รายงาน: โรงเรียนเด็กกำพร้าบนดอยไตแลง...อีกความหวังหนึ่งของการกู้ชาติไทยใหญ่ (1)

เด็กกำพร้าบนดอยไตแลง ไม่ใช่มีแค่เพียงเด็กชาวไทยใหญ่เท่านั้น ยังมีเด็กเผ่าปะหล่อง ปะโอ ฯลฯ ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน...หมู่บ้านถูกเผา พ่อแม่ถูกทหารพม่า ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกคนต้องหนีตายกระเซอะกระเซิง จนมาเจอทหารไทยใหญ่พาหนีข้ามน้ำข้ามดอย มาพักอยู่รวมกันที่นี่ บนดอยไตแลง

 

 

 

"หลังจากที่ผมมีโอกาสพบเห็นดอยไตแลง ในห้วงขณะนั้น- - ผมมีความรู้สึกสองอย่างผสมปนเปกัน ดอยไตแลง เหมือนภาพวาดด้วยฝีมือช่างที่ชื่อ "ชะตากรรม" ใช้พู่กันระบายสีแห่งความหวังและความหม่นเศร้าฉาบไว้บนผืนผ้าใบ จนดูกลมกลืนแยกจากกันไม่ออก"

 

"เด็กกำพร้าบนดอยไตแลง ไม่ใช่มีแค่เพียงเด็กชาวไทยใหญ่เท่านั้น ยังมีเด็กเผ่าปะหล่อง ปะโอ ที่ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันมากนัก หมู่บ้านถูกเผา พ่อแม่ถูกทหารพม่า ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกคนต้องหนีตายกระเซอะกระเซิง จนมาเจอทหารไทยใหญ่พาหนีข้ามน้ำข้ามดอย มาพักอยู่รวมกันที่นี่ ที่ "บ้านพักเด็กกำพร้าดอยไตแลง"

 

"ชีวิตผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ที่นี่..." จายยี่ ครูหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งบอกเล่าให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ...

 

"ให้เด็กรู้จักวัฒนธรรมไทยใหญ่ ภาษาไทยใหญ่ แล้วสักวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสเอาบ้านเอาเมืองคืนได้เอง"

 

"จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักประเทศที่เขาเกิด เชื้อชาติที่เขาเป็น ภาษาที่เขาพูด แผ่นดินที่เขามีชีวิตอยู่ ศาสนาที่เขานับถือ ถ้าไม่ทำแบบนี้ เขาก็จะไม่รู้ว่า ในอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร"

 

"เราต้องให้เด็กได้เรียนรู้ก่อนว่า อิสรภาพนั้นมันสำคัญอย่างไร" ครูจายเมืองหอบ กล่าวย้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จริงจัง!

 

 

 

 

 

ภู เชียงดาว : เรื่อง/ภาพ

 

 

 

 

 

"ดอยไตแลง" คือฐานที่มั่นของกองบัญชาการสูงสุด กองทัพกู้ชาติไทยใหญ่ (Shan Stat Army -SSA) ภายใต้การนำของ "พันเอกเจ้ายอดศึก" ตั้งอยู่เขตรอยต่อระหว่างเมืองปั่นและเมืองโต๋น รัฐฉาน ประเทศพม่า ฝั่งตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

ดอยไตแลงยามนี้ จึงไม่ใช่เป็นแค่เพียงฐานทัพกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่เท่านั้น หากยังกลายเป็นชุมชนบนสันเขาสูงที่ทอดยาวยื่นออกไป สองฟากถนนดินที่ผ่ากลาง จึงมองเห็นทั้งค่ายทหาร "ว่านป่ายเพ" (หมู่บ้านคนทุกข์) วัด โรงพยาบาลขนาดยี่สิบเตียง โรงเรียนเด็กกำพร้า และบ้านพักเด็กกำพร้า ตั้งอยู่เรียงรายกันไปตามสันดอย

 

หลังจากที่ผมมีโอกาสพบเห็นดอยไตแลง ในห้วงขณะนั้น- - ผมมีความรู้สึกสองอย่างผสมปนเปกัน ดอยไตแลง เหมือนภาพวาดด้วยฝีมือช่างที่ชื่อ "ชะตากรรม" ใช้พู่กันระบายสีแห่งความหวังและความหม่นเศร้าฉาบไว้บนผืนผ้าใบ จนดูกลมกลืนแยกจากกันไม่ออก

 

ใช่ ผมกำลังจะบอกว่า ถึงแม้ผืนแผ่นดินนี้เราจะมองเห็นแววตาหม่นเศร้าของใครหลายคน กระนั้น ผมยังมองเห็นพลัง ความเชื่อมั่นและความหวังเปล่งประกายให้เห็นอยู่ไปทั่ว...

