงสือคู่มือสุขภาพครอบครัวสำหรับประชาชนเล่มหนึ่ง

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรแต่เมื่อคนที่มาติดต่อขอวัดความดันจากไปแล้วสักพักใหญ่จึงคิดได้ว่าเพียงมาขอวัดความดัทำไมต้องจดชื่อที่อยู่หมายเลขบัตรประชาชนด้วย
หรือว่า...
เป็น...
เป็นกโลบายของพรรคการเมือ(เขื่อง)ที่มีใครคนหนึ่งเป็นผู้ว่า กทม....เพื่อประโยชน์ในการลง๙อถอดถอนฝ่ายรัฐบาล...
หรือว่าเพื่อประชามติแก้...ไม่แก้(ผ้า)รัฐธรรมนูญหรือปล่าวให้สงสัยจริงๆๆๆๆ

เกิดมายังไม่เคยเสียท่าใครนะครับพี่น้องๆๆ เพิ่งจะครั้งนี้ล่ะคร๊าบพี่น้องๆๆ

ประกาศ
ประกาศ
โปรดระว้ง และบอกกันต่อๆๆๆ ไปด้วยครั๊บพี่น้องงๆๆ

ark

ขอเห็นด้วยกับ ว ณ ปากนัง
อย่าได้หวังรัฐธรรมนูญจำรูญศรี
หากเกิดจากอันธพาลมารราวี
ที่เห็นดีเผด็จการทหารนำ
ต้องจัดการพาลทะมิดที่คิดป่วน
ที่ก่อกวนบ้านเมืองเคืองระส่ำ
ไม่ยอมรับเสียงข้างมาก..หากอยากนำ
ประเทศช้ำเพราะยุแยกแตกทำลาย

ชาวนา

ไอ้มาร์ค ม. ไพร่

ชาวนา

ไอ้มาร์ค ม. ไพร่

crt.n

เห็นด้วยกับอ.สมศักดิ์ เจียมฯ อย่างยิ่ง

นี่คือความอับจนปัญญาของนักวิชาการสมองน้อย...และไม่มีจุดยืนในผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

อ.ที่ลงชื่อ 137 คน อุปมาอุปมัย "เห็นความขัดแย้ง 2 ขั้ว...เสร็จแล้วก็โดดตบประชาชนฝ่าย นปก."

ทำไมเห็นความขัดแย้ง 2 ขั้วแล้วโดดเล่นงานหัวโจกพันธมิตร เปรม ทหารโจร

กลับโดถีบประชาชนรากหญ้า...(ง่ายดี)ไม่กล้าแตะศักดินาที่ว่างเปล่า

โดดเตะประชาชนที่ห้าวหาญแต่กองกำลังยังน้อยนี่แหละ..เท่ดี

นักวิชาการ 137 จึงเป็น คนกระดดดล๊อกคอประชาชนให้ฝ่ายพันธมารยำเละ

รากหญ้าต้องรู้ทันนักวิชาการทุรชน...

ขอสนับสนุน อ.สมศักดิ์...แม้ผม และรากหญ้าจะสมองน้อย ก็ตาม(หัวโตไม่เท่าอาจารย์สมศักดิ์)...แต่ก็โตกว่า 137 นักวิชาการ..ที่สามารถวินิจฉัยได้เร็วว่าใครรักรากหญ้าที่แท้จริง...และรู้ว่า...คนกลุ่มใด...กฎหมายใด..และคำพูดของนักวิชาการใดให้ประโยชน์แก่ประชาชน

รู้ว่า 137 นักวิชากุด...ทำเพื่อระบอบอุปถัมภ์ที่ว่างเปล่าเท่านั้น

ปล.วันหลังให้ 137 นักวิชาการไปยืนแถวสนามหลวงด้วย...รากหญ้าจะช่วยเอาเลือดโง่ออกให้คนละขวดสองขวด

crt.n

ทำไมเห็นความขัดแย้ง 2 ขั้วแล้ว จึงไม่กระโดดเล่นงานหัวโจกฝ่ายพันธมิตร เปรม ทหารโจร และกลุ่มลาดชะนิกูล

กลับมากระโดดถีบประชาชนฝ่ายรากหญ้า...(ง่ายดี)ไม่กล้าแตะศักดินาที่ว่างเปล่า

โจรปล้นประชาชน...กลับโดดเตะฝ่ายเจ้าทุกข์

หาว่า 2 ขั้วขัดแย้งกัน....ให้ยกประโยชน์ให้แก่ 137 คนเสียเถอะ

ThuRed

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ อีกครั้ง
เสียอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ไป ก็ได้ อาจารย์สมศักดิ์ นี่แหละมาแทน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ประชาธิปัตย์ ชูธง "หมิ่นกษัตริย์" มาเป็นสัปดาห์แล้ว ไหน "แถลงการณ์ 137 นักวิชาการ"?

ข้ออ้างเรื่อง "ไม่เอาการเมือง 2 ขั้ว" ของ พวก "นักวิชาการ"
ที่ร่วมกันลงชื่อในแถลงการณ์ฉบับล่าสุดนี้

เป็นเพียงข้ออ้างดัดจริต ไว้สำหรับเขียนคำประเภท

"พปช. แก้ รธน.เพื่อแก้ ความยุ่งยากที่พรรคของตนกำลังประสบอยู่ [โดย]ไม่รับฟังข้อท้วงติงจากฝ่ายอื่นๆ"

(และเพราะด้วยคำแบบนี้ คนอย่าง นิติรัตน์ ที่ร่วมหัวจมท้ายกับพันธมิตรจึงยินดีลงชื่อด้วย
เพราะแถลงการณ์แบบนี้แหละ ที่พวก "เครือข่ายในหลวง" อย่างเกษียร ฯลฯ ยินดีร่วมลงชื่อด้วย)

พรรคประชาธิปัตย์ ชูธง "หมิ่นกษัตริย์" มาปิดปากคน เป็นสัปดาห์แล้ว

ไหน "แถลงการณ์ 137 นักวิชาการ" ประณามการกระทำนี้ ซึ่งผลักการเมืองไทยถอยหลังเข้าคลองไปหลายปี?

ไหน "แถลงการณ์ ประณาม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"??
(ประเภท "อภิสิทธิ์ ต้องหยุด การชูประเด็น "หมิ่นกษัตริย์" ..." ฯลฯ)

เป็นแต่ด่า "ระบอบทักษิณ" เท่านั้น??

เมื่อเวลาถึงการแสดงอำนาจบาดใหญ่ของพวกขุนศึกศักดินา
พวกคุณก็ "หลบฉาก" เข้าไปอยู่ใต้ "เกราะ" ประเภท "เราไม่เอาทั้ง 2 ขั้ว"

อ้างคำหรูๆประเภท "รธน./กระบวนการเมือง"ต้อง "ให้ประชาชนมีส่วนร่วม"

เวลาก่อน รปห. 19 กันยา ที่ประชาชนจริงๆ เขามีส่วนร่วมในการเลือกรัฐบาล
คุณก็ไม่ยอมรับรัฐบาลที่เขาเลือก ยืนยันว่า (แบบเดียวกับพวกขุนศึกศักดินา) ว่า รัฐบาลนั้นต้องออกสถานเดียว

"กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน" ของพวกคุณคืออะไร?
ก็คือการตั้งคนในแวดวงวิชาการ ในแวดวง ngo "เข้าไปมีส่วนร่วม" ในการร่าง รธน. ฯลฯ

ลักษณะดัดจริต คิดแบบเทวดาเช่นนี้ ...

พวก "คุณ" ควรละอายแก่ใจตัวเองจริงๆ

(อย่าอ้างแถลงการณ์หน่อมแน้มของ ม.เที่ยงคืน เรื่องเว็บไซต์มา
ไหน แถลงการณ์ "ประณามอภิสิทธิ์" ใช้สถาบันกษัตริย์ เป็นธงทางการเมือง?
ที่ระดับ "137 นักวิชาการ" ร่วมลงชื่อ?)

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

การที่ "ปัญญาชน" 100 กว่าคนลงชื่อพร้อมๆกัน เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม-การเมืองอย่างหนึ่ง

ทำไม ไม่ใช้ความเป็น "ปัญญาชน" วิเคราะห์ดูบ้างว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนอะไร

โดยเฉพาะในบริบทของ"ปฏิกิริยา" ต่อเหตุการณ์อื่นๆในระยะใกล้ๆกัน?

เอาตัวอย่างใหญ่ๆเลย

ทำไม เมื่อมี รปห.19 กันยา ไม่มีการ organize การลงชื่อ 100 กว่าคน ประณามการรัฐประหารบ้าง?

จริง มีจำนวนหนึ่งใน 137 คนนี้ (ความจริงเพียง 136 คน นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ มีชื่อซ้ำ) มีบางคน แยกกัน ร่วมลงชื่อ ในแถลงการณ์ (eg. ม.เที่ยงคืน, "นักวิชาการสิทธิมนุษยชน" ฯลฯ)

แต่ไม่มีฉบับใดเลยที่สามารถเอามาอ้างอิงอย่างน่าชื่นชมในแง่ปฏิกิริยา ต่อ รปห.

แต่ทำไม เมื่อพรรคการเมืองเสียงข้างมาก (ซึ่งบังเอิญ เป็นพรรคที่เป็นรัฐบาลก่อน 19 กันยา ที่นักวิชาการส่วนใหญ่ในรายชื่อนี้ เรียกร้อง ยืนยัน ให้ออก แม้จะได้รับเลือกจากประชาชน)

เสนอแก้รัฐธรรมนูญ

กลายเป็นเรื่อง "เดือดเนื้อร้อนใจ" กลายเป็นปัญหา "การเมือง 2 ขั้ว" ขึ้นมาทันที

กลายเป็นเรื่อง "แก้ รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากของตัวเอง โดยไม่ฟังคำท้วงติงของคนอื่น" (ของใคร? ฝ่ายค้าน? ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลัง และสนับสนุน การรัฐประหารไม่ใช่หรือที่ "ท้วงติง" มากกว่าใครๆ)

แล้วว่าแต่ว่า ไหน คือ การวิพากษ์ "อีกขั้วหนึ่ง"? ที่ยังคงอิงกับ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ยังคงชูธง "หมิ่นกษัตริย์" "เราจะสู้เพื่อในหลวง" อย่างชัดเจน

ไหนคำวิพากษ์ท่าทีนี้ของประชาธิปัตย์??

อย่างนี้คือ การ "ก้าวพ้น การเมือง 2 ขั้ว"??

ไม่ทราบ พวกคุณคิดว่า ตัวเองกำลังหลอกใคร?

ลองวิเคราะห์ตัวเองหน่อยว่า

ทำไม รัฐประหาร ไม่สามารถทำให้ "นักวิชาการ" "ปัญญาชน" พร้อมๆกันกว่า 100 คน รู้สึก "เดือดเนื้อร้อนใจ" ในระดับนี้ได้??

ถ้าหัดใช้ความเป็น "นักวิชาการ/ปัญญาชน" วิเคราะห์ ปรากฏการณ์ทางสังคม ที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งบ้าง

คราวหน้า(?) จะได้ไม่เอาแต่เซ็นๆชื่อตะบันไปแบบนี้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

การที่ "ปัญญาชน" 100 กว่าคนลงชื่อพร้อมๆกัน เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม-การเมืองอย่างหนึ่ง

ทำไม ไม่ใช้ความเป็น "ปัญญาชน" วิเคราะห์ดูบ้างว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนอะไร

โดยเฉพาะในบริบทของ"ปฏิกิริยา" ต่อเหตุการณ์อื่นๆในระยะใกล้ๆกัน?

เอาตัวอย่างใหญ่ๆเลย

ทำไม เมื่อมี รปห.19 กันยา ไม่มีการ organize การลงชื่อ 100 กว่าคน ประณามการรัฐประหารบ้าง?

จริง มีจำนวนหนึ่งใน 137 คนนี้ (ความจริงเพียง 136 คน นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ มีชื่อซ้ำ) มีบางคน แยกกัน ร่วมลงชื่อ ในแถลงการณ์ (eg. ม.เที่ยงคืน, "นักวิชาการสิทธิมนุษยชน" ฯลฯ)

แต่ไม่มีฉบับใดเลยที่สามารถเอามาอ้างอิงอย่างน่าชื่นชมในแง่ปฏิกิริยา ต่อ รปห.

แต่ทำไม เมื่อพรรคการเมืองเสียงข้างมาก (ซึ่งบังเอิญ เป็นพรรคที่เป็นรัฐบาลก่อน 19 กันยา ที่นักวิชาการส่วนใหญ่ในรายชื่อนี้ เรียกร้อง ยืนยัน ให้ออก แม้จะได้รับเลือกจากประชาชน)

เสนอแก้รัฐธรรมนูญ

กลายเป็นเรื่อง "เดือดเนื้อร้อนใจ" กลายเป็นปัญหา "การเมือง 2 ขั้ว" ขึ้นมาทันที

กลายเป็นเรื่อง "แก้ รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากของตัวเอง โดยไม่ฟังคำท้วงติงของคนอื่น" (ของใคร? ฝ่ายค้าน? ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลัง และสนับสนุน การรัฐประหารไม่ใช่หรือที่ "ท้วงติง" มากกว่าใครๆ)

แล้วว่าแต่ว่า ไหน คือ การวิพากษ์ "อีกขั้วหนึ่ง"? ที่ยังคงอิงกับ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ยังคงชูธง "หมิ่นกษัตริย์" "เราจะสู้เพื่อในหลวง" อย่างชัดเจน

ไหนคำวิพากษ์ท่าทีนี้ของประชาธิปัตย์??

อย่างนี้คือ การ "ก้าวพ้น การเมือง 2 ขั้ว"??

ไม่ทราบ พวกคุณคิดว่า ตัวเองกำลังหลอกใคร?

ลองวิเคราะห์ตัวเองหน่อยว่า

ทำไม รัฐประหาร ไม่สามารถทำให้ "นักวิชาการ" "ปัญญาชน" พร้อมๆกันกว่า 100 คน รู้สึก "เดือดเนื้อร้อนใจ" ในระดับนี้ได้??

ถ้าหัดใช้ความเป็น "นักวิชาการ/ปัญญาชน" วิเคราะห์ ปรากฏการณ์ทางสังคม ที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งบ้าง

คราวหน้า(?) จะได้ไม่เอาแต่เซ็นๆชื่อตะบันไปแบบนี้

บ้าบ่น

เอ๊ อาจารย์ฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ มิน่าธนาคารโลกจึงว่าบัณฑิตไทยมีความสามารถต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะมีอาจารย์พูดไม่รู้ฟัง ก็รัฐบาลท่านว่าเอาหมวด ๑ ๒ ๓ ของปี ๕๐ไว้ ที่เหลือเอาปี๔๐มาใส่ให้จบ เพิ่มบทเฉพาะกาล ไล่บี้ พวกทำรัฐประหาร และสุนัขรับใช้ ทำสำเร็จบ้านเมืองก็สงบสุข เมื่อกำจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดินได้หมด ถอดรองเท้าเดินยังได้เลย ตอนนี้ไปใต้ขึ้นบ้านใคร ก็ไม่ต้องเกรง คนอิสลามหาว่าดูหมิ่นอีกต่อไป ผมไม่ได้เป็นอาจารย์ยังฟังรู้เรื่อง แต่ถึงไม่ใช่อาจารย์ ให้หวยถูกสามงวดแล้วนะ

pops

แก้เพื่อให้ทักษิณพ้นผิดก็ไม่ถูกต้องนะครับ

www.tula2516.krubpom.com/su-04.htm
----------
www.tula2516.krubpom.com

เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ไอ้พวกที่ด่ากันวุ่นวายอยู่ในนี้ ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเองทั้งนั้น แนวคิดของคณะอาจารย์ถูกต้องแล้วครับ ไม่ต้องเข้าข้างไหนทั้งนั้น เอาประโยชน์ของประชาชนทุกหมู่เหล่าและของประเทศชาติเป็นที่ตั้งก็พอ กลัวก็แต่ไอ้พวกที่มีผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายมันจะไม่ยอมนะสิ โอ้ย แล้วเมื่อไหร่ประเทศชาติจะสงบชะที่วะ

เห็นด้วย

เรียนอาจารย์ที่ลงชื่อทุกท่าน เดินหน้าต่อเลยครับ ทำให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

ยั่วเล่นงั้นๆ

มีใครมาลิ้งค์เว็บสสร.๕๐ไว้ เลยลองเข้าไป เห็นความลำเอียงสุดๆ มีใครสังเกตเหมือนผมไหม ข่าวหนังสือพิมพ์ ก็มีอยู่สำนักเดียว เป็นใคร คงเดาออก ติ๊กต้อกๆๆทำไมจะเดาไม่ออกล่ะก็เผยไต๋ไปก่อนว่า ลำเอียงสุดๆ จะเป็นอื่นได้ยังไงถ้าไม่ใช่ ผู้จัดการ เพราะคนในอาณัติใดถ้าไม่มีผู้จัดการจะเป็นกลุ่มก้อนได้หรือ ที่น่าเกรงกลัวสำหรับเขา คือการไม่เปิดโอกาสให้เราเข้าไปแสดงความคิดเห็น นี่มัน วันเวย์ โปรปากันดา ชัดเจน แล้วประชาธิปไตยจะอยู่ตรงไหนในเมื่อมีคนคอยล้างสมอง ป้อนความคิดเห็นฝ่ายเดียว แบบทึกทักว่าเป็นความเห็นที่ส่วนใหญ่ได้กรองแล้ว

overact

ผมสนับสนุนแนวทางของ 137 นักวิชาการแต่ผมเห็นด้วยกับ อ.สมศักดิ์ มากกว่า

ประเด็น คือ ร้อยกว่านักวิชาการยัง ไร้เดียงสา หรือ แกล้งโง่ กับการเมืองมาก

บทสัมภาษณ์ของ นพ.สุรพงษ์ ในมติชนรายวัน ตอบคำถามเรื่องการให้รอแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อนสักปีหนึ่งความว่า

แล้วทำไมไม่รอยุบพรรคไปก่อนสักปีหนึ่งบ้างเล่า

เกมของฝ่ายรัฐประหาร/พันธมิตรฯ/ประชาธิปัตย์คือ ทำอะไรก็ได้เพื่อให้เกิดยุบพรรคก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้เกมของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลคือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จก่อนการตัดสินยุบพรรค

การแก้ไขรัฐธรรมนูญหนียุบพรรคเป็นเรื่องไม่เข้าท่า แต่ก็ไม่เป็นท่าพอ ๆ กับการไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคนั่นแหละ ประเด็นจะซับซ้อนขึ้นเมื่อต้องพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญ 2550 นั้นเป็นธรรมหรือไม่ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้มันผิดตรงไหน

แน่นอนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ควรเห็นด้วย แต่มันไม่ผิด เช่นเดียวกับการใช้หลักการเสียงข้างมากนั้นอาจผิดพลาด แต่ก็เป็นหลักนิยมที่ยอมรับใช้กันทั่วไป การอ้าง 14 ล้านเสียงรับรองรัฐธรรมนูญก็เป็นไปตามหลักเสียงข้างมาก แต่การไม่ยอมให้รัฐบาล/รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามหลักเสียงข้างมากจึงเป็นความขัดแย้งที่ไม่สมเหตุผล

การเรียกร้องของ 137 นักวิชาการ โดยไม่เข้าใจเรื่องเงื่อนเวลา จึงเลื่อนลอยและแอบอิงกับการสนับสนุนฝ่ายยุบพรรค ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

การไม่อาจก้าวข้ามการแบ่งขั้วจึงยังมีอยู่ จึงไม่อาจได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล

ในขณะที่การเสนอทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การยุบพรรค/ล้มรัฐบาลในสถานการณ์ที่พันธมิตรฯ/พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศการแตกหัก ยังเป็นการสลายมวลชนของฝ่ายสนับสนุนการทำรัฐประหาร จึงยากได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายนี้เช่นกัน

การดึงพลังเงียบนั้นอาจพอทำได้บ้าง แต่ไม่มีผลต่อกระแสการเมืองที่มุ่งสร้างความรุนแรงเพื่อทำลายความชอบธรรมฝ่ายตรงกันข้าม โดยเฉพาะไม่มีผู้นำทหารระดับสูงแม้แต่คนเดียวให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้นำทหารอย่าง พลเอกสนธิ พูดอย่างหนักแน่นหลายครั้งว่าจะไม่ปฏิวัติแต่สุดท้ายก็ปฏิวัติ อ้าง ลับ ลวง พราง จึงยากจะให้สังคมเชื่อท่าทีกำกวมของเหล่าผู้นำทหารในปัจจุบัน

การแก้กระแสการเมืองที่รุนแรงนั้นไม่ยาก

แค่ให้การพิจารณาเรื่องยุบพรรคเลื่อนไปก่อน 1 ปี เพื่อให้รัฐบาลได้บริหารประเทศก่อนแก้ปัญหาการเมือง ไปพร้อมกับการร่างรัฐธรรมนูญที่สังคมมีส่วนร่วม ความขัดแย้งทั้งหมดจะถูกเลื่อนออกไปก่อน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างจริงจัง ด้วยการคงสถานะการเมืองปัจจุบันเอาไว้ตามเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะยังคงไว้ตามสภาพเดิมในปัจจุบันทั้งสิ้น

เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์น่าจะไม่ยอมรับ

ทำไมหรือครับ การที่พรรคฝ่ายค้านประกาศสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก่อนอื่น ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ควรยกย่องมิใช่หรือครับ พรรคเดโมแครตสนับสนุนการทำสงครามของรัฐบาลรีพับลิกันในเรื่องของประเทศชาติ หรือประชาชนควร ต้องมาก่อน มิใช่หรือครับ

น่าแปลกที่พรรคประชาธิปัตย์ยุคอภิสิทธิ์ ชัดเจนว่าไม่เคยรอการให้รัฐบาลทำงานก่อน แล้วจึงเลือกการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจผลงานรัฐบาล ถ้าไม่สำเร็จ สุดท้ายคือการรณรงค์ใช้นโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จนกว่าจะชนะเหมือนต่างประเทศ แต่ชอบเลือกทางลัดมุมมืดในทางการเมือง เช่น ม.7, การอ้างหมิ่นเบื้องสูง, การชุมนุมของพันธมิตรฯ, การรัฐประหาร, และการใช้ตุลาการภิวัฒน์ยุบพรรค ซึ่งอาจตรงกับภาวะการเมืองแบบไทยที่แตกต่างจากตะวันตก แต่คล้าย พม่า เขมร มากกว่าประเทศอื่นในเอเชียและในโลก

เรื่องนี้พันธมิตรฯ ก็ไม่น่ายอมรับได้เช่นกัน

แต่สายป่านพันธมิตรฯ จะยาวแค่ไหนกัน เมื่อครั้งก่อนสนธิลิ้มเคยกล่าวว่าได้เงินสนับสนุน ซึ่งเข้าใจว่าได้จากประชัยราว 400 ล้านบาท ในการชุมนุมต้นปี 2549 ใช้เวลา 34+3 วัน หมายถึงต้องใช้เงินวันละกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าหัวคิวด้วยก็ตาม ในกรณีไม่คิดค่าใช้จ่ายอื่น และเงินสนับสนุนจากแหล่งอื่น

เรื่องนี้ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ ก็ไม่เห็นด้วย เพราะในแผนนั้นล็อคสเปคให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่อ่อนแอเท่านั้น

กับฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชน, 111 คน, ทักษิณ, นปช., มีความชอบธรรมจากการสนับสนุนของประชาชน ทางออกจากเรื่องนี้ควรเป็นการแข่งดีด้วยการเสนอและบริหารนโยบายที่ดีกว่าที่พรรคไทยรักไทยกับพรรคพลังประชาชนเคยทำได้ ไม่ใช่ทำลายคู่แข่งทางการเมืองทุกคนให้เลวจนสังคมไม่มีทางเลือกเหลือแต่พรรคเก่า ๆ เพียงทางเลือกเดียว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่อ่อนแอเกินไป ก็ไม่ทำให้พรรคไทยรักไทย-พลังประชาชนเข้มแข็งเกินไปได้หรอก

แต่ในประเทศที่มีเอกลักษณ์ของการปกครองด้วยเสียงข้างน้อย ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครอง ใช้สื่อชี้นำและครอบงำความคิดเห็นของสังคม และพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อก่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพียงแค่ปล่อยข่าวลือ สร้างประเด็นกล่าวหาทางการเมือง ถ้าทำบ่อย ๆ แล้วมากกับนานพอ ก็สามารถล้มศัตรูทางการเมืองได้ด้วยวิธีการทางรัฐสภาเท่า ๆ กับวิธีการอื่นทั้งบนดินและใต้ดิน

พรรคไทยรักไทย-พลังประชาชนก็ไม่ใช่จะดีพร้อม แต่ในตลาดการเมืองที่มีแข่งกันระหว่างสองขั้ว เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เลือกแล้ว ควรยอมรับ เพราะการใช้กติกายุบพรรคกันอย่างง่าย ๆ นั้นจะตอบกับสิทธิพื้นฐานในการรวมกลุ่มกันตั้งพรรคการเมืองของประชาชนได้อย่างไร, จะอ้างว่าเพราะเป็นกฎหมายหรือ, แม้ว่าไม่มีเหตุผลใดในการละเมิดสิทธินี้ของประชาชน เพราะความผิดเป็นของกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่ง, เช่นเดียวกับการยุบพรรคไทยรักไทย แม้จะสะใจ แต่การสร้างบรรทัดฐานให้มีการลงโทษย้อนหลังได้นั้นชอบแล้วหรือ, เช่นเดียวกับกฎหมายความมั่นคง เมื่อสมัครเป็นผู้ใช้อำนาจนี้แทนที่คาดว่าจะเป็นพลเอกสนธิ ในการแถลงข่าวครั้งแรก ๆ กับในการชุมนุมครั้งนี้ พันธมิตรกลัวการใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ยิ่ง ทั้งที่ควรยอมรับถ้าเป็นกฎหมายมิใช่หรือ

แล้วมาตรา 309 ที่นิรโทษกรรมครอบคลุมไว้ทั้งหมดถึงอนาคต(เพราะ คตส. ยังต่ออายุ) หมายถึงไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับองค์กรที่ คมช. ตั้งขึ้นได้ แต่กลับอ้างว่าเป็นการล้ม คตส. ให้ทักษิณหลุดคดี ทั้งที่คดียังดำเนินอยู่ต่อไปได้ในศาล เพียงแต่สามารถฟ้องร้อง คตส. ได้ ทำไมจึงต้องตัดสิทธิ์การฟ้อง คตส. กลับถ้ามีการทำผิดกฎหมายโดย คตส. เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติการนิโทษกรรมไว้โดยไม่มีทางล่วงรู้อนาคตได้ว่าอีก 9 เดือนต่อมา คตส. จะไม่ได้ทำอะไรให้ควรถูกฟ้องร้องได้ตามกระบวนการยุติธรรม

กับกลุ่ม 2 ไม่เอา รวมทั้ง 137 นักวิชาการนั้นมีเจตนาที่ดี และเป็นแนวทางที่ควรสนับสนุน แต่การไร้เดียงสาหรือแกล้งโง่ทางการเมืองแบบนี้ยังไม่อาจสร้างความยุติธรรมและก้าวข้ามการแบ่งขั้วทางการเมืองในปัจจุบันได้ นี่เป็นเหตุผลที่เห็นด้วยกับ อ.สมศักดิ์ มากกว่า

ไม่ทราบจะหวังได้หรือไม่ในความพยายามครั้งต่อไปของร้อยกว่านักวิชาการ

overact

สำหรับการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ แล้วรถติด ก็แค่ย้ายไปชุมนุมในสนามหญ้าของ บก.ทบ. หรือสนามหญ้าของกองทัพแถวราชดำเนินนอกใกล้ ๆ ก็จบ

เชื่อว่ากองทัพคงเห็นใจเรื่องการจราจร อีกทั้งการดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมก็ทำได้ง่ายขึ้น ไม่มีกลุ่มต่อต้านผู้ชุมนุมกล้าไปก่อกวนในสนามหญ้าของกองทัพแน่นอน เข้าและออกก็ยาก ถ้าผู้นำชุมนุมไม่เห็นด้วยคงแสดงว่าต้องการให้มีเรื่องรุนแรงเกิดขึ้น เรื่องนี้ตำรวจก็งานเบาเพราะดูแลเฉพาะด้านนอกของกองทัพ ภายในก็ให้ สห.ดูแล รวมทั้งกองทัพบกเพราะเป็นเรื่องภายใน จะตรวจบัตร ค้นอาวุธ ก็สะดวก เรียบร้อยดี

ThuRed

ฟ้าเดียวกันบ้านผม เข้าไม่ได้ เขาปิดป้ายว่า

ขออภัยในความไม่สะดวก
เนื่องจากมีรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม ในเว็บไซต์ที่ท่านกำลังชม

Sorry,
The web site you are accessing has been blocked by the requested of The Communication Authority of Thailand.

overact

ขออภัย

ผมฟังภาพข่าวของผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรคนหนึ่งบอกว่าครั้งก่อนชุมนุมกันนาน 34 วัน จึงนำมาอ้างอิงใช้ รวมกับการชุมนุมวันเดียว 3-4 ครั้ง มีค้างคืนครั้งหรือสองครั้งก่อนชุมนุมยืดเยื้อ แต่มาลองนึกอีกที ภายหลัง 31 มกราคม 2549 มีการชุมนุม

1) ราว ๆ 4 หรือ 5 กุมภา ครั้งหนึ่ง แล้วอีกสัปดาห์มีการชุมนุมอีกครั้ง สนธิลิ้มไปบ้านป๋า

2) ราว ๆ 11 หรือ 12 กุมภา ต่อจากนั้นเว้นไปสองสัปดาห์ ประกาศตั้งพันธมิตร

3) ราว ๆ 25-26 กุมภา แล้วก็ข้ามไป 1 สัปดาห์ ลองค้างคืนครั้งแรก

4) ราว ๆ วันที่ 5 หรือ 6 มีนา ก่อนการเริ่มชุมนุมต่อเนื่อง ลองเดินไปอนุสาวรีย์ แต่คุ้น ๆ ว่าไม่ได้ค้างคืน

5) ราว ๆ 10-31 มีนา เริ่มชุมนุมยืดเยื้อ เดินไปทำเนียบราว ๆ 13 มีนา

น่าจะรวมเป็น 4+22 วันมากกว่า แม้รวมที่มีค้างคืน 1 คืน นับรวมควรประมาณ 27 วัน ไปหาร 400 ล้าน หรือคิดได้วันละ 14.8 ล้านบาทโดยเฉลี่ย ไม่รวมเงินได้จากแหล่งอื่น และค่าใช้จ่ายอื่น

ข่าวจากมติชนรายวัน อ้างแหล่งข่าว ตท 10 ว่ามีการเตรียมใช้เงินในการชุมนุมครั้งนี้ 56 ล้านบาทในเวลา 3 วันหรือราววันละ 18.67 ล้านบาท โดยจ่ายหัวละ 1300 บาทต่อ 3 วันหรือวันละ 433.3 บาท สำหรับจำนวนผู้ชุมนุมวันแรก 9,000 คน(ตัวเลขสูงสุดจากการประเมินของสันติบาลที่เวลา 20.45 น.) คิดเป็นเงิน 11,700,000 บาทต่อ 3 วัน (แม้ว่าพันธมิตรซื้อร่มและชุดกันฝนมาแจกผู้ชุมนุมในวันต่อมาเพียง 3,000 ชุดเท่านั้น)

หรือเท่ากับว่าเงินอีก 44 ล้านบาทเป็นค่าหัวคิว (ประมาณการเอง(เดา)ว่าราว 35-70% ของทั้งหมดหรือราว 20-40 ล้านจาก 56 ล้านบาท เฉลี่ยราว 30 ล้านบาท)

ค่าใช้จ่ายผู้นำชุมนุม ทีมงาน ค่าจัดการ อาหาร น้ำ รถ เครื่องเสียง เต้นท์ (คงเหลือค่าใช้จ่ายราว 14 ล้านบาท)

ในขณะที่มีการระดมทุนได้เงินหลาย (9 ?) ล้านบาทในวันแรก ๆ (ที่ 2 ?) ของการชุมนุม แถมพกเป็นโบนัส หรือค่าใช้จ่ายอื่นต่อไป ทั้งหมดนี้ไม่นับการขายเทปซีดี ผ้าโพกหัว สติ๊กเกอร์ เข็มกลัด ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ คิดเล่น ๆ ถ้าแหล่งข่าวดังกล่าวเป็นจริง และมีการกระตุ้นการขายของหาบเร่แผงลอยได้อีกต่างหาก แต่ก็เสียค่าน้ำมันจากรถติดบนนถนนสายอื่นอีกมาก ไม่นับค่าความเครียดที่เพิ่มขึ้นของผู้รับข่าวสาร เป็นค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ

หนังสือพิมพ์คงขายดีขึ้น นอกจากคนสนใจข่าวสารแล้ว ต้องมีกันแดดฝน ปูพื้น เช็ดทำความสะอาดในการร่วมชุมนุม เป็นต้น

ดช. เฟียม

[emo29.gif]

แถลงการณ์กู้ชาติ ครั้งแล้วครั้งเล่า
เรื่อง เห็นด้วยครึ่งเดียวกับ137นักวิชาการ

พวกเราเห็นด้วยกับนักวิชาการ137คนที่"ไม่เอาขั้วทักษิณ".....แต่พวกเราไม่เห็นด้วยและขอประนามที่ "ไม่เอาขั้วป.ประตูหลังกับพันธมิตรฯ" ซึ่งเราถือว่าเป็นการจาบจ้วงอันให้อภัยมิได้......
และไหนๆก็ไหนๆ พวกเราขอประนามและฝากด่า "พวก3ไม่เอา" คือ...
- ไม่เอาเครื่องใน
- ไม่เอากระเทียมเจียว
- ไม่เอาผงชูรส
......มาพร้อมกันนี้ด้วย
จึงขอประกาศมาให้โลกรู้
เจ๊งเป็นเจ๊ง ! ตายเป็นตาย !

ลงชื่อ...
1 สนธิ ลิ้มทองโกง
2 จำลอง เผาเมือง
3 สมเกียรติ์ พวงภัยบูลย์
4 สมศักดิ์ โกทูเฮลล์(go to hell)
5 พิภพ มัจจุราช
6 สุริยะไส กบในกะลา

[emo27.gif][emo27.gif]

ดีใจที่ไม่มีชื่อเรา

ผมเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องนะ แต่ก็ต้องฟังสมศักดิ์ ที่ท้วงหลายๆประเด็น โดยเฉพาะข้อความที่ปรากฏเป็นข้ออ้าง หรือเหตุผลของการเรียกร้องว่าไม่อยากให้ พปช. "แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากของตัวเอง โดยไม่ฟังคำท้วงติงของคนอื่น"

คือเป็นพวก 2 เอาน่ะอาจารย์สมศักดิ์ [emo1.gif][emo1.gif]

น่าสังเกตว่า มีชื่อนักวิชาการบางท่าน ที่ผมรู้แน่ๆ (และหลายคนก็คงทราบแบบผม) ว่าไม่เพียงไม่ต้านรัฐประหาร 19 กย. อย่างออกหน้าออกตา แต่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กย. อย่างที่สาธารณชนรู้ๆกัน แต่งานนี้มาร่วมลงชื่อ

ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ บางคนที่อยาก "กลับลำ" ก็รีบโหนกระแสนี้หรือเปล่า

อย่างไรเสีย มีข้อท้วงติงว่า ผมคิดว่าคำนำหน้าพวก ศ. รศ. ผศ. ดร. รวมทั้ง อ. น่าจะเอาไว้เบ่งกันเฉพาะใน "โรงเรียน" ของพวกคุณ เอามาเบ่งนอกโรงเรียนแล้วทำให้คุณกลายเป็นหนึ่งในพวก "อภิชน" ไป

อรุโณทัย

อาจารย์สมศักดิ์คะ สงสัยอาการอิจฉาริษยาจะกำเริบมั้งคะ ที่นักวิชาการทั้งหลายในที่นี้ เขาไม่ได้แม้แต่จะสนใจติดต่ออาจารย์มาร่วมลงชื่อด้วย เลยฟาดงวงฟาดงาขนาดนี้ พวกเขาเป็นนักวิชาการที่มีสติ และปัญญานะคะ คงไม่ได้คิดอะไรแบบแน่นิ่งสนิท แบ่งขั้ว แบ่งฝ่าย กันตายไปข้างหนึ่งแบบซ้ายตกขอบสมัยไดโนเสาร์เต่าพันปีแบบอาจารย์ คิดกันในปรัชญาคนละยุคมังคะ แถมไปดูถูกความคิดคนอื่นแบบหยาบคายด้วย โอย อย่างนี้สมควรแล้วค่ะ ที่เขาไม่แม้แต่จะคิดจะชวนมาร่วมเสวนาด้วย ได้โปรดเถิดนะคะ คิดหลายมุมหน่อย เส้นเลือดฝอยในสมองจะได้ไม่แตกค่ะ (หมายถึงในอนาคตอันใกล้น่ะค่ะ) :)
ด้วยความหวังดี

aaa

ขันทีออกไป

patner

ขออภัย ไอพี 203.114.120.xxx เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยเนาะ ได้ค่าแรงทำงานจากสนธิเท่าไหร่ แอบอ้างชื่อคนอื่นก็เอา อายหมามันบ้าง

คนเมือง

เลข203.114.120xxx คงเป็นเลขที่ไม่ใช่สมาชิกมั้ง
อยากรับเงิน รับที่ใคร

คนจน

สาธุ +! ขอให้ประเทศปลอดภัย ประชาชนไทยจงอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ประชาชนส่วนใหญ่ พอใจในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เสียงส่วนน้อยที่อ้างว่านักวิชาการจะมาครอบงำและเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีสกปรก
[emo1.gif]

hihi

มีข่าวรายงานมาว่า วันสองวันก่อน นิติรัตน์ ยังไปเดินอยู่ข้างหลังเวทีอยู่เลย (คงพร้อมกับตอนลงรายชื่อนะ)

เชอรี่

ไปแอบอ้างเอาชื่อ ดร.นิติรัตน์ มาโดยไม่ได้บอกเจ้าตัวรึเปล่า

แล้ว สำนักทฤษฎีการเมืองการปฏิวัติเพื่อนประชาชน (Friend of people Skull)จะฟ้องร้องเอารึเปล่าเนี่ย???
จะอาศัยเครดิตของท่านนิติรัตน์
ใช่มั๊ยล่า????
รู้นะ....

ไม่เอาท่านสุริยันต์อีกสักคนเหยอ...???

อรุโณทัย

คุณความเห็น 50 คุณนั่นแหละที่ควรจะอายหมา นิสัยก้าวร้าว ชอบกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่เช็คข้อมูลถูกผิด แยกข้าง มองขาวดำ ไม่ฟังเหตุผล อย่างนี้นั่นแหละที่น่าสงสัยว่ารับเงินใครมา

นักศึกษา

เห็นด้วยกับ 137 นักวิชาการ ผมว่านักวิชาการเค้าก็ทำหน้าที่ก็ดีแล้ว รวมกันสร้างชุมชนนักวิชาการ ปกติเค้ารวมกันได้ที่ไหน

อะตอม

คุณสมศักดิ์ ความคิดเห็นคุณหลุดขั่วไปแล้ว และก็หลุดออกจากประเด็นของ137 อ.ด้วยคุณคุยแบบคนพาล(คำว่าอ.จึงไม่น่าเหมาะกับคนอย่างคุณ)

ไม่มีความเป็นวิชาการตามที่ใครเรียกคุณว่าอ. เลย สิ่งที่คุณพยายามจะพูดจะโยงไปนั้นมันน่าจะเป็นหัวข้อหรืออีกประเด็นหนึ่งหลุดไปไกลเลย(เพราะนั้นมันคือล้มล้าง)

หรือเป็นเวทีเดียวกับคุณจักรพับ พันแผล(จักรภพ เพ็ญแข) ที่นี่เมืองไทยคุณคุยกับคนไทย90% ให้เขาคิดตามคุณให้รู้เรื่องก่อน

ความเหมาะสมไม่เหมาะสมนั้นมันวัดถึงวุฒิภาวะ และความเป็นตัวตนของสังคมไทยแต่ยูโทเปียแบบที่คุณกำลังพูดถึงนั้นกับความเป็นไปได้ของสังคมไทยขณะนี้ตอนนี้

ตามแนวคิดแบบคุณนั้นถึงต้องผ่านการล้มล้าง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบเขมร เพื่อออกแบบยูโทเปียแบบนั้น สังคมไทยตัวตนของสังคมไทยต้องผ่านขั้นตอนแบบนั้นตามแนวคิดคุณแบบนั้นเหรอ?

เพราะถ้าไม่แบบนั้นมันไปไม่ถึงที่คุณว่าแน่นอนเพราะความมีอยู่ เป็นอยู่ของสังคมไทยเรามันเป็นแบบนี้ คุณจะข้ามไปด้วยการปิตุฆาตรแบบนั้นเหรอ?

และการมีอยู่ดำรงอยู่นั้นก็มีปราการป้องกันตัวที่แข็งแรงเข้มข้น เอาแค่นี้ทหารยังครางฮึ่มๆสถานการณ์จักรภพเป็นไง?สร้างเงื่อนไขต่อสถานการณ์บ้านเมืองรวมแบบใด

จุดเปลี่ยนขแองสังคมไทยมีความเป็นได้ในทางไหนที่จะลดเงื่อนไขประณีประณอมในความมีอยู่เป็นอยู่ของเหล่าสรรพสัตว์ในระบบนิเวสน์

สัตว์ใหญ่ตัวไหนมีการผูกขาดการล่าจนระบบรวมเดือดร้อน หลักป่าปกสรรพสัตว์ควรส่งสัญญานในการปรับตัวแบบไหนอย่างไร แต่บนพื้นฐานของทุกเหล่าสรรพสัตว์ก็มีสิทธิที่จะดำรงชีวิต แสดงบทบาทไปตามขนาดที่ตัวเองมีและวิถีชีวิต

นั้นคือบทบาทหน้าที่ สัตว์ตนไหนหลงในความใหญ่จนยอมสูญพันธุ์ดีกว่าปรับตัวแบบไดโนเสาร์ นั้นคือการส่งสัญญานความอยู่รอดตามหลักป่าปกสรรพสัตว์

แต่การส่งสัญญานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ออกมา มันจึงยิ่งสร้างปัญหาความระแวง และเพราะความระแวงนี่ล่ะมันจะสร้างมหาวิกฤตปัญหาแบบตุลา19

คุณคิดว่าความคิดคุณใหม่เหรอ?เปล่าเลย?วนอยู่แถวๆต้นมะขามสนามหลวงแค่นั้นและเป็นแนวความคิดที่อันตรายด้วยซ้ำ???

สังคม สัญจร

ผมไม่ได้ชมชอบ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ชมชอบการรัฐประหาร และ ก็ไม่ได้ชมชอบ รัฐฐาลสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่ได้เห็นด้วยกับการล้มรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐

แต่ ผมมีส่วนร่วมร่าง รธน.๒๕๕๐ ในฐานะ อนุกรรมการเล็ก ๆ คนหนึ่ง และไม่ได้มี รายได้หรือผลประโยชน์อะไรจากการร่วมดังกล่าวนอกจาก ทานกาแฟ ขนม ที่เจ้าหน้าที่จัดมาให้

ผมไม่ได้รังเกียจ พันธมิตรประชาธิปไตย ไม่ได้รังเกียจ นปก. เพราะ ถือว่า เป็น สิทธิของการแสดงออกโดยชอบธรรม ตราบใด ที่ไม่มีความประสงค์ใช้ความรุนแรง

แถลงการณ์นี้.... ผมก็มองว่ามีเหตุ มีผล แม้จะ มองว่า มีจุดอ่อนว่า... "จะเขียน รธน.ใหม่ได้อย่างไร ที่ไม่เป็นไปตามกลไกของ รธน.๒๕๕๐"

ผมมองว่า เมื่อ รธน.๒๕๔๐ ถูกฉีก โดย คณะทหาร เป็นเสมือน "ผู้ร้ายข่มขืนลูกสาวของเรา" และมีบุตรติดท้อง... จะให้เราทำอะไรได้ละ... เพราะ บุตรที่เป็นผลผลิตจากการข่มขืนก็คือหลานของเรา...

การฆ่าหลาน เพื่อ ไปหาสามีใหม่ให้กับลูกสาว... เพื่อให้ คลอดหลานคนใหม่...

กาลเวลามันผ่านล่วงเลยไปแล้ว...

แต่.. แถลงการณ์ดังกล่าว และ ผู้ร่วมลงชื่อ ๑๓๗ ท่าน ล้วน เป็นสิ่งที่น่ารับฟัง... แต่เมื่อ ชั่งน้ำหนักกับเหตุผลของ อ.สมศักดิ์ เพียงคนเดียว... น่าประหลาดใจที่ ผมรู้สึกว่า น้ำหนักของ อ.สมศักดิ์ สำแดงพลังได้เหนือกว่า

ด้วยความเคารพ

สังคม สัญจร

นครที่ถูกสาป

ไอ้ผู้ร้ายที่มันข่มขืนลูกสาว (ประชาธิปไตย) น่ะ ทำไมยังไม่ถูกจับ ทำไมยังไม่ถูกลงโทษ นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก

ปี 2540 ลูกสาวชอบพอกับชายหนุ่มประชาธิปไตย และได้แต่งงาน (เลือกตั้ง) กันอย่างถูกต้อง อยู่กินกันอย่างมีความสุขจนให้กำเนิดลูก (รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)

ไอ้ผู้ร้ายพอเห็นว่าชายหนุ่มเร่งสร้างฐานะดีวันดีคืน (ประชาธิปไตยเติบโต) ก็เกิดความอิจฉาริษยา จึงวางแผนแอบแทงลับหลังชายหนุ่มบาดเจ็บสาหัส

จากนั้นไอ้ผู้ร้ายใจสามานย์ ได้ใช้กำลังฉุดคร่าลูกสาวมาข่มขืน (ให้สัญญาณทำรัฐประหาร) แล้วกีดกันกักขังหน่วงเหนี่ยวชายหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสไม่ให้ไปไหน และฆ่าลูก (ฉีกรัฐธรรมนูญ 40) ทิ้งไป

พอข่มขืนเสร็จก็ใช้เล่ห์ทุกอย่างหว่านล้อมไม่ให้ลูกสาวทำแท้งลูกเลือดชั่ว จนเกิดออกมาเป็นรัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณในปี 2550

ในอดีต ไอ้ผู้ร้ายชาติชั่วมันข่มขืนผู้หญิงมามากต่อมาก เมื่อลูกเกิดมา พอไม่ได้ดังใจ ก็ฆ่าลูกทิ้งเสีย ด้วยระแวงว่าลูกจะมาฆ่ามัน

นับประสาอะไรกับลูกหลานเด็กเล็กที่มันทำออกมา หญิงสาวชายหนุ่ม (นักศึกษา) ที่มันไม่ไว้วางใจมันก็ฆ่ามาเยอะต่อเยอะแล้ว

ฉะนั้น ไม่ต้องมาอ้างกาลเวลามันผ่านล่วงเลยมาแล้ว...(จึงต้องยอมรับมัน)

ไอ้ที่ผ่านไปน่ะ....ใช่....เราไปเปลี่ยนอดีตไม่ได้

แต่ไอ้ที่ยังไม่ผ่านไปน่ะ อนาคตทำไมจะเปลี่ยนไม่ได้?

ถ้าไม่เปลี่ยน แสดงว่าเรายอมที่จะให้ไอ้ผู้ร้ายนี้มันไปเที่ยวข่มขืนลูกสาวชาวบ้านอีกร่ำไปงั้นหรือ?

เราจำใจต้องทิ้ง (ถ้าไม่ฆ่า) หลานเลือดชั่วเสียตั้งแต่มันยังไม่ปล่อยพิษสงมากกว่านี้ มิฉะนั้น พอมันเติบใหญ่มากขึ้นมันก็จะกลายเป็นผู้ร้ายข่มขืนลูกสาวชาวบ้านเหมือนบุพการีครึ่งหนึ่งของมัน

เพราะเรามันโง่ที่ถูกหลอกให้ยอมรับลูก ๆ สายเลือดชั่วของมันหลายคนในที่ผ่านมา บ้านเมืองถึงได้มีพวกคลั่งไอ้ผู้ร้ายเต็มไปหมดทุกวันนี้

คงจะมีแต่สงครามประชาชนเท่านั้นที่พอจะหวังจับไอ้ผู้ร้ายชาติชั่วนี้มาลงโทษได้

ไม่เช่นนั้นก็จงก้มหน้ารับชะตากรรมนี้ต่อไป

คนไทยในแอลเอ.

Ai อาจารย์สมศักดิ์นี่ มันเขียนได้มันเหมือนไอ้สนตีนอันธพาลครองเมืองดี จริง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นถึงครูอาจารย์