เปิดร่างรัฐธรรมนูญร้อน ฉบับ คปพร.

เปิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับร้อนที่กำลังเป็นข้อถกเถียงของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ซึ่งทำการรวบรวมรายชื่อประชาชนซึ่ง คปพร.ระบุว่ามีกว่าสองแสนรายชื่อเมื่อเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2551 เพื่อประกอบในการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตามมาตรา291 (1) ต่อประธานรัฐสภา โดยล่าสุด นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้บรรจุญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามร่าง คปพร.แล้ว และทันทีที่สภาผู้แทนราษฎร รับทราบการแถลงนโยบายรัฐบาลในวัน 7-9 ต.ค.แล้ว สัปดาห์ต่อไป (15 ต.ค.) สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาได้ตามวาระเร่งด่วน สำหรับเขาถือว่าทำตามหน้าที่แล้ว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ที่ประชุมสภา จะรับร่างหรือไม่


 

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาคัดค้านพร้อมระบุว่าเป็นความไม่จริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาล เนื่องจากร่างดังกล่าวยกฉบับปี 40 มาทั้งฉบับ ไม่มีมาตรา 237 เกี่ยวกับคดียุบพรรค และมาตรา309 เรื่องการเอาผิดคดีทุจริตของอดีตผู้นำ

 

ทั้งนี้ คปพร. เป็นการรวมตัวกันของ 35 องค์กร นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ, นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เก่า ซึ่งนำเสนอวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาเป็นหลัก

 

จุดยืนของ คปพร.ต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เคยแถลงเอาไว้ว่า 1. รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผลผลิตของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คมช.คือ ผู้กำหนดและบงการ ส.ส.ร.50 จึงเป็นรัฐธรรมนูญของระบอบเผด็จการ การลงประชามติยังทำภายใต้กฎอัยการศึกและบรรยากาศทางการเมืองแบบเผด็จการและเป็นไปในเชิงบังคับ 2.รัฐธรรมนูญ 2550 มีเนื้อหาเผด็จการตัดตอนประชาธิปไตย ควบคุมระบบรัฐสภาทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ลดทอนอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย เช่น ระบบเลือกตั้ง 1 เขต 3 เบอร์และการแบ่งพื้นที่สัดส่วน 8 ส่วน รวมทั้งการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก 74 คน และการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก จังหวัดละ 1 คน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญเหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ 3.คปพร.ขอเรียกร้องต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้ เพราะเป็นการทวงคืนประชาธิปไตย จึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับตัดแปะ คปพร.ยังเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการจัดตั้ง ส.ส.ร.3 และการลงประชามติด้วย

 

 

0000

 

 

ร่าง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่..)

พุทธศักราช....

 


 

……………………………

……………………………

……………………………

                   ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                   ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

                         มาตรา               รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า  "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่..)  พุทธศักราช...."

                         มาตรา              รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                         มาตรา              ให้ยกเลิกความในมาตรา    ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                         "มาตรา               ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด  เพศ  หรือศาสนาใด  ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

                         ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  ประชาชนชาวไทยย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาต่างๆ  อย่างเท่าเทียมกัน"

                         มาตรา              ให้ยกเลิกหมวด    ถึงหมวด  ๑๕  มาตรา  ๒๖  ถึง  มาตรา  ๒๙๑  และบทเฉพาะกาล  มาตรา  ๒๙๒  ถึง  มาตรา  ๓๐๙  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

"หมวด  

สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย

 


 

                   มาตรา    ๒๖     การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร  ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ  และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

                   มาตรา  ๒๗   สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง  โดยปริยาย  หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี  ศาล  และองค์กรอื่นของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย  การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง

                         มาตรา    ๒๘     บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น  ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ  หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

                   บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

                         มาตรา    ๒๙     การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น  และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

                         กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง  ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย

                         บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย  โดยอนุโลม

                   มาตรา    ๓๐      บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

                         ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

                   การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง  ถิ่นกำเนิด  เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ  สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา  การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมือง  อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  จะกระทำมิได้

                         มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น  ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

                         มาตรา   ๓๑      บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

                         การทรมาน  ทารุณกรรม  หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม  จะกระทำมิได้  แต่การลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ  ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้

                         การจับ  คุมขัง  ตรวจค้นตัวบุคคล  หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิ  และเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง  จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

                         มาตรา    ๓๒     บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา  เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้

                         มาตรา    ๓๓     ในคดีอาญา  ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด

                         ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด  จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

                         มาตรา   ๓๔     สิทธิของบุคคลในครอบครัว  เกียรติยศ  ชื่อเสียง  หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว  ย่อมได้รับความคุ้มครอง

                         การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว  เกียรติยศ  ชื่อเสียง  หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว  จะกระทำมิได้  เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

                         มาตรา    ๓๕     บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน

                         บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข  การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง  หรือการตรวจค้นเคหสถาน  จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

                         มาตรา    ๓๖      บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร

                         การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ  ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน  การผังเมือง  หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์

                   การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร  หรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร  จะกระทำมิได้

                         มาตรา    ๓๗     บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย

                         การตรวจ  การกัก  หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน  รวมทั้งการกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกันจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ  หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

                         มาตรา   ๓๘     บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา  นิกายของศาสนา  หรือลัทธินิยมในทางศาสนา  และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน  เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

                   ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง  บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ  อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา  นิกายของศาสนา  ลัทธินิยมในทางศาสนา  หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ  แตกต่างจากบุคคลอื่น

                   มาตรา  ๓๙    บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  การพูด  การเขียน  การพิมพ์  การโฆษณา  และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

                         การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ  เพื่อคุ้มครองสิทธิ  เสรีภาพ  เกียรติยศ  ชื่อเสียง  สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น  เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

                         การสั่งปิดโรงพิมพ์  สถานีวิทยุกระจายเสียง  หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์  เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้  จะกระทำมิได้

                         การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์  สิ่งพิมพ์  วิทยุกระจายเสียง  หรือวิทยุโทรทัศน์  จะกระทำมิได้  เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ  แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามความในวรรคสอง

                         เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทำมิได้

                         มาตรา   ๔๐      คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  และวิทยุโทรคมนาคม  เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

                         ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง  และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น  ทั้งในด้านการศึกษา  วัฒนธรรม  ความมั่นคงของรัฐ  และประโยชน์สาธารณะอื่น  รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

                   มาตรา  ๔๑     พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์  วิทยุกระจายเสียง  หรือวิทยุโทรทัศน์  ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ  โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือเจ้าของกิจการนั้น  แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ

                         ข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์  ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

                         มาตรา   ๔๒     บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ

                         การศึกษาอบรม  การเรียนการสอน  การวิจัย  และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ  ย่อมได้รับความคุ้มครอง  ทั้งนี้  เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

                         มาตรา    ๔๓     บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

                         การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ  ย่อมได้รับความคุ้มครอง  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๔๔     บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

                         การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ  และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ  หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก

                   มาตรา  ๔๕    บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม  สหภาพ  สหพันธ์  สหกรณ์  กลุ่มเกษตรกร  องค์การเอกชน  หรือหมู่คณะอื่น

                         การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน  เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ

                         มาตรา    ๔๖       บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ  และมีส่วนร่วมในการจัดการ  การบำรุงรักษา  และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๔๗     บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น  ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

                         การจัดองค์กรภายใน  การดำเนินกิจการ  และข้อบังคับของพรรคการเมือง  ต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                         สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง  กรรมการบริหารของพรรคการเมือง  หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจำนวนที่กำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้  หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

                         ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ให้มติหรือข้อบังคับนั้นเป็นอันยกเลิกไป

                   มาตรา  ๔๘    สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง  ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้  ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง  สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๔๙      การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค  การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ  การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ  การผังเมือง  การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม  การพัฒนาการเกษตร  หรือการอุตสาหกรรม  การปฏิรูปที่ดิน  หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น  และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่ง  ต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ  การได้มา  สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์และความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน

                                      กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้ง  ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว  ต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท

                   การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เจ้าของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม  และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป  ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๕๐      บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

                         การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ  การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค  การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  การจัดระเบียบ  การประกอบอาชีพ  การคุ้มครองผู้บริโภค  การผังเมือง  การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม  สวัสดิภาพของประชาชน  หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด  หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

                         มาตรา    ๕๑      การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน  หรือโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งให้กระทำได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ  หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก

                         มาตรา    ๕๒      บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน  และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   การบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ  โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้

                         การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย  รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๕๓       เด็ก  เยาวชน  และบุคคลในครอบครัว  มีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม

                         เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล  มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมจากรัฐ  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา   ๕๔     บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ  มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๕๕     บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ  มีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   มาตรา  ๕๖     สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา  และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ  และในการคุ้มครอง  ส่งเสริม  และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง  ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย  สวัสดิภาพ  หรือคุณภาพชีวิตของตน  ย่อมได้รับความคุ้มครอง  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะกระทำมิได้  เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม  ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  ราชการส่วนท้องถิ่น  หรือองค์กรอื่นของรัฐ  เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง  ย่อมได้รับความคุ้มครอง

                         มาตรา    ๕๗     สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย  กฎ  และข้อบังคับ  และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ  เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

                         มาตรา    ๕๘       บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ  ความปลอดภัยของประชาชน  หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๕๙      บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล  คำชี้แจง  และเหตุผล  จากหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนิน  โครงการ  หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม  สุขภาพอนามัย  คุณภาพชีวิต  หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น  และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว  ทั้งนี้  ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๖๐      บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๖๑      บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๖๒     สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  ราชการส่วนท้องถิ่น  หรือองค์กรอื่นของรัฐ  ที่เป็นนิติบุคคล  ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น  ย่อมได้รับความคุ้มครอง  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         มาตรา    ๖๓      บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้  หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้  มิได้

                                      ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง  ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว  แต่ทั้งนี้  ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว

                         ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง  ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้

                         มาตรา    ๖๔      บุคคลผู้เป็นทหาร  ตำรวจ  ข้าราชการ  เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  พนักงานส่วนท้องถิ่น  และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐ  ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป  เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมาย  กฎ  หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง  สมรรถภาพ  วินัย  หรือจรรยาบรรณ

                   มาตรา  ๖๕     บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ  ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

หมวด  

หน้าที่ของชนชาวไทย

 


 

                         มาตรา   ๖๖      บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้

                         มาตรา    ๖๗      บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

                         มาตรา    ๖๘      บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

                                      บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งและการอำนวยความสะดวกในการไปเลือกตั้ง  ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   มาตรา  ๖๙    บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ  รับราชการทหาร  เสียภาษีอากร  ช่วยเหลือราชการ  รับการศึกษาอบรม  พิทักษ์  ปกป้อง  และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น  และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ทั้งนี้  ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   มาตรา  ๗๐    บุคคลผู้เป็นข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือของราชการส่วนท้องถิ่น  และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม  อำนวยความสะดวก  และให้บริการแก่ประชาชน

                   ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน  บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง

                         ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลและขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้

หมวด  

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

 


 

                   มาตรา    ๗๑       รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์  เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต

                         มาตรา    ๗๒      รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช  ความมั่นคงของรัฐ  สถาบันพระมหากษัตริย์  ผลประโยชน์แห่งชาติ  และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และเพื่อการพัฒนาประเทศ

                         มาตรา   ๗๓     รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น  ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา  รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต

                                      มาตรา         ๗๔       รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ  และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค

                         มาตรา    ๗๕     รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย  คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล  จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกัน  รวมทั้งจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

                         รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้พอเพียงกับการบริหารงานโดยอิสระของคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ศาลรัฐธรรมนูญ  ศาลยุติธรรม  ศาลปกครอง  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

                         มาตรา    ๗๖       รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย  การตัดสินใจทางการเมือง  การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมือง  รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

                         มาตรา    ๗๗     รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง  จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ข้าราชการ  และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ  เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ  และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่

                         มาตรา    ๗๘     รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง  พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ  รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่  โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น

                   มาตรา  ๗๙    รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน  บำรุงรักษา  และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล  รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม  บำรุงรักษา  และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน  ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย  สวัสดิภาพ  และคุณภาพชีวิตของประชาชน

                         มาตรา    ๘๐        รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน  ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย  เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว  และความเข้มแข็งของชุมชน

                   รัฐต้องสงเคราะห์คนชรา  ผู้ยากไร้  ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้

                         มาตรา    ๘๑      รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม  จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ  ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม  สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่างๆ  เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ  พัฒนาวิชาชีพครู  และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น  ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ

                         มาตรา    ๘๒     รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

                         มาตรา   ๘๓     รัฐต้องดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

                   มาตรา  ๘๔    รัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม  จัดหาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง  และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด  รวมทั้งส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร

                         มาตรา    ๘๕       รัฐต้องส่งเสริม  สนับสนุน  และคุ้มครองระบบสหกรณ์

                   มาตรา  ๘๖    รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ  คุ้มครองแรงงานโดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง  จัดระบบแรงงานสัมพันธ์  การประกันสังคม  รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม

                   มาตรา  ๘๗    รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด  กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม  คุ้มครองผู้บริโภค  และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม  รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ  และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน  เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ  รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม  หรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค

                         มาตรา    ๘๘      บทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตรากฎหมายและการกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

                         ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา  ๒๑๑  คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้  และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการรวมทั้งปัญหาและอุปสรรค  เสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง

                         มาตรา    ๘๙      เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวดนี้  ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ  ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม

                         แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ  ต้องให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้

                         องค์ประกอบ  ที่มา  อำนาจหน้าที่  และการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด  

รัฐสภา

 


 

ส่วนที่ ๑

บททั่วไป

 


 

                   มาตรา   ๙๐      รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                         รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน  ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

                   มาตรา  ๙๑    ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา  ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา

                   ในกรณีที่ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร  หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้  ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน

                         ประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้  และดำเนินกิจการของรัฐสภาในกรณีประชุมร่วมกันให้เป็นไปตามข้อบังคับ

                         ประธานรัฐสภาและผู้ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

                         รองประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้และตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย

                         มาตรา    ๙๒     ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

                         มาตรา    ๙๓      ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว  ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย  และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว  ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

                         มาตรา    ๙๔      ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา  หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา  รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใหม่  ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว  ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน  ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

