หมอประเวศชี้มี 5 สาเหตุทำวิกฤตชาติแก้ไขยาก


นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่มาของภาพ: เว็บไซต์ประเวศด็อทคอม


 


ผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อวานนี้ (18 ส.ค.) ว่า นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้บรรยายเรื่อง "ทางออกประเทศไทยภายใต้วิกฤตทางสังคม" ซึ่งจัดที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ว่า สภาพสังคมไทยที่มีความซับซ้อน ทำให้ประเทศไม่มีทางออก หรือหาทางออกยาก ซึ่งนอกจากมีวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง แล้ว ยังมีความวิตกกังวลกับการเจริญพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งรวมเป็น "มหาวิกฤตการณ์สยาม" ทั้งนี้ 10 ปีที่ผ่านมา ตนพูดเรื่องวิกฤตกรุงรัตนโกสินทร์ หรือเรียกว่า คลื่นลูกที่ 4 ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นวิกฤตที่รุนแรง และหาทางออกยาก ไม่รู้ว่าศัตรูคือใคร และเป็นวิกฤตที่ทำลายตัวเอง


 


นพ.ประเวศ กล่าวว่า สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจ คงแก้ไขไม่ได้หากโครงสร้างหลายอย่างโดยเฉพาะความยากจน และความไม่เป็นธรรม หรือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ห่างออกไปทุกวัน ส่งผลให้การเมืองหาทางออกยาก และคนในเมืองกับคนชนบทเลือกผู้แทนต่างกัน เรียกว่า "สองนครา ประชาธิปไตย" ที่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยเสนอ นอกจากนี้ ยังเกิดความไม่สมดุลของธรรมชาติ เพราะผลของระบบบริโภคนิยม ทำให้สร้างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพไม่ได้ นำมาสู่การเผชิญหน้าของคนสองฝ่ายที่ต่อสู้กัน คือ ฝ่ายที่เชื่อว่า "ระบอบทักษิณ" ดี ทำให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งยั่งยืน ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า ฉ้อฉล และ คอร์รัปชั่น ซึ่งความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนี้ทำให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้นไม่ได้


 


นพ.ประเวศ กล่าวว่า เหตุ 5 ประการ ที่ทำให้วิกฤตแก้ยาก คือ 1.โครงสร้างสังคมไทยเป็นแนวดิ่ง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง ซึ่งขัดแย้งกับสังคมประชาธิปไตยที่เป็นสังคมแนวราบ ทำให้เศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรม ไม่ดี แม้ประเทศไทย มี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เมื่อสังคมไทยเป็นสังคมแนวดิ่ง ทำให้เกิดความเสื่อมเสียทางศีลธรรม การแก้ปัญหาต้องเผยแผ่ความดี ทำให้สังคมมีความเสมอภาค เกิดภราดรภาพ


 


2.การปกครองไทยยังปกครองโดยอำนาจรวมศูนย์ ทำให้เป็นเผด็จการโดยอำนาจรัฐ แม้มีการเปลี่ยนแปลงข้างบนโดยอำนาจรัฐที่สูงสุด แต่ประชาธิปไตยยังไม่เกิด เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารประเทศ แต่อำนาจยังถูกรวบรัด ยังเป็นเรื่องผลประโยชน์ ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันมาก เกิดความไม่โปร่งใส มีการเล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งจะแก้ไขแบบเดิมๆ ไม่ได้ ต้องตีตรงนี้ให้แตก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเขียนข้อความในกระดาษแผ่นหนึ่งก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ว่า "Local Democracy" คือ ประชาธิปไตยที่มีฐานของสังคม ชุมชน ท้องถิ่น เหมือนกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ซึ่งประกอบด้วย ท้องถิ่นมารวมกันเป็นประเทศ อเมริกาจึงไมได้มีแต่ จอร์จ บุช ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศจึงแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว และประเทศเหล่านี้ทำรัฐประหารไม่ได้ เพราะอำนาจได้กระจายไปสู่ท้องถิ่นแล้ว


 


 "ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชน เรียกว่า ประชาธิปไตยสมานฉันท์ อาศัยความพร้อมเพรียง ไม่ซื้อเสียง ทำให้เป็นฐานที่แข็งแกร่ง ทุกอย่างจะเติบโตได้ต้องมีฐานส่วนล่างที่แข็งแรง" นพ.ประเวศ กล่าว


 


นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า 3.ระบบการศึกษาทำให้สังคมอ่อนแอทางสติปัญญามาก เอาวิชามาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตและสังคมเป็นตัวตั้ง ทำให้คนในชุมชนไม่เข้าใจในชุมชนของตนเอง เมื่อการศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับการศึกษาที่อ่อนแอ 4.การพัฒนาต้องมาจากรากฐาน ไม่ใช่การมองความเจริญจากด้านบนลงมาข้างล่าง หัวพระเจดีย์ต้องสร้างจากฐานที่แข็งแรงรองรับไปสู่ข้างบน ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างจากยอด การพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง ต้องพัฒนาจากฐาน เพราะสร้างจากยอดไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีฐานของประชาธิปไตย ชุมชน และท้องถิ่น ซึ่งเป็นอย่างนี้มานับ 100 ปีแล้ว คนท่องแต่วิชา แต่ไม่เข้าใจชีวิตและสังคม ทำให้ตัดขาดจากวัฒนธรรม ขณะนี้ผู้นำประเทศมีความจำเป็นต้องเห็นความสำคัญของการศึกษา บุคคลทั้ง 5 ประเภท คือ นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจรากฐานของสังคม ด้านเศรษฐกิจหากหวังพึ่งเงินจากต่างประเทศจะเกิดผันผวนได้ง่าย เกิดวิกฤตซ้ำซาก ดังนั้น ต้องสร้างความเจริญจากฐานจะมั่นคงกว่ายอด เพราะฐานจะรองรับด้านบน


 


5.ธนกิจการเมือง การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2475 ได้ผู้แทนมีอุดมคติ มีความรู้ อุทิศตนเพื่อบ้านเมือง แต่ต่อมาเสื่อมลง เพราะอำนาจกองทัพ และอำนาจเงินเข้าแทรกแซง ทำให้คุณภาพของนักการเมืองที่เข้ามาไม่มีคุณภาพ เกิดรัฐประหารเพราะนักการเมืองทำงานไม่ได้ และภายหลังเกิดปรากฏการณ์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อำนาจเงินเข้าสู่การเลือกตั้งเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท เอื้อประโยชน์กันระหว่างทหาร และนักการเมือง มีการใช้เงิน 30 ล้านบาทต่อผู้แทน 1 คน หากจ่ายทั้งสภารวมเป็นเงินถึงหมื่นล้านบาท เพื่อเข้ามาสู่วงจรการเมือง ทำให้ประเทศไปไม่ได้ เกิดความไม่มั่นใจในตัวนักการเมือง ทำให้เกิดรัฐประหารซ้ำซาก


 


นพ.ประเวศ กล่าวว่า สำหรับทางออกเฉพาะหน้า ความวิตกกังวลที่จะเกิดการปะทะ เกิดความรุนแรง นองเลือด เผชิญหน้า ดังนั้นต้องหาทางไม่ให้เกิดการนองเลือด ต้องร่วมกันฝ่าความยุ่งยากให้ได้ด้วยสันติวิธี เคารพกฎหมาย และมีความยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะเกิดอนาธิปไตย การสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ถ้าความเห็นที่แตกต่างเป็นแบบขาวกับดำ ในต่างประเทศก็ทำไม่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะทะเลาะกันอย่างไร จะเดินขบวนหรือเคลื่อนไหวอย่างไร ขอให้ใช้หลักฐานและข้อเท็จจริงมาว่ากัน ถ้าเถียงกันโดยไม่ลงมือตีกัน แต่ใช้ความรู้ มีคำพูดของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ว่า "สันติประชาธรรม" คือ มีธรรมะ มีสันติธรรม จะนำไปสู่ความถูกต้อง แต่ถ้าเกิดการฆ่ากัน ประชาธิปไตยก็ไม่มีคุณภาพ


 


"การแก้ปัญหาตอนนี้ต้องใช้สันติวิธี ใช้นิติธรรม คือ ต้องยึดหลักความยุติธรรมตามกฎหมายและกฎกติกาต่างๆ และสัมมาธรรม คือ ต้องใช้ความรู้อย่างมีเหตุผลบนพื้นฐานของความถูกต้องต้องปรองดองกันไว้ ให้เวลากับสังคมไทย ต้องใช้ความอดทน ใช้ขันติธรรม นิติธรรม การเล่นฟุตบอลยังมีกรอบ กติกา ดังนั้น อย่าไปถ่มน้ำลายรดหน้า ต้องช่วยกันเขียนกรอบ กติกา และกลไก แล้วช่วยกันกำกับให้ประชาชนเข้าใจจะได้ช่วยกันกำกับให้อยู่ในกรอบ กติกา ประเทศจะไปได้" นพ.ประเวศ กล่าว


 


นพ.ประเวศ กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาจากฐานของสาเหตุทั้ง 5 ประการ คือ 1.ต้องส่งเสริมสังคมเพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สู่ประชาสังคม จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรม ของสังคมดีขึ้น 2.การปกครองแบบรวมศูนย์ การเปลี่ยนแปลงต้องใช้วิธีเจรจา ปัญหาต้องแก้และจบลงด้วยสันติวิธี 3.ต้องส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเอาปัญหาความจริงของสังคมเป็นตัวตั้ง 4.การพัฒนาต้องมาจากรากฐาน สถานบันที่อาจมีส่วนช่วยได้คือมหาวิทยาลัย ต้องเป็นสถาบันที่ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งและแข็งแกร่งให้ท้องถิ่น และ 5.ธนกิจการเมือง ประชาชนต้องมีความฝัน มีจินตนาการ และความเพียรร่วมกันในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการแก้ไขปัญหา และนำสังคมไปสู่สังคมแบบอารยะสังคม รวมถึงต้องไม่พยายามสร้างปัญหาที่จะนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่เพิ่มขึ้น


 


"วิกฤตที่เกิดขึ้นต้องถือเป็นโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้า หรือยกระดับสู่จุดใหม่ที่ลงตัว ถ้าไม่เกิดปัญหาที่ปริ่มๆ สิ่งใหม่จะเกิดไม่ได้ ความขัดแย้ง ความโกลาหลที่เกิดขึ้นต้องตั้งสติให้ดี และถือเป็นโอกาส ต้องตะล่อมอย่าให้เกิดการนองเลือดแล้วจะดีขึ้น และต้องเจรจากัน มีเหตุผล ถ้าทำได้ ฝันไม่ไกลเกินเอื้อม ประเทศมีทางออก นำไปสู่ยุคศรีอารยะ วันนี้นำมันแพงเราอยู่ได้ เพราะฐานรากของประเทศคือชุมชน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรชุมชนที่มีความเข้มแข็ง เรายังทำนาได้ ไม่ขาดที่ทำกิน ดังนั้นต้องช่วยกันฝ่าวิกฤตไปให้ได้" นพ.ประเวศ กล่าว


 


นายสมภพ มานะรังสรรค์ ผอ.ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ "ทางออกประเทศไทยภายใต้วิกฤติทางสังคม" ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เห็นได้จากการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 มีจีดีพีเฉลี่ย 5.9% อัตราการขยายตัวมากกว่าครึ่งเป็นเรื่องของการใช้แรงงาน ขณะที่การขยายตัวของภาคการผลิตมีเพียง 15% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นการขยายตัวเชิงปริมาณมิใช่เชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจไทยเป็นลักษณะเปิดกว้างต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก คิดแล้วตกถึง 65% ของจีดีพี ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับอัตราส่วนการส่งออกของโลกที่อยู่ที่ร้อยละ 25 เท่านั้น สิ่งที่ทำให้การส่งออกของไทยมีมูลค่าสูงต่อเนื่อง คือ 1.การขยายตัวของภาคการส่งออก 2.ภาคการเกษตรที่ได้รับปัจจัย 4 เอฟ คือ ด้านอาหาร (Food) ด้านอาหารสัตว์ (Feed) ด้านโรงงงานอุตสาหกรรม (Factory) และด้านเชื้อเพลิง (Fuel) ที่เป็นความต้องการของตลาดโลก ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างที่ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการอุปทานและอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน 3.เงินออมในประเทศที่มีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเงินฝากประจำมีสัดส่วนใกล้เคียงกับมูลค่าจีดีพี ซึ่งสะท้อนถึงการขาดการวิเคราะห์เรื่องการไหลเวียนของเงินทุน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นระบบและประสานสอดคล้องกัน และ 4.ทุนสำรองระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีอยู่สูงมาก ซึ่ง ธปท.ต้องดูแลในจุดนี้ให้ดี


