ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 10 กันยายน 2551

 

 





การเมือง

นปช.ทวงสัญญาพันธมิตร สมัครพ้นเก้าอี้-ต้องพ้นทำเนียบ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวทีต่อต้านพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย บริเวณท่าน้ำนนทบุรี ช่วงค่ำที่ผ่านมา (9 ก.ย.) มีประชาชนประมาณ 3,000 คน  ร่วมฟังการปราศรัยชี้แจงของแกนนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)   มีแกนนำสำคัญร่วมปราศรัย อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายวิสา คัญทัพ และนายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกบ้านเลขที่ 111  ปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยนายอดิศร กล่าวว่า เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตามเงื่อนที่เรียกร้องคือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งแล้ว เหตุใดไม่สลายการชุมนุมพ้นจากทำเนียบรัฐบาลตามที่ให้สัญญาไว้

 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เวทีคืนนี้ มีคุณยายชบา สิงหกลางพล พี่สาวของนายณรงค์ศักดิ์ กอปรไธยสง ผู้เสียชีวิตจากการปะทะของผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ  เมื่อคืนวันที่ 2 ก.ย. นอกจากนี้ มี นายวีระภัทร คันธะ ตัวแทนนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และนายชลิต พิศวง ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมขึ้นเวทีพร้อมแสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมกลุ่มกับนักศึกษาที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุว่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ไปร่วมด้วยเพราะเห็นว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคารพหลักการของประชาธิปไตย  นักศึกษาที่ไปเข้าร่วมน่าจะโดนชักนำจากกลุ่มคนที่คนที่ไม่หวังดีอ้างเอานักศึกษาเป็นเครื่องมือ และมีเพียงส่วนน้อย จึงอยากจะฝากให้เพื่อนนักศึกษาเหล่านั้นกลับมาเรียนตามปกติ เนื่องจากกำลังจะใกล้สอบแล้ว หากเกิดการผิดพลาดขึ้น ใครจะรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว

 

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

 

กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 ยกคำร้อง "ปู่ชัย" ถือหุ้นบ.รับสัมปทาน เหตุ "ประทานบัตร" ไม่เข้าข่าย

 

กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 "สมชัย-สดศรี-ประพันธ์ " มีความเห็นให้ยกคำร้อง "ปู่ชัย" ถือหุ้นบ.รับสัมปทาน เหตุ "ประทานบัตร" ไม่เข้าข่ายเป็นสัมปทานรัฐ โดยผู้ขอต้องเสียค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ ยังพบว่าไม่เป็นการผูกขาด

 

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกร้องว่าอาจกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งอาจทำให้ความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลงตามมาตรา 106 (6) ว่า ที่ประชุมกกต.มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอมา เนื่องจากบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด ที่ภรรยาของนายชัยถือหุ้นอยู่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 นอกจากนี้ ประทานบัตรที่บริษัทดังกล่าวได้รับ ก็ได้รับตามพ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ซึ่งเป็นเสมือนใบอนุญาตให้เอกชนเข้าดำเนินกิจกรรม โดยผู้ขอต้องเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งต่างกับการขอสัมปทานจากรัฐ เช่น การขุดเจาะปิโตรเลียม การขอสัมปทานเก็บรังนก อันนี้จึงจะถือว่าเข้าข่ายสัมปทาน

 

 

นายประพันธ์ กล่าวว่า กรณีของบรษัทศิลาชัยเป็นการขอประทานบัตร เพื่อระเบิดหินในพื้นที่ดินของเอกชน ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และมีการดำเนินการมาก่อนที่นายชัยเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันในที่ดินบริเวณดังกล่าวยังมีเอกชนรายอื่นขอประทานบัตรระเบิดหินในลักษณะเดียวกันอีกนับ 10 บริษัท จึงไม่เข้าข่ายการผูกขาด ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายที่ว่าบุคคลในครอบครัว คือสามี ภรรยา บุตร ถือหุ้นหรือบริษัทสัมปทานจากรัฐ ดังนั้น ที่ประชุมเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 จึงมีมติยกคำร้อง ส่วนเสียงข้างน้อยนั้น มีความเห็นให้สอบสวนเพิ่มเติม

 

 

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีของนายชัย คงใช้เทียบเคียงการสอบสวนการถือหุ้นของส.ส.และส.ว.ตามที่มีการร้องเข้ามาไม่ได้ เนื่องจากเป็นการถือหุ้นคนละลักษณะ ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่มีการถือหุ้นของส.ส.และส.ว.ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากที่จะต้องสอบเป็นรายบุคคล  ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องรออีกสักระยะหนึ่ง

 

 

ด้านนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านการสืบสวนสอบและวินิจฉัย กล่าวว่า เสียงข้างมาก 3 เสียง ประกอบด้วย ตน นายประพันธ์และนางสดศรี สัตยธรรม ซึ่งในส่วนของตนเป็นเสียงข้างมาก ที่เห็นตามที่คณะอนุฯ เสนอว่า กรณีสัมปทานเป็นการที่ไปขออนุญาตประกอบกิจกรรมในที่ดินที่เป็นของหลวง ขณะที่ประทานบัตรเป็นการขออนุญาตในที่ดินที่เป็นของตนเอง ซึ่งในชั้นการสอบสวนของคณะอนุฯ เสียงข้างมากก็เสนอให้ยกคำร้องเช่นกัน