 

 

 

 

 

 

 

เช้านั้น, ผมนั่งคุยกับครูโอ่งหม่าหาน ครูแม่หญิงไทยใหญ่ของโรงเรียนกำพร้าดอยไตแลง ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอเป็นอดีตนักศึกษาไทยใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยตองจี และเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งในเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลทหารเผด็จการพม่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1988 จนเกิดการฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนในพม่าอย่างรุนแรงในขณะนั้น

 

ทุกวันนี้ ครูโอ่งหม่าหาน วัยสี่สิบกว่า เธอนิ่งสงบ เปรียบได้เป็นทั้งครูใหญ่ แม่ และคนดูแลคุ้มภัยเด็กๆ กำพร้าบนดอยไตแลงเกือบสามร้อยชีวิต

 

แหละนี่คือบทสนทนาระหว่างผมกับครูโอ่งหม่าหาน…

           

บ้านเดิมครูอยู่เมืองไหน

อยู่ที่เมืองนาย อยู่ทางภาคใต้ของรัฐฉาน

 

เรียนจบจากที่ไหนมา

จบจากมหาวิทยาลัยตองจี จบสาขาเกี่ยวกับแผนที่ ภูมิศาสตร์ (Geography)

 

จบปีอะไร

จบปี 1988  ช่วงเหตุการณ์ 8888

 

ครูได้เข้าร่วมกับเหตุการณ์ 8888 ด้วยใช่มั้ย

ใช่ ได้เข้าร่วมในเมืองตองจี เมืองนาย

 

มีคนเข้าร่วมมากมั้ย

มีนักศึกษาเกือบทั้งหมดเข้าร่วม

 

เพราะอะไรถึงได้เข้าไปร่วมชุมนุมประท้วง

ไม่ชอบรัฐบาลทหารพม่าในสมัยนั้น จึงรวมตัว รวมกลุ่มกันประท้วง

 

ตอนนั้น นักศึกษาจากเมืองตองจีได้ประสานกับทางนักศึกษาย่างกุ้งบ้างมั้ย

ได้ประสานกันอยู่ ครูหม่าฯ เป็นผู้เข้าร่วมประชุมและได้ประสานงาน เป็นตัวแทนคนเมืองนายด้วย

 

หลังการประท้วงที่ตองจีมีคนตายเยอะมั้ย

มีเยอะ แต่ไม่เท่าที่ย่างกุ้ง หลังจากนั้นต้องหนีออกมา ไม่กล้าอยู่เป็นหลักแหล่ง ผู้ชายต้องหนี ถ้าเป็นผู้หญิงเขาจะจับทันที  เราสองพี่น้องจึงต้องหนีเข้าป่าเพื่อรวมกลุ่มกัน

 

ครูย้ายจากเมืองนายในปีอะไรนะ

ปี 2004

 

ก่อนหน้านั้นได้ทำงานอะไร

เปิดร้านขายยา อยู่ในเมือง พอเราไปสมัครเข้างานที่รัฐบาลเขาก็ไม่รับ เพราะว่าเขารู้ประวัติเรา  เขาพยามกดดันไม่ให้ลุกขึ้นมาใหญ่มาโต

 

หลังจากออกมาจากเมืองนายไปอยู่ไหนก่อน

มาอยู่ที่ตองจี 3 เดือน แล้วมาทำงานที่นี่ (มาเป็นครูบนดอยไตแลง) 

 

ใครเป็นคนแนะนำให้มาอยู่บนดอยไตแลง

ดาวแสง หรือครูเล็ก แนะนำให้มา ก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นครูฝึกทหาร