 


"ปัจจัยทั้ง 4 ด้านดังกล่าวรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกับมาทบทวน ว่า วิวาทะด้านนโยบายด้านเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งต้องเร่งประสานการทำงานซึ่งกันและกัน ดังนั้นถ้าจะกลับมามองเศรษฐกิจไทยก็ต้องพิจารณาใน 4 ปัจจัยคือ วัฒนธรรม การเมือง สังคมและนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ภาคการเมืองเป็นผู้กำหนดต้องทำให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับที่ผ่านมาเป็นเศรษฐกิจแบบวณิพก คือ มีวัฒนธรรมแบบขี้ขอและขี้ฉ้อ" นายสมภพ กล่าว


 


ด้านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผอ.สถาบันวิมุตตยาลัย ได้บรรยายเรื่อง "ทางออกประเทศไทยภายใต้วิกฤติทางจริยธรรม" ว่า เหตุที่ประเทศไทยเจอวิกฤตหลายครั้ง เพราะมีปัญหาเรื่องจริยธรรม เนื่องจากขณะนี้คนทำงานด้านจริยธรรมน้อยลง ไม่มีคุณภาพ สังคมมีความสลับซับซ้อน จึงนำไปสู่จริยธรรมเดิมๆ ซึ่งเป็นแบบจริยธรรม "ไตรภูมิพระร่วง" ดังนั้น ประเทศจะต้องสร้างจริยธรรมใหม่ขึ้นมา จึงจะก้าวหน้าไปได้ ทั้งนี้ จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาที่ดี พัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย สื่อจะต้องมีสิทธิเสรีภาพ กฎหมายจะต้องมีศักดิ์สิทธิ์และเข้มแข็งอย่างมาก ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนเลวก็คิดว่าสามารถทำเลวได้โดยไม่ต้องติดคุก ในต่างประเทศนักการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรมมาก โดยคนที่จะมาเป็นประธานาธิบดีจะต้องสาบานกับคัมภีร์ไบเบิ้ล ฉะนั้นจะต้องตีแผ่นักการเมืองที่ฉ้อโกง โดยจะต้องไม่ซุกความผิดไว้ใต้พรม


 


"วิกฤตที่เกิดขึ้นขณะนี้อยากให้ทุกฝ่ายเอาธรรมเป็นที่ตั้งแล้วกลับไปที่ของตัวเอง การเมืองก็เป็นการเมือง กฎหมายเป็นกฎหมาย ศาสนาเป็นศาสนา ซึ่งการเมืองการปกครองที่ดีจะต้องเป็นไปตามระบอบธรรมาธิปไตย หรือธรรมาภิบาล แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ตุลาการภิวัฒน์คือธรรมาธิปไตย ทำอะไรจะต้องยึดความถูกต้องความจริง เอากฎหมายเป็นแผนแม่บท กลับไปสู่ที่ตั้งเดิม วันนี้เรากำลังมีหวังกับเรื่องตุลาการภิวัฒน์" พระมหาวุฒิชัย กล่าว


 


นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวอภิปรายในหัวข้อ"ทางออกประเทศไทยภายใต้วิกฤตทางการเมือง" ว่า ในระบอบประชาธิปไตยต้องให้คนใช้ปัญญามากขึ้น เช่น การเลือกพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภา ต้องดูว่า ตรงไหนเหมาะสมกว่ากันด้วยเหตุผล ความแตกต่างทั้งหลายต้องนำมาถกเถียงหาข้อดี ข้อด้อย นำไปสู่ข้อสรุปร่วมกัน แต่ขณะนี้สังคมอยู่ในภาวะ anomy เป็นภาวะผิดปกติของคนในสังคม ที่ไม่สามารถจำแนกได้ระหว่างสิ่งถูกและสิ่งผิด แต่สนใจว่า ตัวเองจะได้ประโยชน์อะไร กลายเป็นใครมีพวกมากกว่าก็จะห้ำหั่นเอาให้ชนะให้ได้ ประนีประนอมกันไม่ได้ การขาดสติปัญญาจึงอันตราย สังคมจะตกอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนาน เดินหน้าลำบาก ทั้งนี้ คนสองกลุ่มในการเมืองไทยที่ขัดแย้งกัน ต่างก็มีพลัง รัฐบาลที่อยู่ก็มีความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง แต่มีเสถียรภาพน้อยมาก ล่อแหลม นับวันถอยหลัง แขวนบนเส้นด้าย คือ คดีชิมไปบ่นไป และเขาพระวิหาร ไปจนถึงคดียุบพรรค รวมแล้วน่าจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน ซึ่งต้องดูคดียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย มาเป็นตัวเปรียบเทียบด้วย แม้จะฝืนเดินต่อไป จะเดินได้ด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ฟังนายกฯแล้ว คงไม่เลือกทางนี้ เพราะการเมืองไม่มีเสถียรภาพอีกแล้ว นักลงทุนคงชะลอการลงทุน ตอนนี้การลงทุนก็ชะลออยู่ กระทบแรงงานใหม่ เป็นปัญหาเศรษฐกิจ ไปกระทบรัฐบาลอีกต่อหนึ่ง


 


นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หนีไปนอกประเทศ และออกแถลงการณ์ว่า ขอให้รออีกนิดแล้วจะกลับมา ตนมองว่า คงทำเพื่อให้ความหวัง กับกลุ่มที่ให้การสนับสนุน หมายความว่า ยังไม่วางมือจากการเมือง น่าจะสั่งการมาได้ ส่วนอีกกลุ่มที่แย่งชิงการนำ ก็พยายามทำให้อำนาจทางการเมืองน้อยที่สุด การต่อรองทางการเมืองก็จะน้อยไปด้วย ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นวิกฤตไปอีกนานพอสมควร การเมืองในพรรคพลังประชาชน ที่มีความแตกแยกก็เป็นการส่งสัญญาณการต่อรองทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะยังมีเงินมากพอสมควรพอที่จะสนับสนุนในพรรคได้ เพื่อจะเข้าสู่อำนาจให้ได้ เพราะหากไปอยู่อีกข้างของอำนาจ จะทำอะไรก็ลำบาก เพราะสังคมไทยยอมจำนนต่ออำนาจ


 


นายสมบัติ กล่าวว่า สำหรับนโยบาย 116 วันสมานฉันท์ หากดูตอนแถลงนโยบายของรัฐบาลก็มีเรื่องสมานฉันท์ แต่เมื่อนายกฯ เป็นนักบู๊ หากมีอะไรโผล่มาก ก็คงโต้ตอบแบบเดิม บางครั้งเป็นคนเริ่มความขัดแย้งด้วยซ้ำ เช่น เรื่อง ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้กลุ่มพันธมิตรออกมา ตัวนายกฯคงเชื่อว่า มีเสียงมากในสภา จะทำอะไรก็ได้ ก็คงไม่ใช่ เพราะเลือกตั้งแล้ว ไม่ใช่ว่าจะทำให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนหมดไป ประชาชนเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองที่สำคัญ แต่นายกฯไม่เข้าใจมิติประชาธิปไตยที่นอกเหนือไปจากสภา ทั้งนี้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หลายพรรคมีผลประโยชน์ร่วม ทั้งนี้ หลักการทั่วไป การเขียนกฎกติกา ต้องไม่ให้ผู้มีส่วนได้เสียมาเขียน ไม่เช่นนั้นความน่าเชื่อถือน้อย ซึ่งหากฝ่ายการเมืองจะแก้ คงไม่มีใครยอม เพราะทางรอดของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การแก้มาตรา 237 วรรคสองและมาตรา 309 การจะแก้รัฐธรรมนูญ หากจะทำจริงก็ตั้ง ส.ส.ร.3 ขึ้นมา ก็น่าจะเป็นธรรมขึ้น ทุกฝ่ายพอรับได้


 


นายสมบัติ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ท้าทายมาก ว่า ประชาธิปไตยที่เอามาใช้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ นักการเมืองถ้าใช้อำนาจไม่เหมาะสม นำพาประเทศออกไปไม่ได้ ก็คงมีปัจจัยมาแทรก ไม่ว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งก็ไม่เป็นทางออกของสังคมอีก ส่วนการแก้ปัญหาการซื้อเสียง ความจริง การเลือกตั้งในทุกประเทศมีการใช้เงินมาก แต่รัฐบาลกลางจ่ายให้ แต่ของไทย นักการเมืองต้องไปหามาเอง และเชื่อว่า ส่วนใหญ่รายงานเท็จกับ กกต.ว่าใช้เงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ในการหาเสียง กฎหมายฝึกให้ผู้แทนโกหก นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดปัญหาเรื่องนายทุน และการเกิดกลุ่มก๊วน ทั้งนี้ งานวิจัยหลายเล่ม ระบุว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญมากในพื้นที่ที่มีความยากจน อย่างไรก็ดี การซื้อสิทธิขายเสียงของไทย น่าจะเปลี่ยนแปลงได้ โดยการศึกษาจะเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ มิติทางเศรษฐกิจก็มีผลกับการเมือง โดยเฉพาะปัญหาพลังงาน วันนี้แนวโน้มการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นมาก เห็นแน่ 200 เหรียญต่อบาร์เรลในเร็วๆนี้ อย่าชะล่าใจแม้ตอนนี้ราคาจะลด ต้องทำให้ชัดเจนเรื่องน้ำมัน อี85 ว่า จะสนับสนุนอย่างไร หรือการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชที่เป็นพลังงานทดแทน ตนเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลตั้งใจทำงาน และพูดความจริงกับประชาชน แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ทำให้การเมืองเปลี่ยนโฉมได้ภายใน 10 ปี


 


ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

กง กง

หมอสติเฟื่องเสนอไอเดียไปเรื่อย ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมที่ปฏิบัติได้ แถมตัวเองมีอคติไม่มีจุดยืนประชาธิปไตย รับใช้อำมาตยาธิปไตย อยู่เงียบๆเข้าวัดทำบุญ ทำจิตใจให้สงบสาบ้างเถอะจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่า

ธรรมศักดิ์

หมอแกไม่ได้ทบทวนบทบาทตนเองเลย ยิ่งในระยะหลังนี้สำคัญตนเองผิดมากว่า ไพร่ยังเต็มบ้านเต็มเมืองอีก... ชี้นำตลอดโดยไม่ดูตนเองเลยว่า ตนเองเหมาะสมกับบทบาทที่แสดงหรือเปล่า

ละเหี่ยใจ

หมอคนนี้มีครอบครัวมั๊ย ทำไมคนในครอบครัวไม่ตักเตือนบ้างว่าอยู่เฉยๆจะมีคนนับถือมากกว่า อยู่ให้มีคนนับถืออยากให้อยู่นาน ไม่ใช้อยู่เพราะหมอยังไม่ถึงที่ตายไม่มีความดีหลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้กล่าวถึงในคุณความดี

ชาวนนท์

ลงทุนซื้อเสียงชาวบ้าน ซื้อนักการเมืองที่ขายตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครอง

เข้ามาแล้วก็ต้องทุจริต คอรัปชั่น ถอนทุน สะสม เพิ่มทุนไว้เพื่อไปซื้อ.. ซื้อ...

เป็นวงจรที่ทำลายสังคมไทย ที่คนไทยควรร่วมมือกันขจัดออกไป

Homo erectus

เสนอเพิ่มข้อ 6 คือ ที่ทำให้ชาติวิกฤต ก็เพราะ พวกศักดินาอำมาตย์ที่ "เสือก" ไม่ยอมรับประชาธิปไตยประชาชน สร้างภาพทำตัวสูงส่งพอเพียง แต่เบื้องหลังสูบเลือดแดกเงินชาวบ้าน แบบไม่ต้องถูกตรวจสอบ ....ปลิงตัวใหญ่นี่แหละครับ ที่พาบ้างเมืองวิกฤตล่มจม

สาธุชน

ขอแสดงความชื่นชม ศ.นพ.ประเวศ วะสี ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ที่กรุณาให้ความเห็นและช้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเสมอมา และในครั้งนี้

ท่านเหล่านี้ต่างก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็นครูบาอาจารย์ นักคิด นักบวช นักสอนของท่านโดยชอบแล้ว สมควรแก่การรับฟัง รับทราบ โดยปราศจากอคติเพื่อลดมิจฉาทิษฐิลงบ้าง

TopScholarEditor

"ระบบการศึกษาทำให้สังคมอ่อนแอทางสติปัญญามาก เอาวิชามาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตและสังคมเป็นตัวตั้ง ทำให้คนในชุมชนไม่เข้าใจในชุมชนของตนเอง เมื่อการศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับการศึกษาที่อ่อนแอ" ข้อนี้จริงสุดๆ เรามักจะเอาแต่เสริมหัว ทั้งที่ฐานยังไม่มั่นคง พอหัวเริ่มหนักเข้า มันก็ล้มตึง เพราะฐานรองรับไม่ไหว

TopScholar's Web Editor
http://www.topscholar.org

ระยองรักปชต.

ไปผ่าตัดสมองซะเอาสมองหมาไปใส่แทนจะได้เฝ้าบ้านล่มโซ่ไว้จะได้ไม่ไปเห่าให้รำคาญ

pe

โอ้ สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์
โอ้ ประเวศ วะสี
โอ้ สมภพ มานะรังสรรค์
โอ้ วชิรเมธี

น่าสมเพศ เมืองไทย

นางจิตประไพ โสภาวันดี

ระบบระบอบ มันกำลังเดินหน้าไปได้ดี ก้าวย่างกำลังจะมั่นคงขึ้นทุกวัน
76 ปีที่ผ่านมา รัฐนาวา ประชาธิปไตย "ฝ่าคลื่นฝืนลม" ใกล้จะถึงฝั่งฝันแล้ว
แต่แล้ว พวก "มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ" กลับมา ชะลอ ไว้อีกครา

ว ณ ปากนัง

*เทวดา เรียกร้อง เสมอภาค
ก็ไม่ยาก หากลงมา จากสวรรค์
เป็นมนุษย์ ธรรมดา สามัญ
เท่าเทียมกัน ทุกหมู่เหล่า ทุกเผ่าพันธุ์

*เทวดา จะต้องสอน พวกเดียวกัน
อย่ายึดมั่น อภิสิทธิ์ ติดภาพฝัน
เลิกรวมศูนย์ อำนาจ อย่าหวาดหวั่น
ให้ท้องถิ่น สร้างสรรค์ ความเจริญ

*การศึกษา ไม่ดี มีตัวถ่วง
อยู่ในห้วง วังวน คนตื้นเขิน
ท่องตำรา เทวดา พาเพลิดเพลิน
จะต้องเดิน ตามกรอบ นอบนบไว้

*อย่าคิดว่า เพียงฐานราก ไม่พัฒนา
ส่วนยอดจะ ดีกว่า ก็หาไม่
ส่วนบนหนัก กดทับ สุดรับไว้
รอให้ส่วนบนหัก ผลักทิ้งเลย

ธนกิจ กับการเมือง เรื่องธรรมดา
ปวงประชา เลือกได้ ใฝ่เฉลย
แม้นมีเงิน ไม่ดีจริง เหมือนลิงเชย
ก็ไม่เคย มีใครเลือก เป็นผู้แทน

สมงิ

วิกฤตประเทศขณะนี้เกิดจากความคิดวิปริตของคนแก่

หมอป่วย

นพ.ประเวศ กล่าวว่า การแก้ปัญหาทั้ง 5 ประการ คือ

1.ต้องส่งเสริมสังคมเพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สู่ประชาสังคม ...
(คุณหมอประเวศจะให้ 3 ชายแดนใต้ แยกมาปกครองได้ไหมละ...เห็นเขาขออำนาจปกครองตนเองตั้งนานแล้ว...ยังไม่ให้เลย...ที่ปราสาทพระวิหาร..กัมพูชาก็จะปกครองเอง..คุณยังไม่ให้เขาเลย...กรมพระยาดำรงยังเคยขออนุญาติฝรั่งเศสเข้าชมเลย)

2.การปกครองแบบรวมศูนย์ การเปลี่ยนแปลงต้องใช้วิธีเจรจา ปัญหาต้องแก้และจบลงด้วยสันติวิธี (แล้วรัฐประหาร 19 กย.19 มันเจรจากับทักษิณก่อนหรือเปล่า/ที่ตากใบ/กรือเซะ เขายอมแล้วยังถูกฆ่าเลย/พัลลภ-พวกเปรมเป็นคนฆ่า)

3.ต้องส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเอาปัญหาความจริงของสังคมเป็นตัวตั้ง (กล้าพูดความจริงหรือเปล่า...กล้าฟังหรือเปล่า....จะหลอกจับติดคุกละซิ....ใครใช้เงินภาษีจัดพิธีกรรมฟุ่มเฟือย คุณหมอยังไม่กล้าพูดเลย)

4.การพัฒนาต้องมาจากรากฐาน สถาบันที่อาจมีส่วนช่วยได้คือมหาวิทยาลัย ต้องเป็นสถาบันที่ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งและแข็งแกร่งให้ท้องถิ่น ..(ทุกมหาวิทยาลัย แม้แต่ธรรมศาสตร์ก็สอนสร้างความแข็งแกร่งให้คนชนชั้นสูงเลย...สอนให้ยอมรับใช้ชนชั้นสูงตลอด)

5.ธนกิจการเมือง ประชาชนต้องมีความฝัน มีจินตนาการ และนำสังคมไปสู่สังคมแบบอารยะสังคม รวมถึงต้องไม่พยายามสร้างปัญหาที่จะนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่เพิ่มขึ้น

(ก็ตัวคุณหมอประเวศกับพันธมิตรเองนั้นแหละที่เป็นต้นตอของปัญหา....ประชาชนเขาฝันถึงประนิยมแล้วเขาก็ได้จากทักษิณ..พวกคุณศักดินาอำมาตย์หมอปรเวศนี่เองที่ดับฝันชาวบ้าน

ดับจินตนาการเขา...พวกคุณกำลังสร้างวิกฤติเพราะการสนับสนุนสมบูรณาญาสิทธฺที่พ้นสมัยไปนานแล้ว...แต่กลับมาอีก...ทุกอย่าง ทั้งคน เงิน กองทัพ ก็ถูกดูดไปรับใช้ทั้งหมด)

ละอองดาว

...สุดเลี่ยน เอียนอวก กับพวกปัญญาชนผู้สูงศักดิ์ มากคุณธรรม..

ดัคจริต เสแสร้ง เอาหน้า เพ้อเจ้อ ได้เป็น ตุ เป็นตะ
เคยมีไหม ที่ หมอประเวศน์ ..ดอก สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์
ที่ประณาม การรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙
ปาก พร่ำเรียกหา ประชาธิปไตย
ให้ทุกกลุ่มการเมือง เคารพ กติกาสากล
แต่การกระทำของพวกเขา ล้วนสนับสนุน พันธมิตรป่วนเมือง

ผู้แอบอ้างคุณธรรม เหนือกว่าใครๆ ตอบได้ไหม..
องค์กร จากคณะรัฐประหาร เช่น ส.น.ช. ค.ต.ส. ป.ป.ช.
มีความชอบธรรม อันใด..
หรือการรัฐประหาร เป็น จารีต ประเพณี ที่ละเมิดมิได้ไปเสียแล้ว

เป็นพวกท่านใช่หรือไม่ ที่ปูทาง ออกเทียบเชิญให้ ขบถ นำรถถังออกมา
ท่านมีความละอายแก่ใจหรือยัง.. ในสิ่งที่พวกท่านมีส่วนสำคัญ
ที่ทำให้สังคมไทยถอยหลัง เข้าสู่ภาวะวิกฤต กลียุค อนาธิปไตย

ปัญญาขนฝ่ายพันธมิตร เยี่ยงนี้
มิได้มีคุณค่า ต่อ ประชาชน
พวกเขา มักกล่าว ประณามตัวแทนที่ประชาชนเลือก
ใส่ร้าย ชาวบ้าน อ่อนด้อย โง่เขลา ไม่เข้าใจประชาธิปไตย
ออกมา ก็เพื่อเป็นข่าว..สร้างราคาให้ตนเอง

รอ........."ส้มหล่น" .......กระมัง

เรียนดี ทำดี ช่วยเหลือสังคม

ท่าน รตอ.ปุระชัย เมื่อครั้งเป็นรองนายกฯ ดูแลงาน สสส. ท่านต้องท้อแท้กับการต่อสู้กับพวกโกงในคราบชุดขาว กลุ่มคนเหล่านี้ ปากก็พร่ำพรรณนาแต่คำว่าคุณธรรม แต่กลับทุจริตงบประมาณกันอย่างเอิกเริก หลักฐานทุกอย่างชัดเจน
ท่าน ปุ เสนอให้เอาผิด แต่กลับถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มคนในระบบอุปถัมภ์
โดยเฉพาะคนแก่ที่อยู่นาน คนเสียงอ่อนเสียงหวานนี่แหละ ที่ออกโรงปกป้องเหล่าคนโกงชุดขาวทุกวิถีทางเพื่อให้ถลุงเงินประชาชนกันต่อไป จนท่าน ปุ ท้อแท้ และโบกมือลาการเมืองไปอย่างบอบช้ำ
คนชุดขาวและชายชราที่ปากพร่ำอย่าง แต่การกระทำอย่าง .................ท่านปุ ท่านสู้รบกับคนเหล่านี้ไม่ไหวหรอก

เบื่อหมออีกคน

ก็เพราะว่ามีคนอย่างหมอและเครือข่ายเยอะๆนะสิคะ ประเทศชาติถึงไม่พัฒนา

นี่เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งหรือเปล่าว่าพันธมิตรกำลังอ่อนแรง
ประเวสออกมาประคองกระแส
อาจไม่ตั้งใจก็ได้

มหาเทพ

บ้านเมืองวิกฤตเพราะศิษยืท่านพุทธทาส มหาจำลองแกนพธม. อ้างเป็นศิษย์ แต่ชอบจิกชอบตีตีกันเหมือนไก่ในเข่งที่เขากำลังนำไปจะแกง ศิษยืที่ดีต้องบูชาด้วยการปฏิบัติซิ และชาวพุทธที่นับถือท่านพุทธทาสหากชอบจิกชอบตีกันเองคงเป็นศิษย์แต่ปาก น่าสงสารหลวงพ่อพุทธทาสที่ทีศิษย์ไม่มีคุณธรรมดๆเลย?