 

 

ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวว่า ส่วนตัวตนไม่ติดใจ เพราะไม่ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์เข้ารับสัมปทานจากรัฐ แต่เป็นลักษณะของการขอประทานบัตร เป็นการขออนุญาตรัฐที่กฎหมายกำหนดให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของตนเองที่มีแร่ และตนก็เห็นตามที่อนุกรรมการมีมติ 4 ต่อ 1  เสนอให้ยกคำร้อง ส่วนเสียงข้างน้อยของอนุฯ ขอให้สอบหาพยานหลักฐานเพิ่ม และกกต.เสียงข้างน้อยก็มีความเห็นให้สอบเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นบุคคลในเครือญาตินายชัย  ตนคิดว่าความเห็นคงไม่ต่างจากพยานของฝ่ายผู้ถูกร้องมากสักเท่าไร

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

 





เศรษฐกิจ

การเมืองยื้อเศรษฐกิจพัง! รัฐบาลเตรียมถอยยก เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดแถลงข่าวด่วนภายหลังการประชุมคณะกรรมการว่าขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้เร็วที่สุดหากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ต่อไปหรือไม่ได้มีผลบังคับใช้และไม่เป็นประโยชน์ เพราะ พ.ร.ก.นี้ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทย

 

นอกจากนี้ ยังต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองเจรจาเพื่อหาทางออกและข้อยุติโดยเร็วด้วยวิธีที่สันติ โดยคำนึงถึงประโยชน์ โดยรวมของประเทศชาติ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน แม้ขณะนี้จะยังกระทบไม่มากนักแต่หากปล่อยให้สถานการณ์ ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นและจะทำให้ แก้ปัญหาได้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะหาโอกาสที่เหมาะสมเสนอความคิดเห็นนี้ต่อภาครัฐต่อไป

 

นายประเสริฐยังกล่าวว่า จากการสำรวจของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนของสมาคมบริษัทจดทะเบียนเมื่อปลายเดือน ส.ค.นั้น ยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะขยายตัวได้ 5% แต่ขณะนี้หลังเกิดเหตุรุนแรงทางการเมืองและมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนกังวลว่าประเด็นทางการเมืองกลายเป็นความเสี่ยงที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนให้ความกังวลมากที่สุด หากยังปล่อยให้ ปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีหลังชะลอตัวทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่วนข้อเสนอให้ทำประชามติรับฟังความเห็นของประชาชนว่าเท่าที่ทราบอาจต้องใช้ระยะเวลานานจึงเกรงว่าหากรอเวลาแล้วความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะเดินหน้าไปอย่างไร

 

มูลค่าตลาดหุ้นหาย 1.77 ล้านล้านบาท

ด้านนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีการชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 26 พ.ค. จนถึงล่าสุดวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวลงไปแล้วถึง 229.79 จุด หรือลดลงถึง 26.24% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ราคาตลาดรวมลดลง 1.77 ล้านล้านบาท หรือ 25.73% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปแล้วกว่า 108,901 ล้านบาท ขณะที่ทำให้มูลค่าการซื้อขายจากครึ่งปีแรกซื้อขายเฉลี่ยวันละ 18,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้ได้ลดลงมาเหลือเฉลี่ย 10,000 ล้านบาท และบางวันลดลงมาเหลือแค่ 6,000-7,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้นับตั้งแต่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินพบว่า ทั้งดัชนีหุ้นและมูลค่าการซื้อขายได้ปรับตัวลงมามากขณะที่ยอดขายสุทธิของต่างชาติก็ได้เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ เพราะนักลงทุนต่างชาติเกิดความไม่มั่นใจและไม่เข้าใจต่อการประกาศภาวะฉุกเฉินคิดว่ามีความรุนแรงและเข้าใจว่าเป็นการประกาศทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากกระทบต่อการลงทุนตลาดหุ้นแล้วยังกระทบต่อการท่องเที่ยวรวมทั้งการตัดสินใจเข้ามาร่วมงานโรดโชว์ "ไทยแลนด์โฟกัส" ที่ตลาด หลักทรัพย์ได้เชิญนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่างชาติเข้ามาร่วมงานในไทยด้วย

 

ซึ่งพบว่าผู้จัดการกองทุนต่างชาติมีความกังวลกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน หลายคนได้ชะลอการตัดสินการเข้าร่วมแต่ไม่ถึงขั้นยกเลิกแต่ขอดูสถานการณ์ก่อน ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์จึงหวังว่าจะมีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนที่จะมีงานไทยแลนด์โฟกัสในวันที่ 17-19 ก.ย.นี้ ด้านนางภรณี ทองเย็น ในฐานะตัวแทนสมาคมนักวิเคราะห์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. สมาคมได้ปรับลดมุมมองดัชนีปีนี้จาก 900 จุดลงเหลือ 825 จุด ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจขยายตัว 5% และผลกำไรบริษัทจดทะเบียนโต 21%

 

ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตนจะนำความเห็นของภาคเอกชนที่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินเสนอให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 9 ก.ย. รับทราบด้วย

 