 

ครูย้ายมาอยู่ที่ดอยไตแลงกี่คน ตอนนั้น

มาทั้งครอบครัว ลูก 5 ขวบ คนเล็ก 3 ขวบ เด็กๆ ต้องต่างม้า ข้ามป่าข้ามดอยเข้ามา

 

ใช้เวลาเดินทางกี่วันจากตองจีมาถึงดอยไตแลง

3 คืน 4 วัน เดิน นอนกลางทาง นอนหัวเมือง จากหัวเมืองต้องต่างม้า

 

ระหว่างการเดินทาง มีการสู้รบกันไหมช่วงนั้น

มี เพราะในช่วงปี 2005-2006 นั้นมีการสู้รบกันหนัก

 

ตอนที่เกิดการสู้รบกันตอนนั้น ครูดูแลนักเรียนกันอย่างไร

ช่วงที่มีการยิง เราก็ต้องมีการเตรียมตัวตลอดเวลา  อย่างเช่นในตอนเช้า ต้องรีบลุกขึ้นมาทำอาหารเก็บตุนไว้

 

บริเวณโรงเรียนเด็กกำพร้าดอยไตแลงมีหลุมหลบภัยมั้ย

สำหรับนักเรียนไม่ได้ทำ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงจริงๆ  เราจะรีบพาเด็กอพยพข้ามไปฝั่งไทยก่อน

 

เด็กนักเรียนที่นี่เป็นเด็กกำพร้าหมดเลยหรือ

75 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเรียนกำพร้า ที่เหลือเป็นลูกของทหาร ทุกวันนี้ มีนักเรียนกำพร้า 250 คน เป็นแม่หญิง 72 คนที่เหลือเป็นชาย 175 คน

 

 

ผมหยุดบทสนทนากับครูโอ่งหม่าหาน เมื่อครูโอ่งหม่าหาน บอกว่า ลองถามชีวิตของเด็กนักเรียนกำพร้าที่นี่ดูดีกว่า ผมหันไปพูดคุยกับเด็กกำพร้าบนดอยไตแลงที่นั่งอยู่ในบ้านพักครู ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเด็กกำพร้า

 

"เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย" ผมทักทายเธอ บัวเงิน (นามสมมุติ) เด็กหญิงไทยใหญ่วัยสิบสี่ปี เธอผู้มีผิวคล้ำ ดวงตาเศร้าและหวั่นหวาด

 

"อยากให้น้องช่วยบอกเล่าให้อ้ายฟังว่า มาอยู่ที่ดอยไตแลงนี้ได้อย่างไร"

 

ทันใดนั้น จู่ๆ เธอก็ก้มหน้าสะอื้นไห้ หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกมาอาบแก้ม จนผมต้องหยุดนิ่ง เงียบไปชั่วขณะ

 

ดูเหมือนว่าเธอยังตื่นผวา เหมือนลูกนกที่หวาดกลัวภยันตรายที่อยู่รายรอบ

 

เธอบอกเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า ตอนนั้นเธออายุได้แปดเก้าขวบ พ่อแม่พาเธอหนีออกจากหมู่บ้าน เข้าป่า หลบหนีพวกทหารพม่า แต่ก็ไปได้ไม่ไกล พ่อแม่ของเธอถูกทหารพม่าฆ่าตายต่อหน้าต่อตา เธอต้องซ่อนตัวในป่า และหนีตาย จนทหารไทยใหญ่มาพบปะเข้า จึงพามาอยู่บนดอยไตแลง

 

ซึ่งเด็กกำพร้าบนดอยไตแลง ไม่ใช่มีแค่เพียงเด็กชาวไทยใหญ่เท่านั้น ยังมีเด็กเผ่าปะหล่อง ปะโอ ที่ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันมากนัก หมู่บ้านถูกเผา พ่อแม่ถูกทหารพม่า ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกคนต้องหนีตายกระเซอะกระเซิง จนมาเจอทหารไทยใหญ่พาหนีข้ามน้ำ ข้ามดอย มาพักอยู่รวมกันที่นี่ ที่ "บ้านพักเด็กกำพร้าดอยไตแลง"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กกำพร้าทุกคนจะอาศัยอยู่รวมกันในบ้านพัก ที่สร้างขึ้นเป็นเพิงกระท่อมไม้ไผ่อย่างง่ายๆ ภายในยกพื้นโล่งๆ แยกเป็นเรือนพักชาย-หญิง นอนแออัดยัดเยียดรวมกัน หลังคาหนึ่งไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน ทุกคนจะถูกฝึกให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลที่พักและทำอาหารกินกันเอง

