มติชน : บทความ นิธิ เอียวศรีวงศ์ "ปฏิรูปสังคม"


บทความ : ปฏิรูปสังคม
โดย :  นิธิ เอียวศรีวงศ์

ที่มา :  หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2551


 


 


น่ายินดีที่ฝ่ายพันธมิตรออกมาปฏิเสธว่า การเมืองใหม่ 70/30 ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัว เป็นเพียงข้อเสนอเชิงตุ๊กตาเพื่อการถกเถียงอภิปรายกันเท่านั้น จึงเท่ากับการเปิดประตูให้กว้างขวางแก่ทุกฝ่าย ที่จะเข้ามาช่วยกันคิดและเสนอ เพราะจริงอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรกล่าว ขณะนี้สังคมจำเป็นต้องร่วมกัน "ปฏิรูป" อีกครั้งหนึ่ง ต่อจากช่วง 2535-40

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการ "ปฏิรูป" แบบเปิดกว้าง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการกดดันของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นบรรยากาศที่ทุกกลุ่มทุกฝ่าย รู้สึกปลอดภัยและอิสระเสรีในการเข้าไปมีส่วนร่วม อันไม่ใช่บรรยากาศของกลางฝูงชนที่กำลังประท้วง (ด้วยเรื่องอะไรกันแน่...ไม่มีใครทราบ)

สภาพการณ์ที่จำเป็น ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 ประการ

1/ ขออย่ามีกลุ่มใดอ้างว่า เป็นตัวแทนของ "ประชาชน" เลย ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งหรือได้รับอาณัติจากสังคม ขอให้เข้าใจด้วยว่า อาณัตินั้นไม่ได้เด็ดขาดในทุกเรื่อง แต่จำกัดเฉพาะนิติบัญญัติ อีกทั้งต้องใช้กระบวนการที่ประชาชนอาจมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลาด้วย ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุม, จัดสัมมนา-เสวนา, แถลงการณ์ของสหภาพหรือนักวิชาการ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นความเห็นของผู้ลงนามเท่านั้น เสนอขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับไปพิจารณา

ไม่ควรที่กลุ่มใดจะไฮแจ๊คความปกติสุขของสังคม, หรือไฮแจ๊คทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา, ท้องถนนอย่างถาวร ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้รับความเห็นของตน มิฉะนั้นก็จะไม่คืนตัวประกัน

2/ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดว่าให้คนดีปกครองบ้านเมือง ไม่ใช่เพราะคำพูดนี้ผิด แต่เป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไร พูดเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น แต่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่ใครจะรู้แน่ว่าใครคือคนดี แม้แต่ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าดี ก็อาจผันแปรเป็นไม่ดีไปได้เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยนไป เช่นมีอำนาจและลูกน้องที่จะต้องเลี้ยงดู หรือถึงจะเป็นคนดีแต่ไม่มีฝีมือในการบริหาร ก็ไม่ทำให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวม

ที่ต้องใช้ปัญญาอย่างแท้จริงคือ กระบวนการอะไรจึงทำให้คนดีและมีฝีมือ ได้ปกครองบ้านเมือง และดำรงความดีกับฝีมือของตนไว้ได้ตลอดไป คำตอบของนักปราชญ์ฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ ต้องเปิดให้แก่การตรวจสอบของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ทั้งในระบบ (รัฐสภา, องค์กรอิสระ, คณะกรรมการประเภทต่างๆ, อำนาจที่คานกันเองได้ทั้งในระนาบเดียวกันและต่างระนาบ ฯลฯ) และนอกระบบ (การประท้วง, สื่อ, ความเคลื่อนไหวทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมที่อิสรเสรี, การแสดงออกทางวัฒนธรรม ฯลฯ)

หากที่ผ่านมา เราไม่อาจขจัดคอร์รัปชั่น, ความไร้สมรรถภาพ, เผด็จการทางรัฐสภา ฯลฯ ได้ ก็ควรหันมาทบทวนกลไกการตรวจสอบ และสร้างกลไกและหลักประกันในการตรวจสอบให้เป็นจริง

ร้ายยิ่งไปกว่านั้น การใช้หลักการที่ไร้เดียงสาเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการ "ปฏิรูป" ยังอาจนำไปสู่การแสวงหาคนดีที่หลุดไปจากการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดของสาธารณชนด้วย เช่นข้อเสนอให้แต่งตั้ง ส.ส.หรือบุคคลสาธารณะ หรือการยกอำนาจทั้งหมดให้แก่คณะบุคคลที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้เลย (เช่นกองทัพ, องคมนตรี, ตุลาการ, นายกฯคนนอก ฯลฯ) ในการเลือกสรรคนดีเข้ามาดำรงตำแหน่ง

น่าประหลาดที่เขาเรียกการรอนอำนาจประชาชนเช่นนี้ว่า "ประชาภิวัฒน์"

ไม่แต่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น ข้อเสนอประเภทภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาเช่นนี้ยังมาจากทุกฝ่าย เช่น รัฐบาลแห่งชาติ (ประหนึ่งคำว่าแห่งชาติคำเดียวจะทำให้ทุกอย่างดีเอง), สุมหัวกันแก้รัฐธรรมนูญในหมู่นักเลือกตั้ง (ประหนึ่งว่านักเลือกตั้งมีคุณสมบัติในการร่างรัฐธรรมนูญดีกว่านักรับแต่งตั้ง), งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ฯลฯ

อันที่จริง ในการ "ปฏิรูป" ใครจะเสนออะไรที่ไร้เดียงสาหรือเห็นแก่ตัวเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น หากมีบรรยากาศที่เปิดกว้าง ปราศจากการไฮแจ๊ค ไม่ว่าจะเป็นไฮแจ๊คทำเนียบ หรือไฮแจ๊ครัฐสภา ดังเช่นข้อเสนอปฏิรูปการเมืองของฝ่ายพันธมิตร หากเป็นข้อเสนอในบรรยากาศปกติธรรมดา สังคมไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ ก็จะถูกตีตกไปในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีใครใส่ใจจริงจังอีกเลย

3/ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการจำกัดการ "ปฏิรูป" ให้เหลือเพียงการ "ปฏิรูปการเมือง" เพราะไม่มีการ "ปฏิรูปการเมือง" ใดๆ จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากไม่คิดว่า "การเมือง" เป็นเพียงมิติเดียวของสังคม ยังมีส่วนของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่กำกับความเป็นไปของการเมืองอยู่เสมอ และผมขอเสนอให้เรียกว่า "ปฏิรูปสังคม" เราควรคิดถึงการปฏิรูปที่ดิน, การปฏิรูประบบภาษี, การปฏิรูปการศึกษา, การปฏิรูประบอบปกครอง ฯลฯ ไปพร้อมกัน เพราะความล้มเหลวของการเมืองไทยหลายประการ มาจากเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม และสังคม ไม่ใช่เรื่องการเมืองและนักการเมืองล้วนๆ

ฝ่ายพันธมิตรกำลังเผชิญการท้าทายยิ่งกว่าหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียอีก หากฝ่ายพันธมิตรเชื่อจริงในเรื่อง "การเมืองใหม่" หรือการ "ปฏิรูป" เพราะฝ่ายพันธมิตรเป็นฝ่ายหนึ่ง ซ้ำเป็นฝ่ายสำคัญด้วย ที่จะนำเอาบรรยากาศปกติกลับคืนมาแก่สังคม การสนับสนุนของประชาชนส่วนที่ได้รับอยู่เวลานี้ ต้องแสวงหาและรักษาไว้ด้วยมาตรการอื่น ไม่ใช่การประท้วงด้วยท่าที "สงครามครั้งสุดท้าย" เพียงอย่างเดียว เพราะท่าทีนี้ไม่ใช่การเปิดกว้างแก่การ "ปฏิรูป" แต่เป็นการประกาศคำสั่งเด็ดขาดเท่านั้น

พันธมิตรมีความกล้าที่จะยุติการประท้วงด้วยท่าทีนี้หรือไม่ แน่นอนว่าฝ่ายแกนนำต้องเผชิญกับคดีตามกระบวนการยุติธรรม ท่านเหล่านั้นล้วนอ้างว่าไม่ได้ทำผิด และอ้างความเสียสละกล้าหาญมาโดยตลอด ถึงเวลาที่ท่านต้องพิสูจน์คำพูดด้วยการกระทำเสียที

นอกจากนี้ การกลับคืนสู่ภาวะปกติ ย่อมหมายถึงการ "รณรงค์" ในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่ "สงครามครั้งสุดท้าย" ด้วย เช่นการอภิปรายโต้แย้งกันบนเวทีที่ทุกความเห็นไม่ถูกคุกคาม คำถามคือท่านเหล่านั้นมี "กึ๋น" จะทำได้หรือไม่ หรือเหลือ "กึ๋น" ที่จะทำได้หรือไม่

หากฝ่ายพันธมิตรไม่อาจทำได้ทั้งสองอย่างนี้ การ "ปฏิรูป" ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นตามแนวทางที่ฝ่ายแกนนำเป็นผู้เสนอ สิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่ข้อเสนอของแกนนำ แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือแรงหนุนที่ผู้คนจำนวนมากให้แก่พันธมิตร ไม่ได้ถูกแปรไปใช้ในทางที่จะนำประเทศให้หลุดออกจาก "ระบอบทักษิณ" จริง แม้คนที่ชื่อทักษิณอาจไม่มีทางกลับมาสู่การเมืองไทยตลอดไปก็ตาม ("ระบอบทักษิณ" อาจมีนายกฯชื่อ สมชาย, ชวน, อภิสิทธิ์, สุรพงษ์, จำลอง, สนธิ, หรือสุรยุทธ์, อนุพงษ์ ฯลฯ ก็ได้)

และเมื่อมองสภาพกว้างกว่าฝ่ายพันธมิตรก็เป็นไปได้ด้วยว่า ไม่มีแรงหนุน "การปฏิรูปสังคม" อย่างจริงจังในสังคมไทยในช่วงนี้ ซึ่งแปลว่าเราต้องเผชิญการเมืองน้ำเน่าเช่นนี้ต่อไป จนกว่าจะเกิดอะไรร้ายแรงเสียก่อน สังคมไทยโดยรวมจึงจะเห็นความจำเป็น

เวลาที่ต้องเสียไปนี้ก็ตาม ความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งน่าเสียดายทั้งนั้น

Comments

คนดอย

-การปฎิรูปสังคมควรเริ่มขึ้นได้แล้วครับเริ่มจากปวงชนชาวไทย ว่าเราจะยอยรับวัฒนธรรมการประท้วงแบบ พธม หรือไม การที่สังคมมองดูคนชนบทต่ำต้อย ไม่มีความรู้ โง่ มันล้าสมัยไปนานแล้ว ถ้าสังคมนี้ยังไม่ได้รับการปฏิรูป วิธีคิด การอยู่ร่วมกัน การแบ่งปัน ฯลฯ?????
-ไม่ว่าสื่อต่างๆ การใช้สื่อต่างๆโจมตีผู้อื่น อย่าง ASTV หนังสือพิมพ์ต่างๆ พวกสื่อมวลชนเหล่านี้ด้วย ทำไมสังคมเราถึงยอยรับมันได้ครับ?????

ปฏิรูป ปฏิบัติ

yeh!!! ได้ที่ 2 ด้วยยย

ล้อเล่นน่า

เห็นคอลัมน์บางอันชอบเล่นกัน

เมืองไทยก็เป็นแบบนี้

เล่นกัน ตั้งแต่ในละคร ทีวี จนถึงทำเนียบ และท้องถนน

ท่าน อจ นิธิ กล้าได้แค่นี้ ก็นับถือยิ่งนัก

เรื่องจริงก็คือ เราคิดถึงประชาธิปไตย ความเสมอภาค ปัจเจกชนเป็นใหญ่

แต่ลืมนึกว่า สัญชาติญาณมนุษย์ ยังเป็นสัตว์สังคม ชอบหมู่ ฝูง

สังคมดี หมู่ฝูงดี ก็ดีไป คบคนพาลพาลพาไปหาหิด เอ๊ยย ผิด

เรื่องของเรื่องคือ ประชาธิปไตย ต้องการการเสียสละ เป็นอย่างยิ่ง

นิ้วไม่เท่ากัน เกิดมาไม่เหมือนกัน ไม่เสมอภาคตั้งแต่เกิด จะปล่อยไปจนตายหรือไม่

จะสละตนเอง แบบผู้นำศาสนา พระพุทธเจ้า พระคริสต์ หรือไม่

หรือจะให้เขาบังคับเอา

นี่ คือ สิ่งต้องเลือกเอง

พูดได้ว่าปฏิรูป แต่จะเสียสละพวกหรือไม่ เสียสละสังคมใกล้ตัว พี่น้อง พ่อแม่ ลูกเมียหรือไม่

เงินเดือนหมื่นแสน ถึงล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน จะสละได้หรือไม่

เพื่อความเสมอภาค และประชาธิปไตย

เท่านี้แหละ คือ ของจริง ที่แสดงกันอยู่แถวทำเนียบ และสภา ไม่รู้จริงเปล่า !!!!

ว ณ ปากนัง

@..พันธมิตร พันธมาร
ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเสียหาย
รักษ์ชั่ว จนตัวตาย
คงไม่ฟื้น คืนหากิน

@..สืบทอด รัฐประหาร
มารพิฆาต ชาติให้สิ้น
ยุแยก แตกแผ่นดิน
สิ้นแผ่นน้ำ ทำลำพอง

@..จับผิด คนไม่ผิด
คิดแต่ได้ ให้มัวหมอง
ปลุกปั่น เรื่องเขมรครอง
ปลุกกระแส แม้หมาเมิน

@..หัวหมอ ก่อกบฏ
ทำลายกฎ ไม่เก้อเขิน
ขัดขวาง ความเจริญ
ทุบหม้อข้าว ของตัวเอง

@..นี่คือ การเมืองใหม่
ที่รู้ได้ ใครข่มเหง
ความชั่ว น่ากลัวเกรง
สิทธิ์สูญหาย ไร้ชอบธรรม

@..ห้าสิบ ต่อห้าสิบ
เตรียมจะริบ สิทธิ์เหยียบย่ำ
“ลากตั้ง” เจ้าประจำ
เปลี่ยนเป็นคำ “เลือกตั้ง” แทน

..........................................................
กบฏคืออะไรไปเปิดพจนานุกรม เอง....แล้วตัดสินตามพจนานุกรมไป

ส.ศิวลึงค์

---นักวิชาการอย่างนิธิ ก็น่าจะกลับไปปฏิรูป ตัวเองก่อนดีกว่า มั้ง จะได้ไม่เป็นพวกแผ่นเสียงตกร่อง แบบ ประเวศ ธีรยุทธ ส.ศิวรักษ์ รู้สึกตอนหลังๆ อาจารย์จะดูหนุ่มขึ้นนะ เพราะว่าโดนถอนหงอกไปเยอะ

พวกเดียวกับพันธมิตร

บอกตามตรง ชอบอ่านความเห็น ว ณ ปากนัง 125.25.188.ip เป็นพิเศษ แต่ไม่ได้ชอบหรอกนะ เพราะความเห็นแตกต่างกัน นี่คือความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ถึงผมจะเป็นฝ่ายพันธมิตรแต่คงไม่พลีชีพเพื่อศักดินา ที่สนับสนุนพันธมิตรก็เพราะรักในชาติ แผ่นดินเกิด
อยากให้ลูก ตาสี ตาสา ตามี ตามา ได้มีโอกาสเป็นนายกกับเขามั่ง ไม่ใช่สืบทอดอำนาจฉะเพราะกลุ่มทุนของตนเองเท่านั้น โครงการประชานิยมบางโครงการก็ดียอมรับ แต่ไอ้ที่รับไม่ได้คือการใช้อำนาจหน้าที่ทุจริตเชิงนโยบาย อาศัยความได้เปรียบการมีอำนาจอยู่ในมือ และที่ไม่ชอบมากๆเลยก็คือ พวกที่เรียกตนเองว่า สส แต่ทำหน้าที่ยกมือสนับสนุนรัฐบาลหรือพรรคอย่างเดียว ผมเห็นว่า จบ ป 4 ก็ทำหน้าที่นี้ได้ ตามทฤษฎีเขาเลือกพวกคุณไปเพื่อเป็นปากเสียงแทนปวงชน ไม่ใช่ไปสร้างประโยชน์ให้นายทุนพรรค แค่นั้นยังไม่พอเสือกแย่งตำแหน่งกันอีก ยกตัวอย่างกรณี กลุ่มเพื่อนเนวิน กับกลุ่มอื่นๆ ขอให้พรรคพวกมึงโดนยุบไวๆเถอะและถูกตัดสิทธิเยอะๆ คนรุ่นใหม่ๆจะได้เข้ามาแทนที่บ้าง
ไม่ใช่เลือกไปรับใช้นายทุนพรรค

ร้องกวาง

นิธิหัดเขียนบทความด้วยท่วงทำนองแกล้งโง่และกระแนะกระแหนตั้งแต่เมื่อใด บทความที่ทำท่าจะดีเลยห่วยเสียได้

เวบกบ

ผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้มีความเข้าใจในประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ช่วยตอบคำถามที่ว่า กรณีของ Kenedy เป็นการส่งเสริม(ตัดตอนการผูกขาดในอำนาจระยะยาวว่ากันว่าอาจได้เป็นถึงเหลนด้วยซำ)ระบอบประชาธิปไตย หรือ เป็นปมด้อย(ตัวแทนเสียงข้างมากถูกลอบสังหาร)อีกเหตุการณ์นึงของระบอบประชาธิปไตยใน USA
--ในกรณีนี้ชาว usa มีความเห็นเป็นสองฝ่ายคือ 1.ดีเหมือนกันไม่งั้นเหมือนเป็นประเทศของ kenedy เลยอยากทำอะไรก้อทำจะเลือกอย่างไงถึงลูกถึงหลานนอมินี kenedyก็ชนะอยู่ดีเพราะมีทุกปัจจัยพร้อมหมด(ชาวusaที่เห็นด้วยกับการก่อการครั้งนี้/พันธมิตร)
2.ไม่น่าเลยไงๆก็มาจากการเลือกตั้งในระบบถึงจะโกงมาหรือจะผูกขาดอีก20-30ปีก็ไม่เป็นไร(คนที่เลือกมา/รักทักษิณ)
*หลังจากนั้นก้อไม่รู้เป็นไงคดีก็...........*แลวตอบได้มั๊ยว่าความคิดแบบไหนถูกหรือผิด แล้วทุกวันนี้ชาวโลกมีสูตรตายตัวกับคำว่า ประชาธิปไตยหรือยัง การต่อสู้ในความคิดยังคงต้องดำเนินต่อไปด้วยวิธีในรูปแบบทั้งดีและเลวในกรอบของการที่**//คนไทยต้องไม่ฆ่ากันเอง//**