สหการ

อยากจะขอเพิ่มอีกข้อที่ตรงกับข้อเท็จจริงปัจจุบันที่สุด ของสาเหตุวิกฤติปัจจุบัน คือการไม่อยู่กับร่องกับรอยของบุคคลสาธารณะ ผู้นำ นักวิชาการที่ไม่ได้มองผลประโยชน์ของชาวบ้านอย่างแท้จริง ด้วย

จักรราศี

ผมอ่อนอกอ่อนใจกับ ตาแก่คนนี้ แกเสนออะไรออกมา มันเป็นไปได้อยาก ตอน คมช.ทำรัฐประหารแล้วมีรัฐบาลสุรยุทธ นายประเวศ เคยพูดอะไรบ้างไหมเงียบไปตั้ง 17 เดือน ตอนนี้ออกมาปากสั่นจีบปากจีบคอ เอาอย่างผมดีกว่า บ้านเมืองปั่นป่วนอยู่ทุกวันนี้ เพราะพวกคนแก่ทั้งหลายที่กลัวสังคมจะลืมชื่อ ออกมากวนบ้านกวนเมืองคนแก่ทั้งนั้น ถ้าสงสารบ้านเมืองก็พากันเข้าวัดเข้าวาบ้างเถอะปล่อยให้คนหนุ่มที่มีแรง ความรู้ความสามารถมาดำเนินการณ์กับประเทศ กับบ้านกับเมืองดีกว่า ดูอย่างพล.ต.จำลอง แกอยากได้อะไร ถึงได้มานอนมากินข้างถนนให้คนเขาเดือดร้อน ทำไปไม่เล่นการเมืองในสภา

จันทร์

ผมเคยนับถือยกย่องหมอประเวศ เพราะเห็นว่าพูดถึงชุมชนชาวบ้าน พูดถึงพลังของประชาสังคม
แต่วันนี้หมอสิ้นแล้ว..หลังจากมีการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยา ฯ ยิ่งแล้วใหญ่
ผมเห็นแต่ความเลอะเทอะฝันเฟือนของหมอที่ผมเคารพยกย่อง
ยิ่งคราวนี้แล้วใหญ่ ทนไม่ได้ต้องตำหนิกับบ้างเดียวจะเหริงลอย
ชัดเจนมาก ผมยิ่งรังเกียจมาก เมื่อหมอไปพูดว่าเสียงของประชาชนไม่มีคุณภาพ
งง. ครับหมอ อย่างไรกันที่ว่าไม่มีคุณภาพ
เมื่อมวลประชาชนเขาตัดสินใจแล้วว่าต่อไปบ้านเมืองจะเอาอย่างนี้..ไปดูแคลนเสียงของประชาชนได้อย่างไร
อย่างนี้เรียกว่าเป็นการดูถูกประชาชน ซึ่งผิดหลักการที่หมอพูดมาเอง พร่ำมาเองเป้นสิบ ๆ ปี
นึกเสียดายตัวเองที่ทนหนั่งฟังทุกครั้งที่หมอไปพูดที่ไหน ๆ ผมจะตามไปฟัง
ถ้ารู้ว่าท้ายสุด "หมอ" มีทัศนะอย่างนีแต่ที่แรก ผมว่าได้ยินเสียง "หมา" เห่าจะเพราะกว่าเสียง "หมอ" เสียอีก
เวลพูดมักจะจีบปากจับคอพูดเหมือนนายชวน ฯ ทุกอย่าง
การจีบปากจีบคอพูดเป็นอาการของพวกนักแสดงละคร ซึ่งผมเห็นว่าทั้งสองน่าจะแสดงได้ดี
จนมีแม่ยกประจำตัวทุกคน..หรือใครว่าไง

อาจอง

เห็นด้วยอยางยิ่ง
ยุคฤษีครองเมืองน่าจะอวสานได้แล้ว

คมช

ทุกวันนี้ไอ้พวกพันทมิดมันทำให้วีรชน14ตุลาเสียหายหมด เพราะทำให้คนไม่มีความเชื่อถือคนที่มีอุดมการณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตยในอดีต ทีมาเรียกร้องเพราะประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น

ลุงโง่ย้ายภูเขา

สาเหตุที่ 6 ของวิกฤตชาติคือ นพ.ประเวศ วะสี และบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย

อินทรี

เมื่อก่อนเคยหลง รับฟัง บางครั้งหลงนับถือ
2-3 ปี มานี้รู้สึกทุเรศกับคน ๆ นี้มาก ๆ
รวมทั้งพวกวิญญูชนคนอื่น ๆ อีกด้วย

ทางใครทางมันครับ คุณประเวศ

คนไทยคนที่2

ได้อ่านสิ่งที่ประเวศ พูดกล่าวได้สั้นๆว่า ไอ้นี่ ป่วยหนัก ถึงขั้นตรีทูต เลอะเทอะเหลวไหลมันสิ้นดี พูดไปมั่วๆส่งๆเดชๆมันทั้ง5ข้อ เรียกได้ว่ายกอะไรมาเป็นตัวอย่างล้วนเอามามั่วมันทั้งสิ้น
จะยกตัวอย่างทั้งทีดันยกสหรัฐ มาเลย์ อินเดีย สวิส และแคนาดา ซึ่งที่มามันแตกต่างกันทั้งสิ้นและก็ไม่รู้ไปยกบุชมาทำไม ซึ่งไม่เห็นจะเกี่ยวข้อง พูดง่ายๆไม่ได้มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือความเป็นมาของประเทศเหล่านั้น
ปัญหาของประเทศนี้ที่มันมีมาตั้งแต่หลัง2475 นั่นคือ การที่เหล่าสากดินาอำมาตยาเน่า
ไม่เคารพต่อศักดิศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันต่างหาก
ไม่เคารพต่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะถ้าหากเคารพจริง มันย่อมที่จะไม่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญเฉลี่ยทุก3ปี
นี่ต่างหากคือปัญหาที่เป็นรากเหง้าของประเทศนี้ ที่ทำให้ประเทศนี้ ไม่อาจที่จะมีประชาธิปไตย
ที่เป็นแบบนานาอารยะประเทศได้ และจากปัญหาเดียวกันนี้เองที่ได้ทำให้ประเทศนี้ไม่อาจที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้
และด้วยปัญหารากเหง้าอันนี้นี่เอง มันจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการติดสินบน การคอรับชั่น
การค้ายาเสพย์ติด การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธเถื่อน การค้าของเถื่อน การค้าน้ำมันเถื่อน
การกดค่าเเรง การกักตุนสินค้า การปลอมปนสินค้า หมอดู หมอเสน่ห์เครื่องรางของขลัง
พวก18มงกุฏที่ต้มตุ๋นผู้คน พวกแชร์น้ำมันแชร์ลูกโซ่9ล9 มันถึงได้ระบาดหนักข้อขึ้นไปทั่วแผ่นดิน ขนาดยาเสพย์ติดที่ระบาดนั้นมันระบาดเข้าไปถึงโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมมันทั่วประเทศ
ส่วนสมภพ และสมบัติน่ะ ควรเลิกออกมามิสลีดดิ้งหรือนำพา ประเทศลงเหวได้แล้ว
เพราะน่าเบื่อมาก
ประเวศน์และพวก นั่นคือสมบัติ สมภพ น่าที่จะมีความรู้สึกสำนึกผิดบ้าง ว่าได้สร้างวีระเวรอะไรเอาไว้ จนประเทศชาติพังเละเทะ ภายใต้ฝีเท้าพวกทรราชที่ล้มกระดาน
นี่ถ้าเป็นในประเทศที่พัฒนาแล้ว พวกนักวิชาเกินที่ออกมาสนับสนุนพวกทรราชรัฐประหารนี่เป็นรับรองว่าไม่ได้มีผุดมีเกิด เพราะจะถูกนำไปสร้างเป็นอนุสาวรีย์แห่งความชั่ว ที่จะใช้สอนอนุชนรุ่นหลังว่าอย่าเอาไปทำอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ชาวบ้าน

......คนท่องแต่วิชา แต่ไม่เข้าใจชีวิตและสังคม ทำให้ตัดขาดจากวัฒนธรรม
ขณะที่ผู้นำประเทศมีความจำเป็นต้องเห็นความสำคัญของการศึกษา
บุคคลทั้ง 5 ประเภท คือ นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน
จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจรากฐานของสังคม

ด้านเศรษฐกิจหากหวังพึ่งเงินจากต่างประเทศจะเกิดผันผวนได้ง่าย เกิดวิกฤตซ้ำซาก
ดังนั้น ต้องสร้างความเจริญจากฐานจะมั่นคงกว่ายอด เพราะฐานจะรองรับด้านบน...

คนไทยแท้ๆ

ฮิ ฮิ ฮิ
ความคิดระดับอาจารย์ หมอ สุขุมคัมภีรภาพ ลึกซึ้ง เข้าถึงแก่น สติปัญญาสูงส่งเปี่ยมด้วยความเมตตาและปราถนาดี ค่อยๆอ่านค่อยๆทำความเข้าใจ ก็จะพอเห็นทางรอดของประเทศ และถ้านำมาทำให้เป็นจริงได้ในวิถีชีวิต ในสังคม และในวงการเมือง ประเทศเราต้องเจริญรุ่งเรือง มีความศิวิไลซ์ อย่างแน่นอน เสียดาย จะมีซักกี่คนที่สามารถเข้าใจแนวความคิดนี้ของอาจารย์จนมีจำนวนและมีพลังพอที่จะนำมาสู่การทำให้เป็นรูปธรรมได้ ในยุคนี้ ยุคที่คนไม่ยอมใช้สมองใช้แต่ ความเห็นแก่ตัวและมิจฉาทิฐิ ส่วนท่านอื่นๆนั้นกระผมจนด้วยเกล้า เห็นด้วยโดยบริสุทธิ์ใจจริงๆ โดยเฉพาะท่าน ว. สาธุ สาธุ สาธุ
อิ อิ อิ

เมตตา

คนที่โง่สุดๆ ก็เป็นราษฎร์อาวุโสนี่เอง..จะมีอะไรเลวไปกว่า การยกย่องตัวเอง...มันไม่มีประเด็นจะต้องพูดถึง การแก้ไขวิกฤตของชาติอีกแล้ว ชาวบ้านไม่มีใครพูดถึงวิกฤตกัน ชาวบ้านพูดถึงแต่คนก่อวิกฤต ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน นายประเวศฯไม่ทราบไปอยู่ที่ไหนจึงไม่รู้ว่า คนก่อวิกฤติเป็นใคร แต่ชาวบ้านเขารู้กันทั่วไปหมด...ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องน่าขัน ไม่มีใครจะทำ คนเสนอก็ไม่ได้ทำ สื่อก็เสนอแต่เรื่องที่ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ข้อเสนอมันเป็นสินค้าของสื่อ ขายได้เงิน ส่วนคุณภาพของสินค้าผู้เสนอไม่ขอเกี่ยวข้อง

เข้มแข็ง

ควรที่จะปล่อยให้คนหนุ่มสาวจัดการกันเองจะดีกว่า พวกท่านก็แก่แล้วไร้ซึ่งความสามารถที่จะจัดการในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่าทำเป็นโง่แล้วขยันในตอนแก่เลย

เตือนใจ

คุณหมอประเวศน่ารักมาก ท่านไม่เคยใช้เงินมูลนิธิสาธารณสุขจ่ายหนังสือพิมพ์ต่างๆให้ลงพิมพ์บทความที่ท่านเขียน ท่านไม่เคยจ่ายนสพ.แต่ละฉบับให้ลงข่าวทุกๆสัปดาห์ นสพ.ก็ไม่เคยล๊อคข่าวว่าจะลงให้ท่านทุกวันไหนของสัปดาห์ ไม่เคยมีการจ่ายเงินเลย
ววชิรเมธีก็ไม่สนิทกับเกษมวัฒนชัย ไม่เคยไปไหนด้วยกัน ไม่เคยพูดเวทีด้วยกัน เวลาบินไปไหน ววชิรเมธีก็ไม่เคยนำพระติดตามไปอีก สองรูป คนจัดงานไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางให้ สามองค์เลย
สมบัติ ธำรงฯอธิการบดีนิด้า นี่ก็ดีมาก ไม่เคยสนิทสนม กับธีรยุทธ ไม่เคยเป็นลูกน้องธีรยุทธ สมบัติ เป็นกลาง ไม่เคยสนิทกับประชาธิปัด ไม่เคยฝักใฝ่การเมืองของประชาธิปัด สมบัติวิจารรณ์ทุกฝ่าย แกวิจารณ์รัฐประหาร วิจารณ์พันธิมิตร วิจารณ์ประชาธิปัดแรงมาก แต่แกชอบทักษิณมากๆๆ เชียร์พลังประชาชนตลอด
เขาถึงได้จับแกมาอภิปรายคู่กับหมอประเวศ ววชิรเมธี ธีรยุทธ บุญมากมี และอานันท์ ปัญยาละมุน ไง เพราะพวกนี้ ต่างเชียร์ทักษิร เชียร์พลังปรชาชนมากกกกกจริงๆ
ล่าสุด คงไม่มีใครย้ายธงทอง จันทรางสุขไปอยู่สำนักงานการศึกษา คุมการศึกษาทั้งประเทศ แกคงเดินไปได้เอง ธงทองแกเก่ง
งานราชพิธี เขาคงย้ายแกไปสร้างนักศึกษารุ่นใหม่ให้กล้าคิดกกล้าวิจารณ์ กล้าโต้แย้งพันธมิตร กล้าว่าจำลอง เพราะธงทองแก่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกัน ไง ธงทองแกคัดค้านราชพิธีต่างๆมาก แกวิจารณืแรงงาน แกบอกว่าคนเราเกิดมาต้องเท่าเทียมกัน ห้ามมีอภิสิทธิชน ธงทองนี่แหละแบบอย่างของปัญณาชนชั้นนำไทย ที่ไม่กลัวใคร ไม่เคยเลียใครเลยไง

ดำ ดำ

ท่านที่ถูกพาดพิง โปรดอ่านด้วย

นักศึกษาสังคมศาสตร์

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำวิกฤตชาติแก้ไขยากก็คือ การที่คนไทยไม่ยอมฟังเสียงตัวเอง ไม่นึกถึงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่กลับไปฟังเสียงของคนอื่นที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นใคร เสียงใครก็ออกมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น แม่นบ่

เชิญเลย

โอ้โห พวกสมุนไอ้เหลี่ยม ใมแต่เก่งๆทั้งนั้น ขนาดอาจารย์หมอยัง สิวๆเลย พวกนักปราชญ์ ประชาไทนี่ดังๆทั้งนั้น สมสาก ไม่เจียมตัวงี้ วรเจตนาทราม งี้ เฮ้อ

สมศักดิ์ เจียมครับ ผมอยากจะบอกผ่านในนี้หน่อย คุณนี่เจ๋งกว่าธีรยุทธ มาก เกิด มาผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อคุณคตรั้งแรกก็ในนี้แหละ รู้สึกปราดเปรื่องเหลือเกิน ผลงานก็เยอะเนาะ ทำไมผมได้ยินแต่ว่าธีรยุทธเป็นผู้นำมาตลอด เห็นผลงานมาตลอด ตั้งแต่ยังเป็น นศ. รู้ว่าท่านเก่งสอบได้ที่หนึ่งประเทศไทย ไอ้เหลี่ยม กับท่านสมศักดิ์ สอบได้ที่เท่าไหร่ครับ เก่งขนาดนี้ น่าจะได้ที่หนึ่งของอเมริกานะ หรือของเขมร ก๊ากกกกกๆๆๆๆๆ

ประชาไทเชิญเก่งกันเข้าไป ดร.ของคุณนะ หัวกะทิทั้งนั้น ไหน บอกชื่อมาให้ฟังหน่อยซิ อย่า อิจฉาเขาเลย พวกพันธมิตรเขาคุณภาพกว่าเยอะ พิสูจน์ตัวเองมาแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่เอาแต่เห่าหอน กันเองในรู อะหึ อะหึ

ราษฎรเต็มขั้น

ไม่ต้องหมอประเวศมาชี้สาเหตุ ฉันนี่แหละจะบอกว่าสาเหตุของวิกฤตชาติที่แก้ไขยาก
มันมีสาเหตุที่แก้ไขยากคือ
1. มันมีการปฏิวัติรัฐประหาร แล้วตั้งคนของ คมช. มาเป็นตัวถ่วงความเจริญประเทศ โดยตั้งเป็นองค์กรอิสระ เช่น กกต. ปปช. สว.แต่งตั้ง
2. เอาคนของเด็จการมาควบคุมกระบวนการประชาธิปไตย จึงจะทำให้ประชาธิปไตย ต้องเดินไปตามคำสั่งเผด็จการ
3. การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ได้คนของประชาชนเข้ามา แต่ไม่ใช่คนของคณะเผด็จการ จึงบริหารประเทศไปท่ามกลางความขัดแย้ง
4. มีกลุ่มคนบางพวกที่มีบทบาทและอำนาจโดยการหนุนของเผด็จการ และให้ทำอะไรตามสะดวก ไม่มีการดีกขวาง หรือจับกุม เพียงแค่อยากให้พรรคการเมืองหนึ่งมามีอำนาจ เลยกีดกันการบริหารประเทศของพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา
5. มีรัฐธรรมนูญบางมาตรา ที่ยังอุ้มอำนาจของเผด็จการ และกีดกันให้พรรคการเมืองเกิดความอ่อนแอ และบริหารประเทศอย่างลำบาก เพราะอุจถูกยุบเมื่อใดก็ได้
นี่แหละคือปัญหา ไม่ต้องให้หมอประเวศมาชี้ ราษฎรอาวุโส ใครแต่งไม่รู้ ฉันนี่แหละราษฎรเต็มขั้น ตกงานหัวโต

อะตอม

ขอแยกวิเคราะห์ทีล่ะท่านตามนี้(ท่านหมอประเวศก่อน)
บทวิเคราะห์บ้านเมืองของท่านองหมอประเวศฯ ดูคร่าวๆเหมือนมีมิติที่ลึกหรือเข้าถึงแก่นแท้ของการเมืองหรือภาพปัญหาบ้านเมือง แต่ด้วยความที่ท่าน ไม่ได้เอาข้อมูลที่เป็นตัวแปรระดับต้นน้ำรากเหง้า เอามาประมวลผลรวม กับตัวแปรเงื่อนไขรวมของปัญหาคือน่าจะรู้อะไรเป็นอะไรดีที่เกิดขึ้นเพราะท่าน

อยู่และเห็น??? ในบ้านในเมืองเยอะแล้ว แต่การที่เจตนาจะไม่เอามาประมวณผลรวมตามตัวแปรที่เป็นตัวแปรหลัก อย่างที่ควร(คือที่แล้วมาไม่แตะเลย)แต่ครั้งนี้มีแค่เปรยๆ แล้วเลยข้ามไปเอาเรื่องอื่นมาโฟกัส
ดังนั้นเมื่อประมวลผลมาแล้วมันจึงขาดน้ำหนัก เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน ส่วนทางอื่นโดยเฉพาะปัญหา เชิงโครงสร้างและพฤติกรรมต่อความเข้าใจคาดหัวงต่อกระบวนการทางประชาธิปไตยไทย (ที่ผมเคยพูดไว้ในนี้หลายครั้ง) เรื่องรูปทรงปิรามิด ที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นรอยต่อชัดเจนจากล่างกลางบน จนมันแทบจะนิยามประชาธิปไตยไปคนล่ะทางของใครของมัน

เช่น"บน"ก็ใช้ใช้อำนาจแบบนักปกครองตามแนวคิดปลากระป๋องแห่งชาติแพคเกตเดียวรวมศูนย์(ส่วนจะเขวี้ยงหัวลงมาแบบประชานิยมหรือครอบหัวผ่านอำมาตย์ฯราชการที่มีรอยต่อจากระบบเจ้าขุนมูลนายเดิมนักปกครองรุ่นเก่า)เพื่อตอบโจทย์ รากหญ้าที่คาดหวังเข้าใจว่าขบวนการทางประชาธิปไตยคือผู้ปกครองต้องเป็นผู้ให้
ผู้ถูกปกครองจึงต้องรอรับการให้ ที่แย่งชิงพื้นที่กันระหว่างอำมาตย์(ราชการ)กับประชานิยมทุนนิยมสามานย์ มันไม่ได้สะท้อนความคต้องการตามกระบวนการทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นคือระบบตัวแทนที่จะต้องสะท้อนตามใบมอบอำนาจ
ไม่ใช่ได้รับมอบอำนาจแล้วก็ไปเติมคำลงไปในข้อสุดท้ายว่าอื่นๆอีกมากมาย อินฟิฯฯ@ฯ(อ่านว่าไปกันใหญ่เบล็ดเสร็จเด็ดขาดตามใจอำนาจในมือ) เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้จะใส่มิติแนวราบ หรือการสะท้อนกลับของการเมืองภาคประชาชน เรื่องนี้ที่นี่ก็พูดเรื่องพรบ.ชุมชน ที่ตกไปใด้ค่อนข้างลึกกว่า

แต่สรุปแล้วท่านอ.หมอประเวศฯก็ออกมาเกาๆอะไรไม่รู้ไม่ค่อยถูกที่คัน ดังนั้นมันจึงยังไกลมากกับข้อเสนอเรื่องทางออก เพราะโจทย์หลักปัญหาที่คันๆอยู่ท่านยังเกาไม่ถูกเลย
เพราะการวินิจฉัยโรคของท่านอ.หมอฯยังละเลยฐานข้อมูลสำคัญของอาการไข้ ผู้ป่วยเอดส์
ทั้งที่ท่านรู้แต่เลี่ยงไปเลี่ยงมา หันไปเอาข้อมูลข้อวินิจฉัยปลายเหตุของอาการแทรกซ้อน มาโฟกัส แบบนี้เดี๋ยวท่านก็สั่งยาแก้ปวดให้แบบนี้หมอตี๋ข้างชัวร์กว่

อะตอม

ส่วนท่านสมภพฯ นั้นค่อนข้างน่าสนใจกว่า เพราะประเด็นใหม่ที่คนเล่นน้อยแม้จะเป็นเรื่องปากท้องแต่คนโฟกัสเรื่องอื่นมากเกินไป เช่นวาทะกรรม "เศรษฐกิจพอเพียง"(ความพอเพียงเป็นเรื่องเหนือเรื่องเศรษฐกิจแต่ตีความลงมาขัดแย้งกับหลักเศรษฐกิจ)ที่ใช้กันผิดๆตีความจนนำไปใช้ผิดๆ(เหมือนถอดระหัสแผนที่ลายแทงผิด)ลามมาเป็นวิวาทะเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ
เช่นการพึ่งพาหลักๆของเศรษฐกิจไทยก็คือภาคส่งออกกับวาทะกรรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ขัดหลักอุปสงค์อุปทานที่ตัวตนจริงของเรื่องนี้คือ"พอดี"(สมดุล)ที่ถ้ายังไม่ ก็ต้องปรับเข้าหาจุดนั้นในอนาคตไม่ใช่"พอเพียง"ที่เป็นหลักปัจเจก(ศาสนา)สูงขึ้นไปๆเถียงกับความจริงของหลักเศรษฐศาสตร์โลก

ทีว่าเถียงตอนนี้คือเราพูดถึงการพึ่งพาตนเองแต่เศรษฐกิจหลักเราพึ่งพาภาคส่งออกเป็นหลัก แต่นำเข้า(วัตถุดิบด้านพลังงาน)มหาศาลตามนโยบายตำข้าวสารกรอกหม้อด้านพลังงานดำเนินนโยบายความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นหัวใจหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แบบตำข้าวสารกรอกหม้อ เอาจมูกที่เราไม่มีหายใจเป็นของตัวเอง(พลังงานน้ำมันดิบฟอสซิล)

ไปเซ้งผ่านนายหน้าหลายต่อแค่ระดับเสี่ยพุงกางปตท. ทั้งที่การต่อรองในความร่วมมือด้านพลังงานนั้น เอาขนาดรัฐต่อรัฐยังไม่พอการรวมตัว ระดับภูมิภาค มาต่อรองยังไม่รู้ว่าจะเอาอยู่ไหม แต่เรากลับเซ้งเรื่องแบบนี้ให้แค่ระดับเสี่ยพุงกางปตท. เอาไปดำเนินการทั้งหมด ควบคุมผ่านกฎหมายหลวมๆ
ทั้งที่ศักยภาพด้านการปลูกจมูกทางพลังงานทดแทนนั้นเราแทบจะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันทดแทนรายใหม่ได้ เป็นรองแค่บราซิล เพราะแหล่งวัตถุดิบตั้งต้นเรามีความสามารถผลิตได้ในระดับใกล้เคียงกัน แต่เราไม่ปลูกจมูกไว้หายใจหาว่าเป็นนโยบายปลูกมะตาลขาย สู้ซื้อมาขายไปผูกขาดฟันจมูกคนไทยด้วยกันแน่นอนกว่า ถึงก้อนราคามันจะเอาไปผูกติดกับระบบตระกร้าราคาโลกเกินไป จนนางเฮดฟัน มันเฉาะจมูกเอา

เพราะการจัดหาพลังงานไม่หลากหลาย เพราะอำนาจต่อรองต่ำ(เอาแค่ระดับเสี่ยนี่น่ะไปดูแลงานต่อรองระดับโลก) มันจะได้น้ำมันถูกๆแบบเอาไม้จิ้มฟันจีน(อาวุธเตรียมโล๊ะ)ไปยันเรือรบที่อิหร่านเห็นว่ามันมีค่าระดับนั้นจนต่อท่อน้ำมันตรงไปจีนชนิดที่นังเฮดฟันร้องไอ้หย๋า กลับมาให้นู๋ฟัวหัวแบะก่อนอาตี๋ ไปแบบนี้ได้ไง

นี่ล่ะครับนโยบายหลายอย่างมันพึ่งพาตนเองตรงไหน ตำข้าวสารกรอบหม้อกับเรื่องหัวใจเศรษฐกิจแบบนี้ มันใช่เหรอวิสัยทัดดอกไม้(บ้องหู)ของใคร เอาสัดดอกสองดอกดี

อะตอม

ส่วนท่านพระมหาวุฒิชัยฯ ขอนมัสการ พระนักเทศน์ชั้นนำ ที่มีเนื้อหาที่คมลึกเข้าถึงสังคมที่มีสีสันเป็นปัจจุบัน(แม้ท่านยังไม่ถึงขั้นพระที่มีลายธรรม(ที่คนธรรมดาเรียกว่าลายมือที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว)อย่างท่านพุทธทาส) หรือพระนักปฎิบัติระดับอริยะสงฆ์อย่างระดับหลวงปู่มั่น,หลวงปู่ชา,หลวงปูดุลย์,ที่มีบารมีธรรมระดับนั้น ยังเป็นการรวบรวมมาจำอวดอยู่ แต่จะมีพัฒนาการที่ดีมาก

และผมได้ข่าวว่าท่านจะขึ้นเทศน์ฯในเวทีพันธมิตร ผมฟังแล้วตกใจเลย??? ผมจึงเห็นว่าหันมาบริหารจัดการกับอัตตาของตัวเองและแม่นในจัดระเบียบขากับบทบาทหน้าที่ก่อน เพราะถ้าเราไม่แม่นยังสับสนในตรงนี้การที่จะไปสอนคนอื่นในสถานที่อโคจรต่อระดับพระนักเทศน์ที่เน้นธรรมะไม่ใช่ให้อัตตานำธรรมะเอาอัตตามาประกวดความถูกผิดที่ยังเป็นวิสัยฆาราวาส เมื่อปรับบารมีธรรมความเห็นชอบลงมาเท่ากันกับฆารวาสแบบนั้น มันจึงไม่มีใครที่จะมีบารมีธรรมเหนือใครไปสั่งสอนใคร???

เพราะนั้นคือท่านเดินตามวิถีโพธิรักษ์ฯ แม้จะเป็นแนวพุทธประยุกต์อีกแนวหนึ่งที่ยังไม่ขนาดประยุกต์ยกกำลังสองแบบมหายาน แต่มันยังไม่ขนาดเป็นนิกายที่ชัดเจน และคนทั่วไปยอมรับ จนมีปัญหากับเถรสมาคมฯที่เป็นองค์กรหลักได้พิพากษาไปแล้ว ถ้าระดับปุถุชนฆารวาสก็คือสั่งติดคุกบังคับคดีแล้วเป็นอาญาสงฆ์แล้ว

ผมจึงเห็นว่าจะสร้างความสับสนมากในหลายอย่างถ้าท่านจะขึ้นเวทีพันธมิตร แม้การโปรดสัตว์โดยหน้าที่ธรรมทูตนั้นเลือกสถานที่เลือกคนไม่ได้ แต่เลือกที่จะไม่เข้าไปสหบาทอัดตากับปัญหาหาการแบ่งข้างตีกันได้ เห็นว่าไม่บังควรอย่างยิ่งเพราะท่านยังเป็นพระที่สังคมเริ่มจะยอมรับมากที่อาจจะชี้นำอะไรๆหลายอย่างในการลงไปร่วมสหบาทกับกับกระแสแบ่งข้างนั้นถูกผิดดีชั่วตรงนั้นมันยังเทาๆเป็นมายา มันยังเป็นการหาข้อแก้ตัวให้กับความจริงกันอยู่ มีแต่ฝ่ายเทาๆไม่ใช่ขาวหรือดำหรือธรรมชัดเจน???

อั้ม

ความเห็นของคุณเตือนใจ คห 38 น่าสนใจนะจ๊ะ
แต่สงสัยว่าหล่อนใส่คำว่า ไม่ หรือจงใจใส่คำว่า ไม่ ผิดที่หรือเปล่า
เพราะเท่าที่ดูแล้ว นะ หมอประเวศ-ท่าน ว วชิร และศ.ดร.สมบัติ นั้น สุดยอดที่ปรึกษาเอกของกลุ่มพันธมิตรเลยนะจ๊ะ ส่วน ลุงธงทอง นั้น ยอดรับใช้อภิชนเลยนะจ๊ะ

สื่อกบฎ

สาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองวิปริตวุ่นวายคือ

การฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชซึ่งหมดไปแล้วเมื่อ 2475 โดยผ่านอำนาจทั้ง 3 คือนิติบัญญัติ ตุลาการและบริหาร

1.การประกาศใช้ รธน.2550 ผ่านคณะรัฐประหาร คมช....และมี สว.สรรหา...นี่คือระบอบสมบูรณ์ผ่านนิติบัญญัติ

2.การหนุนพรรค ปชป. คือการนำพลพรรคเข้ายึดกุมฝ่ายบริหาร..แต่ล้มเหลวโดยการเลือกตั้ง..จึงต้องแทรกแซงใหม่ด้วยการผ่านสมัคร ส่งเตช และโกวิท...เพื่อบรรลุความเป็นสมบูรณาผ่านฝ่ายบริหาร

3. ระบอบสมบูรณืผ่านอำนาจตุลาการ 100% แทบไม่ต้องทำอะไรในเชิงโครงสร้าง..เพียงชี้นำในรายละเอียด .. เช่น การถ่วงเวลา การเร่งเวลา การชี้ประเด็นให้ถูกให้ผิด ตามสั่ง เหมือนร้านอาหารตามสั่ง

คนไทยคนที่2

คห42 นี่เขาเรียกว่า ควา ย ไอ้ที่1 ประเทศไทยน่ะมันแทบไม่ได้วัดอะไรเลย
เพราะที่1 ประเทศนั้นพอเรียนระดับมหาวิทยาลัย ดันสอบตกซ้ำชั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้
นอกจากนี้ที่1 ประเทศไทย ที่บ้าไปหรือถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัยก็ยังเคยมี
ที่สำคัญ นักประดิษฐ์นักคิดค้น นักปรัชญาที่ได้รับรางวัลโนเบลทั้งหมด ล้วนไม่ใช่คนที่ประเภท เก่งเรียน บางคนในโรงเรียนยังไม่เคยได้เรียนเสียด้วยซ้ำอย่างเอดิสัน หรือฟาราเดย์
หรือขนาดไอน์สไตน์ขนาดสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรืออย่างวินสตันเชอร์ชิลรัฐนายกรัฐมนตรีรัฐบุรุษของอังกฤษนี่ก็ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่เรียนเก่งแต่ทว่า พวกเขาเหล่านี้ มีความมุ่งมั่นที่แท้จริงเคารพตนเองยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก

รากหญ้า ประชาไท

คราวที่แล้วไอ้หมอเวรนี่แหละมีเสนอข้อแนะนำ 9 ประการ ในการแก้ปัญหาทางการเมือง คราวนี้ออกมุขใหม่.. ชี้ 5 สาเหตุวิกฤตชาติ..มันคิดเรื่อยเปื่อย เพ้อเจ้อแบบว่า..กูนี่แหละพหูสูตร..ดูถูกนักการเมืองตามระบบรัฐสภา ดูแคลน- เหยียดหยามประชาชนที่เลือกพรรคพปช. ..หาว่าโง่เง่า ถูกเขาซื้อเสียง
แท้ที่จริงมันก็แสดงธาตุแท้ทางจิตใต้สำนึกที่..นิยมเผด็จการ..แต่ปั้นหน้าเป็นเจ้าไอเดีย แสดง
วาทกรรม ชอบชี้นำคนอื่น มันคงคิดว่าคนอื่นไร้ปัญญามั๊ง..ครั้งก่อนโน้นก็เห็นช่วยพรรคทรท.
อยู่พักหนึ่ง แต่พอนายกทักษิณไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ไม่ตอบสนองไอเดีย ไอ้หมอเวรคนนี้จึงถอนสมอออกมา แล้วก็เป็นปฎิปักษ์กับข้างนายกทักษิณตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเชิญเป็นที่ปรึกษามันก็โก้พอแล้ว แต่มันกลับทำตัว..เหมือนเจ้านาย..คิดว่าเสนอข้อคิดอะไรแล้วนายกทักษิณต้องทำตาม มันเลยเคยตัว คิดว่าป็นเจ้านายเขา พูดออกไปแล้วพรร ค/นายกทักษิณ
ต้องทำตามฉัน สุดท้ายพรรค ทรท.ก็อับเปหิให้ออกมา หมดราคาคุยไปตามระเบียบ
..ทำดีมาก็มาก ไหงกลับมาทำสารเลว เห็นเผด็จการเป็นเรื่องชอบธรรม อยากจะเรียกว่า..
..เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หวังเศษเนื้อข้างเขียงจากเผด็จการรูปแบบใหม่ จึงต้องทำงานหน่อย
เดี๋ยวจะไม่เข้าตาแมวมอง มันเป็นอย่างนั้นไปหมด หรือไม่จริงก็ตอบทางเว็ปนี้ได้นะ หลายคนรอคำตอบ

หมาน้อย

คห.42...คุณไม่รู้จักสมศักดิ์เจียม....เท่ากับที่รู้จักธีระยทธ....ที่คุณเชื่อธีระยุทธเพราะธีระยุทธมีชื่อเสียงกว่า....คุณไม่ได้เอาเหตุผล...ตรรกะ...แล้วก็ข้อมูล...พร้อมข้อเสนอของทั้ง2คนมาเปรียบเทียบกันเหรอครับว่า....ใครอยู่ข้างประชาชนผู้ทุกข์ยากอย่างแท้จริง....ใครมีแนวทางที่ยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการทหารและกลุ่มอามาตย์...ถึงว่าคุณคห.42...จึงถูกพันธมิตรชักจูงได้ง่ายเพราะคุณมีความคิดว่าคนที่มีชื่อเสียงเรียนเก่งถูกต้องกว่า.....คนที่จบป.6โง่เสนออะไรก็ไม่มีทางที่จะถูกต้องได้....นี่เป็นเรื่องหลักประชาธิปไตยโดยพื้นฐานน่ะครับว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการเสนอความคิดเห็น....หมอประเวศน่ะถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเป็นคนทำงานเพื่อสังคม....เป็นราษฎรอาวุโส....แค่นี้ก็เท่ากับว่าคนไม่เท่ากันแล้ว..ราษฎรคือราษฎร...ยายผม102ปีอาวุโสกว่าหมอประเวสตั้งเยอะไม่เคยยกตัวแบบนี้เลย....ถ้าคนมีพื้นฐานวิธีคิดว่าคนไม่เท่ากันเวลาเสนออะไรมักจะมองแบบหมอประเวศกับธีรยุทธ และอาจารย์อีกหลายๆคนที่สนับสนุนเผด็จการทหาร....ไม่เคยเชื่อว่าประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร...แก้โดยผ่านระบอบประชาธิปได้นี่แหล่ะ...เค้ามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหา...แต่โดนตัดตอนโดยการรัฐประหารตลอด....เช่นปี2516....มาโดนตอนปี19....หลังจากนั้นก็เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบมาตลอด....อยากถามว่านายกที่มีจากการเลือกตั้งในประเทศไทยมีกี่คนที่รอดพ้นจากการรัฐประหาร....อยากถามว่านายกที่มาจากการเลือกตั้งมีกี่คนที่อยู่ครบวาระ...และได้รับเลือกต่อ....ถ้าท่านเห็นปรากฏการณ์นี้ท่านจะทราบว่า....ประชาธิปไตยที่มันล้าหลังน่ะเพราะใคร....ความวุ่นวายที่มันเกิดอยู่น่ะเพราะใครคนกลุ่มไหน........

เสรีชน

IP 203.144.164 โพสเข้ามาป่วนในทุกกระทู้ในเวปนี้ และมักใช้ชื่อแฝงต่างๆ อาทิ ละเหี่ยใจ, คนไทยคนที่ 2, ชาวนนท์, Homo erectus, สาธุชน, อะตอม และอื่นๆ

สงสัยจะเป็น IP ของไอ้พวกสุนัขรับใช้จริงๆ เพราะมีเวลามาโพสเป็นร้อยๆ ครั้งได้ในบางกระทู้

บังวิน

สาเหตุที่ 6 ที่ทำให้ประเทศชาติวิกฤต ก็ตัว หมอประเวศ นั่นแหละครับ
ครับช่วยกันบอกแกด้วยครับ
แกคงจะยังไม่รู้ตัวครับ

เชิญเลย

ผมไปดูสามก๊กโจโฉแตกทัพมา ผมเลยขอถามหน่อย ถ้าผมเป็นแม่ทัพ เป็นเล่าปี่ ทหารหมื่นคนบอกให้ผมไปตีทางซ้าย ขงเบ้งบอกให้ตีทางขวา ถามหน่อย ผมควรไปทางไหน?

เมื่อคืนผมก็ดูซุนวู ช่อง pbs ซุนวูบอก ปราชญ์ หนึ่งคน มีค่ากว่า ทหารนับหมื่น

ยายคุณก็คน หมอประเวศก็คน เวลาคุณเป็นมะเร็งปากใกล้ตาย ก็ไปให้ยายคุณรักษาแล้วกัน ผมจะไปหาหมอ อาจจะหมอประเวศก็ได้ แกมีลูกศิษย์เก่งๆแยะ

คนที่ได้ที่หนึ่ง ประเทศจีนเขาเรียกจอหงวน เขาไม่ปล่อยให้หมามาตีเสมอ มาเลียปากอย่างเมืองไทยหรอก โดนชาวบ้านรุมกระทืบไปแล้ว อ.ธีรยุทธ พิสูจน์ตนโดยออกมาท้าทายอำนาจรัฐใช้ชีวิตเข้าแลกมาแล้ว พิสูจน์หัวใจกล้าแกร่งไม่กลัวใคร ไม่กลัวตาย ใครๆก็รู้ไม่ต้องพิสูจน์อะไร ไอ้พวกที่อ้างเป็นคนเดือนตุลา ตอนนี้ จริงบ้างมั่วบ้าง พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ใช่ไม่จริง แต่พิสูจน์ไม่ได้ อาจหลงไปซื้อหนังสือโป๊ที่สนามหลวง แล้วเขาไล่ยิงกันมาพอดี หนีตายมาได้ก็เที่ยวมาคุยโม้ว่าเป็นวีรบุรุษ ใครๆก็พูดได้ เป็นแค่ผู้ตาม ไม่มีใครเอาเรื่องเอาราวเกิดเรื่องก็มุด แกนนำสิถึงจะของจริง คนเขาเห็น เวลาจะโม้สังวรไว้บ้างไม่ใช่ไม่นับถือแต่มันแครงใจ กล้าหาญหรือพวกฉวยโอกาส ยังต้องพิสูจน์อย่าทำเป็นตีขลุมว่ากูละเจ๋ง อยากเจ๋งจริงไปเลยตอนนี้ไม่มีใครห้าม กลางท้องสนามหลวง ตะโกนได้เลย ประเทศไทยถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว กูจะล้มเจ้า ล้มทุน ล้มหัวทิ่มคี่ อะไรก้ไป ไม่ต้องกลัวติดคุก วีรชนติดคุกทุกคน มรึงอยากเป็นวีรชนคนแรกที่ไม่เคยติดคุกเหรอ ไอ้ บ้า จะไม่ขี้ขลาดเหมือนนายมมรึงไปหน่อยเหรอ ไม่มีใครห้ามมรึงเลยถ้าอยากเก่งอยากแสดงออกอย่างที่อ.ธีรยุทธ ทำ เพียงแต่ทำให้ได้อย่างเขาก่อน แล้วค่อยมาเห่า ไอ้ ควา ย

ลิงลม

ไอ้คนที่ 42 ไปเลียก้นของไอ้สนธิ เจ็กที่มามีอิทธิพลเหนือคนโง่ ๆ แถวมัฆวาน ชอบกันจังพวกกวนเมือง ชอบกันจัง ยกย่อง เทิดทูน ทั้งพระปลอม ทั้งคนที่มาเล่นการเมืองแบบเถื่อน ๆ ชอบจริงจริงนะ ประเทศไทยกำลังเจริญ แต่มีพวกนี้แหละที่ถ่วงความเจริญ รักกันมาก จัง พวกสนธิ สนธิดี ดี สนธิสู้สู้ จำลองสู้สู้ สุริยะไสสู้สู้ สันติอโศกสู้สุ กินผักสู้สู้ รูปแบบประชาธิปไตยของคนปึก และโง่ คือประชาธิปไตยริมถนน ประชาธิปไตยของอารยชนต้องสวยงาม เป็นระเบียบ อยู่ในระบบ ไม่ใช่พวกกวนเมือง นะ 42

ขอเพิ่ม

ขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งค่ะ คือ "ขี้เกียจ แต่บริโภคนิยม"

เพลา

ดีๆทะเลาะกันเข้าไป
นี่แหล่ะสาเหตุ ซึ้งรึยังหมอ

ไม่ต้องเชิญ

คนชื่อเชิญเลยมันเป็นใคร เสนอปัญหา-ข้อสังเกตที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนมีการศึกษานะ
บอกว่าสมศักดิ์ไม่เก่งเพราะไม่สอบได้ที่ 1 เหมือนธีรยุทธ บ้าจริง เขาวัดความคิดการเมืองกันแบบนี้ที่ไหนกัน
ในประเทศที่มีทหาร อาวุธ ข้าราชการ และอภิชนเป็นใหญ่นั้น จะต่อสู้แบบสนธิ-ยะใสอีกกี่ล้านครั้ง ก็อย่าเรียกเลยว่ากล้าหาญ เพราะอายหมามัน พวกนี้ลุกขึ้นมาโดยรู้อยู่ว่ามีลูกพี่หนุนเต็มที่ ทั้งเปรมิกา พวก รถคันยาวๆๆๆๆ และสมุนเป็นพรวน รถสีเดียวกัน โอ๊ย อย่างนี้ ใครสู้ก็มีแต่ชนะกับชนะ เพราะงบเพียบ ลูกพี่ช่วยเต็มที่ คณะสมุนก็หมอเวศ พระวชิระเมธี ดร.สมบัติ นิด้า ไชยันต์ไชยพร สุรัตน์ โหราถลากุล สุรพล นิติไกร สุรชัย ศิริไกร จรัส สุวรรณลา ธีรยุทธ บุญดี นี่หรือนักสู้ผู้กล้า แหม ประเทศมันถึงได้ฉิบหายมาถึงเพียงนี้ มีแต่พวกมันที่รวยเอาๆๆๆๆๆๆ

อะตอม

ครับพึ่งมีเวลากลับมาคุยที่ค้างไว้ ของอ.สมบัติ ที่ผมจับประเด็นที่จะโฟกัสยาก เพราะท่านคุยหลายประเด็นมาก เอาทีละย่อหน้าแล้วกัน
ย่อหน้าแรก"anomy"นี้ น่าจะเทียบเคียงสิ่งที่ผมเคยพูดไว้ เรื่องสภาวะ"CHAOS"เป็นเรื่องที่ผมเอาทฤษฎีทางฟิสิกส์มาเปรียบเทียบ แม้มันไม่ตรงทีเดียว แต่มันอธิบายกรรมทางฟิสิกส์ได้ในระดับที่อธิบายความซับซ้อนของกฏแห่งกรรม ที่ภาคแสดงมันแอพซอร์พแปรค่า ไปตามตัวแปรเงื่อนไขปัจจัยอะไรในระบบที่มาตกกระทบ การส่งกรรมลงไปในระบบ ที่สภาวะ"CHAOS"

คือในสภาวะที่ระบบจัดการกับปัญหาไม่ได้ เป็นความสับสนวุ่นวายที่ออกแบบไม่ได้เพราะในระบบมีแต่ผู้เล่นมีแต่ผู้ส่งกรรมมีแต่ผู้ที่นิยามประชาธิปไตยหรือเข้าใจกระบวนการทางประชาธิปไตยแบบของใครของมัน แต่เอาอัตตานำว่าของฉันคือความถูกต้อง เพราะในระบบที่ไม่มีใครฟังใคร ไม่ยึดกลไกกติกาไม่ยึดบทบาทหน้าที่ เพราะระบบมีแต่ผู้เล่นแม้แต่กรรมการที่เคยมีก็แค่เคยมีแต่ผันตัวเองมาเป็นผู้เล่นหมดมีแต่การกล่าวหามีแต่สาระพัดขาที่ลงไปคลุกฝุ่นคลุกก้านคอกันสหาบาทสหบาทากันฝุ่นตลบ???

ที่มีสาระพัดความต้องการความคาดหวังแต่กลไกไม่สามารถบริหารจัดการในระบบได้ซึ่งสภาวะแบบนี้สิ่งที่ระบบควรจะทำอย่างยิ่งคือลดเงื่อนไข หันมาจัดระเบียบขาของตัวเองตรวจสอบตัวเองก่อนไปตรวจสอบขาคนอื่น เพราะสภาวะที่อัตตา ล้นระบบ จึงต้องใช้วิธีการบริหารจัดการด้วยการลดอัดตตาลดเงื่อนไข หันมาจัดระเบียบขาหรืออัตตาในตัวเองก่อน

นั้นคือรู้,รักษ์ฯสิทธิเคารพสิทธิตัวเองและผู้อื่นแสดงบทบาทไปตามหน้าที่ ไม่ใช่เป็นผู้เล่นไปในทุกเรื่องทุกงาน แบบพาลเถอะมิตรแม้เราจะตรวจสอบไปตามบทบาทหน้าที่ได้ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่นด้วย ด้วยการเอาเหตุผลมาคุยกันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่สร้างบรรยากาศสหบาทสหบาทา

สร้างหลุมดำของความเกลียดชังเกินข้อเท็จจริงของเนื้อหาความขัดแย้งด้วยเงื่อนไขแบบม็อบ ควรหัดใช้เวทีที่เป็นอารยะอื่นบ้างประชุมปัญญา ภายใต้เงื่อนไขและสถานที่ที่เหมาะสม เช่นเวทีดีเบต เวทีประชุมปัญญาที่ไม่สร้างเงื่อนไขเกินไป เอาความรู้ที่พันธมิตรมีมาแสดงออกให้สง่างามกว่านั้นยกระดับตัวเองให้สูงกว่าข้างถนนแบบนั้น
นั้นคือมิติของการตรวจสอบตัวเองก่อนจัดระเบียบขาตัวเองเพื่อลดเงื่อนไขวิวาทะกรรมออกไป เพื่อสร้างบรรยากาศแบบประชุมปัญญาหาทางออกร่วมกันไม่ใช่ประชุมปัญหาสร้างเงื่อนไขตะโกนด่าทอกันข้ามกำแพงอัตตาแบบนี้

อะตอม

ส่วนย่อหน้าที่สอง ที่พูดถึงคำพูดทักษิณที่ว่า"สักวันจะกลับมานั้น" ผมเชื่อว่าเป็นการพูดที่ให้ความหวังจริงกับสาวก แต่เนื้อหาในข้อเท็จจริง ผมยังเชื่อว่า กลับจะไปสร้างแรงเสียดทานให้ตัวเองและเพื่อนๆโดยเปล่าประโยชน์

ควรคุยกันวงในมากกว่าถ้าเจตนาแบบนั้น ผมว่าเขาพยายามที่จะสื่อสารแบบบอกใบ้ให้ความหวังตัวเองมากกว่า เพราะตอนนี้อำนาจต่อรองนั้นถูกลดทอนตัดตอนไปเยอะ เงินส่วนหนึ่งถูกอายัดและอำนาจศรัทธาบารมีของอีกขั่วอำนาจยังแรงมาก ดังนั้นตอนนี้ยิ่งดิ้นยังเหมือนงูมัดหางตัวเอง

ทางที่ดีควรหยุดสร้างแรงเสียทานให้กับตัวเองและพวกพ้อง(และการเอาตัวรอดแบบเผาบ้านตัวเอง) ผมเข้าใจตรงนี้ท่านโดนคนเดียวไม่เป็นธรรมเพราะคนสร้างเงื่อนไขไปแบบที่ท่านต้องออกตัวไปแบบนั้นเป็นทางเดียวที่ตัวเองจะรอด นั้นคือดีสเครดิตรกระบวนการที่รุมเล่นงานตัวเอง เพราะสถานการณืออกแบบมาแบบนี้มันทำไปแล้วเสียหายไปแล้ว(ปฎิวัติ(ปัสวะรดที่นอน)เผาบ้านตัวเอง)

มันกลับไปแก้ไม่ได้มันเป็นบาดแผลไปแล้วสิ่งที่ควรคือต้องประคองสถานการณ์ร่วมกันไม่ให้เสียไปกว่านี้นั้นคือตีแมวเผากุฏิวัดวอดไปแล้วให้มันวอดแค่ในวัดในบ้านอย่าไปส่งออกความขายหน้าแบบคนบ้าถือไฟ ไล่แมวไกลไปถึงรอบโลกอะรควรทำไม่ควรทำประจานหรือไม่ประจานตัวเองตรวจสอบก่อนค่อยทำ???

อะตอม

ย่อหน้าที่3 เรื่องร.บ ชุดสมัครนี้ เรื่องยุบสภาฯหรือไม่ยุบผมว่าลองดูเนื้อหาของความเสียหายที่อาจจะมาจากความต่อเนื่องของงานบริหารที่เป็นสูญญากาศมาหลายปี ชั่งน้ำหนักกับตัวแปรเงื่อนไขที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าให้ดี(ผมเชื่อว่าวันเป่าปี๊ดล่าสุด(ที่ร.บจะขอแก้ร.50)ของพันธมิตรมีสัญญานไฟเขียวจาก???)

กลิ่นปัสวะ(ปฎิวัติ)ฉุนมากดีที่เขาถอย(ยกกองทัพนปก.กลับ)และยอมเลื่อนฯ วันนั้นเขาประกาศกลางม็อบเลยว่าจะมีอะไรใครส่งสัญญานอะไรมาให้นั้นคือสิ่งที่ผมเห็นว่าเงื่อนไขปัสวะไม่ใช่จะหมดไป ใครหาว่าผมตื่นตูมพันธมิตรเองถ้าวันนั้นไม่หูฝาดหูเสียคงได้ยินการแอบอ้างทุกคน???

เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจริงมันมีจุดร่วมในความคิดต่างเรื่องแก้ร.50 แต่ขึ้นอยู่กับการตั้งแง่ที่จะสร้างเงื่อนไขให้จุดร่วมในความคิดต่างหาทางออกร่วมกันไม่ได้ ถามพันธมิตรเรียงตัวสิเอาจริงๆแล้วพันธมิตรยังสับสนเรื่องนี้ และพูดอะไรเลยข้ามการแก้ร.ไปหา70/30คือแนวคิดตัวเองกลับหนักกว่าของฝากรัฐบาล ถ้าหาว่าเขาเป็นโจรแก้กฏหมายเพื่อหนีแต่วิธีการของพันธมิตรกลับมหาโจรกว่าๆ ต่อเงื่อนไขร.50

สับสนในตัวเองไหม ผมเคยท้าพันธมิตรหลายรอบเรื่องแก้รัฐนูญขึ้นเวทีดีเบตดีกว่า การส่งตัวแทนเช่น อ.ด.รกมลที่ค้านเรื่องแก้อย่างที่เหตุผล แต่เนื้อแท้ก็ไม่ได้ปฎิเสธการแก้ร.50ผมพูดๆไว้ในนี้ค่อนข้างเยอะตอบโต้9อ.ที่ออกมาตอบโต้5อ.จธรรมศาสตร์เรื่องแก้ร.50ตามนี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=11733&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=

และนี่คือก็เรื่อง70/30ของพันธมิตร

http://www.prachatai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=12706&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

สรุปเรื่องร.50ประเด็นมันไม่ใช่แค่เขียนกติกาที่เข้มขึ้นยาแรงขึ้นเพื่อแก้พฤติกรรมนักการเมือง นั้นคือการมองเฉพาะเป้าหมาย แต่วิธีการนั้นมันกลับทำให้ทำลายหลักการณ์ต่างๆ ทั้งนิติรัฐนิติธรรม ตลอดจนขัดแย้งในตัวมันเองของข้อกฎหมายในหมวดสิทธิฯ นั้นคือการมองเป้าหมายอย่างเดียวจนละเลยวิธีการว่ามันขัดแย้งตัวมันเองไหม และเรื่องนี้มันไฟ้ต์ระดับเสาคานขื่อ คือโครงสร้างหลักเสียด้วย

บ้านเอียงอย่างไรช่างมัน แต่ให้มันตรงตามอัตตาฉันคนมีอำนาจในการเป็นผู้คุมแบบผู้ออกแบบ อำมาตย์ตาเหล่ฯมา บ้านก็เอียงตามเหล่แบบนั้นเหรอ???

อะตอม

อ้อขอต่อเรื่องรัฐธรรมนูญอีกนิดหนึ่ง ผมว่ารัฐบาลชุดนี้ อย่าเหิมเกริมไปสร้างเงื่อนไขสร้างแรงเสียดทานเรื่องร.50โดยไม่จำเป็น(เพราะคงไม่ทันกับเจตนาแก้เรื่องยุบพรรคแล้วเขาจะเชือดแล้ว) แบบนี้
ควรถอยมาระดับหนึ่ง(ผมเห็นว่าถ้าเสื้อมันคับมากก็แค่ปลดกระดุมบางมาตราก่อนที่จะเลือกตั้งใหม่ เช่นวิธีการเลือกหรือที่มาส.สที่ค่อนข้างสับสน) เอาประเด็นสำคัญๆเฉพาะหน้าก่อนเลือกตั้งและหลายฝ่ายตกผลึกแล้วว่ามีปัญหาโดยเฉพาะฝ่ายค้านเห็นตามมีกรรมาธิปการศึกษาร่วมกัน ฟันธงว่าตรงนี้แก้ได้สังคมตอบรับ

แต่อันไหนที่เป็นเงื่อนไขมากๆอย่าพึ่งแตะ เพราะร.บชุดนี้กล่าวหาว่ากระบวนการของ50มาจากเผด็จการปลายกระปืน แต่พวกคุณกลับจะใช้เผด็จการในสภากระทืบซ้ำปัญหาอีก เพราะมันก็จะไม่จบลงง่ายๆเรื่องแก้นี้มันจะวนสร้างเงื่อนไขไม่มีวันจบเพราะเรายังติดกรอบเผด็จการทั้งคู่
ผมจึงเห็นว่ากระบวนการจะต้องเป็นที่ยอมรับที่สุด สสร3. อาจจะต้องถึงขั้นนั้นเพื่อให้จบปัญหาสนิทใจกว่า เพราะนั้นคือแก้เงื่อนไขไปด้วย ไม่ใช่แก้ไขตอนนี้แต่สร้างเงื่อนไขต่อไปเรื่อยเพราะ อ้างสิทธิของตัวเองฝ่ายเดียวแบบมัดมือชกคนอื่น มันจบไม่ลงหรอกครับอย่าดันทุรัง
ถ้าอึดอัดนักก็แค่ปลดกระดุมบางมาตราอย่าพึ่งถอดเสื้อผ้า เดี๋ยวหมาจะไล่งับนั้นเอา???

ส่วนย่อหน้าสุดท้ายของคุณสมบัติเรื่องทีมาส.สนั้นเราต้องสังฆยาณาเรื่องการยึดโยงภาคประชาชนของที่มาส.สด้วยกฎหมาย(ออกแบบใหม่ตอนแก้ร.50) ต้องกำหนดระดับกิจกรรมที่ยึดโยงภาคประชาชนระดับชุมชนแบบใหม่แบบไหน ไม่ใช่ยึดโยงแค่อำนาจทุน อำนาจเงินในโครงสร้างกิจกรรมการหาเสียง

รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้นแบบพรรคการเมืองแบบโครงสร้างพันธมิตรนี่ก็เอาบางส่วนไปประยุกต์ได้ หรือพันธมิตรเองจะผันตัวเองไปเป็นต้นแบบพรรคการเมืองแบบใหม่ก็ได้ท่านจำลองว่าไง เอาจริงผมจะ ขอเป็นที่ปรึกษา(คงยากเพราะท่านอีโก้สูง) ผมว่าเรื่องนี้ต้องใช้กระบวนการคิดแบบใหม่ และสังฆยาณาใหม่เราจะได้ที่มาส.สที่มีคุณภาพ
ไม่ใช่เอามาตรการกฏหมายไป ด่านเดียวในการพยายามสกรีนแบบมุดรูเข้าบ้านทั้งที่โครวสร้างคุณภาพส.สไม่ได้มีแค่ปากประตูทางเข้า โครงสร้างมันมีอะไรบ้างในตัวปัญหา ก็ต้องลงไปให้ถึงตรงนั้นไม่ใช่แค่ออกแบบประตูให้มุดรูเข้าแบบนี้ เพราะเจตนากันแมวมันไม่ชอบแฉะสกปกแบบรู
เพราะคนน่ะไม่ใช้แมวมุดรอดมาได้ก็มาแบบเด๋อด๋า ตูจะรอดไม่รอดหว่ายุบไม่ยุบไม่เป็นอันทางงานทำการ ครึ่งปีไปแล้วมีแต่เรื่อง

อะตอม

ครับนี่คือข้อเสนอหนึ่งที่ผมพยายามจะนำเสนอผ่านที่นี่มานานสมัยพรบ.ชุมชนถูกชงเรื่องตอนนั้นแต่เป็นหมัน เจ้ากระทรวงคนชงเรื่องโดนระบบอำมาตย์ฯที่เป็นที่มาของเขากดดันเพราะมันดันไปไฟ้ต์กับความีอยู่เป็นอยู่ของอำนาจนักปกครองแบบนั้นของตัวเนื้อหาพรบ.ชุมชน

http://www.prachathai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=12642&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

เพื่อเพิ่มอำนาจภาคประชาชนให้ถ่วงดุลกับอำนาจนักปกครองท้องถิ่นกำนันผ.ญ(นักปกครองอำมาตย์ราชการตัวแทนมหาดไทยเดิม) และ อบต. นี่ก็เป็นมือเป็นไม้ต่างตอบแทนของ นักปกครองนักเลือกตั้งระบบทุนสามานย์เพื่อตัดตอนอำนาจอำมาตย์ราชการ แต่ยังไม่มีพื้นที่จริงๆของการเมืองภาคประชาชนคนพื้นที่ที่จะสะท้อนความต้องการของตัวเองในอัตลักษณ์ท้องถิ่น

อบต.เหมือนใช่แต่สภาพจริงๆกับเป็นตัวแทนนักปกครองระบบทุนสามานย์การเมืองเป็นมือไม้ให้ประชานิยมระบอบทักษิณนักปกครองระบบทุนนักล่า ในการใช้นโยบายปลากระป๋องแห่งชาติ คิดเสร็จแพคเกตเดียวจากส่วนกลางปาลงไปตามแบบประชานิยมที่สร้างระบบนิเวสน์แบบนักล่าโลกาฯจนมันอาจจะไปกระทบวิถีชีวิตดั่งเดิม มาวิ่งตามปลากระป๋องทุนนิยมนักล่า ที่ใครปรับตัวไม่ทันเปิดไม่เป็นก็เป็นเหยื่อ เหมือนหมาเห็นปลากระป๋องที่อบต.เป็นตัวแทนทหารราบของระบบทุนในการปาลงพื้นที่

ที่ต้องปรับตัวเปิดเป็นจึงจะได้กินและเป็นแพคเกตเดียวรสชาติเดียวรวมศูนย์จนมันไปออกแบบสร้างผลกระทบวิถีชีวิตดั่งเดิม เช่นกรณีปัญหาใต้กับการให้ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง แต่ขยันปาลงไป จนเขาร้องเอ๋ง(ที่แปลว่าเอ็งตายเอาอะไรมาปาหัวข้า)เป็นการให้ที่คิดเองจากนักปกครองสองขั่วสลับกันลงไปปกครองและบางทีแย่งกันสัมปทานอำนาจประชาชนหรือท้องถิ่นมาผูกขาดออกแบบทางเดินให้ท้องถิ่นที่บางทีไม่ได้สะท้อนตัวตนของคนในท้องถิ่นตรงนั้น

บทสรุปคืออบต.ที่บอกว่าคือการกระจายอำนาจ แต่ตัวตนคือทหารราบของระบบทุนที่ต่างตอบแทนกันเช้งผลประโยชน์ท้องถิ่น และอำนาจบริหารท้องถิ่นมาเก็บไว้ที่ระบบนักปกครองอีกฝ่าย พรบ.ชุมชนในต้นแบบที่ผมพูดไว้ในนี้(หาไม่เจอขี้เกียจค้นอันนั้นจะสมบูรณ์และพูดไว้ทุกแง่มุมกว่าที่เอามาแปะ) แต่เรื่องนี้เป็นหมันครับเจ้ากระทรวงคนเสนอถึงกับเดี้ยงเป็นโรควูบ และเรื่องนี้ก็ผ่านมาวูบเดียวในความหวังการเมืองภาคประชาชนหรือเวทีภาคประชาชนที่แท้จริงวูบมาก็แว้บไป???