 

ใช่  ที่นี่อาจอัตคัดลำบากในการดำรงอยู่บ้าง ในเมื่องบประมาณในการช่วยเหลือจากกองกำลัง SSA ก็มีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งในขณะนี้ทราบข่าวมาอีกว่างบประมาณจากองค์กรต่างประเทศเริ่มหมดลง ทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของเด็กกำพร้าที่นี่ต้องช่วยเหลือกันไปตามลำพัง

 

กระนั้น ชีวิตเด็กกำพร้าที่นี่ก็ยังมีความปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ ในผืนแผ่นดินรัฐฉาน

 

เด็กกำพร้าที่นี่ นอกจากจะได้เรียนหนังสือภาษาไทยใหญ่ซึ่งเป็นภาษาแม่ของตัวเองแล้ว ครูจะเน้นสอนทั้งประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทยใหญ่ รวมไปถึงวิชาพื้นฐานต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เป็นต้น

 

ครูบนดอยไตแลงจะช่วยกันเขียนตำราเรียนกันขึ้นมาเอง...ครูโอ่งหม่าหาน ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยตองจี สาขาภูมิศาสตร์ (Geography) เรื่องแผนที่ เธอก็เขียนตำราขึ้นมาเองเพื่อสอนเด็กกำพร้าที่นี่ รวมไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโลก จักรวาล และความรู้แขนงอื่นๆ ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากพูดคุยกับเด็กกำพร้าหลายๆ คน พวกเขาและเธอ ต่างพูดถึงความฝันให้เราฟังคล้ายๆ กันว่า จะตั้งใจเรียนหนังสือ อยากเรียนต่อ เรียนจบแล้ว อยากกลับมาเป็นหมอ เป็นทหาร เป็นนักข่าว และอยากเป็นครูสอนหนังสือที่นี่

 

ความฝันเหล่านั้นเริ่มเป็นจริง, เมื่อสอบถามครูดู จึงรู้ว่า ล่าสุดมีหลายคนที่เรียนจบจากโรงเรียนเด็กกำพร้าดอยไตแลง แล้วลงไปเรียนต่อในโรงเรียนที่ชายแดน ก่อนนำความรู้เหล่านั้นกลับมาช่วยพัฒนาที่ดอยไตแลงกันหลายคน

 

"ชีวิตผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ที่นี่..." จายยี่ ครูหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งบอกเล่าให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ...

 

เขาเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่รอดจากเงื้อมมืออันโหดร้ายของทหารพม่ามาได้อย่างหวุดหวิด ในขณะที่พ่อแม่พาเขาหนีตายออกจากหมู่บ้าน ระหว่างทางกลางป่า ด้วยความซนในวัยเด็ก เขาแอบไปยิงนกในดงป่า ทันใดนั้น ทหารพม่ากลุ่มหนึ่งก็เข้าไปจับตัวพ่อแม่ของเขา ก่อนลงมือสังหารอย่างเหี้ยมโหด

 

เขาตัวสั่นงันงก แอบซ่อนตัวอยู่ในดงป่านั้นด้วยความหวั่นหวาด เหมือนจะหยุดหายใจเสียให้ได้ และเขายังจำภาพทหารพม่าลงมือฆ่าพ่อแม่ของเขานั้นติดตา

 

ครูหนุ่มคนนี้ ได้รับการช่วยเหลือจากทหารไทยใหญ่ หลังจากลาดตระเวณมาพบเข้า จึงพาเดินเท้าบ้าง นั่งบนหลังม้าบ้าง ก่อนจะมาอยู่รวมกับกลุ่มเด็กกำพร้าบนดอยไตแลงแห่งนี้

 