                                      มาตรา         ๙๕        บุคคลจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได้

                                      มาตรา         ๙๖         สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา  มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา  ๑๑๘  ()  ()  ()  ()  ()  ()  ()  (๑๑)  หรือ  (๑๒)  หรือมาตรา  ๑๓๓  ()  ()  ()  ()  ()  ()  หรือ  (๑๐)  แล้วแต่กรณี  และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่

                         เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว  ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง

                         มาตรา    ๙๗      การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง  หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง  ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก  รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง  หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  แล้วแต่กรณี  เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ส่วนที่  

สภาผู้แทนราษฎร

 


 

               มาตรา  ๙๘    สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน  โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา  ๙๙  จำนวนหนึ่งร้อยคน  และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา  ๑๐๒  จำนวนสี่ร้อยคน

                   ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด  และยังมิได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง  ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่

                                      มาตรา         ๙๙         การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ  ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น  โดยให้เลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญชีเดียว  และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

                         บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง  ให้พรรคการเมืองจัดทำขึ้นพรรคการเมืองละหนึ่งบัญชีไม่เกินบัญชีละหนึ่งร้อยคน  และให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนวันเปิดสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

                         รายชื่อของบุคคลในบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่งจะต้อง

                   ()   ประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ  อย่างเป็นธรรม

                   ()  ไม่ซ้ำกับรายชื่อในบัญชีที่พรรคการเมืองอื่นจัดทำขึ้น  และไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา  ๑๐๒  และ

                   ()  จัดทำรายชื่อเรียงตามลำดับหมายเลข

                         มาตรา    ๑๐๐    บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ  ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีนั้นได้รับเลือกตั้ง  และมิให้นำคะแนนเสียงดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อหาสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวรรคสอง

                         วิธีคำนวณสัดส่วนคะแนนเสียงที่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับ  อันจะถือว่าบุคคลซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งตามสัดส่วนที่คำนวณได้  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

                   ให้ถือว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง  ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลำดับจากหมายเลขต้นบัญชีลงไปตามจำนวนสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คำนวณได้สำหรับบัญชีรายชื่อนั้น

                         มาตรา   ๑๐๑    ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๑๙  ()  ในกรณีที่มีเหตุใดๆ  ทำให้ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน  ให้สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

                         มาตรา    ๑๐๒   การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละหนึ่งคน

                   การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน  ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง  เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน

                         จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี  ให้นำจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนที่คำนวณได้ตามวรรคสองมาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น  จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตามวรรคสอง  ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน  จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน  ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

                         เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว  ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสี่ร้อยคน  จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตามวรรคสามมากที่สุดให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน  และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณตามวรรคสามในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวนสี่ร้อยคน

                   มาตรา  ๑๐๓  จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เกินหนึ่งคน  ให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง  และจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน  ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งมีจำนวนเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี  โดยจัดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน

                         จังหวัดใดมีการแบ่งเขตเลือกตั้งมากกว่าหนึ่งเขต  ต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกัน  และต้องให้จำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน

                         มาตรา   ๑๐๔    ในการเลือกตั้งทั่วไป  ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้นเพียงบัญชีเดียว  และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน

                         ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งว่างลงตามมาตรา  ๑๑๙  ()  ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน

                         การเลือกตั้ง  ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

                         ในแต่ละเขตเลือกตั้ง  ให้ดำเนินการนับคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งรวมกันและประกาศผลการนับคะแนนโดยเปิดเผย  ทั้งนี้    สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งแต่เพียงแห่งเดียวในเขตเลือกตั้งนั้นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด  เว้นแต่เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเฉพาะท้องที่  คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้  ทั้งนี้  ตามที่บัญญัติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

                                      การนับคะแนนและการประกาศคะแนนที่บัญชีรายชื่อแต่ละบัญชีได้รับในแต่ละเขตเลือกตั้งตามมาตรา  ๑๐๓  ให้นำบทบัญญัติวรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                         มาตรา    ๑๐๕    บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้  เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

                   ()   มีสัญชาติไทย  แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ  ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

                   ()  มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่    มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง  และ

                   ()   มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง

                         ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งตามมาตรา  ๑๐๓  ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน  หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง  หรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร  ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง  ทั้งนี้  ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาบัญญัติ

                                      มาตรา      ๑๐๖      บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง  เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง  คือ

                   ()   วิกลจริต  หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

                   ()  เป็นภิกษุ  สามเณร  นักพรต  หรือนักบวช

                   ()   ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

                   ()   อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

                   มาตรา  ๑๐๗  บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้  เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

                   ()   มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

                   ()  มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง

                   ()  เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน

               () ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  ด้วย  คือ

                        (ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

                              (ข)  เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง  หรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น

