วารสารข่าว Food Facts Asia 33 : "ฉลาก" กับผลกระทบต่อการเลือกอาหาร


ชื่อบทความเดิม : ฉลากโภชนาการมีผลกระทบอะไรบ้างต่อการเลือกอาหาร?<?xml:namespace prefix = u1 />


 


จากระดับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำ ให้รัฐบาลต้องแสวงหาหนทางที่มีประสิทธิผลเพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมและเลือกอาหารที่มีประโยชน์สุขภาพมากกว่าเดิม ซึ่งการเข้าใจปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบต่อการเลือกอาหารมีความสำคัญอย่างมาก


ส่วนหนึ่งของสมดุลการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าคือการจัดเตรียมข้อมูล โภชนาการบนอาหารและเครื่องดื่มเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลสำหรับใช้ในการ ตัดสินใจเลือก แต่ผู้บริโภคใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร และมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด? การทบทวนการศึกษาเกี่ยวกับฉลากโภชนาการของกรุนเน็ตและวิลส์ (Grunert and Wills) ในปี พ ศ 2550 พบ ว่าขณะที่ผู้บริโภคส่วนมากบอกว่าพวกเขาใช้ฉลากอาหาร แต่เมื่อถึงเวลาจับจ่ายซื้ออาหารจริง ตัวเลขการใช้ข้อมูลบนฉลากอาจกลับต่ำกว่าตัวเลขที่ตนเองรายงานไว้มากก็เป็น ได้ นอกจากนี้การศึกษาเรื่องฉลากอาหารจนถึงปัจจุบัน ส่วนมากจัดทำกันเฉพาะในอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งลักษณะตลาดของสองประเทศนี้แตกต่างกับสิ่งแวดล้อมของเอเชียมาก ดังนั้น ผลการศึกษาที่กล่าวมานี้อาจจะสอดคล้องกับภูมิภาคนี้หรือไม่ก็ได้


เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกอาหารและลักษณะการใช้ข้อมูลโภชนาการบนฉลาก อาหารของผู้บริโภคชาวเอเชีย ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย (AFIC) ได้ทำการวิจัยผู้บริโภคในประเทศจีนและประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม/พฤศจิกายน 2550 กลุ่มผู้ที่ถูกสำรวจมีประมาณ 400 คนในแต่ละตลาด อายุตั้งแต่ 13-49  ปี และเป็นผู้ตัดสินใจเลือกซื้ออาหารให้ครอบครัวหรือกลุ่มทางสังคม นอกจากนี้ยังได้สำรวจผู้ที่ไม่ได้ซื้ออาหารให้ครอบครัวด้วยเช่นกันเพื่อดูว่ามีความแตกต่างทางด้านทัศนคติหรือไม่


จากการสำรวจ สิ่งที่พบหลักๆคือประชาชนใช้หลายปัจจัยในการเลือกอาหารและเครื่องดื่ม  ในเซี่ยงไฮ้ ปัจจัยต้นๆของผู้ที่ตัดสินใจซื้ออาหารให้ครอบครัวคือ ปริมาณสารอาหารที่สูง  ความสด และรสชาติ  ซึ่งใกล้เคียงกับสิ่งที่ค้นพบในประเทศไทยคือความสด  ความคุ้มค่าเงิน(สามารถซื้อได้/ปริมาณ/พอ ใจ) ปริมาณสารอาหารสูงและรสชาติเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกอาหาร ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ซื้ออาหารให้ครอบครัวทั้งในเซี่ยงไฮ้และกรุงเทพฯได้ จัดอันดับความสดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกอาหาร



<?xml:namespace prefix = u2 /> 



สิ่งที่ค้นพบนี้ จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจนัก ถ้ามาดูการศึกษาอื่นๆ รวมถึงการค้นพบในอเมริกาและประเทศทางยุโรป แสดงผลว่าการเลือกอาหารในแต่ละวันนั้นให้ความสำคัญกับรสชาติและความคุ้มค่าเงินมากกว่าสารอาหาร ขณะที่ประเทศในแถบเอเชียยังมีปัจจัยอื่นๆเข้ามามีบทบาทอีกด้วย   เมื่อมองถึงประสิทธิผลของฉลากอาหารที่ต่อทางเลือกอาหาร  เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้านหลายๆมื้อ ซึ่งปกติอาหารเหล่านี้ไม่มีข้อมูลโภชนาการ อันประกอบด้วยสัดส่วนสำคัญของปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับแต่ละวัน  

ในการศึกษาของ
AFIC มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามชาวกรุงเทพฯ ตอบว่าพวกเขารับประทานอาหารนอกบ้านอย่างน้อย 1 มื้อต่อวัน โดยรับประทานอาหารตามศูนย์อาหาร สำหรับที่เซี่ยงไฮ้ อัตราการรับประทานอาหารนอกบ้านอยู่ที่ประมาณ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนี้สิ่งที่ปฏิบัติกันเป็นปกติของชาวเอเชียคือการจับจ่ายซื้ออาหารสดในตลาดสด ยกตัวอย่าง 97% ของค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารสดคนกรุงเทพฯ  เป็นการซื้อในตลาดสดซึ่งอาหารไม่ได้รับการบรรจุหีบห่อและผู้ซื้อมีข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย


 ผู้ซื้อใช้ข้อมูลโภชนาการบนฉลาก?