เขาตั้งใจเรียนหนังสือในโรงเรียน จนจบระดับ ม.3 แล้วลงไปเรียนหนังสือข้างในเขตชายแดน ก่อนกลับขึ้นมาเป็นครูสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ที่นี่

 

"ครูจายเมืองหอบ" ผู้ประสานงานวิชาการ (Academic Coordinator) วัย 50 ปี บอกเล่าให้เราฟังว่า เป็นชาวเมืองทา เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่เมืองกึ๋ง ในปี 1983 - 1988 หลังเกิดเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า เขาได้กลับมาอยู่ที่เมืองทา และร่วมขบวนการกู้ชาติไทใหญ่

 

ต่อมาปี 1996 ขุนส่าวางอาวุธ ทหารพม่ามาอยู่เต็มเมือง รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงย้ายมาอยู่เมืองไทยได้สักพัก ในปี 2002 ก็กลับเข้ามาร่วมขบวนการกู้ชาติกับเจ้ายอดศึก มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

"เมื่อเข้ามาบนดอยไตแลง ผมก็มาช่วยเหลืองานกู้ชาติด้านการศึกษา" ใช่ เขาย้ำบอกว่า การจัดการศึกษาคืออีกแนวทางหนึ่งของการกู้ชาติ

 

ครูจายเมืองหอบ บอกว่า ทุกวันนี้ มีเด็กและเยาวชนที่หลบหนีภัยสงคราม หนีความโหดร้ายของทหารพม่า กำพร้าพ่อแม่มาจากทั่วรัฐฉานเกือบสามร้อยคน  ขณะนี้โรงเรียนบนดอยไตแลง ได้จัดการเรียนการสอนสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้น 9 และจะเปิดชั้น 10 ซึ่งเป็นระดับชั้นมัธยมปลายระดับสูงสุดในปีหน้า (โรงเรียนระบบสหภาพพม่าจะเรียนประถม 5 ปี มัธยม 5 ปี)

 

ว่ากันว่า สภาฟื้นฟูรัฐฉาน (RCSS) เปรียบเสมือนหน่วยงานทางการเมืองของฝ่ายกู้ชาติไทยใหญ่ ซึ่งปัจจุบัน ได้สร้างแนวร่วมในโรงเรียนของรัฐบาลพม่าได้กว่า 50 แห่งกระจายไปทั่วรัฐฉาน พยายามให้ครูในโรงเรียนที่รักบ้านเมืองของตน ได้หาโอกาสสอนลูกหลานชาวไทยใหญ่ให้รู้จักภาษาไทยใหญ่ วัฒนธรรมไทยใหญ่ และประวัติศาสตร์ไทยใหญ่

 

"ให้เด็กรู้จักวัฒนธรรมไทยใหญ่ ภาษาไทยใหญ่ แล้วสักวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสเอาบ้านเอาเมืองคืนได้เอง"

 

ครูจายเมืองหอบ ยังพยายามเน้นย้ำให้พี่น้องไทยใหญ่ทั้งบนดอยไตแลง รวมไปถึงพี่น้องไทยใหญ่ที่อยู่ตามแนวชายแดน หรือที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักประเทศที่เขาเกิด เชื้อชาติที่เขาเป็น ภาษาที่เขาพูด แผ่นดินที่เขามีชีวิตอยู่ ศาสนาที่เขานับถือ ถ้าไม่ทำแบบนี้ เขาก็จะไม่รู้ว่า ในอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร

 

"เราต้องให้เด็กได้เรียนรู้ก่อนว่า อิสรภาพนั้นมันสำคัญอย่างไร" ครูจายเมืองหอบ กล่าวย้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จริงจัง!

 

 

 

 

ลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์รัฐฉาน (ค.ศ.1939 - ปัจจุบัน)

 

ค.ศ.1739                       เริ่มเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่อังกฤษยังปกครองรัฐฉาน

ค.ศ.1942                       ญี่ปุ่นเข้าสู่รัฐฉาน

ค.ศ.1945                       สิ้นสุดสงครามโลก

ค.ศ.1947                       ไทยใหญ่ กะฉิ่น ฉิ่น ได้ดำเนินการร่วมกันเริ่มจัดทำข้อตกลงสัญญาปางหลวงที่ เมืองหลวงรัฐฉานภาคใต้ หลังจากนั้น นายพลอู อองซาน ได้เป็นตัวแทนฝ่ายพม่า เข้าร่วมลงนามสัญญาปางหลวง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์

ค.ศ.1948                       สี่ชนชาติที่รวมตัวกันในรูปของ "สหภาพพม่า" ได้รับเอกราช โดยรัฐสภาได้มอบตำแหน่งให้เจ้าส่วยแต้ก เจ้าฟ้าเมืองยองห้วย ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพ โดยมีสาระสำคัญเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของพม่าว่า เมื่อครบสิบปี ในปี ค.ศ.1958 ไทใหญ่ กะฉิ่น ฉิ่น สามารถแยกตัวเป็นอิสระ ก่อตั้งประเทศของตนเป็นเอกราชได้

ค.ศ.1949                       กะเหรี่ยงปฏิวัติสามารถเข้ายึดรัฐกะเหรี่ยง รัฐฉานและรัฐพม่าได้บางส่วน พม่าส่งกองทัพเข้าไปปราบกลุ่มกะเหรี่ยง กองทหารพม่าถือโอกาสปักหลักอยู่ในตองยี ไม่ยอมถอนกำลังออกมา

ค.ศ.1949-1953              ทหารจีนก๊กมินตั๋ง ถอยร่นจากประเทศจีนเข้ามาในรัฐฉาน จาก 1,700 คนในปี ค.ศ.1950 เป็น 4,000 คนในปี ค.ศ.1951 และในปี ค.ศ.1953 ได้ทวีจำนวนขึ้นเป็น 12,000 คน ทางรัฐบาลกลางของสหภาพพม่าส่งกองทัพเข้ามาทั่วรัฐฉานตั้งแต่กองกำลังก๊กมินตั๋งเริ่มบุกเข้ามา เพื่อปราบและขับไล่ทหารจีนก๊กมินตั๋งออกไป นับจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นมา ทหารพม่าก็เริ่มเข้ายึดครองพื้นที่ต่างๆ ของรัฐฉาน และเริ่มกระทำการทารุณ ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทำร้ายประชาชนไทยใหญ่ตลอดมา

ค.ศ.1950                       ยุคอูนุเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลไทยใหญ่สามารถบริหารบ้านเมืองอย่างอิสระได้ในระดับหนึ่ง

ค.ศ.1957                       มีการประชุมใหญ่ระดับเจ้าฟ้าที่เมืองไหย รัฐฉานเหนือ

ค.ศ.1958                       เจ้าน้อย(ซอหยั่นต๊ะ) ก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติหนุ่มศึกหาญ (NSH) ที่รัฐฉานใต้

ค.ศ.1959                       เจ้าฟ้าในรัฐฉานทุกองค์มอบอำนาจให้แก่คณะรัฐบาลไทยใหญ่ในปลายเดือนเมษายน

ค.ศ.1960                       ก่อตั้งกองกำลังรัฐฉานอิสระ (SSIA)

ค.ศ.1961                       -ก่อตั้งกองกำลังสามัคคีแห่งชาติรัฐฉาน (SNUF)

                                    -จัดการประชุมใหญ่เพื่อให้สหภาพเป็นสหภาพอย่างแท้จริง จัดทำที่ตองจี รัฐฉานภาคใต้

                                    -เจ้ากุ่งตะระ (เจ้างาคำ) ก่อตั้งกองกำลังศึกหาญไต (SNA)

ค.ศ.1962                       นายพลเนวินได้จับกุมเจ้าฟ้าเมืองต่างๆ ในรัฐฉานที่มาประชุมรัฐสภา เจ้าส่วยแต้ก เจ้าฟ้าเมืองยองห้วย ประธานาธิบดีคนแรกของพม่าตายในที่คุมขัง

ค.ศ.1964                       -เจ้าแม่นางเฮือนคำ มหาเทวีเจ้าส่วยแต้ก ก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA)

                                    -ขุนส่า (จางซีฟู) กองกำลังอาสาสมัครพม่า เข้าป่าก่อตั้งกองกำลังไตรวมพลัง (SUA)

ค.ศ.1968                       พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP) ขยายอิทธิพลในรัฐฉาน โดยยึดพื้นที่ภาคตะวันออกแม่น้ำคง (สาละวิน) และภาคตะวันตกแม่น้ำคงบางส่วน

ค.ศ.1969                       เจ้ากอนเจิง ก่อตั้งกองกำลังปฏิวัติแห่งรัฐฉาน (SURA)

ค.ศ.1971                       SSA ก่อตั้งพรรคสวัสดิภาพแห่งรัฐฉาน (SSPP) ที่รัฐฉานภาคเหนือ

ค.ศ.1972                       SSA และ SURA รบกันที่รัฐฉานภาคกลาง และภาคใต้

ค.ศ.1973                       SSPP/ SSA ได้เชื่อมสัมพันธ์กับจีน

ค.ศ.1975                       SSA รัฐฉานภาคเหนือกับภาคใต้แตกสามัคคีและรบกัน เพราะอุดมการณ์ทางการเมือง (คอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย)

ค.ศ.1978                       -SSA สามารถรวมตัวกันได้ดังเดิม

                                    -เจ้าจ่ามเมือง นายทหารระดับสูง SSA ได้จากภาคเหนือลงมาทางภาคใต้ ไปที่ตั้งกองกำลังขุนส่าที่บ้านหินแตก (SUA) และได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ค.ศ.1679                       SSA ได้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า

ค.ศ.1982                       ทหารไทยเข้ายึดบ้านหินแตกที่ตั้งกองกำลังขุนส่า (SUA)

ค.ศ.1983                       เจ้ากอนเจิง ประกาศเรียกร้องให้มีความสามัคคีระหว่างกองกำลังไทยใหญ่ที่แตกแยกกันเป็นกลุ่มต่างๆ และรวมเป็นกองกำลังเดียว

ค.ศ.1984                       SURA และ SSA รัฐฉานภาคใต้รวมตัวกันก่อตั้งคณะกรรมการปฏิวัติแห่งรัฐฉาน (TRC/TRA)

ค.ศ.1985                       SUA ขุนส่า (จางซีฟู) เข้าร่วม TRC แล้วรวมกันตั้งกองทัพเมิงไต SSRC/MTA

ค.ศ.1988                       เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1988 นายพลเนวินที่ปกครองพม่าเป็นเวลา 26 ปีต้องลาออก

ค.ศ.1989                       -พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP) สลายตัว

                                    -กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ทำสัญญาหยุดยิงกับพม่า

                                    -SSA ภาคเหนือ ทำสัญญาหยุดยิงกับพม่า

                                    -ก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทยใหญ่ (SNLD)

ค.ศ.1990                       เกิดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในพม่าและพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทยใหญ่ (SNLD) ชนะการเลือกตั้ง ได้ ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่งในรัฐฉาน

ค.ศ.1991                       เจ้ากอนเจิง ประธานแห่งกองทัพเมิงไต ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง และได้เขียนบันทึกเป็นพินัยกรรมไว้ เพื่อให้กองทัพทำงานกู้ชาติต่อไปด้วยความสามัคคี

ค.ศ.1993                       กองทัพเมิงไต (MTA) ภายใต้การนำของขุนส่ารุ่งเรือง

ค.ศ.1995                       เจ้ากานยอด ผู้บัญชาการกองกำลังกองทัพเมิงไตภาคเหนือประกาศแยกตัวจากกองทัพเมิงไต (MTA) และก่อตั้งกองกำลังแห่งชาติไทยใหญ่ (SSNA) เนื่องจากเกิดความไม่เสมอภาคและการเลือกปฏิบัติขึ้นในกองทัพเมิงไต ระหว่างชาวจีนกับไทยใหญ่

ค.ศ.1996                       -กองกำลัง MTA นำโดยขุนส่าได้มอบตัว ยอมสลายกองทัพและมอบอาวุธให้แก่พม่า

                                    -SSA รัฐฉานภาคเหนือ และ SSNA ก่อตั้งสภาสันติภาพแห่งชาติ (SSPC)