เอกชนต้นทุนพุ่ง-เงินไหลออก

นายบดินทร์ อูนากูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นส่งผลให้บริษัทจัดเครดิตเรตติ้งเตรียมทบทวนอันดับเครดิตของประเทศไทย ว่าจะคงระดับที่เสถียรภาพหรือปรับลดเครดิต หากเป็นการปรับลดอันดับเครดิตจากมีเสถียรภาพเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยต้องขายเงินลงทุนเพื่อนำเงินออก และเงินลงทุนใหม่ก็จะไม่เข้ามาลงทุนในไทยเนื่องจากมีความเสี่ยง ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ไปแล้ว 100,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ถ้ามีการปรับลดอันดับเครดิตจะส่งผลให้ต้นทุนการเงินปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลไม่สามารถออกพันธบัตรหรือกู้เงินจากต่างประเทศมาทำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลได้ ขณะที่ภาคเอกชนต้นทุนการเงินก็จะปรับขึ้นเช่นกัน เพราะออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ต้องเสียดอกเบี้ยสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เองต้นทุนการเงินก็ปรับขึ้น จากที่มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ให้ดอกเบี้ยสูง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 8 ก.ย.ว่า ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นได้อย่างร้อนแรงตลอดทั้งวัน โดยสามารถมาปิดตลาดที่ระดับสูงสุดของวัน ที่ 665.66 จุดเพิ่มขึ้น 19.86 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 12,295.85 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,243 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ทะยานขึ้นจากที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการจะเข้าอุ้ม 2 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ คือแฟนนี่เมย์และเฟดดี้แม็ค รวมถึงปัจจัยจากภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กว่า  6  เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลมาอยู่ที่  106  เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดหวังว่าประเด็นการเมืองน่าจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงระดับหนึ่ง หลังมีการคาดการณ์ว่าจะมีการยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรมออกมาเปิดเผยภายหลังจากการหารือกับนายกรัฐมนตรี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดที่ 2 ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ จะมีการพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลืออีก 4 เดือนและทบทวนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และเห็นว่าตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.51 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ระดับ 101,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่เมื่อสิ้นไตรมาสแรกหรือในเดือน มี.ค.51 อยู่ที่ระดับ 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่ากับว่าในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกแล้วประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 300,000 ล้านบาท

 

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

 

ธุรกิจเฮ"สมัคร"ปิ๋วเชื่อเศรษฐกิจดีขึ้นวอนอย่าดื้อกลับมา

หอการค้าฯ เหนือ-อีสาน เชื่อบรรยากาศทางการเมืองคลี่คลาย หลัง "หมัก" ตกเก้าอี้ แนะยุติบทบาท พร้อมแนะวิธีลงให้สง่างาม ต้องขอโทษ ปชช.ด้วย ย้ำหากดื้อดึงกลับมาอีกรอบ ชาติวิกฤติกว่าเดิมหลายเท่าแน่ คาดช่วงสุญญากาศ ศก.เสียหายนับแสนล้านแน่ ขณะที่ภาคธุรกิจจี้เร่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหอการค้าภาคอีสาน เปิดเผยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของการเมืองไทย เพราะเมื่อนายสมัครพ้นจากตำแหน่งแล้ว หากพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ยังคงมีมติให้การสนับสนุนนายสมัคร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนั้น อยากจะให้พรรคร่วมรัฐบาลคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน เพราะเมื่อนายสมัครขาดคุณสมบัติ ความรู้สึกของคนไทยก็รับไม่ได้แล้วเช่นกัน

 

"แม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว นายสมัครจะสามารถกลับเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ขณะนี้ประชาชนเขาเสียความรู้สึกไปแล้ว และแม้ว่าจะมีการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หรือแม้แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา ก็มีผลเท่ากันเพราะเขาอยู่ฝ่ายเดียวกัน ก็เหมือนกับการที่ปลาเน่าตัวหนึ่งก็เหม็นทั้งข้อง  ความรู้สึกของประชาชนคือรับไม่ได้ เพราะไม่มีความชอบธรรมแล้ว ดังนั้น การจะเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องเคารพเสียงของประชาชน"

 

นายทวิสันต์ชี้ว่า เบื้องต้นอยากให้นายสมัคร เคารพคำตัดสินของศาล และถอยออกมาดีกว่า เพราะจะต้องให้เกียรติประชาชน ด้วยการออกมากล่าวขอโทษประชาชน และยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น ซึ่งคิดว่าจะได้ใจเป็นอย่างมาก อย่าไปพยายามแก้ไขทางเทคนิค เพราะยิ่งแก้ ประเทศชาติก็จะวุ่นวาย

 

ทั้งนี้ หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างที่มีการสรรหานายกฯ และรัฐมนตรีในระยะเวลา 30 วันนี้ คาดการณ์ว่าในทางเศรษฐกิจประเทศชาติได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เพราะในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจะทำอะไรก็ทำได้ไม่เต็มที่ และจะส่งผลทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศชะลอการลงทุน

 

เช่นเดียวกับ นายเฉลิมชาติ นครังกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ มองว่า หลังนายสมัครพ้นจากตำแหน่ง เชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการเมืองคลี่คลายไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้ เพราะในส่วนของกลุ่มพันธมิตร ก็ยังไม่ยอมสิ้นสุดการชุมนุม คงรอว่าใครจะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งนายสมัครเองก็มีสิทธิหวนกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ในด้านเศรษฐกิจเองก็เชื่อว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ จะช่วยให้บรรยากาศด้านเศรษฐกิจคลี่คลายไปได้เช่นกัน แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทุกภาคส่วนยังต้องจับตามองความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความหวังให้นักธุรกิจ นักลงทุน คลายความตึงเครียดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นกับการตัดสินใจของนายสมัคร ว่าจะกลับมารับตำแหน่งนายกฯ  อีกหรือไม่