 ตามความเป็นจริงแล้วอาหารที่รับประทานกันอยู่มากมายในกรุงเทพฯและเซี่ยงไฮ้นั้น ไม่ได้มีการปิดฉลาก แต่ดูเหมือนว่าผู้ซื้อส่วนมากจะตระหนักถึงฉลากโภชนาการบนหีบห่อบรรจุอาหาร และเครื่องดื่ม


 ผู้ซื้ออาหารในกรุงเทพฯมีแนวโน้มที่จะใช้ข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหารมากกว่าในเซี่ยงไฮ้, โดยจำนวน 3 ใน 4 ของผู้ซื้อในกรุงเทพฯกล่าวว่าพวกเขาใช้ข้อมูลเหล่านั้น ขณะที่ในเซี่ยงไฮ้, การใช้ข้อมูลบนฉลากอาหารอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของผู้ซื้อโดยประมาณ ข้อมูลที่มองหากันมากที่สุดบนฉลากโดยปกติคือปริมาณของสารปรุงแต่งอาหารและระดับไขมัน เช่นเดียวกับโปรตีน, น้ำตาล, วิตามินและเกลือแร่ และแคลอรี่


 ข้อเท็จจริงของผู้ซื้อที่อ้างว่าได้ใช้ฉลากอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจ  แต่ก็อาจจะไม่แสดงถึงการใช้ข้อมูลโภชนาการที่เกิดขึ้นจริง การทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับฉลากอาหาร (Cowburn and Stockley 2005) พบว่า ในขณะที่การใช้ฉลากอาหารของผู้บริโภคที่ได้รับรายงานอยู่ในระดับสูง  การใช้ที่เกิดขึ้นจริงกลับดูเหมือนต่ำกว่ามาก ความคุ้นเคยในตัวผลิตภัณฑ์, ความกดดันในเรื่องเวลา, และความสามารถในการคาดเดาล้วนสามารถส่งผลได้ทั้งสิ้น แม้ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ฉลากอาหารก็ตาม  เพื่อความพยายามในการระบุให้แน่ชัดลงไปถึงความเข้าใจแท้จริงและการใช้ฉลากอาหารในชีวิตจริง, งานวิจัยของ AFIC ได้ทำการทดสอบฉลากโภชนาการหลากหลายแบบบนทางเลือกอาหารที่มีอยู่จริง


ฉลากประเภทใดที่เข้าใจได้ดีที่สุด?


มีหลากหลายช่องทางในการเพิ่มเติมข้อมูลลงบนฉลากอาหาร ปกติโดยมากแล้ว, ข้อมูล ถูกจัดไว้ในกรอบข้อมูลโภชนาการซึ่งอยู่ด้านข้างของบรรจุภัณฑ์อาหาร กรอบข้อมูลโภชนาการนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานเป็นหน่วยแคลอรี่และหรือ กิโลจูล, โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต และข้อมูลสารอาหารอื่นๆเพิ่มเติม เช่น วิตะมินและเกลือแร่ เมื่อ เร็วๆนี้ ได้มีการตรวจพบฉลากบางประเภทที่นำผลสรุปรวมของข้อมูลโภชนาการสำคัญๆจากกรอบ ข้อมูลด้านข้างมาปิดฉลากไว้ด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์


AFIC ได้ทำการทดสอบฉลากโภชนาการ 3 ประเภท - แบบสัญญาณไฟจราจรหลายสี (Multiple Traffic Lights - MTL), แบบคำแนะนำจำนวนหน่วยบริโภคต่อวัน (Guideline Daily Amount - GDA) และแบบปริมาณพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (Energy Content - EC) ตัวอย่างของฉลากดังแสดงในตารางที่ 1 ฉลากแบบสัญญาณไฟจราจรหลายสี (MTL) ใช้   "สัญญาณไฟจราจร" - วงกลมสีแดง, สีเหลือง และ เขียว เพื่อแสดงให้เห็นภาพปริมาณที่สัมพันธ์กับปริมาณแคลอรี่, ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม ฉลากประเภทนี้ปัจจุบันได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานมาตรฐานอาหาร (Food Standards Agency - FSA) ของอังกฤษว่าเป็นรูปแบบที่ดีเนื่องจากคิดกันว่าเป็นรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจ แม้กระนั้น อย่างไรก็ตามงานวิจัยของ AFIC ได้แสดงผลว่าผู้บริโภคในการศึกษาส่วนมากทั้งในกรุงเทพฯและเซี่ยงไฮ้ไม่เข้าใจการใช้รหัสสีเหล่านี้เลย ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามในกรุงเทพฯสามารถระบุจำนวนสารอาหารในอาหาร, แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าระดับนี้จัดอยู่ในระดับที่สูง, เหมาะสม หรือต่ำ ส่วนที่เซี่ยงไฮ้ความเข้าใจในข้อมูลใดๆในฉลากแบบสัญญาณไฟจราจรหลายสี (MTL) ยังมีอยู่น้อย


ฉลากแบบคำแนะนำจำนวนหน่วยบริโภคต่อวัน (GDA) แสดงรายการปริมาณของแคลอรี่, ไขมัน, น้ำตาล และโซเดียมที่ได้จากอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและปริมาณบริโภคที่แนะนำต่อวันใน รูปแบบการเปรียบเทียบเป็นอัตราร้อยละ ปัจจุบันผู้ผลิตจำนวนมากในยุโรปใช้ฉลากประเภทนี้บนอาหารและเครื่องดื่มเพื่อ พยายามให้ข้อมูลนั้นง่ายต่อความเข้าใจของผู้บริโภค การศึกษาของ AFIC แสดงผลว่า ฉลากแบบคำแนะนำจำนวนหน่วยบริโภคต่อวัน (GDA) ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจได้ดีกว่าในกรุงเทพฯ, เนื่อง จากผู้ตอบแบบสอบถามบางคนแปลความหมายได้อย่างถูกต้องว่าอาหารมีสารอาหารบาง ตัวสูงหรือต่ำ ในขณะที่ระดับความเข้าใจในกลุ่มของชาวเซี่ยงไฮ้อยู่ในระดับต่ำ


ท้ายสุด, เมื่อแสดงฉลากแบบปริมาณพลังงาน (EC)  ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากในกรุงเทพฯสามารถระบุแคลอรี่ในอาหารได้อย่างถูกต้อง แม้กระนั้นก็ปรากฏว่าพวกเขาไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "ความต้องการพลังงาน     2000 กิโลแคลอรี่ต่อวันบนฉลาก และอีกครั้งที่เซี่ยงไฮ้ยังขาดความเข้าใจในฉลาก


ตารางที่ 1 : ตัวอย่างของฉลากอาหารหลายรูปแบบที่ AFIC ใช้ในงานศึกษา


 
ฉลากสัญญาณไฟจราจรหลายสี (MTL)


 


ฉลากแบบคำแนะนำจำนวนหน่วยบริโภคต่อวัน (GDA)


 


 


ฉลากแบบปริมาณพลังงาน(EC)


 


ความรู้พื้นฐานด้านโภชนาการไม่เพียงพอ


งานศึกษาของ AFIC ยังมองไปถึงความรู้พื้นฐานเรื่องระดับพลังงานของอาหารหลากหลายชนิดและความต้องการพลังงานในแต่ละวันอีกด้วย ตัว เลขนัยสำคัญของแผนงานทางด้านสาธารณสุขในเอเชียปัจจุบันนี้เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลด้านการจัดการน้ำหนักตัวเนื่องจากระดับภาวะน้ำหนักเกินที่พุ่งสูงขึ้น การศึกษาของ AFIC แสดงผลว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากยังไม่ทราบค่าเฉลี่ยของพลังงานที่พวกเขาต้องการในแต่ละวัน ความรู้เรื่องระดับแคลอรี่ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิดยังไม่เพียงพอในทั้ง 2 ตลาดอีกด้วย  สำหรับกลุ่มผู้ไม่อ่านฉลากอาหารเลย ผู้ที่มีการศึกษาต่ำ และวัยรุ่นมีแนวโน้มในการตอบแบบสอบถามไม่ถูกต้อง หรือ กล่าวว่าพวกเขาไม่ทราบ


ทั้งสองเมืองมีความสับสนในความหมายของ "พลังงาน" และ "แคลอรี่" ในกรุงเทพฯ คำว่า "พลังงาน" ในฉลากแบบสัญญาณไฟจราจรหลายสี (MTL) ถูกรับรู้ในแง่บวก ส่วนแบบคำแนะนำจำนวนหน่วยบริโภคต่อวัน (GDA) นั้น คำว่า "พลังงาน" กลับถูกรับรู้ในแง่ลบ   ในเซี่ยงไฮ้มีความใจผิดว่าแคลอรี่บนฉลากอาหารล้วนได้มาจากไขมัน หรือคำว่า "พลังงาน" หมายถึง "พลังงานความร้อน"


ในทั้งสองเมืองนี้  ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เข้าใจเรื่องโซเดียม


การเรียนรู้ที่สำคัญ


เมื่อให้ข้อมูลด้านโภชนาการและทางเลือกอาหารแก่ผู้บริโภคมากขึ้น  จากการศึกษานี้ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง ซึ่งรวมถึงสิ่งต่อไปนี้ :


    · แหล่งแคลอรี่หลักทั้งในกรุงเทพฯและเซี่ยงไฮ้มาจากอาหารที่ไม่ได้รับการบรรจุหีบห่อ   ความพยายามในการแก้ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน   โดยการเพิ่มข้อมูลโภชนาการให้มากขึ้นนั้นจำเป็นต้องเน้นย้ำถึงแหล่งสำคัญที่ได้รับแคลอรี  การจัดเตรียมข้อมูลบนตัวอาหารและข้อมูลเกี่ยวกับตัวอาหารเองทั้งที่มาจากตลาดสด  อาหารตามข้างถนนและอาหารในศูนย์อาหารดูเหมือนเป็นการเสนอโอกาสที่ดีที่สุด ในการช่วยผู้บริโภคให้ได้รับข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเลือก


    · แผนงานสาธารณสุขมากมายมุ่งเป้าหมายไปยังการบริหารจัดการน้ำหนักตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าสมดุลพลังงาน (และการควบคุมน้ำหนัก)  ยังคงอยู่ที่สมการ:


 


พลังงานที่รับเข้า = พลังงานที่ถูกใช้ไป = การรักษาน้ำหนัก


ผู้บริโภคส่วนมากในการศึกษานี้ไม่ทราบว่าพวกเขาต้องการแคลอรี่จำนวนเท่าใดใน 1 วัน และก็ไม่ทราบถึงปริมาณแคลอรี่เฉลี่ยในอาหารและเครื่องดื่มที่มีอยู่หลากหลาย ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนเพื่อที่จะนำข้อแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาน้ำหนักไปปฏิบัติได้  ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการทางด้านพลังงานและระดับแคลอรี่ในอาหาร ที่รับประทานกันธรรมดาทั่วไปจะช่วยให้ผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพฯและเซี่ยงไฮ้ เลือกอาหารได้ตรงตามปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการ


 


    · เหตุผลหลักที่คนทั่วไปเลือกอาหารอย่างหนึ่งมากกว่าอีกอย่างหนึ่งคือรสชาติ สารอาหารเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องรองลงมาในทางเลือกอาหาร ความสำคัญของสารอาหารในทางเลือกอาหารมีความหลากหลายตามกลุ่มประเทศและกลุ่มผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น   หากได้รับข้อมูลโภชนาการเพิ่มขึ้น ชาวเซี่ยงไฮ้มีแนวโน้มน้อยมากในการที่จะเปลี่ยนนิสัยการรับประทานเมื่อเทียบกับชาวกรุงเทพฯ  ยังมีกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่มในกลุ่มตัวอย่างที่สนใจขอรับข้อมูลโภชนาการมากกว่ากลุ่มอื่นๆ - เช่น กลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพ  ผู้หญิง  ผู้สูงวัย และผู้มีการศึกษาดีกว่า ดังนั้นการตั้งเป้าหมายเพื่อให้แผนงานสาธารณสุขมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องนำปัจจัยเหล่านี้ไปพิจารณาเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องกลุ่มเป้าหมาย, วิธีการสื่อสาร และสาระสำคัญ


    · การแนะนำรูปแบบฉลากอาหารใดๆทั้งในกรุงเทพฯหรือเซี่ยงไฮ้นั้นต้องการความพยายาม ในการศึกษาให้ครอบคลุมเพื่อมั่นใจว่าผู้บริโภคมีความเข้าใจ การศึกษาวิจัยต่อไปอีกขั้นหนึ่งคือเรื่องฉลากโภชนาการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อ การนำไปใช้ในเอเชีย


 


References:


        Grunert and Wills 2007 A Review of European research on consumer response to nutrition information on food labels.·


       · Cowburn and Stockley (2005) Consumer understanding and use of nutrition labelling: a systematic review. Pub Health Nutr 8:21-25


 


ที่มา : วารสารข่าว Food Facts <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />Asia# 33 จาก ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย
ข้อมูลเพิ่มเติม
www.afic.org  



ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชียเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์  มีพันธะกิจเพื่อสื่อสารข้อมูลพื้นฐานในแง่มุมวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร, โภชนาการ และสุขภาพไปสู่สื่อมวลชน, ผู้ดูแลมาตรฐาน, ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและอาหาร และผู้บริโภคในภูมิภาคเอเซีย