                                    -เจ้ายอดศึก แยกตัวจาก MTA ไปฟื้นฟู SURA ตามแนวทางของเจ้ากอนเจิง

                                    -เจ้ายอดศึก (SURA) เจ้ากานยอด (SSNA) และเจ้าเสือแท่น (SSA) กองกำลังทั้ง ๓ ได้ประชุมร่วมกันที่แสงแก้ว (รัฐฉานภาคเหนือ) และประกาศให้ใช้ชื่อกองทัพอย่างเดียวกันว่า กองกำลังรัฐฉาน (SSA) เมื่อวันที่ 13 กันยายน 1996 และร่วมกันก่อตั้งคณะกรรมการทางการเมืองชื่อว่า  SSNO (Shan Stat National Organization)

                                    -กองทัพ SSA ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการทหารอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน กลางรัฐฉาน รัฐบาลพม่าได้ทำการปราบปรามอย่างรุนแรง และเพื่อไม่ให้ประชาชนไทยใหญ่ให้ความช่วยเหลือกับกองทัพกู้ชาติของตน ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ทางรัฐบาลทหารพม่าได้กวาดต้อนประชาชนเขตรัฐฉานภาคกลาง และภาคใต้ที่อยู่นอกตัวเมืองประมาณ 300,000 คน บังคับให้ทิ้งบ้านเรือน ไร่นา สัตว์เลี้ยง ให้อพยพเคลื่อนย้ายไปอยู่ในตัวเมืองภายใน 3-5 วัน ที่ได้รับคำสั่ง เมื่อพ้นกำหนดแล้ว พื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ถือเป็นเขต "ยิงอิสระ" หากคนไทยใหญ่กลับไปในพื้นที่บ้านเดิมอีกต้องถูกลงโทษถึงตาย

                                    -ชาวไทยใหญ่โพ้นทะเลได้ร่วมกันก่อตั้งพรรคสามัคคีเพื่อประชาธิปไตยไทยใหญ่ (Shan Democracy Union-SDU) โดยมีเจ้าช้าง ณ ยองห้วย เป็นผู้นำ

ค.ศ.1997                       -ไทยใหญ่ได้รับเข้าเป็นสมาชิก UNPO

                                    -ได้เกิดการฆ่าหมู่ประชาชนชาวไทยใหญ่ในรัฐฉานภาคกลางเป็นจำนวนมากโดยกองกำลังพม่า

ค.ศ.1998                       คณะกรรมการทางการเมืองที่ชื่อว่า SSNO (Shan Stat National Organization)ได้เปลี่ยนชื่อเป็น JAC

ค.ศ.1999                       SSA ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึกได้ก่อตั้งสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน RCSS (Restoration Council Of the Shan Stat) พันเอกเจ้ายอดศึกย้ายกองบัญชาการสูงสุด กองทัพกู้ชาติไทยใหญ่ (SSA) มาตั้งฐานกำลังที่ดอยไตแลง เขตรอยต่อระหว่างเมืองปั่นและเมืองโต๋น รัฐฉาน ประเทศพม่า ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติด

ค.ศ.2001-2002               กองทัพกู้ชาติไทยใหญ่ (SSA) ได้ทำการกวาดล้างยาเสพติด จนเป็นเหตุให้ต้องปะทะกับทหารพม่าอย่างรุนแรง และพม่าปิดด่านทุกแห่งที่ติดกับประเทศไทย

ค.ศ.2002-ปัจจุบัน            วันที่ 21 พฤษภาคม 2005 พันเอกเจ้ายี่ ผู้นำกองทัพแห่งชาติรัฐฉาน (Shan Stat National Army-SSNA) ซึ่งทำสัญญาตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าไป 10 ปี ได้ประกาศเข้าร่วมกับกองทัพ SSA ของพันเอกเจ้ายอดศึก และจะดำเนินการต่อสู้ด้วยอาวุธ ทำการเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง การทหาร ตลอดทั่วพื้นที่รัฐฉาน

 

                                    รวบรวมและเรียบเรียง โดย นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

                                    ที่มา : หนังสือ ก่อนตะวันจะฉาย "ฉาน", โอเพ่นบุ้ค จัดพิมพ์, 2550

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์