 

"หากนายสมัคร ยอมยุติบทบาทของนายกฯ เพียงเท่านี้เชื่อว่าจะได้รับคำสรรเสริญ และเป็นการลงจากตำแหน่งที่สวยงาม แต่หากยังดื้อรั้น กลับมาอีกครั้ง สิ่งที่จะตามมาก็อาจจะรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยวที่ตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ถือว่าเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศให้ตกต่ำเพิ่มขึ้น" นายเฉลิมชาติกล่าว

 

 นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานหอการค้าไทย ยอมรับว่า ภาคธุรกิจรู้สึกไม่สบายใจกับปัญหาที่ยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศชาติ ควรถอยหลังคนละก้าว และรัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน วงกว้าง และอาจถึงขั้นปิดกิจการ หากจบเร็วก็จะเป็นสิ่งที่ดี หากยืดเยื้อต่อไปอาจถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย ซึ่งไม่ดีต่อภาคธุรกิจ

 

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจต่อสถานการณ์การเมืองที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในปัจจุบัน ว่า กลุ่มภาคธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์มากถึงร้อยละ 39.3 ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางได้รับผลกระทบร้อยละ 21.2 ธุรกิจรายย่อยได้รับผลกระทบร้อยละ 39.5 ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยอมรับกระทบยอดขายลดลงร้อยละ 32.8 กระทบต้นทุนร้อยละ 15.6 กระทบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการร้อยละ 12.2 และทำให้กำไรลดลงร้อยละ 6.4  สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภาคบริการร้อยละ 57.1 ดังนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามจึงอยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงสถานการณ์และไม่อยากให้ยืดเยื้อ ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลกระทบวงกว้าง อยากให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว

 

ในมุมมองของนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ได้สอบถามกลุ่มภาคอุตสาหกรรมส่งออก 7 สาขา จำนวน 315 ตัวอย่าง ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมยืนยันว่าจากปัญหาการเมืองมีผลต่อภาคธุรกิจส่งออกทั้งสิ้น ซึ่งจากการประเมิน หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขัดแย้งทางการเมือง มูลค่าส่งออกปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 19   กรณีมีข้อยุติทางการเมืองระยะสั้น ปิดท่าเรือกรุงเทพ 3 วัน กระทบต่อมูลค่าส่งออก 338 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท 11,584 ล้านบาท หรือกระทบต่อการส่งออกทั้งปีร้อยละ 0.2 ทำให้มูลค่าส่งออกขยายตัวร้อยละ 18.8

 

ทั้งนี้ หากขัดแย้งและยืดเยื้อระยะกลางและปิดท่าเรือกรุงเทพ 7 วัน กระทบยอดส่งออกโดยรวมประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท 41,151 ล้านบาท โดยกระทบยอดส่งออกทั้งปีร้อยละ 0.7 ส่งผลให้มูลค่าส่งออกขยายตัวร้อยละ 18.2 หากขัดแย้งยืดเยื้อระยะยาวและปิดท่าเรือกรุงเทพ 30 วัน และปิดท่าเรือแหลมฉบัง 7 วัน จะกระทบยอดส่งออกโดยรวม 11,464 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท  393,214 ล้านบาท โดยกระทบยอดส่งออกโดยรวมทั้งปีร้อยละ 6.3 ส่งผลให้การขยายตัวการส่งออกปีนี้เหลือร้อยละ 11.5 เท่านั้น

 

นายอัทธ์กล่าวว่า ทั้งเจ็ดอุตสาหกรรมอยากให้สมมติฐานดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้น อยากให้ปัญหาการเมืองจบลงเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อยอดส่งออก ขณะเดียวกันยังกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมภาคบริการด้านต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งหาทางออก เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง เพราะนอกจากกระทบภาพรวมการส่งออก การท่องเที่ยว และยังกระทบอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง

 

นายวันชัย รัตนวงษ์ ประธานศูนย์ศึกษาโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางศูนย์ได้สำรวจกรณีที่พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หยุดให้บริการเพื่อเรียกร้องกดดันรัฐบาล แม้สถานการณ์การให้บริการจะคลี่คลายและเปิดให้บริการตามปกติ แต่ก็มีผลกระทบด้านการขนส่งสินค้าและการให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวกรณีหยุดให้บริการ 3 วัน ผลกระทบจะมีปริมาณกว่า 3,900 ล้านบาท หยุด 7 วัน กระทบประมาณ 9,200 ล้านบาท หากหยุด 1 เดือน ผลกระทบจะมีมากถึง 3.9 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มให้บริการด้านขนส่งหรือผู้ใช้บริการไม่อยากเห็นผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้น

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางศูนย์ประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 3 กรณี คือ เหตุการณ์ยุติทันทีและไม่มีความรุนแรง ซึ่งกรณีนี้ได้รวมผลกระทบไม่ว่าการบริโภค การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเป็นผลกระทบรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ร้อยละ 0.2-0.37 ทำให้ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากเดิมร้อยละ 5.6 ลดลงเหลือร้อยละ 5.2-5.3

 

อย่างไรก็ตาม กรณียืดเยื้อแต่สามารถจบภายในเดือนกันยายน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมต่อจีดีพีร้อยละ 0.42-0.65 ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวร้อยละ 4.9-5.1 และหากยืดเยื้อประมาณ 1-3 เดือน ผลกระทบต่อจีดีพีโดยรวมจะอยู่ที่ร้อยละ 0.76-1.33 ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 4.5-4.8 ทางศูนย์คาดว่าแม้สถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ โอกาสเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตอยู่ในระดับร้อยละ 4.9-5.1 ก็เป็นไปได้สูง ซึ่งทางศูนย์จะประเมินภาพรวมเศรษฐกิจอีกครั้ง และในวันที่ 11 ก.ย.นี้ ศูนย์จะแถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่ความเชื่อมั่นด้านต่างๆ บนพื้นฐานของสถานการณ์การเมืองจะลดลง และมีผลต่อจิตวิทยาให้ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย หรือลดการบริโภคลงภายในครึ่งหลังปีนี้

 

ที่มา: www.komchadluek.net

 

ครม.ทิ้งทวนมโหฬารซื้ออาวุธ-ย้ายขรก.เอาใจรากหญ้า

 

ครม.สัญจรทิ้งทวน อนุมัติงบซื้ออาวุธให้กองทัพกว่า 6 พันล้าน เทงบมหาศาลให้อีกหลายหน่วยงาน เอาใจชาวรากหญ้าทั่วประเทศ ดันให้ใช้น้ำประปาฟรีเหมือนคนกรุงนาน 6 เดือน พร้อมย้ายข้าราชการอุตลุด ดัน "วินัย" จากผู้ตรวจฯ คั่วอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ พร้อมโยก "สมชาย ชุ่มรัตน์" ข้ามห้วยจากอธิบดีโยธาฯ ผงาดปลัดกระทรวงแรงงาน

 

น่าสังเกตว่า การประชุม ครม.สัญจรแบบทิ้งทวน ที่ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา มีการอนุมัติงบประมาณจำนวนมากให้หลายหน่วยงานอย่างผิดสังเกต รวมทั้งมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายในระดับสูงอีกหลายตำแหน่งด้วย

 

ทิ้งทวนงบซื้ออาวุธกว่า6พันล.

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมครม.อนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้อปืนกลเล็กขนาด 5.56 มม. จำนวน 531 กระบอก เป็นเงิน 142,276,691 บาท ซึ่งเป็นการซื้อโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาลจากประเทศอิสราเอล โดยให้ยกเว้นภาษีอากรทุกชนิด ขณะเดียวกัน ยังอนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้ออาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานระดับต่ำ ชนิดประทับไหล่ยิง แบบนำไปด้วยบุคคล จำนวน 36 หน่วยยิง ด้วยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล จากรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย วงเงิน 132,4 02,102 บาท โดยยกเว้นภาษีศุลกากร และอนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้อปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มม. จำนวน 15,037 กระบอก เป็นเงิน 1,012,604,512 บาท จากรัฐบาลอิสราเอล รวมทั้งอนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือยกพลขึ้นบก จำนวน 1 ลำ เป็นเงิน 4,943,854,120 บาท เพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติการทางทะเลในการบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการฝึกของกองทัพเรือ

 

นอกจากนี้  ครม.ยังอนุมัติ ให้กองบัญชาการกองทัพไทยดำเนินการจัดซื้อระบบทำแผนที่ด้วยแสงเลเซอร์ หรือไลท์ดีเทคชั่นแอนด์เลชชิ่ง พร้อมเครื่องบิน จำนวน 12 รายการหลัก 13 รายการย่อย โดยวิธีจีทูจีจากรัฐบาลแคนาดา ในราคา 552,449,580 บาท

 

เมื่อถามว่า ทำไมจึงมีการอนุมัติให้กองทัพจัดซื้ออาวุธจำนวนมาก พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าวว่า  ไม่ทราบ แต่เมื่อมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ก็ต้องอนุมัติในวันเดียวกัน

 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอขออนุมัติงบประมาณปี 2551 สำหรับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ จำนวน 774 ล้านบาทเศษ โดยแยกใช้จากงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จำนวน 328 ล้านบาท และขอจากงบกลางจำนวน 446.4 ล้านบาท (รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น)

 

ทั้งนี้ ในจำนวนงบทั้งหมดทั้ง 774 ล้านบาทเศษนั้น แบ่งเป็นค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าสำรวจและออกแบบอาคารรัฐสภา 100 ล้านบาท ค่าศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม 5 ล้านบาท ค่าก่อสร้างอาคารวางศิลาฤกษ์ 73 ล้านบาท ค่าก่อสร้างอาคารที่พักโครงการอุตสาหกรรมทหาร 100 ล้านบาท ค่าชดเชยและค่ารื้อย้ายองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 50 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายจากงบกลาง 446.4 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อที่ดินบริเวณใกล้โรงงานสารส้ม ถ.ศรีสมาน จ.นนทบุรี พื้นที่ 39 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา

 

"นายกฯ ได้กล่าวในที่ประชุม ครม. ด้วยว่าโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยสรุปว่าสร้างบนพื้นที่ที่เกียกกาย เพราะถือว่าเหมาะสมที่สุด" นายณัฐวุฒิกล่าว

 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบตามที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)  เสนอโครงการ "ทำดีมีงานทำ" สำหรับเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณ 3 แสนคน ในจำนวนดังกล่าวเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว 1 แสนคน เหลืออีก 2 แสนคน ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกชักจูงให้ไปกระทำผิดกฎหมาย ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะถูกชักจูงเข้าสู่กระบวนการก่อเหตุความไม่สงบ จึงอนุมัติวงเงินงบประมาณ ปี 2551 จำนวน 500 ล้านบาท และปี 2552 จำนวน 500 ล้านบาทเช่นกัน

 

นายณัฐวุฒิแถลงว่า ที่ประชุมครม.ยังได้อนุมัติให้ประชาชนในชนบทที่ใช้น้ำประปาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ประปาเทศบาล ประปาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ประปาหมู่บ้าน ทั้งหมดจำนวน 709 แห่ง ประมาณ 698,386 ราย ที่ใช้น้ำไม่เกิน 50 ลูกบาศก์เมตร ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติขยายพื้นที่รับผิดชอบชดเชยใช้ค่าน้ำประปาฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 - มีนาคม 2552 ซึ่งประมาณการงบประมาณอยู่ที่ 540 ล้านบาท

 

โยกขรก.ระดับสูงหลายกระทรวง

ในส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ก็มีการอนุมัติในหลายตำแหน่ง น.ส.วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง นายสมชัย อภิวัฒนพร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต และนางรวิฐา พงศ์นุชิต รองอธิบดีกรมสรรพากร เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป และยังได้อนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังให้นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 - 30 กันยายน 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

 

นอกจากนั้น ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง 1.นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง 2.นายอุทิศ ธรรมวาทิน รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็น อธิบดีกรมศุลกากร 3.นายเทวัญ วิชิตะกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็น อธิบดีกรมธนารักษ์ 4.นางเสาวนีย์ กมลบุตร ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ กรมสรรพากร เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง 5.นายวินัย วิทวัสการเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็น อธิบดีกรมสรรพากร 6.นายศุภชัย จงศิริ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง 7.นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

 

ในส่วนกระทรวงคมนาคม เห็นชอบแต่งตั้ง 1.นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เป็น รองปลัดกระทรวงคมนาคม 2.นายไมตรี ศรีนราวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เป็น รองปลัดกระทรวงคมนาคม 3.นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และ 4.ให้นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นปลัดกระทรวงคมนาคม

 

น.ส.วีรินทร์ทิรา กล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบแต่งตั้ง นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ เป็นประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย แทนนายสมศักดิ์ บุญทอง ที่ลาออกไป และเห็นชอบแต่งตั้ง นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็น อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และนายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงคุณภาพ เป็น รองปลัดกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นต้นไป

 

ขณะเดียวกัน  ยังเห็นชอบแต่งตั้งให้ นายสมชาย ชุ่มรัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน แทนนายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ที่เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

 

น.ส.วีรินทร์ทิรา กล่าวอีกว่า ครม.เห็นชอบแต่งตั้งนายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ และนายโกวิทย์ เพ่งวาณิชย์ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. แทนบุคคลที่เกษียณอายุราชการไป 2 ราย รวมทั้งอนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้แก่ นายปราโมทย์ วิทยาสุข อีก 1 ปี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 - 30 กันยายน 2552

 

สมัครเดินตลาดอารมณ์ดีแต่เช้า

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ (9 ก.ย.) นายกฯ ยังคงอารมณ์ดี โดยบอก ครม. และกำชับให้ที่ประชุม ครม.เลิกประชุมก่อนที่จะได้เวลาศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย เพราะต้องไปฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คงไม่บอกว่าเป็นที่ไหน อย่างไรก็ตาม หากรัฐมนตรีคนใดที่เดินทางมาโดยรถส่วนตัวก็ขอให้เดินทางไปเที่ยวที่ จ.หนองคาย เพื่อไปดูตลาดริมโขง ไปพูดคุยกับชาวบ้าน นอกจากนี้ นายสมัครยังกระเซ้ารัฐมนตรีของพรรคชาติไทยด้วยว่ากำลังขออนุญาตนายบรรหารว่า วันอังคารหน้าจะไปประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สุพรรณบุรี

 

ก่อนหน้านั้น ภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในการเดินทางมาเป็นประธานการประชุม ครม.สัญจรนัดแรกของรัฐบาล ที่ จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 06.00 น. นายสมัครเดินทางออกจากกองบิน 23 ซึ่งอยู่ติดกับค่ายประจักษ์ศิลปาคม ที่ใช้เป็นสถานที่พักค้างคืน ไปยังร้านชัยเซ้ง เพื่อรับประทานต้มเลือดหมู

 

จากนั้นได้เดินเยี่ยมชมตลาดสดเทศบาลเมืองอุดรธานีอย่างอารมณ์ดี ได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี บางคนก็นำดอกกุหลาบและพวงมาลัยมามอบให้ พร้อมบอกให้สู้ๆ ต่อไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า มีพ่อค้าแม่ค้าบางคนในตลาดใส่เสื้อสีดำ และแสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อเห็นนายสมัคร แต่ก็ไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร อย่างไรก็ตาม นายสมัครซื้อของสดหลายอย่างกลับไปด้วย เมื่อผู้สื่อข่าวเห็นว่านายกรัฐมนตรีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงเข้าไปสอบถามว่า การที่อารมณ์ดีวันนี้แสดงว่ายอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายสมัคร ได้แต่ยิ้ม ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ

 

เวลา 07.00 น. นายสมัครเดินทางมายังศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุม ครม.สัญจร ทันทีที่มาถึงก็ได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะเป็นประธานมอบธงในโครงการ "จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วันสร้างสามัคคี" ให้แก่นายอำเภอ นายกเทศมนตรี นายก อบต. ใน จ.อุดรธานี และ จ.หนองบัวลำภู จำนวน 60 ธง หลังประชุมครม.เสร็จจึงเดินทางกลับกรุงเพทฯ ในเวลา 12.55 น. ด้วยเครื่องเจ็ตสตรีม ของกองทัพอากาศ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี มีกลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลสวมเสื้อสีแดงจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาให้กำลังใจนายสมัคร และ ครม. พร้อมกับชูป้ายผ้าเขียนข้อความว่า "ยินดีต้อนรับและขอสนับสนุนนายกฯ และครม." "ขอต้อนรับ ครม.สัญจรที่อุดรธานี" เป็นต้น

 

ที่มา: www.komchadluek.net

 

ทำใจค่าFTจ่อขึ้น10สต. กฟภ.เปิดไฟฟ้าเติมเงิน

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า การพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือน ต.ค.51-ม.ค.52

 

อยู่ระหว่างการศึกษาตัวเลขต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันและอาจส่งผลให้ค่าเอฟทีขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 สต.ต่อหน่วย แต่จะพยายามดูแลไม่ให้กระทบกับประชาชน โดยเตรียมแนวทางบริหารค่าเอฟทีให้ ปตท.ทำแนวโน้มราคาก๊าซฯ ในระยะยาว  เพื่อหาค่าเฉลี่ยและใช้วิธีเกลี่ยค่าเอฟทีที่จะปรับขึ้นไปอยู่ในรอบถัดๆ ไป คาดได้ข้อสรุปปลายเดือนนี้

 

รายงานข่าวระบุว่า  ประเมินเบื้องต้นค่าเอฟทีงวดนี้อาจพุ่งขึ้นถึง 30-45 สตางค์ต่อหน่วย  จากต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นที่ระดับ  220-230  บาทต่อล้านบีทียู  จากก่อนหน้านี้  200 บาทต่อล้านบีทียู

 

นายประสิทธิชัย  วีระยุทธวิไล  ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายธุรกิจบริการเครือข่ายสื่อสาร บริษัท  สามารถ  เทเลคอม  จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดให้บริการมิเตอร์ไฟฟ้าแบบเติมเงินโดยมีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าในกลุ่มร้านค้าและสถานที่ก่อสร้างที่ต้องการใช้ไฟเพียงชั่วคราว

 

การเปิดให้บริการครั้งนี้ สำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการควบคุมการใช้ไฟฟ้าหรือไม่ต้องการจ่ายค่าบริการแบบรายเดือน   ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเติมเงินได้ในในราคา   150-1 หมื่นบาท  โดยในปีแรกบริษัทตั้งเป้าผู้ใช้บริการเบื้องต้น 5 แสนราย

 

ที่มา: ไทยโพสต์

 

ธนินท์ชูปลูกพืชGMO หนุนค้าปลีกบุกไทย

เจ้าสัวซีพีเชื่ออีกไม่นานการเมืองไทยสงบ-ชี้การเมืองกระทบท่องเที่ยวมากสุด หนุนเกษตรตัดต่อยีน-ไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ อัดไม่ทำก็ปิดประเทศเหมือนพม่า มองสวนทาง "โลตัส-แม็คโคร"

 

เพิ่มจำนวนโชห่วยมากกว่าทำลาย  พร้อมแนะแก้กฎหมายให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาได้สะดวกขึ้น

 

นายธนินท์  เจียรวนนท์  ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "มุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทย" ว่า ตนเชื่อว่าปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่น่าจะวุ่นวายไปมากกว่านี้   และคงใช้เวลาอีกไม่นานสถานการณ์จะสงบลงได้อย่างแน่นอน โดยในแง่เศรษฐกิจนั้น ตนยังมองว่าเมืองไทยเต็มไปด้วยโอกาส แม้ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว แต่เชื่อว่าจะเป็นแค่ความเสียหายชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์สงบไม่ว่าใครก็ต้องการมาเที่ยวเมืองไทย ส่วนการลงทุนมองว่าไม่ได้มีปัญหาเพราะนักลงทุนก็ยังลงทุนอยู่

 

"ตรงนี้เสียหายแน่  แต่ผมเชื่อว่าแค่ชั่วคราว  โดยในระยะยาวไทยเรามีน้ำมันบนดิน  ซึ่งสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน  เพราะว่าน้ำมันใต้ดินเมื่อใช้ไปก็หมด แต่น้ำมันบนดินของเราใช้ไม่มีวันหมด ถ้าหมดก็ปลูกใหม่ ซึ่งถ้าผมเป็นรัฐบาลก็จะให้ความสนใจกับการลงทุนชลประทาน" นายธนินท์กล่าว

 

นายธนินท์กล่าวอีกว่า ตนยังเห็นว่าการพัฒนาภาคเกษตรของไทยจำเป็นต้องนำไบโอเทคโนโลยีที่มีการตัดต่อยีนเข้ามาใช้ ขณะที่การผลิตไฟฟ้านั้นก็ควรใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพราะหลายประเทศในโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ใช้กันทั้งสิ้น นอกจากนี้ไทยไม่ควรปิดประเทศด้วยการปิดกั้นการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน  และควรมองประโยชน์ของคน  63  ล้านคน ไม่ใช่ไปรังเกียจว่าเป็นต่างชาติ และต้องอย่าทำให้ต่างชาติมองว่าไทยจะถอยหลังเข้าคลองเพราะโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน  เหมือนอย่างกรณีห้างค้าส่งค้าปลีก  เช่นเทสโก้โลตัส  แม็คโคร เป็นต้นนั้น ตนมองว่าไม่ใช่ทำให้ร้านโชห่วยหายไป แต่กลับทำให้มีร้านโชห่วยเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนร้านเป็น 6 แสนร้านทั่วประเทศด้วยซ้ำ ขณะที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นนั้นก็ไม่แข่งกับโชห่วยอย่างที่เข้าใจ เพราะเน้นขายความสะดวกและบริการมากกว่า

 

นอกจากนี้ยังเห็นว่าไทยควรจะปรับปรุงกฎหมาย โดยเปิดให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น เพราะไทยยังจำเป็นต้องใช้แรงงานเหล่านั้น ส่วนแรงงานไทยต้องเน้นขายความรู้ ขายคุณภาพฝีมือแรงงานให้มากขึ้น ขณะที่เรื่องเกี่ยวกับที่ดินทำกินนั้นก็ควรออกเป็นโฉนดให้แก่เกษตรกรให้หมด ไม่ต้องกังวลว่าเกษตรกรจะนำไปขาย และไม่ต้องกลัวว่าสุดท้ายแล้วที่ดินจะตกอยู่ในมือต่างชาติ เพราะไม่ว่าอย่างไรต่างชาติก็ไม่สามารถยกที่ดินออกไปจากประเทศไทยได้.

ที่มา: ไทยโพสต์

 

สอท.ตื่นส่งออกสูญ6แสนล้านบีโอไอรูด26%

สอท.โวยส่งออกกระทบหนัก หวั่นหด 10% สูญ 6 แสนล้าน ด้านบีโอไอเผยตัวเลข 8 เดือนแรกแค่ 2.94 แสนล้าน หายกว่าแสนล้าน เทียบปีก่อนตกวูบ 26.3%

 

นายสันติ   วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับ   39  กลุ่มอุตสาหกรรมถึงผลกระทบทางการเมืองว่า  ภาคเอกชนขอให้ทุกฝ่ายหาข้อยุติปัญหาต่างๆ  โดยเร็ว   เพราะถ้าไม่ยุติ  ในระยะยาวจะกระทบต่อประเทศชาติได้  โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ปัจจุบันมีมูลค่า  1.75  แสนล้านเหรียญสหรัฐ  หากกระทบ   10%  ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ก็คิดเป็น 6 แสนล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34  บาทต่อเหรียญสหรัฐ) ซึ่งกระทบแค่ 4-5% ก็แย่แล้ว หากไม่รีบแก้ไขก็เป็นห่วงว่าจะลามการอุปโภคบริโภคภายในประเทศด้วย  เพราะเริ่มมีการยกเลิกคำสั่งซื้อบางส่วนแล้ว

 

นายธนิต   โสรัตน์   รองประธาน  สอท.กล่าวว่า  ผลกระทบกรณีขบวนรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตกค้าง   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมยางพารา   โดยยอดรวมขบวนรถสินค้าขาเข้ามากรุงเทพฯ จากมาเลเซีย และขาออกจากกรุงเทพฯ ไปมาเลเซีย ตกค้างทั้งหมด  9  ขบวน มูลค่าความเสียหาย 672 ล้านบาท

 

รายงานข่าวแจ้งว่า   ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  ในช่วง  8  เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.2551) อยู่ที่ 2.94 แสนล้านบาท  เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน  3.988   แสนล้านบาท  หรือลดลง  26.3%  จำนวนโครงการ  848 โครงการ จากช่วงเดียวกันปีก่อน 835  โครงการ  หรือเพิ่มขึ้น 1.6%   และจนถึงล่าสุดอนุมัติให้การส่งเสริมทั้งสิ้น  722 โครงการ ลดลง 21.26%  เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน  917  โครงการ คิดเป็นมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 45.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่  4.89  แสนล้านบาท ซึ่งถ้ามีการลงทุนตามที่เสนอขอทั้งหมดจะเกิดการจ้างแรงงาน 122,977 คน

 

สำหรับการออกบัตรส่งเสริม  8  เดือนแรก 3.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.94% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน   3.02  แสนล้านบาท  ส่วนโครงการ  716  โครงการ  จาก 830 โครงการ ลดลง 13.73%

 

ทั้งนี้   นักลงทุนจากญี่ปุ่นยังเข้าลงทุนในไทยสูงสุด  โดยขอรับการส่งเสริมการลงทุน  216  โครงการ   เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน   222  โครงการ  และประเภทกิจการที่เข้าลงทุนมากสุด  คือ  อุตสาหกรรมบริการสาธารณูปโภค 253 โครงการ.

 

ที่มา: ไทยโพสต์

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai