ประจักษ์ ก้องกีรติ แนะนำหนังสือที่เอ็นจีโอควรอ่าน: สามัญชนบนวิกฤตประชาธิปไตย: วีรชนหรือวายร้าย

ประจักษ์ ก้องกีรติ


 


 


 


 



"ประชาสังคม" กลายเป็นคำขวัญ เป็นยาสารพัดนึกที่นักการเมือง
องค์กรระหว่างประเทศ นิสิต นักศึกษาทั่วไป ท่องบ่นเป็นคาถาว่า
แก้โรคปวดไข้ทางเศรษฐกิจการเมืองได้ทุกประเภท
งานในกลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างสูงและแพร่หลายอย่างกว้างขวางในสังคมไทย
ผ่านงานของนักคิดอย่าง หมอประเวศ วะสี ธีรยุทธ บุญมี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นต้น


 


 



ประชาสังคมและสามัญชน ถูกมองว่าเป็นทั้งรากแก้วและหัวใจ
ที่หล่อเลี้ยงให้ประชาธิปไตยยั่งยืน


 


 



แทนที่ภาคประชาสังคมจะสนับสนุนค้ำจุนประชาธิปไตย
กลับบั่นทอนและช่วยทำลายมันเสีย ด้วยการสนับสนุนอุดมการณ์และนโยบายทางการเมืองแบบอำนาจนิยมหรือชนชั้นนำนิยม
ต่อต้านความเท่าเทียมกันทางสังคม มุ่งสร้างการเมืองแบบขาวดำ/มิตร-ศัตรู เห็นกลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างจากกลุ่มตนเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด
ส่งเสริมและบ่มเพาะค่านิยมแบบคับแคบ


 


 



ภาคประชาสังคม กลายเป็น
โรงเรียนบ่มเพาะค่านิยมต่อต้านประชาธิปไตย


 


 



ประชาชนเข้าร่วมเป็นฐานทางการเมือง ให้ชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ต่อสู้โจมตีฝ่ายตรงกันข้ามอย่างดุเดือด ตอกลิ่มการเมืองแบบแบ่งขั้ว
ทำให้ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำ
ขยายตัวกลายเป็นความแตกแยกของทั้งสังคมการเมือง
และหยั่งรากลึก จนระบอบประชาธิปไตยเป็นอัมพาตไม่สามารถทำงานต่อไปได้


 


 



ตอนจบของละครการเมืองแบบนี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์โลก
คือ ท้ายที่สุด กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองในนามของประชาชนและประชาธิปไตย
, ความเป็นระเบียบเรียบร้อย, และข้ออ้างเพื่อยุติวิกฤตของบ้านเมือง ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย (ที่ถูกฉายภาพว่าวุ่นวาย)
และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทนที่


 


 



จากการศึกษาของแนนซี เบอร์มิโอ ชี้ว่า
การรัฐประหารในยุคการเมืองมวลชนสมัยใหม่จะไม่มีทางสำเร็จ
หากกองทัพไม่สามารถสร้างพันธมิตร
หรือได้สัญญาณเชื้อเชิญจากกลุ่มการเมือง ที่สำคัญ ในภาคประชาสังคม


 


 



ประชาชนไม่ได้เอาใจออกห่างจากระบอบประชาธิปไตยอย่างที่มักเข้าใจกัน
กลุ่มที่สนับสนุนอำนาจเผด็จการก็ไม่ได้มีฐานสนับสนุนล้นหลามอย่างที่เข้าใจ
การโค่นล้มประชาธิปไตยเกิดขึ้น เพราะมีชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งต้องการโค่นล้มมัน
และพวกเขาประสบความสำเร็จโดยการสร้างพันธมิตรกับผู้นำบางกลุ่ม
ใน
"ภาคประชาชน" ให้เคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์ของการแตกขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มอำนาจของตน
เข้ามายึดอำนาจและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย


 


 



เจตจำนงของประชาชนไม่เคยเป็นหนึ่ง และก็มักจะมีมากกว่าสองขั้ว
แต่ชนชั้นนำมักต้องการทำให้สังคมเชื่ออย่างง่ายๆ
โดยไม่ต้องไตร่ตรองว่าเจตจำนงประชาชนมีหนึ่งเดียวและอยู่ข้างตนเสมอ


 


 


๑๐


ระบอบประชาธิปไตยอาจจะให้กำเนิดรัฐบาลที่มีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่น่าพิสมัย
หรือทำงานขาดประสิทธิภาพ กระทั่งใช้อำนาจเกินขอบเขต
แต่ก็ไม่มีวิกฤตอะไรที่ร้ายแรงจนปฏิรูปแก้ไขไม่ได้ด้วยกลไกและสถาบันทางการเมืองภายในระบบ เพราะระบอบประชาธิปไตยเองโดยธรรมชาติ
เป็นระบอบที่ยืดหยุ่น ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อจัดการแก้ไขความขัดแย้ง
และการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ


 


 


๑๑


"รัฐบาล" ไม่เท่ากับ "ระบอบ" และก็ไม่มีเหตุผล
ที่เราจะหันไปโหยหาระบอบรัฐประหาร รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลจากการแต่งตั้ง
หรือระบอบอื่นใดที่มีความเป็นประชาธิปไตยน้อยลง
มีก็แต่ทำให้สังคมการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น
ที่จะเป็นหนทางสู่เสถียรภาพทางการเมืองและออกจากวิกฤตประชาธิปไตย


 

 


เดิมทีหลังจากเขียนแนะนำหนังสือว่าด้วยสื่อมวลชนกับความรุนแรง ตั้งใจจะเขียนแนะนำหนังสือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาความรุนแรงต่ออีก 3-4 เล่มว่าด้วยปัญหาการทรมาน, โลกาภิวัตน์ของความกลัวและความรุนแรง, การออกแบบสถาบันการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ ฯลฯ


 


แต่สถานการณ์การเมืองอันผันผวนในบ้านเราทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเพิ่งอ่านจบไปเมื่อนานนี้ คิดว่าน่าจะสอดคล้องและมีประโยชน์ต่อการขบคิดปัญหาการเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่ จึงขอพักชุดหนังสือว่าด้วยความรุนแรงไปก่อน และลัดคิวเล่มที่ว่าเข้ามาแทน


 


หนังสือเล่มที่จะแนะนำนี้ มีชื่ออันเก๋ไก๋ว่า "สามัญชนในห้วงเวลาวิกฤต: พลเมืองกับการล่มสลายของประชาธิปไตย (Ordinary People in Extraordinary Times: The Citizenry and the Breakdown of Democracy)"


 


ผู้เขียนคือ "แนนซี เบอร์มิโอ" ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการอาวุโสของวารสาร World Politics หนึ่งในสามวารสารชั้นนำระดับโลกทางด้านการเมืองเปรียบเทียบ


 


หนังสือเล่มนี้เมื่อพิมพ์ออกมาในปี 2003 ก็ได้ก่อให้เกิดกระแสการถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักคิดนักวิชาการที่ศึกษาปัญหาการล่มสลายของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะปมปัญหาที่ว่า สามัญชนคนธรรมดาทั้งหลายมีบทบาทมากน้อยอย่างไร หรือต้องร่วมรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน ในการทำให้ประชาธิปไตยล้มครืนลง


 


พูดในภาษากฎหมายก็คือว่า เวลาระบอบประชาธิปไตยไปไม่รอด ถูกรัฐประหาร ยึดอำนาจเปลี่ยนไปเป็นระบอบเผด็จการ (จะโดยทหารหรือพลเรือนก็ตาม) นั้น ประชาชนต้องตกเป็นจำเลยในฐานความผิดก่ออาชญากรรมทำลายประชาธิปไตยด้วยหรือไม่ ถ้าผิด ผิดในฐานะจำเลยหลัก ผู้สมรู้ร่วมคิด หรือถูกจ้างวานกระทั่งถูกหลอกให้กระทำความผิด การถกเถียงในประเด็นนี้ดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน เพราะมีทั้ง "ประชาธิปไตย" และ "สามัญชน" เป็นเดิมพัน


 


ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์บางท่านกล่าวไว้นมนานแล้วว่า ศาสตร์ที่เรียกว่ารัฐศาสตร์นั้น หากสรุปอย่างรวบรัดตัดตอนแล้ว ก็มิใช่อะไรอื่น หากคือการศึกษาว่าด้วยระเบียบและความไร้ระเบียบทางการเมือง (political order and political disorder) ว่าด้วยเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (political stability and political change)


 


หัวข้อหลักที่ศึกษา นับตั้งแต่ การสร้างรัฐและการล่มสลายของรัฐ การเลือกตั้ง พรรคการเมือง ระบบราชการ รัฐธรรมนูญ การปฏิวัติ รัฐประหาร สงคราม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลุ่มผลประโยชน์และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อุดมการณ์ทางการเมือง อัตลักษณ์ทางการเมือง ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษามิติต่างๆ ของปริศนาหลักที่ว่าด้วยเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งนักคิดนักทฤษฎีตั้งแต่โบราณพยายามขบคิดหาคำอธิบายที่สอดคล้องต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด


 


และในบรรดาหัวข้อของการถกเถียงนั้น ไม่มีอะไรร้อนแรงเกินไปกว่า คำอธิบายว่าด้วยกำเนิดและการล่มสลายของระบอบประชาธิปไตย และบทบาทของชนชั้นนำกับสามัญชนในกระบวนการดังกล่าว


 


ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เข้าไปร่วมถกเถียงในประเด็นดังกล่าว โดยทำการศึกษากรณีการล้มครืนของระบอบประชาธิปไตยใน 17 ประเทศ


 


กรณีศึกษาของหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก คือ กรณีศึกษา 13 ประเทศในยุโรประหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง (1918-1939) ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองยุโรปมีความผันผวนปรวนแปรอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อันเนื่องมาจากภาวะหลังสงคราม


 


ตัวเลขที่น่าสนใจคือ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใหม่ๆ ระบอบการเมืองในยุโรปเกือบทั้งหมดยังคงเหนียวแน่นกับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (26 ประเทศจาก 28 ประเทศ) ผ่านไปไม่ถึงสองทศวรรษดี ระบอบประชาธิปไตยล้มครืนลงใน 13 ประเทศ[1] โดย มีระบอบเผด็จการในรูปแบบต่างๆ สถาปนาขึ้นแทนที่ โดยประวัติศาสตร์และดุลกำลังอำนาจในแต่ละประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด หน้าตาระบอบเผด็จการของประเทศนั้นๆ (อาทิเช่น เผด็จการโดยการนำของกองทัพ, พันธมิตรระหว่างสถาบันกษัตริย์กับทหาร, หรือเผด็จการของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง)


 


กรณีศึกษากลุ่มที่สอง คือ สี่ประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1970 ได้แก่ บราซิล อุรุกวัย ชิลี และอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิภาคดังกล่าวประสบกับปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจและการเมืองของสงครามเย็น อันนำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ปิดฉากด้วยการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ การกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม และทำลายสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน (อันที่จริงแล้วการเมืองไทยเผชิญกับปัญหาคล้ายคลึงกันมากในช่วงเดียวกันนี้) ระบอบเผด็จการทหารที่สถาปนาขึ้นทิ้งมรดกอันลึกซึ้งยาวนานไว้ให้กับสังคม เหล่านี้จนถึงปัจจุบัน


 


ข้อสรุปทางวิชาการของแนนซี เบอร์มิโอ นั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนที่จะข้ามไปถึงข้อสรุป ผมอยากจะเล่าให้ฟังก่อนว่า ที่ผ่านมา นักวิชาการเขาถกเถียงเรื่องนี้กันไว้ว่าอย่างไร


 


 


สามัญชน ชนชั้นนำ กับการเมืองแบบแตกขั้ว


หากจะให้สรุปอย่างคร่าวๆ เราสามารถแบ่งงานวิชาการที่กล่าวถึงบทบาทของสามัญชนกับประชาธิปไตยได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ ซึ่งงานของ แนนซี เบอร์มิโอ นั้นไม่อยู่ในทั้งสองกลุ่ม หากพยายามจะเชื่อมประสานคำอธิบายของทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน


 


กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มองบทบาทของสามัญชนในฐานะวีรบุรุษของระบอบประชาธิปไตย งานในกลุ่มนี้เฟื่องฟูขึ้นเป็นพิเศษในช่วงหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน มีงานวิชาการถูกผลิตออกมาอย่างไม่ขาดสายเพื่อเชิดชูบทบาทของประชาชนและสิ่ง ที่เรียกว่า "ภาคประชาสังคม" (civil society) ซึ่งบางทีก็มีการใช้คำอื่นสลับกันไป อาทิเช่น ภาคพลเมือง ภาคสังคม ภาคประชาชน เป็นต้น


 


ใจความหลักก็คือว่า การเคลื่อนไหวรวมกลุ่มของประชาชน ซึ่งเป็นอิสระจากรัฐ หรือกระทั่งต่อต้านอำนาจรัฐนั้น เป็นคุณกับประชาธิปไตย ภาคประชาสังคมเป็น "โรงเรียน" บ่ม เพาะคุณค่า จิตวิญญาณ และค่านิยมแบบประชาธิปไตย ทำให้คนตระหนักในความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ลดความเป็นปัจเจก เห็นแก่ตัวน้อยลง และมีจิตใจเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทั้งยังเป็นฐานในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ


 


สรุปได้ว่า ประชาสังคมและสามัญชนถูกมองว่าเป็นทั้งรากแก้วและหัวใจที่หล่อเลี้ยงให้ประชาธิปไตยยั่งยืน ฐานความคิดของงานในกลุ่มแรกนี้ สามารถสืบสาวย้อนกลับไปได้ถึงนักปรัชญาอย่าง Alexis de Tocqueville ในงานที่ชื่อว่า Democracy in America (1835, 1840) ซึ่งอธิบายว่า เหตุที่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาลงหลักปักฐานและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในอเมริกา ในขณะที่ล้มเหลวในหลายประเทศในยุโรปนั้น เป็นเพราะว่าอเมริกามีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง พลเมืองเอาการเอางาน ไม่คอยพึ่งรัฐแต่อย่างเดียว


 


งานในกลุ่มแรกนี้เฟื่องฟูและครองตลาดวิชาการอยู่พักใหญ่ จน "ประชาสังคม" กลายเป็นคำขวัญ เป็นยาสารพัดนึกที่นักการเมือง องค์กรระหว่างประเทศ นิสิต นักศึกษาทั่วไปท่องบ่นเป็นคาถาว่าแก้โรคปวดไข้ทางเศรษฐกิจการเมืองได้ทุกประเภท งานในกลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างสูงและแพร่หลายอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ผ่านงานของนักคิดอย่าง หมอประเวศ วะสี ธีรยุทธ บุญมี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นต้น


 


ผ่านไปหลายปี เริ่มมีงานวิชาการหลายชิ้นตีพิมพ์ออกมาเพื่อตอบโต้งานในกลุ่มแรกนี้ ซึ่ง แนนซี เบอร์มิโอ เรียกงานในกลุ่มที่สองนี้ว่า การกลับมาของ "อนารยะสังคม" (uncivil society turn)


 


งานในกลุ่มนี้อธิบายว่า ประชาสังคมไม่ได้เป็นคุณกับประชาธิปไตยเสมอไป นอกจากไม่เป็นคุณแล้ว ในหลายครั้งหลายครากลับเป็นโทษด้วยซ้ำ ฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาธิปไตยจึงไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เชิงบวกเสมอไป


 


ภาคประชาสังคมสามารถกัดเซาะหรือกระทั่งทำลายการดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยได้ งานวิจัยในกลุ่มนี้เสนอหลักฐานข้อมูลอันหนักแน่นจำนวนมาก ทั้งในประวัติศาสตร์และในการเมืองร่วมสมัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่แทนที่ภาคประชาสังคมจะสนับสนุนค้ำจุนประชาธิปไตย กลับบั่นทอนและช่วยทำลายมันเสียด้วยการสนับสนุนอุดมการณ์และนโยบายทางการเมืองแบบอำนาจนิยมหรือชนชั้นนำนิยม ต่อต้านความเท่าเทียมกันทางสังคม มุ่งสร้างการเมืองแบบขาวดำ/มิตร-ศัตรู เห็นกลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างจากกลุ่มตนเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด ปล่อยให้อยู่ร่วมสังคมการเมืองเดียวกันไม่ได้ ส่งเสริมและบ่มเพาะค่านิยมแบบคับแคบรังเกียจเดียดฉันท์คนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจากกลุ่มตน เช่น ความคิดคลั่งชาติ ศาสนา และสีผิว เป็นต้น


 


ที่สำคัญ มุ่งใช้วิธีการที่เน้นการปะทะเผชิญหน้า แตกหัก และมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเป็นทางออก กลุ่มเหล่านี้มีอยู่มากมายเต็มไปหมดทั้งในประเทศตะวันตกและกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น กลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาและเชื้อชาติ กลุ่มนีโอนาซี กลุ่มต่อต้านชนกลุ่มน้อยและผู้อพยพ กลุ่มแอนตี้เกย์ หรือกระทั่งกลุ่มที่รวมตัวกันในนามที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น กลุ่มสมาคมการค้า (โดยเฉพาะในละตินอเมริกา) แต่มีจุดประสงค์เบื้องหลังเพื่อทำลายการเคลื่อนไหวของขบวนการชาวนาและกรรมกร และขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของพวกตน


 


กล่าวในภาษาที่ล้อกับงานกลุ่มแรก ก็คือว่า ภาคประชาสังคมกลายเป็นโรงเรียนบ่ม เพาะค่านิยมต่อต้านประชาธิปไตยไปเสีย การตระหนักถึงบทบาทด้านลบของภาคประชาสังคม ทำให้นักวิชาการจำนวนมากเสนอว่า เราต้องไม่ไปโฟกัสอยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับสังคมเท่านั้น เพราะในภาคสังคมเองก็มีความขัดแย้งแตกแยกและมีการต่อสู้อย่างรุนแรง


 


ภาคประชาสังคมไม่ใช่กลุ่มก้อนที่มีความกลมกลืนสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การอ้างความเป็นประชาชนและภาคประชาสังคมจึงไม่ได้ทำให้กลุ่มองค์กรหนึ่งๆ มีความชอบธรรมทางการเมืองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ เพราะเงินทุน เครือข่ายกำลังคนและทรัพยากรทางการเมืองขององค์กรในภาคประชาสังคมอาจถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนวาระทางการเมืองแบบชนชั้นนำนิยมหรือเผด็จการก็ได้


 


ฉะนั้น เวลาพิจารณาภาคประชาสังคม เราไม่สามารถดูที่ปริมาณอย่างเดียว หากต้องดูที่คุณภาพของภาคประชาสังคมด้วยว่า เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยหลักคิดชี้นำทางการเมืองที่ส่งเสริมคุณค่าแบบประชาธิปไตย หรือว่ามุ่งปลุกปั่น โฆษณาชวนเชื่อ ปลุกเร้าอารมณ์เกลียดชังทางการเมือง ลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงกันข้าม และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง[2]


 


แนนซี เบอร์มิโอ ชี้ว่า งานในกลุ่มอนารยะสังคมนี้ ทำให้ประชาสังคมมีภาพพจน์ที่กำกวมมากขึ้น จนมันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นยาสารพัดโรคหรือเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยอีกต่อไป กระทั่งมีการเสนอว่าประชาสังคมและสามัญชนเล่นบทเป็นผู้ร้ายในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตด้วยซ้ำ โดยบทผู้ร้ายนี้ดำเนินไปในสองแบบด้วยกัน


 


หนึ่ง ในยามที่สังคมมีการแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างชนชั้นนำสองกลุ่ม ถึงจุดที่ทั้งสองกลุ่มไม่ยอมประนีประนอมกันอีกต่อไป หากมุ่งเอาชนะคะคานกันให้แตกหักไปข้างหนึ่ง ประชาชนเข้าร่วมเป็นฐานทางการเมือง ให้ชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อสู้โจมตีฝ่ายตรงกันข้ามอย่างดุเดือด ตอกลิ่มการเมืองแบบแบ่งขั้ว ทำให้ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำขยายตัวกลายเป็นความแตกแยกของ ทั้งสังคมการเมือง และหยั่งรากลึก จนระบอบประชาธิปไตยเป็นอัมพาตไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ภาวะดังกล่าวอาจขยายตัวไปเป็นภาวะสงครามกลางเมือง


 


สอง ในห้วงเวลาวิกฤตทางเศรษฐกิจการเมือง สามัญชนและประชาชนเกิดความผิดหวังเบื่อหน่ายต่อระบอบประชาธิปไตย เหมารวมเอาว่าระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (ไม่ใช่แค่เฉพาะคณะรัฐบาล) เป็นต้นเหตุทั้งมวลของปัญหา จนไม่มีคุณค่าที่จะต้องรักษาไว้เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ และหันไปเรียกร้องให้กลุ่มการเมืองเผด็จการเข้ามาปกครองบ้านเมืองด้วยความ เข้มแข็งเฉียบขาด


 


ตอนจบของละครการเมืองแบบนี้ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์โลก คือ การที่ท้ายที่สุดกองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองในนามของ "ประชาชนและประชาธิปไตย" "ความเป็นระเบียบเรียบร้อย" และข้ออ้างเพื่อยุติวิกฤตของบ้านเมือง ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย (ที่ถูกฉายภาพว่าวุ่นวาย) และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทนที่


 


ในกรณีที่สองนี้ สามัญชนเล่นบทเป็นผู้เชื้อเชิญให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งจากการศึกษาของแนนซี เบอร์มิโอ ชี้ให้เห็นว่าการรัฐประหารในยุคการเมืองมวลชนสมัยใหม่จะไม่มีทางสำเร็จ หากกองทัพไม่สามารถสร้างพันธมิตรหรือได้สัญญาณเชื้อเชิญจากกลุ่มการเมือง ที่สำคัญในภาคประชาสังคม ทฤษฎีที่อธิบายบทบาทของสามัญชนในสถานการณ์เช่นนี้ มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า ทฤษฎี (ประชาชน) เอาใจออกห่าง (จากประชาธิปไตย) สะท้อนอารมณ์ผิดหวังอกหักของนักคิดที่ฝากความหวังไว้กับสามัญชนในการเป็น ปราการด้านสุดท้ายของประชาธิปไตย


 


หนังสือของแนนซี เบอร์มิโอ มีข้อสรุปที่เห็นต่างจากทั้งสองกลุ่ม เธอไม่เห็นประชาชนและประชาสังคมเป็นวีรบุรุษแบบงานในกลุ่มแรก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ถึงกับเห็นพวกเขาเป็นผู้ร้ายของระบอบประชาธิปไตยตามแบบงานกลุ่มที่สอง


 


เธออธิบายว่างานในกลุ่มที่สองนั้นมีส่วนถูก แต่ถูกเพียงบางส่วน แนนซีเสนอข้อถกเถียงว่า ตัวละครที่มีบทบาทหลักทำให้ประชาธิปไตยล่มสลายลงในทั้ง 17 ประเทศที่เธอศึกษา คือ ชนชั้นนำ มากกว่าที่จะเป็นประชาชน


 


ประชาชนนั้นมีส่วนทำให้การเมืองมีความผันผวน แตกแยก และแบ่งขั้ว จนกระทั่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นอัมพาตหรือล่มสลายลงได้จริง แต่บทบาทของประชาชนนั้นเป็นเพียงบทตัวประกอบหรือผู้แสดงสมทบเท่านั้น และจากการค้นคว้าของเธอพบว่า ประชาชนไม่ได้เอาใจออกห่างจากระบอบประชาธิปไตยอย่างที่มักจะเข้าใจกัน และกลุ่มที่สนับสนุนอำนาจเผด็จการก็ไม่ได้มีฐานสนับสนุนล้นหลามอย่างที่เข้าใจด้วย การโค่นล้มประชาธิปไตยเกิดขึ้น เพราะมีชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งต้องการโค่นล้มมัน และพวกเขาประสบความสำเร็จโดยการสร้างพันธมิตรกับผู้นำบางกลุ่มใน "ภาคประชาชน" ให้เคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์ของการแตกขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มอำนาจของตนเข้ามายึดอำนาจและล้มล้างระบอบ ประชาธิปไตย


 


 


การแบ่งขั้วเทียม และมติมหาชนในจินตนาการ


งานวิชาการก่อนหน้านี้ที่ศึกษาการล่มสลายของระบอบประชาธิปไตยในยุโรปและละติน อเมริกา เสนอว่าความแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง นำไปสู่การล่มสลายของระบอบประชาธิปไตย แนนซี เบอร์มิโอ เสนอคำอธิบายใหม่ว่า การแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมืองนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่กว้างขวางและลงรากลึกอย่างที่เราถูกทำให้เชื่อ หากเป็นการแตกแยกแบ่งขั้วที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจและอย่างบิดเบือน (constructed and distorted polarization) เป็นการแบ่งขั้วเทียมๆ ที่ถูกขยายผลให้ดูเสมือนจริงโดยชนชั้นนำที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไปเป็นระบอบอื่น


 


ในประวัติศาสตร์ยุโรป ชนชั้นนำกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มนิยมเจ้า พรรคการเมืองฝ่ายขวา กองทัพ หรือกลุ่มการเมืองในภาคประชาสังคมที่มีอุดมการณ์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งต่างเห็นว่าพวกตนสูญเสียอำนาจจากกฎกติกาทางการเมืองที่ดำรงอยู่ และไม่สามารถเข้าไปแข่งขันภายใต้กติกานี้ เป้าหมายสุดท้ายทางการเมืองที่พวกเขาต้องการคือ การล้มกระดานและสร้างกฎกติกาชุดใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำ อภิสิทธิ์


 


ตัวละครการเมืองเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายหลวมๆ ที่อาจจะเรียกว่า พันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร (coup coalition) ความแตกแยกแบ่งขั้วที่จริงๆ แล้วจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือประชากรกลุ่มหนึ่ง ถูกขยายผลจากเครือข่ายนี้ให้สาธารณชนและชนชั้นนำกลุ่มอื่นเข้าใจว่า ประเทศ ได้เดินมาถึงจุดวิกฤตที่ไม่อาจเยียวยาและแก้ไขได้ด้วยกฎกติกาและสถาบัน การเมืองภายในระบอบประชาธิปไตย เพราะความแตกแยกนี้หยั่งรากลึกไปทั้งสังคม รอยร้าวไม่อาจประสานได้ ความขัดแย้งอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยกลไกรัฐ บ้านเมืองกำลังจะลุกเป็นไฟหรือเข้าสู่สภาพอนาธิปัตย์


 


ภาพการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรงเช่นนี้ถูกผลิตขึ้นเพื่อลดทอนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย และสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจของพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร ผ่านวิถีทางนอกกติกาประชาธิปไตย


 


ที่สำคัญและน่าสนใจไม่น้อยกว่ากัน หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำกลุ่มอื่นที่อยู่นอกเครือข่ายการรัฐประหารก็มีส่วนรับผิดชอบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อการสร้างวิกฤตการเมืองและทำให้ประชาธิปไตยต้องจบชีวิตลงด้วย โดยการเดินหมากทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยง ผิดพลาด และขาดความรับผิดชอบ เช่น การที่ผู้นำรัฐบาลตัดสินใจใช้ความรุนแรงนอกขอบเขตของกฎหมายกับการเคลื่อนไหวของสมาชิกในเครือข่ายรัฐประหาร เข้าไปแทรกแซงกองทัพโดยไม่มีเหตุจำเป็น ไม่พยายามแก้ไขปัญหาบ้านเมืองแต่กลับไปหมกมุ่นกับการจับผิดและเล่นงานฝ่าย ตรงกันข้าม รวมถึงการนิ่งเฉยดูดายกับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและละเมิดกฎหมายของเครือข่ายรัฐประหาร


 


ชนชั้นนำในพรรคการเมืองนอกเครือข่ายรัฐประหารก็เป็นอีกตัวละครหลักที่อาจทำ ให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น ด้วยการโดดเดี่ยวรัฐบาล หันไปจับขั้วเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับเครือข่ายรัฐประหารแทนที่จะโดดเดี่ยวพวกเขา ทำให้ดุลพลังอำนาจเปลี่ยนและไปสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารเสียเอง พูดง่ายๆ ว่า ในสถานการณ์วิกฤต ชนชั้นนำฝ่ายต่างๆ โหมกระพือความแตกแยก (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) และสมทบส่วนกันไปมาในการขันเกลียวแห่งความขัดแย้งจนแน่นไปถึงจุดที่คลี่ คลายไม่ได้


 


ผู้เขียนสนับสนุนข้อถกเถียงดังกล่าวด้วยการศึกษาประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมจาก 17 กรณีศึกษาตั้งต้น โดยศึกษาประเทศที่ประชาธิปไตยไม่ล่มสลายลงแม้ว่าสังคมนั้นจะเผชิญกับความแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมือง


 


เธอพบว่าทัศนคติบวกกับการตัดสินใจทางการเมืองอันถูกต้องของชนชั้นนำทางการเมือง มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยประคับประคองสถานการณ์วิกฤตให้ผ่านพ้นไปได้ กล่าวคือ กองทัพไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองตามคำเชื้อเชิญของเครือข่ายรัฐประหาร หรือปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย รัฐบาลไม่ตัดสินใจบุ่มบ่ามผลีผลาม หากยึดมั่นกับการบังคับใช้กฎหมายกับทุกกลุ่มการเมืองอย่างเสมอภาคกัน และผู้นำพรรครัฐบาลไม่โอนเอียงไปสนับสนุนวาระทางการเมืองแบบสุดโต่งของ เครือข่ายรัฐประหาร


 


เธอเสนอว่า ที่เราต้องสนใจชนชั้นนำเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ในทุกประเทศที่เธอศึกษาไม่ได้เอาใจออกห่างจากระบอบประชาธิปไตย และหันไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงอย่างที่เข้าใจ เครือข่ายเพื่อการรัฐประหารมีฐานสนับสนุนน้อยกว่าที่คิดมาก เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการปลุกปั่นกระแสในพื้นที่สาธารณะและกลบเสียงของ กลุ่มอื่นๆ ทั้งด้วยกลไกการโฆษณาชวนเชื่อและการใช้ความรุนแรง


 


ข้อสรุปสำคัญจากงานชิ้นนี้ก็คือ สภาพของความแตกแยกแบ่งขั้วในสังคม มักจะถูกขยายความเกินจริงเสมอ และมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาพการเมืองที่บิดเบี้ยวนี้ เราต้องระมัดระวังที่จะไม่อ่านสถานการณ์การเมืองบนฐานข้อมูลที่ถูกปลุกปั่น


 


แนนซี เบอร์มิโอ เสนอว่า ในสถานการณ์วิกฤต ทุกฝ่ายต่างอ้างว่ากลุ่มตนเป็นตัวแทนที่แท้จริงของเจตจำนงประชาชน ปัญหาคือ เจตจำนงของประชาชนไม่เคยเป็นหนึ่งและก็มักจะมีมากกว่าสองขั้ว แต่ชนชั้นนำมักต้องการทำให้สังคมเชื่ออย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องไตร่ตรองว่าเจตจำนงประชาชนมีหนึ่งเดียวและอยู่ข้างตนเสมอ ในโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมือง ไม่แปลกอะไรเลยที่เราจะพบว่า เจตจำนงของประชาชนแตกออกเป็นหลายขั้ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และประเด็นทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ประชาชน ไม่ได้ยึดติดอยู่กับขั้วใดขั้วหนึ่งอย่างถาวร


 


จากการศึกษาของเธอ พบว่ามีกรณีตัวอย่างนับไม่ถ้วนที่ประชาชนคนหนึ่งลงคะแนนเสียงในประชามติเกี่ยว กับกฎหมายฉบับสำคัญไปทางหนึ่ง พอถึงเวลาเลือกตั้งกลับออกเสียงไปอีกทางหนึ่ง ร้ายไปกว่านั้นเมื่อพรรคการเมืองที่เขาเลือกเข้ามาเองมีนโยบายที่เขาไม่เห็นด้วย เขาก็ออกไปบนท้องถนนร่วมกับกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลด้วย


 


คำถามใหญ่คือ เราจะประเมินมติมหาชนอย่างไร แนนซีเสนอว่า มติมหาชนสามารถปรากฏตัวในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน ในคูหาเลือกตั้ง ในโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในหนังสือพิมพ์ หรือในสภากาแฟ ปัญหาก็คือ ความแตกแยกแบ่งขั้วที่ปรากฏบนท้องถนนมักจะส่งเสียงดังกลบมติมหาชนในพื้นที่อื่นๆ เพราะเห็นชัดกว่า ตื่นเต้นเร้าใจกว่า ทำให้ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอ ในขณะที่เสียงของประชาชนในพื้นที่อื่นๆ มักจะถูกละเลย กลายเป็นเสียงที่ไม่ได้ยิน และดังนั้นจึงไม่ถูกนับรวมเข้ามาในการคิดคำนวณทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ สรุปก็คือ การแบ่งขั้วเทียม และ มติมหาชนในจินตนาการ ที่ ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ของฝ่ายชนชั้นนำเพื่อการ รัฐประหาร


 


งานของเธอจึงเสนอว่า เราต้องสร้างช่องทางอันหลากหลายให้เสียงของประชาชนได้ปรากฏตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาผูกขาดความเป็นเจ้าของเจตจำนงประชาชน นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนท้องถนนควรถูกประเมินอย่างจริงจัง รอบคอบ และไม่ผลีผลามที่จะถูกด่วนสรุปว่าเป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชนทั้งสังคม


 


 


สงครามครั้งสุดท้าย?


หนังสือเล่มนี้จุดประเด็นมากมายให้เราได้ขบคิด ประการแรกสุดเลยก็คือ สังคมไทยไม่ใช่สังคมแรกและไม่ใช่สังคมเดียวที่เผชิญกับความผันผวนและความสับสนอลหม่านของระบอบประชาธิปไตย ประเทศอื่นในโลกต่างเผชิญกับปัญหานี้มาแล้วมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป หลายประเทศประสบความสำเร็จในการประคับประคองให้ระบอบประชาธิปไตยอยู่รอดต่อไปได้ท่ามกลางอุปสรรคนานัปการ ในขณะที่หลายประเทศล้มเหลว


 


ทั้งชนชั้นนำและสามัญชน ต่างมีบทบาทสำคัญที่อาจจะช่วยค้ำจุนหรือช่วยกัน ทำลายประชาธิปไตยก็ได้ บทเรียนจากประเทศอื่นน่าจะเป็นกระจกส่องสะท้อนให้เรามีมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้นกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่


 


แน่นอนว่าระบอบ ประชาธิปไตยอาจจะให้กำเนิดรัฐบาลที่มีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่น่าพิสมัย หรือทำงานขาดประสิทธิภาพ กระทั่งใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ก็ไม่มีวิกฤตอะไรที่ร้ายแรงจนปฏิรูปแก้ไขไม่ได้ด้วยกลไกและสถาบันทางการเมืองภายในระบบ เพราะระบอบประชาธิปไตยเองโดยธรรมชาติเป็นระบอบที่ยืดหยุ่น ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อจัดการแก้ไขความขัดแย้งและการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ


 


มีเหตุผลที่เข้าใจได้หลายประการ ที่เราจะรักประชาธิปไตยน้อยลง เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของรัฐบาลต่างๆ ในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา แต่รัฐบาลไม่เท่ากับระบอบ และก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะหันไปโหยหาระบอบรัฐประหาร, รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลจากการแต่งตั้ง หรือระบอบอื่นใดที่มีความเป็นประชาธิปไตยน้อยลง มีก็แต่ทำให้สังคมการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น ที่จะเป็นหนทางสู่เสถียรภาพทางการเมืองและออกจากวิกฤตประชาธิปไตย


 


ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสงครามครั้งสุดท้ายในสังคมการเมืองประชาธิปไตย มีแต่การต่อสู้ต่อรองอันถาวรของผลประโยชน์และความคิดเห็นที่แตกต่าง ภาษาของสงครามเป็นสิ่งที่ไปกันไม่ได้กับการเมืองแบบประชาธิปไตย เพราะตรรกะของสงครามบดบังจินตนาการในการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางสันติ ผลักไสให้เราใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน ให้เลือดตกยางออก ตายตกตามกัน จนรู้ผลแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง เห็นความต่างเป็นศัตรูหรือไส้ศึกที่ต้องกำจัด ในขณะที่ตรรกะของประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้เราแก้ปัญหาโดยสันติ เพราะมันไม่ใช่การเมืองของความแตกหัก หากคือการเมืองของการโน้มน้าว จูงใจ ต่อรอง เจรจา ภายใต้กรอบกติกาที่ออกแบบอย่างรอบคอบและเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขได้ตาม สถานการณ์ ไม่มีผู้ชนะและผู้แพ้อันถาวร มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ชั่วคราว ไม่มีศัตรูและข้าศึก เพราะทุกคนต่างเป็นสมาชิกร่วมสังคมเดียวกันหากแต่มีความคิดเห็นและผลประโยชน์อันแตกต่าง


 


จากประสบการณ์ของประเทศอื่น การแบ่งขั้วทางการเมืองที่อยู่บนฐานของความเกลียดชัง ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยเครือข่ายเพื่อการรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ต้องหยุดยั้งก่อนที่ประชาธิปไตยไทยจะตกหล่มอีกรอบหนึ่ง ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชวนให้เราตระหนักว่า ขั้วการเมืองในสังคมประชาธิปไตย มักมีมากกว่าสองขั้วเสมอ เพราะประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้เราใช้เสรีภาพตัดสินใจในประเด็นปัญหาต่างๆ อันมากมายเกินกว่าที่เราจะไปเห็นด้วยกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งไปเสียทุกเรื่อง


 


สังคมไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เช่น เราอาจจะเห็นร่วมกันในประเด็นสิทธิบัตรยา แต่เห็นต่างกันในประเด็นการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ เห็นร่วมกันในแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่เห็นต่างกันในกรณีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทางการเมือง


 


มาถึง ณ จุดนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะทบทวนกันอย่างจริงจังว่า ที่เราบอกว่าสังคมไทยแตกออกเป็นสองขั้วนั้น สองขั้วจริงกระนั้นหรือ? และสองขั้วที่ว่านั้น เห็นต่างกันอย่างคอขาดบาดตายในเรื่องอะไรหรือ? อะไรเป็นปัญหาใจกลางของความขัดแย้งที่ถึงกับทำให้เราโกรธเกลียดกันจนอยู่ร่วมสังคมเดียวกันไม่ได้?


 


หรือเอาเข้าจริง ความแตกแยกแบ่งขั้วที่ว่า เป็นการต่อสู้ของชนชั้นนำสองฝ่าย ที่ต้องการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์กันใหม่ โดยอาศัยการเคลื่อนไหวประชาชนเป็นฉากกำบังสร้างความชอบธรรมให้กับตน โดยเฉพาะการใช้สถานการณ์ความแตกแยกปูทางไปสู่การรัฐประหาร โดยไม่รู้คำตอบที่ถามไปข้างต้น


 


ผมได้แต่เสนอเอาเองเป็นตุ๊กตาว่า หากจะมีปัญหาอะไรที่ต้องการการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจัง ผมคิดว่ามันคือ 1) การจัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐบาลพลเรือน 2) การจัดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ 3) การปฏิรูประบบเลือกตั้งและระบบพรรคการเมือง 4) การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ และ 5) การจัดโครงสร้างรัฐใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้


 


ผมเชื่อว่าสังคมไทยคงจะมีความเห็นแตกต่างกันมากมายในประเด็นเหล่านี้ และความต่างในแต่ละประเด็นนั้นคงจะมีเกินกว่าสองขั้ว ปัญหาเหล่านี้ต้องการการถกเถียงแลกเปลี่ยน ขบคิด อภิปราย เจรจา ต่อสู้ ต่อรองและทะเลาะกันอย่างไม่รู้จบจากทุกภาคส่วนของสังคม บนพื้นที่ทางการเมืองอันหลากหลาย ที่แน่นอนคือว่า มันไม่อาจยุติลงได้ด้วยการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายบนท้องถนน


 


………….


เชิงอรรถ


 


[1] 13 ประเทศ ดังกล่าวคือ ออสเตรีย บัลแกเรีย เอสโทเนีย เยอรมนี กรีซ อิตาลี ลัทเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สเปน และ ยูโกสลาเวีย


 


[2] สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดของงานในกลุ่มนี้เพิ่มเติม ขอให้ดู Sheri Berman, "Civil Society and the Collapse of the <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />Weimar Republic," World Politics 49: 3 (1997) ในกรณีเยอรมัน และ Leigh Payne, Uncivil Movements: The Armed Right Wing Movement and Democracy in Latin America (Johns Hopkins University Press, 2000) ในกรณีละตินอเมริกา.


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

"ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชวนให้เราตระหนักว่าขั้วการเมืองในสังคมประชาธิปไตยมักมีมากกว่าสองขั้วเสมอ เพราะประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้เราใช้เสรีภาพตัดสินใจในประเด็นปัญหาต่างๆ อันมากมายเกินกว่าที่เราจะไปเห็นด้วยกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งไปเสียทุกเรื่อง สังคมไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เช่น เราอาจจะเห็นร่วมกันในประเด็นสิทธิบัตรยา แต่เห็นต่างกันในประเด็นการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ เห็นร่วมกันในแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่เห็นต่างกันในกรณีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทางการเมือง มาถึง ณ จุดนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะทบทวนกันอย่างจริงจังว่า ที่เราบอกว่าสังคมไทยแตกออกเป็นสองขั้วนั้น สองขั้วจริงกระนั้นหรือ? และสองขั้วที่ว่านั้นเห็นต่างกันอย่างคอขาดบาดตายในเรื่องอะไรหรือ? อะไรเป็นปัญหาใจกลางของความขัดแย้งที่ถึงกับทำให้เราโกรธเกลียดกันจนอยู่ร่วมสังคมเดียวกันไม่ได้? "

ขึ้นอยู่กับว่า จะใช้"กรอบ"อะไรในการมอง หรือกำลังพูดถึงอะไร ถ้าใช้กรอบเรื่อง "อำนาจ" ในแง่ "แหล่งที่มาของการเป็นรัฐบาล" ทำไมจะ"แบ่งเป็น 2 ขั้ว" ไม่ได้? ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้ ไม่สามารถ defend ด้วยหลักการ "อย่างเป็นนามธรรม" ได้ (เช่นว่า "ไม่มีเป็น 2 ขั้ว") ต้องอภิปรายเป็นรูปธรรมว่ากำลังพูดถึงปัญหาอะไร

" หรือเอาเข้าจริงความแตกแยกแบ่งขั้วที่ว่าเป็นการต่อสู้ของชนชั้นนำสองฝ่ายที่ต้องการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์กันใหม่ โดยอาศัยการเคลื่อนไหวประชาชนเป็นฉากกำบังสร้างความชอบธรรมให้กับตน"

การที่เป็น "การต่อสู้ของชนชั้นนำสองฝ่าย" ไม่ได้แปลว่า "ประชาขน" จะ have no stake in it การต่อสู้ระหว่าง ฮิตเล่อร์ กับ ชนช้นนายทุนกล่มอื่นใน Weimar republic ทำไมจะ "ไม่เกี่ยว" กับประชาชน? หรือ ทำไม ประชาชน จะไม่มี stake ในการต่อสู้นั้น (ที่จะให้ฮิตเล่อร์เป็นฝ่ายแพ้)

9v^*so7j^*

โธ่เอ๋ยไอ้หัวดต...หยุดเอาความคิดชั่วๆ ใส่หัวสากวกเถอะ.......

ๆๆๆๆๆๆ
ขอยืมพื้นที่หน่อยนะประชาไท.......ขอถ่วงดุลพวกคลั่งแค้นสักดินาบูชาทุนชั่วช้าโลกาภิวัฒน์ชูประชาะิปไตยเสียงข้างมากชั่วชาติ(เพราะโกงไง.....ได้เสียงมาเพราะโกง...เพราะใช้เงินชั่วเลี้ยงคนชั่วดำรงวัฒนธรรมชั่วๆ....ขายเสียง ขายตัว และขายชาติ) เป็นวงจรอุบาทชาติชั่ว...

ฟฟฟฟ
วิะีเอาชนะพันธมิตร...บอกให้เอาบุญ

ฟฟฟฟฟฟ

5 วิธีเอาชนะพันธมิตร

โดย บัณรส บัวคลี่ 11 มิถุนายน 2551 14:07 น.

กองทัพเกรียงไกรยิ่งใหญ่เพียบพร้อมแค่ไหน หากขาดความเป็นเอกภาพ เกิดความแตกแยกภายใน นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในบั้นปลาย

ถึงมีมาก ก็เหมือนน้อย !!

จุดพลิกผันสำคัญของพรรคพลังประชาชน เกิดเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว แผนการระดมส.ส. เหนืออีสาน 160 กว่าชีวิตหวังประกาศเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญร่วมกัน ในขณะเดียวกันจะระดมคนเสื้อแดงหนุนแก้รัฐธรรมนูญเรือนหมื่นมารองรับความชอบธรรมที่ข่วงประตูท่าแพ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ส.ส.ประชุมแบบโหรงเหรง แยกวงคุย ขณะที่พลพรรคเสื้อแดงไม่มาตามนัด เพราะคนส่งมารู้ว่าส่งมาแล้วไม่คุ้ม

คนโตอีสานที่ชอบเดินหน้าลุยแบบห้าว ๆ ถูกหักดิบเบรกสกัดถึงขั้นหัวทิ่ม !!

ต้องเลื่อนกำหนดการสัมมนามาเป็นช่วงบ่ายวันศุกร์ ส่วนช่วงเช้าบรรดาส.ส.นกแลจากที่ราบสูงนั่งจับเข่าคุยกันเรื่องกรรมการบริหารพรรคมีมติหนุนแนวทางตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และตั้งกรรมการวินัยพรรคเพื่อเอาผิด ส.ส.ที่แหกมติ

ผู้ใหญ่ดึงเกมทั้งหมดมาอยู่ในมือ ก่อนที่จะลุกลามเจ๊งกันไปทั้งพรรค !

นี่จึงเป็นที่มาของการผิดแผน และการที่ ส.ส.เหนือไม่ส่งพลพรรคเสื้อแดงมาตามนัดที่ข่วงประตูท่าแพ

การเมืองของรัฐสภาของบ้านเรา ไม่ได้ผูกรวมกันด้วยอุดมการณ์และประโยชน์ร่วมของบ้านเมือง แต่ยึดโยงกันด้วยการต่อรองประโยชน์ตนเป็นหลัก

นี่จึงเป็นจุดอ่อนที่สุดของการเมืองแบบตัวแทนที่ไม่ยึดประโยชน์ส่วนรวม

ประเด็นเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แทนที่ จักรภพ เพ็ญแข ยังเป็นประเด็นแหลมภายในพรรค สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และสายเหนือเสนอแนวทางหนึ่ง คนละแนวกับ เนวิน ที่ต้องการส่ง พงศกร อรรณนพพร สายตรงของตัวเองเข้าไปดูแล เนวินบรอดคาสติ้ง (NBT)

ไม่นับรวมเรื่องเดิม ที่เก้าอี้นี้เป็นของ นปก. แต่ทำไปทำมาหลงเหลี่ยมให้หมอผีอีสานคว้าพุงปลาไปแบบรู้ตัวเมื่อสาย..ได้แต่หัวปลากับหางปลาไปแทะเล่น

ยังไม่นับเรื่องเดิม เก้าอี้ประธานกรรมาธิการ 35 คณะที่ยังต่อรองไม่ลงตัว

บ้านเลขที่ 111 แยกสายแยกกอกันถือมีดคนละเล่มซ่อนไว้ข้างหลัง

ศึกนอกรุกเข้ามาทุกด้าน ไม่เฉพาะพันธมิตรฯ หากยังมีม็อบใหญ่น้อยสุมเข้ามาเหมือนเทศกาล ส่วนศึกในมีแต่คนในเท่านั้นที่รู้ว่า บาดแผลจากการกัดกันเองเหวอะหวะระดับไหน

สัญญาณจากขุนพลฝ่ายบุ๋น รีบเร่งปล่อยโครงการประชานิยม ขึ้นเงินเดือน เริ่มหวยรอบใหม่ และ คูปองคนจน

สัญญาณจากขุนพลบู๊ หันมาเร่งโครงการด่วนหาเงินจากรถเมล์เอ็นจีวี. แบบไม่แคร์สายตาประชาชน

สัญญาณแบบนี้มันส่อ. !!! .ถึงขั้นที่ ส.ส.นกแลบางส่วนดักรอถามผู้ใหญ่ถึงความชัดเจนเรื่องการยุบสภา

ทั้งหมดเป็นอาการรวนภายในของฝ่ายรุก อันเป็นผลโดยตรงจากการที่ประชาชนตั้งป้อมสกัดอย่างเด็ดเดี่ยวเป็นด่านสุดท้ายที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

แต่นั่นเอง เพลี่ยงพล้ำ เรรวน หาใช่พ่ายศึก

ยุทธศาสตร์เดิมยังอยู่... มุ่งแก้รัฐธรรมนูญ ฟอกผิดนายใหญ่และบ้านเลขที่ 111 สืบทอดอำนาจ.. เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการให้แนบเนียนขึ้น ... อย่างน้อยที่สุดก็ไม่เคยมีคำสัญญาใด ๆ จากปากแกนนำ พปช. ว่า จะไม่แก้รัฐธรรมนูญจนกว่าคดีความนายใหญ่สิ้นสุด

.........

กว่า 2 สัปดาห์มานี้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์จากหลายฝ่าย จากทั้งฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายที่เห็นด้วย สื่อต่าง ๆ และรวมทั้งนักวิชาการ

ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับหลายบท บางคนพยายามจัดสังคมเป็นแค่ซ้ายกับชวา บางกลุ่มทำเหนือลอยอยู่บนอากาศ ไม่เอาทั้ง 2 แบบวิพากษ์ทั้งทุนนิยมทักกี้และอำมาตย์ล้าหลัง บางคนบอกว่ามีการแสดงลิเกอภิสิทธิ์ชนที่สะพานมัฆวานฯ ...ที่ไม่เห็นด้วยเพราะผู้เขียนมองพันธมิตรขึ้นมาจากองค์ประกอบกลุ่มคนต่าง ๆ ที่มารวมกัน จึงเป็นพันธมิตรฯที่เป็นขบวนการทางสังคมที่มาจากกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลายในรายละเอียด

ผู้เขียน เป็นคนกึ่งนอกกึ่งใน ... อยู่ทั้งในและนอกการชุมนุม.. อยู่ภายในแต่ก็เหมือนห่างไม่อาจบอกว่ารู้ได้เต็มปาก

แต่อย่างน้อยก็ใกล้ชิดกับเพื่อนพ้องน้องพี่ จากหลาย ๆ ภาคส่วนที่เข้าไปร่วมกิจกรรม รู้ว่าเพื่อน ๆ ที่เชียงใหม่นั่งเครื่องบินร่วมชุมนุมหลายเที่ยว บางคนควักเงินแสนบริจาคให้ไปโดยไม่เสียดาย หลายคนที่ทำงานเพื่อสังคมมายาวนานเกือบ 30 ปี หาใช่หูเบาถูกจูงจมูกได้ง่าย ๆ และยังรู้ว่าเพื่อน ๆ ที่ พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชรนั้นมาด้วยใจกันแบบไหน

ได้รู้ว่าคนวัยเกษียณ 2 ผัวเมียซึ่งมีลูกเต้าเป็นทั้งหมอทั้งวิศวกรอย่าง อาลัภ กับน้าจันทร์ จากสุราษฎร์ธานีที่แบกสังขารมาเช่าห้องพักแถวเทเวศร์เพื่อร่วมชุมนุม ตีสามไปนอน-เช้ากลับไปร่วมชุมนุมใหม่เป็นสัปดาห์นั้น เขามาด้วยสาเหตุใด

ขบวนการของมวลชนที่หลากหลายแบบนี้ จะใช้กรอบซ้าย-ขวา หรือ ทฤษฎีอำมาตย์ล้าหลังตกยุคโลกาภิวัตน์มาอธิบายไม่ได้หรอก

มีผู้เสนอแนวทางแก้ปัญหา ทั้งแบบริบบิ้นขาว และเรียกร้องกดดัน..ด้วยความที่พอจะรู้องค์ประกอบมวลชนพันธมิตรอยู่บ้าง จึงพอจะรู้ว่าวิธีสลายม็อบปลดชนวนทำง่ายถ้ารัฐบาลตั้งใจ

หนึ่ง - เคารพประชาชน เห็นประโยชน์บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ตั้งคนดีเป็นรัฐมนตรีกำจัดพวกขี้เหร่ มุ่งแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ระบบโควตาเป็นเรื่องรอง

สอง-ยึดหลักธรรมาภิบาล อย่าคิดใช้กลไกรัฐ ทั้งพลเรือนและตำรวจมาใช้งาน เลิกคิดและทำเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เหมาะสม ตำรวจต้องเป็นกลไกของกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เกสตาโปรับใช้นักการเมือง สร้างนิติรัฐที่สมบูรณ์ขึ้นมา ถ้าตำรวจยังทำตัวเหมือนโจรม็อบไม่เลิกหรอก

สาม-ไล่นักการเมืองโกงกินออกจากพรรค เช่นใครเสนอโครงการอุบาทว์ เช่ารถเมล์ เพื่อหวังเงินไปเลือกตั้งรอบใหม่ ไม่สนว่ารถเมล์คือระบบขนส่งมวลชนที่ช่วยชาวบ้านแต่กลับขึ้นราคาข่มเหงชาวบ้าน อย่าเอาไว้

สี่ - เลิกคิดแก้รัฐธรรมนูญเพื่อพวกพ้องและตัวเอง รัฐธรรมนูญเป็นเจตนาร่วมของสังคมสามารถแก้ได้แต่ต้องอยู่ในเวลาและกระบวนการที่เหมาะสมเปิดกว้าง

ห้า- เรียนรู้จริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองที่อารยะเขายอมรับ พวกปากไม่ดี โกหกเช้าเย็น ซุกหุ้น ไม่แจ้งเงินเมีย หรือได้ปริญญาจอมปลอมมาอวด อย่าให้มีอำนาจ ..ให้ดูเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง

เนื้อที่มีน้อย เอาแค่ 5 ข้อนี้ก็พอแล้ว หากรัฐบาลทำได้ 5 ข้อ เชื่อได้เลยว่า มวลชนพันธมิตรจะหายไปจากสะพานมัฆวานกว่าครึ่ง ม็อบเสื้อเหลืองหมดพลังในทันที

สู้แบบอื่นไม่ชนะหรอก..ศพไม่สวยเปล่า ๆ เชื่อเถอะ !!

ข่าวล่าสุด ในหมวด

5 วิธีเอาชนะพันธมิตร
คำสั่งฆ่าจากบุรีรัมย์
กระแสสีขาว-เฉลิม-เนวิน
ปฏิบัติการ Reality Charge – สลายเวทีพันธมิตร
พันธมิตรยังไม่ชนะ

เครื่องมือจัดการเว็บ

ส่งบทความนี้ต่อ

พิมพ์หน้านี้

ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด

จำนวนคนอ่าน 9685 คน จำนวนคนโหวต 121 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่

เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย

เห็นด้วย 107 คน

89 %

ไม่เห็นด้วย 14 คน

11 %

ความคิดเห็นที่ 44

รับราชการอยู่จังหวัดพัทลุง
มาร่วมชุมชุมมา 2 ครั้งแล้ว จะขึ้นไปเย็นวันศุกร์ กลับวันอาทิตย์ตอนเย็น บริจาคเงินให้ 2,000 บาท อยากบริจาคมากกว่านี้ แต่ไม่มีเงิน
วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน คนเยอะมาก
อ่านหนังสือพิมพ์....บอก 6 พัน
ฟังข่าวทีวี...ที่อ้างของประชาชน ทุด! บอกบางตา
ที่ซ้ำร้าย แมร่งง! ถ่ายภาพมาออกอากาศตอนคนกลับ เหลือที่นอนและคนบางตา...นี่จำแม่นมาก รายการเรื่องเล่า(โกหกเข้านี้ ของสรยุทธิ์) ที่เคยชอบดู จึงตั้งปณิทานแน่วแน่...แมร่งเอ้ยยย..กรุไม่ดูเมิงแล้ว

ตัดสินใจหันหลังให้ทีวี สื่อในอุ้งตืนรัฐ......
ตอนนี้เชื้อจานดาวเทียม ASTV เรียบร้อยแล้ว

ขอพันธมิตรจงเจริญ
ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดพัทลุง
คนเมืองลุง

ความคิดเห็นที่ 43

รับราชการอยู่จังหวัดพัทลุง
มาร่วมชุมชุมมา 2 ครั้งแล้ว จะขึ้นไปเย็นวันศุกร์ กลับวันอาทิตย์ตอนเย็น บริจาคเงินให้ 2,000 บาท อยากบริจาคมากกว่านี้ แต่ไม่มีเงิน
วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน คนเยอะมาก
อ่านหนังสือพิมพ์....บอก 6 พัน
ฟังข่าวทีวี...ที่อ้างของประชาชน ทุด! บอกบางตา
ที่ซ้ำร้าย แมร่งง! ถ่ายภาพมาออกอากาศตอนคนกลับ เหลือที่นอนและคนบางตา...นี่จำแม่นมาก รายการ เล่าเรื่อง...โกหกเข้านี้ ของสรยุทธิ์ ที่เคยชอบดู...
จึงตั้งปณิทานแน่วแน่...แมร่งเอ้ยยย..กรุไม่ดูเมิงแล้ว

ตัดสินใจหันหลังให้ทีวี สื่อในอุ้งตืนรัฐ......
ตอนนี้เชื้อจานดาวเทียม ASTV เรียบร้อยแล้ว

ขอพันธมิตรจงเจริญ
ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดพัทลุง
คนเมืองลงุ

ความคิดเห็นที่ 41

วิธีเอาชนะพันธมิตร 5 ประการ
1.หยุดหมิ่นเบื้องสูง
2.รัฐบาล.ลาออกทั้งคณะ
3.ส่งอีเพ็ญเข้าคุก
4.เอาอ้ายเหลี่ยม อ้ายเน และพวกติดคุก
5.คืนทรัพย์สินแก่แผ่นดิน
เท่ง

ฟฟฟฟ
อันดับแรกคืน ปตท. มาก่อน...ญึดทรัพย์ไอ้พวกค้ากำไรจากกิจการที่รัฐเป็นผู้ลงทุน......แน่จริงให้พวกผู้ถือหุ้น ปตท.....พวกเมริ-งไปลงหุ้นตั้งบริษัทของเมริ-งกันเองสิวะ....มาขี้โกงแปรงสมบัติชาติเป็นสมบัติขิองพวกเมริ-งอย่างหน้าด้านๆๆๆๆๆๆๆๆทำไม?

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

(ต่อ)
ระหว่าง "ชนชั้นนำ"ที่ต้องการให้อำนาจรัฐบาลมาจากการ "ชี้นำจากเบื้องบน(หรือจากอำนาจบารมีนอกรัฐสภาอื่นๆ)" กับ "ชนชั้นนำ" ทีต้องการให้ มาจาก "การเลือกตั้งทั่วไป" ทำไม "ประชาชน" จะไม่มี"ส่วน"(stake) ในการต้อง ensure ว่า กลุ่มแรกเป็นฝ่ายแพ้?

มีแต่ผู้ไม่รู้ประสีประสาเรื่องการเมืองเลย จึงจะคิดว่า ระบอบรัฐสภา ระบอบเลือกต้ง เป็นเรื่องของ "ชนช้นนำ" เท่านั้น ซึ่ง "ไม่ต่าง" กับ "ระบอบอำนาจนอกรัฐสภา นอกการเลือกตั้ง" - ข้อความนี้ ไม่ได้หมายถึงผู้เขียน แต่การที่ผู้เขียน frame การอภิปรายในลักษณะนี้มีแต่ไปเสริมความไม่ประสีประสาทางการเมือง ที่ครอบงำวงการที่เรียกว่า "ภาคประชาชน" อยู่เท่านั้น

samanchon

อำนาจของประชาชนยังคงอยู่หลังการตัดสินใจเลือก(ตั้ง) องค์กรตัวแทนหรือชนชั้นที่ดีกว่าไม่สามารถไปสู่เป้าหมายหรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชนทั้งหมด การล้มในทางสากลหรือการไปไม่ถึงเป้าหมายในขบวนการต่อสู้ที่ผู้คนใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตอุทิศให้ การต่อรองกดดันและใช้อำนาจบางส่วนโดยประชาชนเอง เป็นสิ่งจำเป็น อยู่ที่เป้าหมายนั้นเพื่อประชาชนแท้จริงหรือไม่ และเป็นการใช้อำนาจของประชาชนโดยตรงหรือไม่
ปัจจุบันมีหลักคิดหรืออุดมการณใดที่เป็นจริงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถูกต้อง (ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้ปกครองเท่านั้น)
ความจริงที่คงอยู่ คือทุกข์ยากของประชาชนที่ได้รับผลตอบแทนไม่เป็นธรรมจากการผลิต
การค้นหาความจริงเพื่อนำไปสู้การเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชนจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง ยังไม่มีใครเป็นตัวแทนความถูกต้อง ทั้งหลักคิดและวิธีการทั้งหมด
การไปสู่เป้าหมายที่ดีต้องด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้การเรียนรู้ความจริงไม่คลาดเคลื่อน
เมื่อยังไปไม่ถึงเป้าหมายการเรียนรู้ที่จะอยู่(มีพื้นที่)และสู้ท่ามกลางความแตกต่างเป็นสิงจำเป็น
ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงโลกได้เพียงลำพัง
พลังกดดัน(การต่อสู้)โดยมีเป้าหมายทีการพิทักษ์และเทิดทูนอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนมีการสืบทอดด้วยการเกิด เป็นการเมืองภาคประชาชนหรือไม่

ดช. ฟ&บ

[emo22.gif]

(หยุดอารยะขัดคอชั่วคราว !)

เห็นด้วย :
1. ตุ๊กตา5ข้อที่ผู้เขียนบทความเสนอตรงท้ายบท
2. ความเห็นที่1,3,และ4

ลงชื่อ
ดช.เฟียมและดช.บุ่ย(แฝดสามนาโน)

[emo22.gif]

มองทะลุ

ขอปรบมือให้ ผู้เขียนต้นฉบับ และ ผู้สรุปความเป็นภาษาไทย

แต่อยากให้ช่วย นิยาม คำว่า "ชนชั้นนำ" ว่า หมายถึง กลุ่มใดบ้าง ?

รอยต่อ

เป็นบทความสั้นๆ ทางรัฐศาสตร์ที่เข้าใจง่าย ได้ภาพกว้าง ได้แง่คิด และเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยจำนวนมากที่หดหู่ สิ้นหวัง เกรี้ยวกราว อยู่ในขณะนี้ เนื่องจากเกมส์อำนาจที่ก้ำกึ่งกัน

ขอบคุณท่านที่เรียบเรียงบทความ อยากให้ประชาไท นำตัวมาสัมภาษณ์

ใช่ละ ทุกประเด็นในสังคมมีผลกระทบต่อประชาชนแต่ละคน ปัญหาคือประชาชนถูกทำให้มีจินตนาการเกินจริง ถึงความรุนแรงของปัญหา ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันเกินไป จนสุดท้ายต้องเริ่มต้นใหม่

ิเป็นสิ่งสวยงาม ที่ประชาชนจะมีจุดยืนอย่างเข้มแข็งเป็นของตัวเอง โดยไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับชนชั้นนำขั้วใด

ในแง่นี้ผมจึงยังนับถือนายโชติศักดิ์ ที่ทำสิ่งเล็กน้อย ที่มาจากจิตใจที่ยิ่งใหญ่

จนถึงวันนี้ เขายังยืนยันพิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ได้เป็นพวกทักษิณ หรือพวกไหน แต่เขาเป็นตัวของเขาเอง ในฐานะเสรีชนที่มีจุดยืนทางความคิด

ในความเห็นผมคุณโชติศักดิ์ เป็นตัวอย่างของประชาชนธรรมดา ผู้ตื่นตัวทางปัญญาอย่างแท้จริง

ขอที่ยืนให้คนอย่างเขาบ้าง
(สมศักดิ์ อาจบอกว่าผมโง่เขลา หรือปัญญาอ่อนเกินไปทางการเมือง หากความจริงคุณโชติศักดิ์ อาจมีเอี่ยวทางใดทางหนึ่งกับคุณทักษิณ หรือเข้าทางการต่อสู้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อย่างน้อย จุดยืนที่เขาแสดงออกมา เป็นตัวอย่างของเสรีชนเสรี ที่ตอกย้ำว่าเขาคิด เขาทำ เขาเชื่อเช่นนี้ โดยไม่ต้องแอบอ้างใคร)

แคล้วเมืองสุรินทร์

สำหรับในประเทศไทยน่ะไม่อยากโทษใครเลย ยกเว้นพันธมิตร และนักวิชาการโง่ๆแถวธรรมศาตร์ แน่จริงไปแถวสุรินทร์สิ่ดูสิ่ชาวบ้านเขาอยากรู้ จะตอบเขาได้ไหม

Real man

เหตุที่ประเทศชาติวุ่นวาย จนจับต้นชนปลายไม่ติด เป็นเพราะ ต้องมีท่านผู้นำบางท่านมีแผล เหวอะหวะ และกริ่งเกรงอีกาบินโฉบจึงหาทางปิดปากกา จนถึงกับจะส่องมันให้ร่วง แต่เมื่อไม่อาจทำได้ ก็ต้อง ยอมให้ใครๆหลายต่อหลายคนข่มขู่ หรือขู่เข็ญเอา พวกเราเหล่าหญ้าแพรก ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็พลอยร่วมแห่ไปกับเขาด้วย ทั้งที่ตื้นลึกหนาบางอะไรก็ไม่รู้เลยสักอย่างเดียว ศึกครั้งนี้หนักนัก สุดที่ใครจะห้ามทัพได้ ก็ได้แต่รอพระสยามเทวาธิราชท่านเมตตาเท่านั้นแหละท่านเจ้าพระคุณเอ๋ย อพิโธ ธัมโม ไชโย ย่าโมออกศึก

น่าศึกษา

บทความก็ดี ความเห็นแต่ละคนก็เยี่ยม
วันนี้ได้ความรู้เยอะ ต้องไปคิดให้มากกว่านี้
แล้วเรา

จิตประไพ โสภาวันดี

อ่านข้อเขียนชิ้นนี้แล้ว สรุปได้ว่า
ที่ บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ (ไม่เป็นประชาธิปไตย) ก็เพราะว่า "ชนชั้นนำ"
และเหล่า "อภิชน" ทั้งหลาย นั่นเอง

รวมทั้ง"สิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์"
ก็เป็นตัว "ฉุดรั้ง" พยายามทุกวิถีทาง ไม่ให้ "พลังใหม่ที่สร้างสรรค์" และก้าวหน้ากว่า ต้องสะดุดหยุดลง ครั้งแล้วครั้งเล่า
ด้วยการ "รัฐประหาร" โดยเหล่า "เสนา-อำมาตย์" นั่นเอง

เบื่อความเกลียดชัง

เป็นบทความที่ดีมากครับ เป็นอาหารสมองชั้นดีเลยทีเดียว ชวนให้เราขบคิดบทบาทของตัวเองในสังคมและหน้าที่อย่างชัดแจ้ง

น่าเสียดายทียังมีคนติดยึดและหลงลมกับคำว่า"ทุนสามานย์"อยู่อีก

ก็ต้องขอให้คนเหล่านี้ออกไปใช้ชีวิตตามป่าเขาโดยไม่ใช้"ทุน"ล่ะกัน
จะได้ตัดขาดจาก"ทุนสามานย์"ในชีวิตคนปรกติ เสียที

อย่างไรก็ตาม สังคมเราก็ยอมรับคนที่เห็นต่างได้ใช่มั้ยครับ?
แม้ว่า ตัวคนเหล่านั้นจะแสดงพฤติกรรมไม่อยากอยู่ในสังคมอย่างชัดแจ้ง
ด้วยการตะโกนด่าทอสิ่งที่ตนเองเห็นแล้วขัดตา
แต่จะดีมากถ้าคนเหล่านี้จะประพฤติตนให้สมกับปากด้วย

suphap phusanawan

คนแนะนำหนังสือเล่มนี้ เป็น ปัญญาชน หรือ ปัญญาโจร ครับ

ว ณ ปากนัง

*พันธมิตรประชาชนเพื่อเผด็จการ
เรียกร้องมารปฏิวัติรัฐประหาร
สร้างมวลชนล้มล้างรัฐบาล
เหมือนต่อต้านประชาธิปไตย

*สามัญชนรู้ท่าฝ่าวิกฤต
รักษาสิทธิ์เสรีที่ผ่องใส
ปฏิวัติรัฐประหารเป็นมารใหญ่
ไม่คลั่งไคล้เชิดชูปูหนทาง

*รักในสิทธิ์เสรีที่จะเลือก
อย่าให้เชือกผูกคอแขวนขอข้าง
รักษ์ประชาธิปไตยไม่เลือนจาง
อย่าเลือกข้างเลืองฝ่ายทำลายล้าง

suphap phusanawan

( แนะนำเพลงกู้ชาติชุดพิเศษ )

( มีวางจำหน่ายที่ถนนราชดำเนินเท่านั้น)
ฝ่าดงเ หี้ย

ทำนอง : Slow Jass

@ เ หี้ยกอดกันกลม ที่ในตึกไทยคู่ฟ้า
ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยเห็นเ หี้ยสมานฉัทน์
กอดกันนัวเนียเ หี้ยกับเ หี้ยพัลวัน
เหมือนส่งสัญณาน ขยายเผ่าพันธุ์ฝูงเ หี้ย

@ เ หี้ยมีฉายาว่าตัวเงินตัวทอง
ใคร่ครวญยืนมองตัวเงินตัวทองคลอเคลีย
จะดูยังไงจะมองมุมใหนก็เป็นเ หี้ย
ตัวผู้ตัวเมียก็เป็นตัวเ หี้ยทั้งนั้น

@ บ่งบอกถึงลางร้ายอาเพศ
บันดาลบอกเหตุให้สังเกตเห็นมัน
เกิดเป็นเรื่องราวที่มีตัว เหี้ยผสมพันธุ์
คาบเกี่ยวติดกันที่ในตึกไทยคู่ฟ้า

@ เ หี้ยกอดกันนานสำเริงสำราญสบายใจ
บ้านเมืองบรรลัยฝูง เหี้ยสุขใจสมปรารถนา
พ่อเ หี้ยลูกเ หี้ยยั้วเยี้ยในสภา
เพื่อนไทยอย่าช้ามาร่วมกันฝ่าดงเ หี้ย

( ดนตรีทรัมเป็ตบรรเลง )

( ซ้ำทั้งหมดอีก 1 ครั้ง)

Darksingha

[emo12.gif]

คนโบราณ

บทความของคุณ ประจักษ์ เป็นบทความแนวความรู้ความคิดที่ดี
ส่วนในความคิดของฉันเห็นว่าลัทธิอันใดไม่ว่าจะสังคมนิยม คอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยมันคงไม่ใช่เครื่องมือหรือพาหนะอันสุดแสนวิเศษในการนำพาหรือช่วยเหลือภาคประชาสังคมในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสโมสรและทัดเทียมกันไปได้ตลอดรอดฝั่งยั่งยืน มันอาจจะช่วยได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะยาวหรือสั้นฉันคิดว่ามันขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นเป็นสำคัญ
คำว่า"ชนชั้น"ก็อีกประเด็นหนึ่งที่ฉันเห็นว่านิยามของมันควรจะแปรเปลี่ยนได้ไม่ใช่คงที่อยู่อย่างเดิม
คำว่า"ชนชั้นนำ"ก็มีได้หลายคุณสมบัติเช่นชนชั้นนำในเมืองก็แบบหนึ่งอาจจะเป็นผู้รอบรู้และมีศักยภาพในการยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองโดยไม่ต้องคอยจ้องจะพึ่งรัฐ และยังจะสามารถคิดกบฏต่อรัฐได้ทุกเมื่อกรณีที่รัฐออกนอกลู่นอกทางที่ควรจะเป็น
แล้วส่วน"ชนชั้นนำ"เดิมๆในรูปแบบการทรงอยู่ในอำนาจรัฐหรือฐานันดรต่างๆอาจจะไม่ใช่ชนชั้นนำแบบเดิมๆได้อีกต่อไป อาจจะต้องปรับตัวให้อยู่ในครรลองครองธรรมมากขึ้นเพื่อให้ได้การยอมรับจากชนชั้นนำและชนชั้นตามในส่วนอื่นๆที่มีร่วมอยู่ในสังคมเพราะถ้าไม่ได้การยอมรับก็อาจถูกโค่นล้มได้ทุกเมื่อ โดยฝีมือของชนชั้นที่รองลงไป
สรุป ระบอบการปกครองแบบใด ชนชั้นไหนๆขอให้แต่ละคนมีศีลธรรม คุณธรรมก็แล้วกัน ฉันว่าสังคมนั้นสงบสุขและยั่งยืนแน่ สูตรสำเร็จเหล่านี้มีอยู่แล้วในศาสนาทุกศาสนาในโลก

ดช.เฟียม

[emo29.gif]

ใครก็ได้ที่อยู่หน้าจอแถวนี้...กรุณาช่วยกระซิบเบาๆบอกคห.2(ยึกยือ)กะคห.15(ไม่สุภาพ)ให้หน่อยว่า ห้องนำน่ะอยู่ทางซ้ายมือ........ดูท่าเฮียทั้ง2จะอั้นไม่ไหวเต็มทีแล้วว์......

ขอบคุณสำหรับเสียงกระซิบ

[emo27.gif]

ภูมิวัฒน์

เนื้อหาน่าสนใจ และดูร่วมสมัย

ไม่ทราบว่าจะซื้อหาไว้อ่านได้ที่ไหนครับ
ในบ้านเราวางขายที่ไหน หรือต้องสั่งซื้อทางตปท.เท่านั่น (หากไม่มีทางเลือกอาจต้องขอทำสำเนากับผู้แนะนำ)

J o r n

อ่านบทความแล้วขนลุก

ผมว่า หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมาก
ผมอยากให้มีคนแปลออกมาให้คนไทย
อ่านกันทั้งประเทศ

เพียงริน

เคยมีพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร เกิดขึ้นในโลกด้วยเหรอ
เด็กอย่างเรา มิเคยรู้มาก่อนเลยนะ

กานต์ ณ กาญจน์

คห.13ผมว่าคุณมั่วว่ะ...อธิบายแบบมีสติหน่อย..อ่านเข้าใจหรือเปล่า..หรือว่าเป็นพวกก่อกวนแบบตลกบริโภค..ชื่อคุณใช่คนเดียวกับคนที่post ที่วิทยุเมืองกาญจน์หรือเปล่า...อย่ามั่ว

อานนท์

เขามาช่วยอ่านหนังสือให้ก็ว่าเขาเป็นปัญญาโจร ถ้าไงน่าจะไปอ่านก่อนแล้วถ้า
เห็นไม่ตรงกันยังไงก็ค่อยมามีวิวาทะกัน
น่าจะสร้างสรรค์กว่านี้นะครับ

หนังสือดี

ไม่น่าแปลกใจที่เหตุใดสังคมตะวันตกจึงพัฒนากว่าประเทศไทย เพราะนักวิชาการเขามุ่งวิเคราะห์ความจริง มาดูเมืองไทยนักวิชาการรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์จำนวนไม่น้อยยังมีจิตสำนึกเผด็จการ สนับสนุนการทำรัฐประหาร ไม่ว่ามหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชน ลองทำแบบสอบถามดูว่าเขาคิดอย่างไรกับปัญหาบ้านเมืองไทยตอนนี้ดูสิ(โดยไม่ต้องให้เขาเปิดเผยตัว)แล้วจะตกใจ ยิ่งนักวิชาการสายอื่นที่ไม่ใช่สังคมศาสตร์ บางคนเห็นว่าการปกครองเผด็จการนั้นดีทำให้บ้านเมืองสงบเรืยบร้อย ปัญหาบ้านเมืองเวลานี้แท้จริงเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ลอยกลางมหาสมุทร ตราบใดที่สำนึกประชาธิปไตยที่ถูกต้องแท้จริงยังไม่เกิดมีแก่ชนชั้นที่คิดว่าตนเป็นชนชั้นนำ คนเหล่านี้ไม่เคยถ่อมตนลงไปศึกษาจากคนเล็กคนน้อยคนจนที่เป็นรากหญ้าของสังคม เขาคิดว่าปริญญาที่เขามียิ่งดีกรีสูงเท่าไรเขายิ่งมีสิทธิพูดมากเท่านั้น พวกศาสตราจารย์ พวกดอกเตอร์ทั้งหลายนั่นแหละ บางส่วนแท้จริงเป็นตัวอันตรายของสังคม ที่พูดเช่นนี้เพราะข้าพเจ้าก็มีวุฒิและคลุกคลีอยู่กับคนพวกนี้ รู้เช่นเห็นชาติคนพวกนี้เป็นอย่างดีพวกนี้มีอัตตาสูงเห็นคนอื่นโง่กว่าตัว ควรมีการชำแหละนักวิชาการหรือรู้ทันนักวิชาการพวกนี้