ภูพานน้อย

หากพันธมิตรยังอคติจัด มีแนวคิดรุนแรงลุ่มหลงในตนเองอย่างเดิมไม่ยอมคลาย
ก็ย่อมไม่รับฟังแม้เสียงติติงตักเตือนของผู้มีเจตนาบริสุทธิ์อย่าง อ.นิธิ
ความบริสุทธิ์ในตัวตนนั้น คุณจำลอง สนธิ มิอาจนำมาเทียบกับผู้เขียนบทความได้เลย
เงี่ยโสตฟังหน่อยเถิดครับ ... พวกคุณมีโอกาสทำเพื่อสังคมแล้ว อย่าดึงดันให้เลยเถิด
การก้าวล้ำมวลชนให้บทเรียนมามาก วันนี้หากพวกคุณไม่หยุด ไม่ถอย
การฆ่าตัวตายคือหนทางที่จะทำให้กลายเป็นวีรบุรุษ...หาไม่แล้วก็จะเป็นเพียงอดีตเกลอทักษิณที่ทะเลาะกัน(กับทักษิณ)แล้วอาฆาตไม่เลิก
ผมเห็นด้วยกับ อ.นิธิ ทุกตัวอักษร มันท้าทายกึ๋นของ พธม. ยิ่งนัก...
"หาคนดีมาปกครองบ้านเมืองมันไม่พอหรอก...สังคมต้องเข้มแข็งด้วย ประชาชนหาของเขาเอง อย่าบังคับให้สังคมต้องเลือกข้างจนจำต้องเลือกทิ้ง พธม.เลย..."
ขอให้หาทางลง...ขอให้หาทางลง...ขอให้หาทางลง...
พวกท่านเล่นเกินบทมามากแล้ว
การรักบ้านเมืองทำได้โดยการเสียสละการผูกขาดความถูกต้อง
ณ บัดนี้ได้เวลาสมควรแล้ว...ขอเชิญพวกท่าน...หาทางยุติความทุกข์ใจของสังคม
รู้ไว้ด้วย ในชนบทวันนี้ พธม.คือสัญลักษณ์ของความดื้อดึงและความรุนแรง....
ไม่เว้นแม้เยาวชนก็รู้สึกเบื่อหน่ายและตั้งคำถาม
ว่าทำไมเขาจึงไม่รู้จักหยุดรู้จักยอม...เพื่อบ้านเมือง
และทำไมเขาจึงต้อง ดื้อ ด่า ดุ น่ากลัวมากๆ...
นี่คือภาพสะท้อนจากชนบทนะครับ...
..........เคยสนับสนุนพันธมิตร...............

นางจิตประไพ โสภาวันดี

เห็นด้วยค่ะ
ได้เวลา "ปฎิรูป" หรือ "ยกเครื่อง" สังคมไทย กันใหม่แล้วละค่ะ

หลัง 2475 - กุมภาพันธ์ 2534 สังคมไทยเดินถอยหลัง วนเวียนอยู่กับ "การรัฐประหาร"
หลัง พฤษภาคม 2535 ทำท่าว่าจะ ก้าวหน้าขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ด้วยการ "ปฎิรูปการเมือง"
แต่แล้วกลับต้อง "เข้าสู่วงจรอุบาทว์" โดยปฏิบัติการ พันธมิตร ฯ + คมช. คราวนี้
กลับเดินถอยหลังอีกครา

สำหรับดิฉัน ไม่มีเวลาถอยหลังแล้ว มีแต่ ก้าวเดินไปข้างหน้า เท่านั้น
ไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุน การเมืองใหม่(ที่ล้าหลัง)แบบพันธมิตร ฯ
แต่ เห็นด้วยที่จะต้อง "ปฎิรูป" สังคมไทย ทั้งระบบ อย่างเร่งด่วน

เหนื่อยใจ

คห.9-10 ผมว่าก่อนที่คุณจะยกคำให้สัมพาษภ์ของสมศักดิ์ มาอ้างถึงผมว่าคุณลองอ่านบทความของอ.นิธิดูให้ดีๆอีกรอบนึงก่อนนะครับ

อ.ไม่ได้บอกว่า ห้ามไฮแจ็คทำเนียบ หรือไม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่อ.เค้าบอกว่า ไม่ควรใช้อย่าง ถาวร เพื่อเป็นตัวประกัน ถ้าไม่ได้ตามความเห็นของตนก็ไม่ยอม หรือเพิ่มเงื่อนไขต่อรองไปเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องที่บอกว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาคนดีเข้ามาปกครองนั้น ผมว่าคุณยกเฉพาะคำที่จั่วหัวขึ้นมาโจมตีโดยที่ไม่ดูบริบทคำอธิบายต่อมาที่อ.อนิธิอธิบายไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า การที่พยายามชูว่าต้องเลือกคนดีนั้น บางทีคนที่(คิดว่า)ดี พอเข้ามาเจอระบบก็อาจทำให้กลายเป็นคนไม่ดีได้ ดังนั้นจึงต้องเปิดให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชนอย่างกว้างขวางทั้งในระบบ และนอกระบบ คือหันมาให้ความสนใจที่ตัวระบบตรวจสอบมากกว่าที่จะไปสนใจในเรื่องของตัวบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาคนที่ถูกคัดเลือก(ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง)สาธารณชนมักจะไม่สามารถตรวจสอบได้เลย หรือไม่ก็ถูกวาทกรรมความดี มีศีลธรรมฉาบเคลือบอยู่

ซึ่งการที่จะปฎิรูปได้ ไม่ใช่สักแต่ว่าจะปฎิรูปการเมืองเพียงอย่างเดียว เราต้องมองเป็นcomplex มองแบบซับซ้อน ต้องปฎิรูปด้านอื่นๆควบคู่ไปด้วย เช่น เรื่องภาษีก้าวหน้า(ชนชั้นนำจะยอมหรือเปล่า?) คุณต้องใช้การ รณรงค์ ไม่ใช่การบังคับให้ประชาชนต้องเลือกข้าง หรือประกาศ สงครามครั้งสุดท้าย คุณต้องมาถกกันในเรื่องของโมเดลที่ใช้ได้จริงๆ ไม่ใช่เสนออะไรขึ้นมาก็พยายามให้สังคมรับไว้ก่อน เพราะคิดว่าดีกว่าเก่า ซึ่งถ้าทำอย่างนี้ และแกนนำพธม.ต้องเข้ามอบตัวสู้คดีกับกลไกศาลที่คุณใช้อ้างมาตลอด อ.นิธิบอกว่า ถ้าทำไม่ได้อย่างนั้นก็น่าเสียดายกำลังหนุนของประชาชนที่มีต่อพธม. เพราะไม่สามารถจะปฎิรูปการเมืองได้อย่างแท้จริง แล้วก้อต้องวนเวียนกับการเมืองเน่าๆแบบนี้ต่อไป ในคราบระบอบทักษิณ ที่อาจเปลี่ยนหัวเป็นบุคคลอื่นๆแทน..

อะตอม

ครับแนวคิดอ.สอดคล้องกับที่ผมพยายามนำเสนอมาตลอดในนี้(เรื่องการสร้างเงื่อนไขรวมให้สังคมแบบตัวประกัน) รวมถึงเรื่องคุณภาพของการเข้าสู่อำนาจที่พมธ.โฟกัสเฉพาะมิติเดียวหรือบางอวัยวะเท่านั้นนั้นคือการชูประเด็นการเมืองใหม่ มันจึงมีกรอบวิธีคิดเฉพาะกระบวนการหรือวิธีการเลือกตั้งหรือการได้มาตามของสส.ผ่านมติเดียวเท่านั้น

เพราะโครงสร้างการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง มันเกี่ยวโยงอะไรบ้าง ผมถึงบอกว่าพธม.ต่อให้คิดได้อย่างเทพฯแต่เพราะวิธีการหรือกระบวนการคิดแบบพธม.มันมีข้อจำกัดที่ไม่ตอบสนองความหลากหลายหรือตามกรอบประชาธิปไตยแต่วิธีการมันตอบสนองอัตตาใครมากกว่าต่อให้คิดได้อย่างเทพฯก็ใช้ได้เฉพาะหรือเหมาะเฉพาะกลุ่มเทพฯ ใช่ปชต.หรือคน

และที่อ.พูดถึงการปฎิรูปสังคมซึ่งคล้ายกับที่ผมเคยเสนอไว้มาตลอดในนี้ เพราะเราจะไม่พูดหรือไปโฟกัสที่เฉพาะปลายเหตุ แต่เราจะต้องมาพูดถึงระดับโครงสร้างของปัญหาหรือต้นน้ำต้นตอจนถึงระดับรากเหง้า แต่ถ้าเราจะขุดลึกไปถึง การปฎิรูปสังคมแบอ.นิธิ

ผมเห็นว่านั้นคือการพูดที่ตรงประเด็นของระดับต้นน้ำหรือระดับโครงสร้างปัญหาที่ผมเสนอมาตลอด แต่แนวคิดที่กว้างไปขนาดนั้น บางทีมันก็ไม่ได้อบปัญหาความจำเป็นเร่งด่วนตอนนี้มันมีตัวแปรอะไรบ้างที่เราจะต้องตอบให้ได้ตามจังหว่ะเร่งด่วนของตัวตนปัญหาตามลำดับ123 เช่นประเด็นการปฎิรูปสังคม

ทีมันเกี่ยวโยงถึงการปรับพฤติกรรมจากความเข้าใจในกระบวนการทางปชต.ที่ถูกต้องที่ต้องโยงไปถึงการให้ความรู้เข้าใจที่มากกว่ามิติระดับการศึกษาซึ่งมันลึกลับซ้อนและใช้เวลามากในการปรับกระบวนทัศน์ของสังคม ดังนั้นการไปพร้อมกันในแบบนี้จึงเป็นไปได้ยากในทางปฎิบัติจึงต้องใช้คำว่าพัฒนาควบคู่กันไป

ที่เราต้องแยกแยะปัญหาสำคัญๆที่ทำได้ตอนนี้เลยมีอะไรบ้างเช่นวิธีการเลือกตั้ง ที่จะเป็นการออกแบบวิธี(กติกา)การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับร.50 ที่พธม.ได้ปิดทางไว้ แต่ที่เขาพูดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น70/30 50/50 หรือ100%นั้นล่ะเกี่ยวกับการแก้ร.50ทั้งสิ้นและการปฎิรูปการเมืองแค่มิตินั้นก็เป็นแค่อวัยวะเล็กส่วนหนึ่งในการพูดถึงการปฎิรูปไว้แค่ตรงนั้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าใครจะผูกขาดกระบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงนี้ไว้แค่พธม.ด้วยเงื่อนไขจับปชช.เป็นตัวประกันว่าให้รอเขาคิดเรื่องนี้เสร็จก่อน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะถึงการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ได้เพราะกระบวนการมันจำกัดแบบนั้น

ผู้รักสงบ

เห็นด้วยกับคุณนิธิ ไม่มีใครทำให้ หรือบังคับ ให้ทุกคนหรือใครเป็นคนดีได้ ตลอดไป ไปหาวิธีการตรวจสอบที่ได้ผลน่าจะดีกว่า ผู้เสนอการเมืองใหม่ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะปฏิบัติได้อย่างไรแนวทางเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งยังอ้างว่ากลุ่มตัวเองถูกต้อง สติปัญญาสูงกว่าผู้อื่น จริงหรือ การยุยงคนให้ออกมาปิดถนน สนามบินและมาตรการอื่นๆอีกมากมายที่ทำร้ายคนไทยด้วยกัน มันจะพัฒนาประเทศให้ดีได้อย่างไร ขอเสนอกลุ่มการเมืองใหม่ไปสรุปแนวทางให้เสร็จก่อน ค่อยนำเสนอ จะแก้รัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมาย ตั้งพรรคการเมือง ก็มีช่องทาง ถ้ามีคนเห็นด้วย เช่น การเสนอกฏหมายให้สินบนนำจับแจ้งข้อมูลแก่ผู้แจ้งต่อผู้ทุจริตอย่างน้อย50% ข้าราชการทุกประเภทตั้งแต่ชั้นสัญญาบัตรหรือเทียบเท่าต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ให้สิทธิการการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพิ่มขี้น เป็นต้น ส่วนการทำผิดของข้าราชการ นักการเมือง เรามีกฏหมาย ศาล องค์กรต่างมากมายตรวจสอบอยู่แล้ว ต้องรอเวลาหน่อย

อะตอม

อ้อครับสิ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอ.นิธิเรื่องที่ว่าตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่บรรยากาสปชต.หรือบรรยากาศที่จะคืนความสงบให้บ้านเมืองกลับมาตอนนี้ ตัวแปรอันดับหนึ่งคือ พธม.
เพราะตัวแปรรัฐบาล นั้นมันมีกระบวนการในระบบหลายทางตอบโจทย์ทำหน้าที่อยู่ตลอดจนเขายังมีความชอบธรรมในระดับหนึ่งตามกติกา แม้จะไม่สวยงามหรืเป็นอุปสรรคบ้างต่อโจทย์การปฎิรูปแต่ถ้ามันยังไม่ขนาดเงื่อนไขเผด็จการ หรือเงื่อนไขแบบการครอบงำทุกอวัยวะตามทฤษฎีต้มกบระยะตั้งโต๊ะ(ระบอบทักษิณที่กลไกการตรวจสอบถูกแซงแซงหมด)

แต่เงื่อนไขรบ.นี้ กลับตรงข้าม เช่นกลไกศาลที่เริ่มจะเป็นตุลาการอภิบาลนุมัติ มากกว่าตุลาการภิวัฒน์ เขายังเป็นฝ่ายถุกกระทำหลายทางอยู่ ดังนั้นตัวแปรพธม.จึงไม่ได้เป็นตัวช่วยที่ดีต่อการเมืองภาคประชาชน แต่กับเป็นตัวแปร ที่จะไปขย่มกราบเรือด้านขวา กับเกมการเมืองสองขั่ว เพื่อข่มขู่ให้ผู้โดยสารเลือกข้าง

ซึ่งจะนำไปสู่สาเหตุเรือจมเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเงื่อนไขสถานการณ์ตอนนี้ตัวแปรที่สร้างเงื่อนไขหนักที่สุดผูกขาดการเล่นโด่อยู่คนเดียวล้ำหน้าเป่าฟาวส์ยังไงตูไม่สน เพราะปลุกอารมณ์พีคได้ที่แล้ว ตัวแปรพธม.จึงเป็นตัวแปรอันตายที่สุดตอนนี้ที่จะไม่สามรถนำมาซึ่งสภาวะปกติ หรือพูดจากันได้

คือถ้าเงื่อนไขเขา มันพอฟังกันได้หรือประณีประนอมได้และข้อสำคัญมันเป็นมิติของความชอบธรรมจริงๆที่ความถูกต้องชอบธรรมทั้งหมดแล้วจะไปประณีประนอมกับความไม่ถูกต้องก็ไม่ใช่ทางเลือก แต่ที่ไม่ควรเลือกคือยังไม่มีมติของความถูกต้องแต่อุปโลกภ์ความถูกต้องว่าเป็นขาว แต่จริงๆเทาๆ จะเอาไปบังคับเทากว่าๆ

ดังนันเทากับเทาเราสีเดียวกันมันจึงต้องพูดจากันได้ไม่มีฝ่ายเทพฝ่ายมาร แต่มีแต่คนไทยปุถุชนคธรรมดาด้วยกันทั้งนั้น มีความคิดถูกคิดผิดอยู่ในทุกเทาไม่มีใครผูกขาดความขาวความถูกต้องจนต้องมีผู้ปกาศิตแบบข้าคือความถูกต้องประณีประนอมไม่ได้จะเอาขาวไปเกลือกกลั้วกับดำไม่ได้ คิดเองเออเองทั้งนั้น?

เทาทั้งคู่ พูดจากันดีกว่าครับ? มีโอกาสที่จะฟอกเทาเป็นขาวได้ถ้าร่วมมือกัน แต่ถ้าเอาดำกว่าไปฟอกเทามันยิ่งจะเลอะเทอะเปรอะไปกันใหญ่ครับบ้านเมือง???

วรรณ

ชื่นชมความเห็นของอ.นิธิค่ะ นี่แหละนักวิชาการที่ดี มีหลักการ มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง กล้าทวนกระแสที่ไม่ถูกต้องของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่อ้างตัวเองว่าปัญญาชน แต่กลับเป็นทาสรับใช้เผด็จการ

คนไทยแท้ๆ

ผมก็บอกตั้งนานแล้วว่า พันธมิตร เป็นประชาธิปไตย และทุกคนมีสิทธิเสนอความเห็นได้ เราไม่ได้ยึดติดกับแกนนำไม่ใช่ว่าบอกว่า 70/30 แล้วต้อง เอาด้วย มันเป็นแค่การยกตัวอย่าง ที่ผมแปลกใจคือ พวกสมุนทักษิณแกล้งโง่ ทำเป็นยึดอยู่กับแค่ตัวเลข เอามาพูดซ้ำซาก น่ารำคาญ การพูดการเขียนในนี้เลยไม่ไปถึงไหน เหมือนคนแกล้งๆบ้า ผมเคยบอกไว้แล้วว่าพันธมิตรเปิดมิติใหม่ของการเมืองภาคประชาชนขึ้นแล้ว ต่อไปนี้ขอเชิญ อาจารย์และปัญญาชนทั้งหลายได้ออกมาเสนอ แสดงความเห็น เกี่ยวกับการเมืองใหม่ได้แล้ว อุตสาห์ไปร่ำเรียนมา ฝึกการใช้สมองมา ก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่อย่าไปลอกหรือยึดติดตำราฝรั่ง เพราะมันจะไม่เวอร์ค เหมือนอย่างเห็นฝรั่งปลูกแอปเปิล ก็ไม่จำเป็นต้องปลูกแอปเปิลตาม แต่ต้องปลูกมะม่วง โดยใช้วิธีการหรือเทคนิคต่างๆที่ปรับปรุงและประยุคแล้ว คิดแล้วว่าเหมาะสมกับการปลูกมะม่วง ประชาธิปไตยแบบไหนก็ได้ที่ขจัดคนเลว คนซื้อเสียง คนหน้าด้านที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ ไม่ยอมลาออก และยังพยายามเซงลี้ประเทศ ทำมาหากินกันแต่ในหมู่พวกตัวเอง ขจัดการใช้อิทธิพล ข่มขู่ ใช้ความเท็จมอมเมาคน เราห้ามคนเลวไม่ได้ แต่ต้องจัดการคนเลวได้ และทำได้ง่ายๆ อย่าให้ยากเย็นเหมือนที่ผ่านมา แล้วเราจะเหลือแต่คนดี คนที่มีสัจจะ มีหลักการ ประเทศก็จะเดินหน้าด้วยนโยบายไม่ใช่ด้วยความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์เช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้ อีกอย่าง ขอร้องอาจารย์ทั้งหลายควรมีจิตใจเสียสละบ้างอย่าคิดแต่คอยฉวยโอกาส ตอนเหนื่อยยากรบพุ่งก็หดหัวหนุนแต่ขั้วอำนาจ พอการเมืองเปลี่ยนก็ออกมาเสนอหน้าคิดแต่จะกอบโกยชื่อเสียง ควรแสดงจุดยืนให้มันชัดเจน อย่าเหลาะแหละโลเล ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด ฉนั้น ตอนนี้ รีบๆออกมาแก้ปัญหาด้วยการเมืองใหม่ ช่วยๆกันคิด ช่วยๆกันทำ ดีกว่าทำเป็นอีแอบ รอจังหวะพอเห็นได้ทีก็ค่อยออกมาขโมยซีนชาวบ้านเขา ทำอย่างนั้นมันขาดจริยธรรมมันจะไม่ใช่การเมืองใหม่ มันการเมืองแบบเดิมแบบน้ำเน่า อิ อิ อิ

เกลียดทักษิณ

แนวคิด อ.นิธิ นั้นดีอยู่ แต่ค่อนข้างแดกดันพันธมิตร เกินไป และ อีกอย่างคือ คุณคือนักวิชา ทำไมคุณไม่คิดระบอบการเมืองใหม่ หรือ จะปฏิรูปสังคมไทย ใหม่ ก่อนที่จะมีพันธมิตร

พันธมิตร เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบ เผด็จการรัฐสภาของทักษิณ 378 เสียงในคราวนั้นล้มสลายลง จนเหลือแค่ 230+ เสียงได้ ในนามพรรคพลังประชาชน พันธมิตรฯ จะมีเจตนาแอบแฝงอะไรไว้ไหม ผมไม่ทราบ แต่ผม 1 ในคนเข้าร่วมพันธมิตรฯ เพราะผมเกลียดนักการเมืองขึ้โกง โกงบ้านกินเมือง ผมเห็น ผมรับรู้ ไม่ต้องมีใบเสร็จ แค่พฤติกรรมน่าจะเป็นไปได้ ก็ฟันได้ทันที (เอ๋ คำพูดคุ้นๆ เหมือน นายกฯ คนที่ 24 ของไทยพูดเลย คิคิ)

ดังนั้นขอให้ อ. นิธิ เสนอเลยครับ ว่าทำยังไง สังคมไทยถึงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อไหร่ นักการเมือง จะเป็น ผู้เสียสละทำงานเพื่อชาวบ้านจริงๆ เสียที ไม่ใช่เข้ามากอบโกย ถอนทุน

คนไทยแท้ๆ

และตามความคิดส่วนตัวผม คนดี อาจจะอยุ่ร่วมกับคนเลวได้ คนที่แตกต่างกันจะอยู่ร่วมกันได้แต่มีเงื่อนไขเดียวคือต้องรักษาสมดุลย์ให้ดี มีคนเลวจำนวนหนึ่งอย่าให้มีมากเกินกว่าที่คนดีจะแบกรับภาระไหว ไม่อย่างนั้น คนดีอาจจะต้องกลายเป็นคนเลว แล้วสังคมมันจะเริ่มวุ่นวาย อย่างที่เราเห็นกันในตอนนี้ เหมือนมีสิงโตในอาฟริกา ก็ต้องมีเหยื่อหรือเก้งกวาง จำนวนที่มากกว่า ถ้ามีน้อย สิงโตก็จะอดตาย หรือไม่ก็ล่าสัตว์จนหมดป่า ในที่สุดก็จะพากันตายหมดอยู่ดี ก็จะวุ่นวายหรือกลับกัน มีแต่เก้งกวางไม่มีสิงโต ในที่สุดกวางก็จะกินหญ้าจนหมด แล้วกวางก็จะเริ่มอดตาย มีขาวได้ ก็มีดำได้ ถ้ามีแต่เทา โลกก็ไม่ใช่โลกแต่เป็นสีทึมๆ ราบเรียบเหมือนกันไปหมด มีขาว มีดำ จึงจะเกิดภาพ เกิดตัวอักษร ดังเช่นภาพหมึกดำเขียนด้วยภู่กันจีน บนกระดาษขาว เป็นงานศิลปชั้นยอดของโลก ผมคิดว่าที่สังคมเราเกิดวิกฤติขึ้นครั้งนี้เพราะคนดีเหลืออด ลุกขึ้นมาทำระยำบ้าง ให้มันรู้กันไปว่าอยากจะสร้างสังคมเห็นแก่ตัวเรียกร้องเอาแต่ตัว กอบโกยแต่พวกของตัวดีนัก งั้นกูก็ขอเอามั่ง อย่าคิดว่าเป็นรัฐบาลแล้วจะถืออำนาจผูกขาดทำระยำได้คนเดียว นั่นคือ มีแต่คนสีเทาเต็มไปหมด มึงก็มีเลว กูก็มีเลว เจอกันมึงเตะ กูก็ต่อย มันก็ถึงได้วุ่นไง ถ้าคนเลว เจอคนดี มึงเตะ กูก็หนี มันก็จบ แต่สังคมมันพัฒนามาถึงจุดที่มีคนเลวมากเกินไปแล้ว ดังนั้นมันต้องเจอการต่อต้าน คนดีอาจจำเป็นต้องทำอะไรที่มันเลวๆบ้างเพื่อขจัด คนที่เลวจริงๆเลวมากๆ ออกไปเป็นการปรับสมดุลย์ มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่อยากจะสรุป คือ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงยังไม่จบง่ายๆ พันธมิตร หรือที่จริงต้องเรียกว่า ประชาชนหรือสังคมในส่วนที่ให้คุณค่ากับนามธรรมที่เรียกว่า คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม อะไรพวกนี้ ยังคงต้องสู้ต่อไป จนกว่าจะนำสมดุลย์กลับคืนสู่สังคมของเราได้ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้น คอยดูไปก็แล้วกัน อิ อิ อิ

คนใต้

เราต้องปฏิรูปสังคมโดยด่วน

ทำไมไม่ปฏิวัติโดยด่วน

ปฏิรูปเพื่ออะไร

พวกชนชั้นกลาง ก็ชอบแบบปฏิรูป ค่อยเป็นค่อยไป ประนีประนอม พูดแบบเดียวกับชนชั้นสูงสุดที่อยากให้พัฒนาไปช้าๆ นานๆ เนิบๆ

จะได้ไม่มีคู่แข่งทางการเมือง

สมชาย

อ.นิธิ ไม่เชื่อเรื่องการให้คนดีปกครองประเทศ
เนื่องจากอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือยากที่จะให้คำจำกัดความคนดี
น่าเห็นใจ อดีตปราชญ์ชาวบ้าน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คิดได้แค่นี้
หากเราไม่กล้าแม้แต่เพียงคิด ว่าจะต้องให้คนดีปกครองประเทศ ก็น่าเป็นห่วง
อ.นิธิ คงตกยุคจริงๆ ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ดูแลประเทศจะดีกว่า
หยุดทำร้ายบ้านเมือง ด้วยแนวความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองเลย
"ทิศทาง สำคัญกว่าความเร็ว"
บ้านเมืองเราอาจพัฒนาประชาธิปไตยมาแบบผิดทิศทาง
เราหยุดตั้งทิศทาง ตามแนวทางการเมืองใหม่ดีกว่า ดีกว่าเร่งพัฒนาแบบผิดทิศทางตามที่เป็นอยู่ ถ้าเรามาถูกทิศทาง ประเทศคงไม่เป็นแบบนี้

เมรี

1/ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดว่าให้"คนดีปกครองบ้านเมือง"...แต่เป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไรเลย พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น......

ผมขอเสนอให้เรียกว่า "ปฏิรูปสังคม" เราควรคำนึงถึง การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูประบบภาษี ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบปกครอง ฯลฯ ทำให้เห็นหน่อยค่ะ......ยากเหมือนกันนะหนูว่า..ยังไม่เห็นมีใครกล้าทำเลย....แม้แต่หนูยังทำไม่ได้ค่ะ

ไม่อยากพูดเลยว่า "ไม่ใช่คำพูดนี้ผิด แต่เป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไร พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น........

เชื่อว่าการชุมนุมของพันธมิตร สักวันหนึ่งคงมีวันเลิกรา แต่สิ่งที่ได้รับบ้าง...คงเป็นการเปิดหูเปิดตาและสร้างประสบการณ์การเมืองใหม่ให้ประชาชนบ้างไม่มากก็น้อย

555

กบ 21 เอย พล่ามออกมามันก็ไม่ต่างนักการเมืองที่แกยกย่องวะ เลวอยากมีอำนาจ เหรอ ลำบากอะไรเหรือลำบากพวกหอนอมาตยา บ้าคำ แต่พฤติกรรม ถ้าเลวก็คือเลว วะ ทำตัวให้เป็นมนุษย์มีสมอง อมาตยาก็ทำให้ประเทศชาติเจริญมาแล้วไม่มีเรื่องกินโกงงวะ แต่นักการเมืองรอประเทศเหลือแต่ซาก จริง สัตว์โง่

อนาจใจ

สิ่งที่คุณนิธิ (ไม่เรียกอาจารย์เพราะว่าเลิกนับถือมานานแล้ว) เสนอมา ใครๆ ก็พูดได้ครับ ในฐานะที่ท่านเป็นนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ น่าจะเสนอการ "ปฏิรูปสังคม" ให้เป็นรูปธรรมหน่อย อีกอย่างถ้าสถานการณ์ "ปกติ" ผมว่าแนวคิดของท่าน ก็คงตกไปเหมือนกัน ไม่มีนักเลือกตั้งคนไหนเอาด้วยอยู่แล้ว

นิธิเปลี๊ยนไป๊

นิธิ เปลี่ยนไป๊ กลายเป็นตาแก่ที่ลืม ความเป็นนักวิชาการไปแล้ว แต่เป็นนักวิชาการรับจ้างที่เอาความเป็นวิชาการมาโต้แทนที่จะเสนอรูปแบบที่มันเป็นรูปธรรม บอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่เห็นมันทำจริงๆได้เลน เสียดายที่ได้เป็น ถึงระดับ ศ. คนเราไม่น่าจะมาเสียตอนแก่จิงๆ ทิฐิ ละโมบ โลภ มืด มัว ทำให้คนเสื่อมครับ

ม.เที่ยงวัน

อ.นิธิ เคยวิพากษ์สังคมได้อย่างเฉียบคม แต่ผิดหวังกับข้อเขียน“การปฏิรูปสังคม” ที่แสดงถึงความคิดที่ตื้นเขิน ติดยึดกับกรอบความคิดดั้งเดิม ขลาดเขลาที่จะเสนอแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคนซึ่งตกอยู่ภายใต้ลิทธิทุนนิยมที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
พธม. อาจทำในสิ่งที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในสายตาของนักนิติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ แต่เรายอมรับหรือไม่ว่าการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบันตกอยู่ในวังวนของนักเลือกตั้งและระบอบทักษิณ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ก็มิอาจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ในทางตรงข้ามกลับกลายเป็นเกราะเหล็กป้องกันอย่างดีให้กับบรรดานักเลือกตั้ง นักธุรกิจการเมืองว่าตนเองสร้างความชอบธรรมจากการได้รับการเลือกตั้งให้เป็นตัวแทนของประชาชนและเมื่อได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองจึงตกอยู่ในวังวนของการคอร์รัปชั่นและการเครือข่ายระบบอุปถัมภ์..การเมืองใหม่..จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ควรที่กลุ่มใดจะไฮแจ๊คความปกติสุขของสังคม “ ...ถามกลับ ควรหรือไม่ที่นักเลือกตั้งที่จะไฮแจ็คระบบคุณธรรม จริยธรรม และความชอบธรรมในสังคมซึ่งมีเพวกเราละประชาชนเป็นตัวประกันเช่นกัน
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดว่าให้คนดีปกครองบ้านเมือง...” หากปราศจากการสร้างคุณค่า คนดี อันเป็นปรัชญาพื้นฐานในชีวิตของคนในสังคม จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันเมื่อถามนักศึกษาว่าอยากทำงานอะไรจะได้รับคำตอบว่า งานอะไรก็ได้ที่สบายและทำให้รวย จึงเป็นที่น่าประหลาดใจมากที่คนอย่างอ.นิธิกลับมองข้ามสิ่งเหล่านี้
“เราควรคิดถึงการปฏิรูปที่ดิน, การปฏิรูประบบภาษี, การปฏิรูปการศึกษา, การปฏิรูประบอบปกครอง ฯลฯ ไปพร้อมกัน...” เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่จะต้องทำให้เกิดการปฏิรูปดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่การปฏิรูปการเมืองออกจากระบอบทักษิณ เพื่อให้ได้อำนาจในกำหนดนโยบายและนำนโยบายปฏิบัติเป็นหัวใจและมีความสัมพันธ์เร่งด่วน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบอื่นๆในสังคมต่อไป
แม้พธม.เป็นผู้จุดประการกายของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเมือง นั่นมิได้หมายความว่า
เราจะต้องเดินตามกรอบที่พธม.ได้ขีดหรือคิดว่าถูกต้องเสมอไป แต่เป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมไทยเพื่อกระจายความเป็นธรรม กระจายรายได้และกระจายโอกาสให้แก่ประชาขนทุกคนในสังคม โดยไม่แบ่งฐานะ ชนชั้น และความคิดที่แตกต่าง และเป็นโอกาสนั

ม.เที่ยงวัน

....และเป็นโอกาสนักวิชาการทั้งหลายที่จะต้องกล้าที่จะสลัดหลุดจากโซ่ตรวนและพันธนาการทางความคิด กล้าที่จะคิดนอกกรอบ และพร้อมที่จะเสนอทางออกแก่สังคมไทยไม่ใช่เป็นแค่การความคิดที่เก่าซ้ำซากแต่ดูดี ถึงแม้ว่าจะต้องเผาตำราทั้งหลายที่ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและเสนอทางออกของประเทศทิ้งทั้งหมดก็ตาม

.........

สมศักดิ์ โกศัยสุข ไม่ควรใช้วิธีการโต้ตอบ อ.นิธิ ด้วยวิธีที่ปรากฏบนเวทีเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา จะนำไปสูความเสื่อม จะยิ่งทำลายแนวร่วม ไม่รู้ว่าบรรดาแกนนำคิดอะไร เห็นชอบแต่บอกว่าเราไม่มีแนวทางการเคลื่อนไหวเช่นนี้ แต่ก็ยังปรากฏอยู่เป็นนิจ การด่า อ.ชาญวิทย์ อ.ชัยวัฒน์ อ.อุบลรัตน์ อ.จอน ฯลฯ ไม่น่าจะเป็นวิธีที่ฉลาด ยิ่งยืนยันตรรกะเรื่องการสร้างความเกลียดชัง ถ้าพันธมิตรฯ ยังเดินแนวทางเช่นนี้จะยิ่งนำไปสู่ความเสื่อม

อะตอม

ครับคุณ#23สมชาย ผมว่าอ.นิธิ ไม่น่าจะสื่อแบบนั้น(ไม่เชื่อเรื่องการให้คนดีปกครองประเทศ) แต่น่าจะเป็นการนิยามคนดีที่เป็นนามธรรมของพธม.เกินไปและภายใต้เงื่อนไขความมีอยู่เป็นอยู่จริงที่เป็นข้อเท็จจริงของสังคมไทย

ที่มันรวมถึงพัฒนาการหลายๆด้านต่อคุณภาพการเข้าสู่อำนาจ ที่ไม่ว่าขั่วไหน(ตอนนี้) นิยามความดีแบบพธม. มันไม่มีอยู่จริง และการที่จะไปสู่ตรงนั้นมันไม่ใช่พธม.จะเสกได้เพราะแม้แต่ความดีฝ่ายที่พธม.ถือหางนั้นก็ไม่ต่างจากอีกฝ่ายเท่าไหร่ ตลอดจนตัวตนพธม.เองนั้นก็ยังเทาๆยังไม่ได้มาตรฐานความดีตามคำนิยามตัวเองด้วยซ้ำเหมือนกับคุณ"คนไทยแท้ๆ"ไปตีความคำว่าสีเทาของผมผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงที่ต้องการสื่อแบบจับแพะมาชนแกะมั่วไปไกลถึงเรื่องอื่นๆ

เพราะเทานั้นผมหมายถึงทั้งพธม.และที่พธม.ไปโจมตีเขา เพราะพธม.ใช้วิธีการแบบโจรกว่า(เทาถึงดำ)หรือมหาโจรไปยึดโจรหรือเทา(ยึดNBTและทำเนียบและที่อื่นๆ)โดยการตั้งข้อหาโจรเขาที่ไม่ใช่มติของมหาชน แต่ยกตนเองเป็นสีขาว

ดังนั้นเงื่อนไขในการสร้างคนดี เข้าสู่อำนาจ มันจึงเป็นเงื่อนไขที่เราต้องมาพูดกันบนข้อเท็จจริงด้วยความมีอยู่เป็นอยู่จริง ไม่ใช่ตั้งมาตรฐาน แบบยูโธเปีย หรือแบบยุคพระศรีอารย์ มาเป็นมาตรฐานบังคับขู่เข็ญข้อเท็จจริงที่เป็นตัวตนเราตอนนี้ต้องได้แบบนั้นแบบที่มันค้านข้อเท็จจริงของความมีอยู่เป็นอยู่จริงของสังคมไทยตอนนี้

ดังนั้นเป้าหมายของการสร้างคุณภาพ,ความดีในการเข้าสู่อำนาจหรือทางการเมือง ต้องเอาข้อเท็จจริงมาว่ากันที่การปรับเปลี่ยนปรับปรุง ในหลายๆมิติ ไม่ใช้แนวคิดแบบกำจัดสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อออกไปให้สิ้นซาก แบบเอาขาวไปกลบดำ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือการเอาเทาไปผสมเทา
ดังนั้นเทาเหมือนกันอย่ามาเพ่งโทษกันเกินไป หรือกำจัดเทาให้สิ้นซากเพราะมันก็จะวนมาสร้างผลกระทบที่สีเทาตัวเอง ผลกระทบรวมคนไทยด้วยกันเอง เหมือนไก่จิ๊กกันตายในกระทอเดียวกัน กอดคอตีเข่าคู่กรณีในน้ำท่ามกลางวิกฤตรวมเดียวกันผลใครตายก็ตายทั้งคู่ แล้วเงื่อนไขแบบไหนบ้างที่จะไม่กอดคอกันตาย ในวิธีการที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ก็คือเงื่อนไขแบบพธม.นี่ล่ะที่ระบบรวมจะต้องลด เพื่อให้สังคมเข้าสู่โหมดปกติไม่ใช่ตัวป่วนหรือตัวสร้างเงื่อนไขให้เข้าสู่สภาวะ CHAOS(ความสับวนวุ่นวายมีแต่ผู้เล่นที่เล่นมั่วทุกสนามทุกบทบาทหน้าที่ไม่มีใครฟังใครจนระบบบริหารจัดการตัวเองไม่ได้)มีแต่คนส่งกรรมสร้างเงื่อนไข

อะตอม

และคุณ"เที่ยงวัน"ครับนั้นคือเป้าหมายแบบยูโทเปีย เดียวกัน นั้นคือการสร้างสังคมในอุดมคติมันมีตัวแปรเงื่อนไข ตลอดจนวิธีการแบบใดอะไรบ้างแล้ววิธีการที่ใช้วิธีการไหนเป็น วิชาเป็นคุณ หรือวิธีการไหนเป็นมิจฉาฯ หรือวิบากกรรมร่วมแม้จะเจตนาในยูโธเปียเดียวกัน???

นั้นคือผมกำลังจะวิเคราะห์ถึงวิธีการแบบพธม.ถูกต้องไหม สร้างเงื่อนไขสร้างเงื่อนไขเป็นหลุมดำของความเกลียดชังเกินไปไหมในวิธีการหรือพูดให้ชัดเหมือนกับการให้คนบ้าถือไฟนำทาง(เพราะมิจฉาทิฐิ อันตรายกว่าคนบ้าถือไฟหลายเท่า เพราะรัสมีความเสียหายต่างกันมาก)
และกับคำนี้
"ไม่ควรที่กลุ่มใดจะไฮแจ๊คความปกติสุขของสังคม “ ...ถามกลับ ควรหรือไม่ที่นักเลือกตั้งที่จะไฮแจ็คระบบคุณธรรม จริยธรรม และความชอบธรรมในสังคมซึ่งมีเพวกเราละประชาชนเป็นตัวประกันเช่นกัน"

เพราะมันคือข้อกล่าวหาแบบสีเทาด่าสีเทา แม่ปูด่าลูกปู (มหาโจรปล้นโจร)คือเลือกวิธีการประกวดความเลวกัน แบบนั้นเหรอ?แล้ววิธีการที่สร้างสรรกว่านั้นมีไหม?มีแต่ไม่มีโอกาสได้แสดงเพราะมันมีคนใช้วิธีการ"ไฮแจ็ค"แล้ว คือยึดสนามผูกขาดการเล่น และเอาทุกคนในสนามเป็นตัวประกันแล้ว เงื่อนไขแบบนี้ล่ะมันปิดโอกาสวิธีการที่ถูกต้อง หรือบรรยากาศประชุมปัญญา

เพราะมันมีคนสร้างเงื่อนไขประชุมปัญหาเอาไว้ คือสร้างเงื่อนไขความสับสนวุ่นวายในระบบเป็นตัวต่อรองในการทำการไฮแจ็คสังคม เพื่อบังคับขู่เข็ญให้สังคมต้องเป็นไปตามเจตนาของคนกลุ่มนั้นเท่านั้น แล้วถ้ามันถูกและเป็นความหวังจริงในศักยภาพ และทิศทางการนำหรือตัวตนคนนำแบบนั้นเป็นขาวหรือเทพจริงๆที่นำเสนอแค่ความถูกต้องเท่านั้น ไม่มีเทาหรือดำหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้องในนั้น?

แม้จะขนาดนั้นต่อให้เป็นเทวดาก็ยังไม่ได้เพราะมันจะใช้ได้เฉพาะประชากรเทวดา ไม่ใช่ประชากรไทยหรือการรวมเงื่อนไขความต่างแบบคน ที่มีดีมีเลวมีสีสันของความต่างมากมายกว่าขาวหรือดำ นั้นคือเงื่อนไขแบบปชต. ไม่ใช้จะใช้วิธีการแบบอัตตาธิปไตย"ข้าคือความถูกต้อง"ตามแนวทางพธม.เท่านั้น

ตรงนี้ต่างหากที่สังคมหรือหลายคนตั้งคำถาม เขาไม่ได้รังเกียจ การเมืองใหม่ หรืออะไรที่พธม.เสนอ แต่เขากำลังตั้งคำถามเงื่อนไขแบบอัตตาธิปไตย(ข้าคือความถูกต้อง)ของพธม. ว่าเงื่อนไขแบบนี้ ควรเอาหมอนี่ไปเก็บหน่อยไหม? มันตัวช่วยหรือตัวซวยกันแน่ เล่นจนโดนเป่าฟาวส์ โดนไล่ออกไปแล้ว เกมโอเวอร์แล้วมันยังดันทุรังจะผูกขาดเล่นเด๋อต่อไม่สนใจใครแบบนั้นเห

อะตอม

ครับพธม.พยายามจะบอกว่าตัวเองได้จุดประกายให้สังคมขยายความต่อเรื่องการเมืองใหม่ (แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นการสร้างวาทะกรรมเพื่อปรับกลยุทธสร้างความชอบธรรมต่อการเคลื่อนไหว) เพราะมันไม่ใช่เจตนามาตั้งแต่ต้น(คือตีไปเรื่อยเพื่อหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ)

และถ้าเป็นความริเริ่มในเจตนาจริงมันควรจะเป็นจุดยืนตั้งแต่ตอนแรก แต่เอาน่ะ เนื้อหาเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นตัวตนปัญหาสังคมไทยจริงๆ แต่ถ้าความจริงตรงนี้จะถูกเสิร์ฟผ่านพธม.หรือใครที่ยังมีคำถาม???เรื่องเจตนา แต่เอาเป็นว่ามันเป็นเป้าหมายที่สังคมไทยเราควรต้องมองให้ลึกถึงทุกมิติของปัญหาเพื่อที่จะแก้ไขทุกมิติที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น ไปยังเป้าหมายคุณภาพของสังคมไทย(ปฎิรูปสังคม)
แต่สิ่งที่ผมอยากให้สังคมโฟกัสวิธีการแบบพธม. ที่ผมเห็นว่ามันอันตรายในวิธีการ และเป็นการจุดประกายเป็นต้นน้ำหรือการเสิร์ฟปัญหาที่เริ่มต้นหรือต้นน้ำก็ขุ่นขลักจากเงื่อนไขการสร้างหลุมดำความเกลียดชังเป็นกำแพงไปสู่บรรยากาศความร่วมมือหรือบรรยากาศแบบสังคมอุมปัญญา หรือประชุมปัญญา

เพราะมีการยึดที่ประชุม ด้วยเงื่อนไขประชุมปัญหา รอสหาบาทา ด้วยการสร้างเงื่อนไขแบบตัวประกันมาต่อรองอีกข้างบรรยากาศแบบนี้ เพื่อไปยังเป้าหมายแบบข้าคือความถูกต้อง มันก็ล็อกเสปกความถูกต้องไว้แค่ข้อเสนอพธม.แล้ว ส่วนข้อเสนออื่นๆในแนวทางสังคมอุดมปัญญา หรือประชุมปัญญา มันก็เกิดขึ้นโดยกระบวนการที่หลากหลายไม่ได้

เอาง่ายๆเช่น กรณีพธม.ไปโฟกัส เรื่องสัดส่วน70/30 หรือ50/50 มันตอบโจทย์ได้ถูกต้องทุกมิติไหมหรือโป้ว์ตรงนี้สนิมโผล่ตรงนั้น เช่นประเด็นการป้องกันฝ่ายการเมืองให้เป็นคนดีแต่ผลข้างเคียงมหาศาล เช่น เสถียรภาพฝ่ายบริหาร หรือเอกภาพในตัวนโยบายที่อาจจะต้องอาศัยเอกภาพของฝ่ายการเมืองที่จะนำเสนอนโยบาย และผลักดันนโยบายที่ดีที่สังคมยอมรับ

ในระดับที่ได้คะแนนเสียงมาอย่างบริสุทธิ์(สมมุติ) แต่เข้าไปแล้วเจอการโฟกัสแค่อวัยวะปัญหาแล้วสร้างกติกาหยุมหยิ๋มแบบพธม.เสนอเกินไปก็จะเข้าไปก็จะไปสหาบาทขัดขา ซ้ายก็กับดักขี้หมานักวิชาการ ขวาเกมการเมืองในพรรคตัวเองและพรรคร่วม,ฝ่ายค้าน ข้างหน้าก็มือตบพธม.รอบ้องหู
เพราะแนวคิดที่เราไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่ของระบบตัวแทน(ส.ส)คืออะไรสว.คือะไรภาคประชาชนคืออะไร ภาคการตรวจสอบควรจะเน้นมิติไหน หรือภาคตรวจสอบจะมีโครงสร้างที่ยึดโยงกับภาคประชาชน อย่างแข็งแรง แต่ไม่ใช่ให้ไปมั่วทุกเวทีทุกสนาม

I Pad

1. นิธิ เจือก ไม่รู้ว่า พธม. ประท้วงด้วยเรื่องอะไร แต่เจือกแย่งเมียชาวบ้านได้ แต่เจือกกล่าวว่าเงินทักษิณสะอาด "งาบ" ได้

2. นิธิ ในช่วง 1 - 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาสงสัยมัวแต่เอาใจใส่กับเมียชาวบ้านที่ขะมายมา เลยไม่ได้ยินว่า พธม. เสนอการคืนอำนาจให้ประชาชนทุกส่วนในสังคมได้มีตัวแทนเข้าไปทำ "การเมืองใหม่" ผ่านการเลือกตั้งแบบ 70/30 อย่างจริงจัง โดยปฏิเสธการมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของตัวแทน "นักเลือกตั้ง" ที่แสนโสมม ของ "การเมืองเก่า"

และสงสัยว่า นิธิ อาจจะมัวลุ่มหลงกับ "ของใหม่" ที่ขะมายเพื่อนมา เลยไม่มีเวลาทำการศึกษา "การเมืองใหม่" ว่าดีกว่า "การเมืองเก่า" หรือ "ของใหม่" ที่แกมัวเมาลุ่มหลง อย่างไร ทำให้แกรีบมะงุมมะงาหราตีค่า "การเมืองใหม่" ว่าเป็นการรอนสิทธ์ประชาชน

เฮ๊ย! เงยหน้าจาก "หม้อ" หน่อย เว๊ย! เฮ๊ย! หน้าจะได้หายมืดเสียที เว๊ย!

3. ยิ่งสงสัยนิธิหนักเข้าไปใหญ่เลย ว่าแกนับเลขเป็นหรือเปล่าวะ ยังไม่ทันจะทำการเมืองให้ "ใหม่" ได้เลย นี่มันจะให้ไปแก้ "วัฒนธรรม" "สังคม" "วิทยุ" "การแสดง" ฯลฯ ว่ากันนัวไปเลย นี่มันตั้งใจจะแสดงให้ใครหลงเชื่อวะ ว่ามันเก่ง

แต่ตัวเองนับเลขเรียงลำดับยังไม่เป็นเลย เพ้อเจ้อเหมือนนกแก้วนกขุนทองจริงๆ หรือว่าได้ด็อกเตอร์แบบเดียวกับเป็ดเหลิมวะเนี่ย?

สรุป แกว่าเสียดายเวลาที่ พธม. ก่อ "เหตุ" ขึ้น แต่ผมกลับเห็นว่าประเทศน่าเสียหายมากกว่าที่มีนักวิชาการแนวเดียวกับแกมากเหลือเกิน

ไกลเที่ยง

บทความ อจ.นิธิคราวนี้เสนอข้อเท็จจริงมากที่สุดให้เห็นชัดว่าอะไรเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่ข้อเสนอแก้ไขสำหรับกลุ่มคนที่มีบทบาทป่วนการเมืองมากที่สุด ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะคนเหล่านั้นยังคงยืนกราน (ฝังใจ) ว่าพวกตนกำลังกระทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และเป็นการกระทำอันสูงส่งเหมือนดั่งได้รับบัญชามาจากสรวงสวรรค์ ทำให้คำโต้แย้ง ข้อท้วงติงต่างๆ กลายเป็นอคติไปเสียหมด

ความเชื่อฝังแน่นจนมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน อื่นๆ รอบข้างและฝั่งตรงข้ามแบบนี้ทำให้เกิดมิคสัญญีมาแล้วในสงครามครูเสด และสงครามล้างเผ่าพันธุ์ของผู้นิยมลัทธินาซี สังเกตุจากที่มีผู้แสดงความเห็นโจมตีอจ.นิธิ ในที่นี้ล้วนเป็นความเห็นที่ยึดมั่นถือมั่นกับพันธมิตรฯ
เหนียวแน่นทั้งสิ้น

ทำให้บางรายจาบจ้วงในเรื่องบุคคลิกของผู้เขียนมากกว่าแนวคิดที่เขาได้เสนอออกมา ขั้นเบาๆ ก็ว่าผิดเพี้ยนเปลี่ยนไป แถมยังนำไปเปรียบกับนักวิชาการบางคนที่ชัดเจนว่าเห็นด้วยกับฝ่ายพันธมิตรฯ แต่พยายามแสดงความเป็นกลางให้ได้รับการยอมรับในฐานะนักวิชาการ อย่างหมอประเวศ และนายธีรยุทธ

เหล่านี้ทำให้เห็นว่าการปฏิรูปที่อจ.นิธิเสนอให้ขยายออกไปถึงด้านวัฒนธรรมและสังคม ควรรวมถึงการศึกษาด้วย อันเป็นการศึกษาการเมืองให้เข้าใจว่าพื้นฐานของประชาธิปไตยไม่ใช่ทุกคนถูกหมด แต่กลับกันคือทุกคนผิดหมด ตราบเท่าที่ความเห็นของตนสอดคล้องกับคนจำนวนมากที่สุด นั่นแหละจึงเป็นข้อสรุปของสังคมทั้งมวลที่ทุกคนยอมรับได้

เพราะหากทุกคนถูกหมดแล้วไม่มีใครยอมรับใคร จึงตัดสินด้วยการกำจัดกวาดล้างกันดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ถ้าพันธมิตรยังไม่ยอมฟังแม้แต่คนที่เคยเห็นพ้องกับตน รอแต่ฟ้าสั่งอย่างเดียววิกฤตินี้ไม่มีทางจบได้ด้วยดี

โถ่เอ๋ยนิธิ

บทความอ่านแล้วทำให้นึกถึง หน้าตาแว่นตา เวลาอาจารย์แกพูด คงใส่เสื้อ คอโปโล ลายทางแบบ เดิม ๆ ซ้ำ ๆ ใส่กางเกงตัวเก่ง ไม่ใส่รองเท้าหนัง เลือกใส่ รองเท้าแตะ ภาพเหล่านี้คุ้นกันมานาน จน คนที่เขารู้ทัน อาจารย์ นิธิ หก สี่ เอี่ยว เลยบอกว่า " เอาอีกแล้ว "

" เอาอีกแล้ว " พูดให้คนไม่รู้ เข้าใจว่า รู้มาก ห้ามคนนั้นคนนี้ พูดอย่างนั้นอย่างนี้ กรูพูดได้ พูดถูก อยู่คนเดียว นอกนั้น โง่หมด ใน ม.เที่ยงคืนกว่า ๆ เขา เบื่อกันหรือยัง เคยถามคนฟังหรือไม่ พูดเสร็จ แก ก็มักจะไป.......

" ไฮแจค.........เมียเพื่อน.................เอามาเป็นเมียเรา "

นี่หรือ ............... นิธิ หก สี่ เอี่ยว........พ่อ ทุกสถาบัน...... เทวดา.....แห่งฟ้าเมืองไทย ............ เมือง ที่คน ไม่พูด หรือ เลือก ที่จะไม่พูด กลายเป็น " คนโง่ " ทันที

" ไฮแจค..............วิชาการ...........เอาคำพูดฝรั่ง.......มาเป็นของเรา...."

นี่หรือ.................. นิธิ หก สี่ เอี่ยว.......ผู้มาโปรดโลก......หลังเที่ยงคืน........

.................................................... " พวก บ้า วิชาการ ".................เต็มบ้านเต็มเมือง..................................................................

.

. คราวหน้าจะ.......ไฮแจค.........อะไรดีครับ......?.........จาน.......

........................................พวกกระสือ วิชาการ......มาหลังเที่ยงคืน ทุกที......

อะตอม

ขอเพิ่มเติมด้วยการเอาความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันจากที่พูดไว้มาแปะแล้วกัน(วิภาคประชาภิวัฒน์)

http://www.prachathai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=13690&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

และนี่"ทางแพร่งวประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่กว่า"

http://prachatai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=13742&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai