"แถลงการณ์พิเศษ" เครือข่าย นศ.ใต้ ครบรอบ 1 ปี การชุมนุมมัสยิดกลาง 2550

เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชานชนและองค์กรภาคี ได้แก่ องค์กรภาคีร่วมแถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้(สนน.จชต.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย(สนมท.) องค์การบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(วิทยาเขตปัตตานี) กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคมมหาวิทยาลัยรามคำแหง เครือข่ายสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ(คสตส.) ศูนย์ประสานงานนักศึกษาและประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศนป.จชต.) ออกแถลงการณ์พิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน 2550

 

แถลงการณ์พิเศษระบุว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน 2550 เป็น วันแห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ ซึ่งในขณะนั้นภาครัฐซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์รักษาและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลายเป็นผู้กระทำความเดือดร้อนให้กับประชาชนเสียเอง

 

ทั้งนี้ กรณีที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำมาสู่การชุมนุมใหญ่ดังกล่าวคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ น.ส.นูรฮายาตี เจ๊ะเลาะ และครอบครัว ที่บ้านบาซาลาแป ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีการข่มขืนและกราดยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นชนวนเหตุสำคัญและเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เสียงเงียบของประชาชนที่เชื่อว่าถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยกฎหมายพิเศษตามอำนาจกฎอัยการศึก และพรบ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลุกขึ้นมาส่งเสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อภาครัฐและภาคสังคม

 

ในแถลงการณ์ระบุว่า ทางเจ้าหน้าที่มองการชุมนุมดังกล่าวที่มีการปิดหน้าว่า เป็นแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบโดยได้ตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์ว่า " พฤติกรรมดังกล่าวแสดงถึงความไม่บริสุทธ์ใจในเจตนารมณ์ของการเคลื่อนไหว แต่เหตุผลของการปิดหน้าของประชาชนในการชุมนุมครั้งนั้นและในหลายๆเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น แถลงการณ์ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาอื่นใดนอกเสียจากเพื่อความปลอดภัยในชีวีตหลังจากการชุมนุมเสร็จเท่านั้น เพราะเคยมีปรากฎหลายครั้งได้เกิดขึ้นกับชาวบ้านที่ไม่ได้ปิดหน้าขณะการชุมนุม เกิดการคุกคามและการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ บางรายชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้ศาลเตี้ยประหารชีวิต

 

แถลงการณ์ยังกล่าวถึงเส้นทางที่นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ว่า เพราะสภาพเหตุการณ์และสถานการณ์โดยภาพรวมดังกล่าวและด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของนักศึกษา จึงได้พูดคุยและระดมความคิดเห็นกันระหว่างองค์นักศึกษาต่างๆและมีมติร่วมกันว่าจะจัดโครงการศึกษาและร่วมกันแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งที่ 1 ในรูปแบบของการจัดเสวนาส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนและการลงพื้นที่ศึกษาข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน

 

ทว่า ตามโครงการมีกำหนดการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม  - 4  มิถุนายน 2550 ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตรงกับช่วงปิดภาคเรียนในช่วงภาคฤดูร้อนของนิสิตนักศึกษา เมื่อนิสิตนักศึกษาทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ได้เดินทางมาถึงที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีในวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 11.00 น.เพื่อดำเนินการตามกำหนดการของโครงการได้ถูกสกัดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการ ประกอบกับความกดดันในหลายๆเหตุการณ์ที่มีการร้องเรียนและบอกเล่าถึงความเดือดร้อนจากการกระทำที่เชื่อว่ามาจากเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ เช่น เหตุการณ์ยิงปอเนาะควนหรัน มีนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ที่บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา, เหตุการณ์ยิงนายก อบต. ที่บ้านภักดี ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา และเหตุการณ์ยิงศูนย์ดะวะห์ที่ ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา เป็นต้น ทำให้นิสิตนักศึกษาไม่สามารถที่จะดำเนินการทำกิจกรรมตามที่เตรียมไว้ได้

 

สุดท้าย ทางกลุ่มจึงได้มีมติใหม่อีกครั้งคือ เปลี่ยนจากการจัดโครงการศึกษาและร่วมกันแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งที่1 เป็นการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมแทน โดยได้รวมเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด 21 เหตุการณ์ รวมทั้งได้มีข้อเรียกร้องของการชุมนุมในนามเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนและองค์กรร่วมภาคีทั้งหมด 10 ข้อ  ดังนี้

           

1. ถอนกำลังทหารและอาสาสมัครทหารพรานออกจากพื้นที่ให้หมด

2. ประกาศยกเลิกกฎหมายเคอร์ฟิวส์

3. ประกาศยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน(พรก.)ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา

4. รัฐบาลต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาดและเที่ยงธรรม

5. รัฐบาลต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและเที่ยงตรง

6. รัฐบาลต้องไม่ครอบงำสื่อทุกชนิด

7. สื่อทุกชนิดต้องรายงานความเป็นจริงที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

8. รัฐบาลต้องปล่อยตัวผู้บริสุทธิ์โดยเร็วและไม่มีเงื่อนไขใดๆ

9. รัฐบาลต้องไม่จับตัวผู้บริสุทธิ์อีก

10. รัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นอย่างเปิดเผย

 

แต่กระแสตอบรับเบื้องต้นถูกมองว่าจัดตั้งโดยขบวนการก่อความไม่สงบ ด้านนายวิจิตร ศรีสะอ้าน รมต.กระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น กล่าวหานิสิตนักศึกษาที่เป็นแกนนำการชุมนุมไม่ได้เป็นนักศึกษาตัวจริง และทาง พล.อ.สนธิ บุลยรัตกลินได้กล่าวหาว่าแกนนำนักศึกษาดังกล่าวเป็นเจเนอเรชั้นที่ 2 ของขบวนการก่อความไม่สงบแฝงตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง

 

จากภาวะการณ์เหล่านี้ทำให้การชุมนุมยืดเยื้อไปอีกถึง 5 วันด้วยกัน และในวันที่ 2 มิถุนายน 2550 ทางภาครัฐก็ได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจากับแกนนำนักศึกษา และมีข้อตกลงร่วมกันว่าให้มี "คณะกรรมการอิสระสืบสวนข้อเท็จ" จริงให้กระจ่างในเหตุการณ์ต่างๆที่พี่น้องประชาชนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ โดยมาจากการแต่งตั้งของแม่ทัพภาคที่ 4 และหากทางภาครัฐทำตามข้อตกลงนั้นได้ ทางนักศึกษาและที่น้องประชาชนที่มาชุมนุมจะสลายการชุมนุมโดยทันที

 

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายข้อตกลงดังกล่าว ทางภาครัฐหวังเพียงเพื่อให้สามารถทำการสลายการชุมนุมโดยเร็วที่สุดเท่านั้น แต่ด้วยการกดดันของทางผู้ชุมนุมต่อข้อตกลง ทำให้ภาครัฐได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจริง โดยมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยที่ปรึกษา 4 คน คือ นาย เจริญ ภัคดีนากุล, นาย โสภณ สุภาพงษ์, นาย สุรสีห์ โกศสนาวิน และนาง จิราพร บุนนาค

 

ส่วนกรรมการประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาชน และตัวแทนนักศึกษา ทั้งหมด 45 คน มีนาย แวดือราแม มะมิงจิ (ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี) เป็นประธาน

 

ข้อตกลงร่วมกันของคณะกรรมการชุดนี้ คือ ให้มีอำนาจหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ในกรณีอันควรแก่การสงสัยว่าประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอความร่วมมือต่อหน่วยงานต่างๆให้มาชี้แจงหรือตอบข้อซักถามรวมทั้งส่งมอบเอกสารตามขอบเขตอำนาจของกฎหมาย จัดทำรายงานสรุปเพื่อเสนอต่อ ผอ.รมน. ภาค 4 เพื่อดำเนินการต่อไปเป็นต้น

 

แต่ในทางปฎิบัติขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับข้อตกลงที่ทางภาครัฐได้ให้ไว้ เพราะหลังจากยุติการชุมนุมจนถึงบัดนี้ คณะกรรมการที่ชื่อว่า "คณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริง" มีการประชุมแค่ครั้งเดียว หลังจากการชุมนุมได้ 1 เดือน แล้วเงียบหาย

 

ดังนั้นเพื่อยืนยันจุดยืนของทางเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน และองค์กรร่วมภาคี จึงมีข้อเรียกร้องเพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้บนพื้นฐานของความเป็นจริง ดังนี้

 

1. ขอให้ภาครัฐชี้แจงให้กระจ่างชัดต่อภาคสังคมเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อเดิม ในขณะชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม- 4 มิถุนายน 2550 และ เกี่ยวกับสถานะของคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริง ที่แม่ทัพภาคที่ 4 ได้แต่งตั้งในขณะการชุมนุมว่าได้ปฎิบัติตามหน้าที่อย่างไรบ้างในปัจจุบัน

 

2. ขอให้ภาครัฐหยุดการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยให้รับสารภาพและใช้ศาลเตี้ยพิพากษาประหารชีวิตประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งต้องดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐในหลายๆกรณีที่ผ่านมาเช่น เหตุการณ์ซ้อมทรมานจนเสียชีวิต นาย ยะผา กาเซ็ง โต๊ะอีหม่ามบ้าน กอตอ หมู่ 5 ตำบล รือเสาะ อำเภอ รือเสาะ จังหวัด นราธิวาส ในขณะควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.39 ,เหตุการณ์ซ้อมทรมานนักศึกษาม.ราชภัฎยะลาและวิทยาลัยพละศึกษาวิทยาเขตยะลาโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.11 และเจ้าหน้าที่ในค่ายอิงคยุทธบริหาร,เหตุการณ์ซ้อมทรมานนายอามีนุดีน กะจิ ครูสอนภาควิชาศาสนา โรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นต้น พร้อมทั้งต้องชี้แจงผลของความคืบหน้าตามกระบวนการยุติธรรมต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผย

 

3. ขอให้ภาครัฐหยุดวิธีการบังคับพี่น้องประชาชนที่ต้องสงสัยให้สมัครใจเข้าร่วมโครงการต่างๆ จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ รัฐจะต้องชี้แจงอย่างละเอียดเกี่ยวกับโครงการต่างๆให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องสงสัยล่วงหน้า ก่อนจะเชิญตัวเข้าโครงการและเพื่อความเป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องสงสัย รัฐต้องพิสูจน์ความจริงโดยผ่านขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม ตามอำนาจกฎหมายพิเศษคือ กฎอัยการศึก สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 7 วันและพรบ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องมีหมาย ฉฉ.จากศาล ในแต่ละ 7 วัน ของ 30 วัน แทนการใช้โครงการหลอกล่อประชาชน

 

4. เพื่อขจัดซึ่งความหวาดระแวงอย่างไร้ขอบเขตที่มีระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนรัฐจะต้องเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับพี่น้องประชาชนและนิสิตนักศึกษาสามารถทำกิจกรรมเพื่อแสดงความคิดเห็นตาม เจตนารมณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

5. ขอให้สังคมไทยปรับเปลี่ยนทัศนะคติ เกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงและควรบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและเป็นกลาง

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์