                              (ค)   เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง

                        (ง)  เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา

                        (จ) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี

                         มาตรา   ๑๐๘    พรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง  ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด  จะส่งได้คนเดียวในเขตเลือกตั้งนั้น

                         มาตรา   ๑๐๙    บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้  เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  คือ

                   ()     ติดยาเสพติดให้โทษ

                   ()     เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี

                   ()    เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาแทนราษฎรตามมาตรา  ๑๐๖  ()  ()  หรือ  (๔)

                   ()     ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

                   ()     เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

               ()    เคยถูกไล่ออก  ปลดออก  หรือให้ออกจากราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  เพราะทุจริตต่อหน้าที่  หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

                   ()    เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน  เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

                   ()      เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง

                   ()      เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

                   (๑๐)   เป็นสมาชิกวุฒิสภา

                   (๑๑)   เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือของราชการส่วนท้องถิ่น  หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

                         (๑๒)      เป็นกรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ตุลาการศาลปกครอง  กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

                   (๑๓)  อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา  ๒๙๕

                   (๑๔)  เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา  ๓๐๗  ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งและยังไม่พ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง

                         มาตรา   ๑๑๐    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้อง

                   ()   ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น  ผู้บริหารท้องถิ่น  หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น  ทั้งนี้  นอกจากข้าราชการการเมืองอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรี

               () ไม่รับสัมปทานจากรัฐ  หน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ  หน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน  หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว

                   ()   ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใดๆ  จากหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  เป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  ปฏิบัติกับบุคคลอื่นๆ  ในธุรกิจการงานตามปกติ

                         บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับเบี้ยหวัด  บำเหน็จ  บำนาญ  เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์  หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน  และมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับหรือดำรงตำแหน่งกรรมาธิการของรัฐสภา  สภาผู้แทนราษฎร  หรือวุฒิสภา  หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในฐานะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน  ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรี

                   มาตรา  ๑๑๑   สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการบรรจุ  แต่งตั้ง  ย้าย  โอน  เลื่อนตำแหน่ง  และเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง  พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง

                   มาตรา  ๑๑๒  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้  หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

                         มาตรา    ๑๑๓    เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม  ให้รัฐสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องดังต่อไปนี้

                         ()       จัดที่ปิดประกาศและที่ติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในสาธารณสถานซึ่งเป็นของรัฐ

                   ()  พิมพ์และจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

                   ()   จัดหาสถานที่หาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

                   ()   จัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ให้แก่พรรคการเมือง

                   ()  กิจการอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด

                         การดำเนินการตาม  (๑)  ()  และ  ()  โดยผู้สมัครรับเลือกตั้ง  พรรคการเมือง  หรือบุคคลอื่นนอกจากรัฐ  จะกระทำมิได้

                         หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการดำเนินการตามมาตรานี้  ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  ซึ่งต้องให้โอกาสโดยเท่าเทียมกัน

                         มาตรา    ๑๑๔    อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้ง

                         มาตรา    ๑๑๕    เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป  ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง  และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

                         มาตรา    ๑๑๖    พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่

                         การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา  ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวัน  และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

                         การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

                         มาตรา    ๑๑๗    สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง

                         มาตรา   ๑๑๘    สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง  เมื่อ

                   ()     ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

                   ()    ตาย

                   ()     ลาออก

                   ()     ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๗

                   ()     มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๑๐๙  ()  ()  ()  ()  ()  ()  ()  ()  (๑๐) (๑๑)  (๑๒)  (๑๓)  หรือ  (๑๔)

                   ()     กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา  ๑๑๐  หรือมาตรา  ๑๑๑

                   ()     ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี

                   ()      ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก  หรือพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น  ให้พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก  ในกรณีเช่นนี้  ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ลาออกหรือพรรคการเมืองมีมติ  เว้นแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติคัดค้านว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา  ๔๗  วรรคสาม  ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา  ๔๗  วรรคสาม  ให้ถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา  ๔๗  วรรคสาม  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

                   ()      ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิก  และไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง  ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบวันนั้น

                         (๑๐)     วุฒิสภามีมติตามมาตรา  ๓๐๗  ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง  หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา  ๙๖  ในกรณีเช่นนี้  ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย  แล้วแต่กรณี

               (๑๑) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานสภาผู้แทนราษฎร

                   (๑๒)  ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

                         การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม  (๗)  ให้มีผลในวันถัดจากวันที่ครบสามสิบวันนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

                         มาตรา    ๑๑๙    เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

                   ()   ในกรณีที่ตำแหน่งที่ว่างเป็นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองใดจัดทำขึ้นตามมาตรา  ๙๙  ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง  ให้ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน

                   ()  ในกรณีที่ตำแหน่งที่ว่างเป็นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา  ๑๐๒  ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง  เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

                         สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตาม  (๑)  ให้เริ่มตั้งแต่วันถัดจากวันที่ผู้เข้ามาแทนนั้นได้รับการประกาศชื่อ  ส่วนสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตาม  (๒)  ให้เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนนั้นให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่

                         มาตรา   ๑๒๐   ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว  พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกในสังกัดของพรรคตนมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี  และมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี  แต่ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในขณะแต่งตั้ง  เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

                         ในกรณีที่ไม่มีพรรคการเมืองใดในสภาผู้แทนราษฎรมีลักษณะที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง  ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคนั้น  มิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี  เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  ในกรณีที่มีเสียงสนับสนุนเท่ากัน  ให้ใช้วิธีจับสลาก

                         ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

                         ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรย่อมพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติดังกล่าวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  และให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๑๕๒  มาใช้บังคับโดยอนุโลม  ในกรณีเช่นนี้พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

ส่วนที่  

วุฒิสภา

 


 

                   มาตรา    ๑๒๑    วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจำนวนสองร้อยคน

                         ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ  และยังมิได้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง  ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

                         มาตรา    ๑๒๒   การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา  ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

                         การคำนวณเกณฑ์จำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี  ให้คำนวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๑๐๒  วรรคสอง  วรรคสาม  และวรรคสี่  โดยอนุโลม

                         มาตรา   ๑๒๓   ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา  มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน

                         การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

                   ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาได้มากกว่าหนึ่งคน  ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจนครบจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้น  เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา

                   มาตรา  ๑๒๔  ให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๑๐๕  และมาตรา  ๑๐๖  มาใช้บังคับกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย  โดยอนุโลม

                   มาตรา  ๑๒๕  บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้  เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา

                   ()   มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

                   ()  มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง

                   ()  สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

                   ()  มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา  ๑๐๗  ()

                         มาตรา   ๑๒๖   บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้  เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา

                   ()   เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง

                   ()  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วยังไม่เกินหนึ่งปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

                   ()   เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในอายุของวุฒิสภาคราวก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง

                   ()   เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา  ๑๐๙  ()  ()  ()  ()  ()  ()  ()  ()  ()  (๑๑)  (๑๒)  (๑๓)  หรือ  (๑๔)

                         มาตรา   ๑๒๗   สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นรัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่นมิได้

                         บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกินหนึ่งปี  เว้นแต่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา  ๑๓๓  ()  จะเป็นรัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่นมิได้

                   มาตรา  ๑๒๘  ให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๑๑๐  และมาตรา  ๑๑๑  มาใช้บังคับกับการกระทำอันต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาด้วย  โดยอนุโลม

                   มาตรา  ๑๒๙  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้  หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

                   เพื่อประโยชน์ในการแนะนำผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยเท่าเทียมกัน  ให้รัฐดำเนินการดังต่อไปนี้

                   ()   จัดให้มีการปิดประกาศและติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้ง

                   ()  พิมพ์และจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งไปให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

                   ()  จัดหาสถานที่  และจัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์  เพื่อแนะนำผู้สมัครรับเลือกตั้ง

                   ()   กิจการอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด

                         หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามวรรคสอง  ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

                         การแนะนำผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยผู้สมัครรับเลือกตั้งเองหรือบุคคลอื่นจะกระทำได้เฉพาะเท่าที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น

                         มาตรา    ๑๓๐    อายุของวุฒิสภามีกำหนดคราวละหกปีนับแต่วันเลือกตั้ง

                                      มาตรา      ๑๓๑      เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป  ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง  และวันเลือกตั้งต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

                         เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา  ๑๖๘  ให้สมาชิกวุฒิสภาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง  ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

                         มาตรา   ๑๓๒   สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง

                         มาตรา   ๑๓๓   สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ

                   ()      ถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา

                   ()     ตาย

                   ()     ลาออก

                   ()     ขาดคุณสมบัติตามมาตรา  ๑๒๕

                   ()    มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๑๒๖

                   ()      มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๑๒๗

                   ()    กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา  ๑๒๘

                         ()          วุฒิสภามีมติตามมาตรา  ๓๐๗  ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง  หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา  ๙๖  ในกรณีเช่นนี้  ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แล้วแต่กรณี

               ()    ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา

                   (๑๐)   ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

                         มาตรา    ๑๓๔   เมื่อตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา  ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง  เว้นแต่อายุของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

                         สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนนั้นให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

                         มาตรา   ๑๓๕   ในการพิจารณาเลือก  แต่งตั้ง  ให้คำแนะนำ  หรือให้ความเห็นชอบ  ให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามมาตรา  ๑๓๘  มาตรา  ๑๔๓  มาตรา  ๑๙๖  มาตรา  ๑๙๙  มาตรา  ๒๕๗  มาตรา  ๒๖๑ มาตรา  ๒๗๔  ()  มาตรา  ๒๗๗  มาตรา  ๒๗๘  มาตรา  ๒๗๙  ()  มาตรา  ๒๙๗  มาตรา  ๓๐๒  และมาตรา  ๓๑๒  ให้วุฒิสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง  ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนั้น  รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็น  แล้วรายงานต่อวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

                         การดำเนินการของคณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง  ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา

ส่วนที่  

คณะกรรมการการเลือกตั้ง

 


 

                        มาตรา    ๑๓๖      คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา  จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

                         ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหนึ่ง

                                      มาตรา      ๑๓๗     กรรมการการเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม  ดังต่อไปนี้

                   ()   มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

                   ()  มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันเสนอชื่อ

                   ()  สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

                   ()   ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๑๐๖  หรือมาตรา  ๑๐๙  ()  ()  ()  ()  ()  ()  (๑๓)  หรือ  (๑๔)

                   ()   ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  ข้าราชการการเมือง  สมาชิกสภาท้องถิ่น  หรือผู้บริหารท้องถิ่น

                   ()   ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะห้าปีก่อนดำรงตำแหน่ง

                   ()   ไม่เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ตุลาการศาลปกครอง  กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

                         มาตรา   ๑๓๘   การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง  ให้ดำเนินการดังนี้

                   ()   ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจำนวนสิบคน  ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ประธานศาลปกครองสูงสุด  อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน  ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคน  ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน  ทำหน้าที่พิจารณาสรรหาผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา  ๑๓๗  ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง  จำนวนห้าคน  เสนอต่อประธานวุฒิสภา  โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น  มติในการเสนอชื่อดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

               () ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคน  เสนอต่อประธานวุฒิสภา  โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น

                   ()   การเสนอชื่อตาม  (๑)  และ  (๒)  ให้กระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุที่ทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว  ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาตาม  (๑)  ไม่อาจเสนอชื่อได้ภายในเวลาที่กำหนด  หรือไม่อาจเสนอชื่อได้ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด  ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทนจนครบจำนวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องเสนอชื่อตาม  (๑)

                   ()  ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อตาม  (๑)  ()  และ  (๓)  ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ  ในการนี้  ให้ห้าคนแรกซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา  เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้ง  แต่ถ้าจำนวนผู้ได้รับเลือกดังกล่าวมีไม่ครบห้าคน  ให้นำรายชื่อผู้ไม่ได้รับเลือกในคราวแรกนั้นมาให้สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไป  และในกรณีนี้  ให้ถือว่าผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบห้าคน  เป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง  ในครั้งนี้ถ้ามีผู้ได้คะแนนเสียงเท่ากันในลำดับใด  อันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกินห้าคน  ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก

                   ()   ให้ผู้ได้รับเลือกตาม  (๔)  ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง  และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ  และให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป

                         มาตรา   ๑๓๙    กรรมการการเลือกตั้งต้อง

                   ()   ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

                   ()  ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือของราชการส่วนท้องถิ่น

                   ()   ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน  บริษัท  หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน  หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด

                   ()   ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด

                         ในกรณีที่วุฒิสภาเลือกบุคคลตาม  (๑)  ()  ()  หรือ  (๔)  โดยได้รับความยินยอมของผู้นั้น  ผู้ได้รับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อผู้นั้นได้ลาออกจากตำแหน่งตาม  (๑)  ()  หรือ  (๓)  หรือแสดงให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าวแล้ว  ซึ่งต้องกระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือก  แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด  ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยได้รับเลือกให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง  และให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๑๓๘  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   มาตรา  ๑๔๐  กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง  และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

                   กรรมการการเลือกตั้งซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ  ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการการเลือกตั้งซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

                         มาตรา   ๑๔๑    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ  กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่ง  เมื่อ

                   ()   ตาย

                   ()  ลาออก

                   ()  ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๑๓๗  หรือ  มาตรา  ๑๓๙

                   ()   ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

                   ()  วุฒิสภามีมติตามมาตรา  ๓๐๗  ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

                   เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง  ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

                         มาตรา   ๑๔๒    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาว่ากรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๑๓๗  หรือกระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา  ๑๓๙  และให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่ากรรมการการเลือกตั้งผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือไม่

                         เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว  ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยไปยังประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลือกตั้ง

                                      ให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๙๗  มาใช้บังคับกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการการเลือกตั้งด้วย  โดยอนุโลม

                                      มาตรา         ๑๔๓        ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งตามวาระพร้อมกันทั้งหมด  ให้ดำเนินการตามมาตรา  ๑๓๘  ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีการพ้นจากตำแหน่ง

                         ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ  ให้นำมาตรา  ๑๓๘  มาใช้บังคับกับการสรรหาและการเลือกกรรมการการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้น  โดยอนุโลม  ในกรณีนี้  ให้เสนอชื่อผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งต่อประธานวุฒิสภา  เป็นจำนวนสองเท่าของผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง  และให้วุฒิสภามีมติเลือก  ทั้งนี้  ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีการพ้นจากตำแหน่ง  และให้ผู้ได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

                         มาตรา    ๑๔๔    คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  สมาชิกสภาท้องถิ่น  และผู้บริหารท้องถิ่น  รวมทั้งการออกเสียงประชามติ  ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

                         ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ  และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น  และเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง

                         มาตรา    ๑๔๕    คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่  ดังต่อไปนี้

                   ()   ออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา  ๑๔๔  วรรคสอง

                   ()  มีคำสั่งให้ข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นตามกฎหมายตามมาตรา  ๑๔๔  วรรคสอง

               () สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา  ๑๔๔  วรรคสอง

               () สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง  เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ  มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

                   ()  ประกาศผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ

                   ()   ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

                                      ในการปฏิบัติหน้าที่  คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด  หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ  ตลอดจนขอให้ศาล  พนักงานอัยการ  พนักงานสอบสวน  หน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่  การสืบสวน  สอบสวน  หรือวินิจฉัยชี้ขาด

                         คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล  คณะบุคคล  หรือผู้แทนองค์การเอกชน  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมาย

                         มาตรา    ๑๔๖     ข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งการตามมาตรา  ๑๔๕

                   มาตรา  ๑๔๗  คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลันเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

                         ()    ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  ผู้สมัครรับเลือกตั้ง  หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง  คัดค้านว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                   ()  ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับเลือกตั้ง  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  สมาชิกสภาท้องถิ่น  หรือผู้บริหารท้องถิ่น  ผู้ใดได้กระทำการใดๆ  โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง  หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป  ทั้งนี้  อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

                   ()   ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการออกเสียงประชามติมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งคัดค้านว่าการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                         เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว  คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน

                         มาตรา    ๑๔๘   ในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา  หรือประกาศให้มีการออกเสียงประชามติ  มีผลใช้บังคับ  ห้ามมิให้จับ  คุมขัง  หรือหมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทำการสอบสวน  เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด

                         ในกรณีที่มีการจับกรรมการการเลือกตั้งในขณะกระทำความผิด  หรือจับ  หรือคุมขังกรรมการการเลือกตั้งในกรณีอื่น  ให้รายงานไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งโดยด่วน  และประธานกรรมการการเลือกตั้งอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้

ส่วนที่  

บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง

 


 

                         มาตรา      ๑๔๙      สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย  และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย

                         มาตรา   ๑๕๐    ก่อนเข้ารับหน้าที่  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

                   "ข้าพเจ้า  (ชื่อผู้ปฏิญาณ)  ขอปฏิญาณว่า  ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย  ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"

                         มาตรา   ๑๕๑    สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภา  มีประธานสภาคนหนึ่งและรองประธานคนหนึ่งหรือสองคน  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้นๆ  ตามมติของสภา

                         มาตรา    ๑๕๒   ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาหรือมีการยุบสภา

                         ประธานและรองประธานวุฒิสภาดำรงตำแหน่งจนถึงวันก่อนวันเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาใหม่

                         ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร  และประธานและรองประธานวุฒิสภา  ย่อมพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  แล้วแต่กรณี  เมื่อ

                   ()   ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก

                   ()  ลาออกจากตำแหน่ง

                   ()  ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  หรือข้าราชการการเมืองอื่น

                   ()  ต้องคำพิพากษาให้จำคุก

                         มาตรา   ๑๕๓   ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภานั้นๆ  ให้เป็นไปตามข้อบังคับ  รองประธานมีอำนาจหน้าที่ตามที่ประธานมอบหมายและปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

                         ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ประธานวุฒิสภา  และผู้ทำหน้าที่แทน  ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

                   มาตรา  ๑๕๔  เมื่อประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานและรองประธานวุฒิสภาไม่อยู่ในที่ประชุม  ให้สมาชิกแห่งสภานั้นๆ  เลือกตั้งกันขึ้นเองเป็นประธานในคราวประชุมนั้น

                         มาตรา   ๑๕๕   การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาจึงจะเป็นองค์ประชุม  เว้นแต่ในกรณีการพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามตามมาตรา  ๑๘๓  และมาตรา  ๑๘๔  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะกำหนดเรื่ององค์ประชุมไว้ในข้อบังคับเป็นอย่างอื่นก็ได้

                         มาตรา    ๑๕๖    การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ  เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้

                         สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน  ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน  ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

                         ประธานรัฐสภา  ประธานสภาผู้แทนราษฎร  และประธานวุฒิสภา  ต้องจัดให้มีการบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคน  และเปิดเผยบันทึกดังกล่าวไว้ในที่ที่ประชาชนอาจเข้าไปตรวจสอบได้  เว้นแต่กรณีการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ

                   การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด  ให้กระทำเป็นการลับ  เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้  และสมาชิกย่อมมีอิสระและไม่ถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมืองหรืออาณัติอื่นใด

                         มาตรา   ๑๕๗   ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร  ที่ประชุมวุฒิสภา  หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา  สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง  แสดงความคิดเห็น  หรือออกเสียงลงคะแนน  ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด  ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้

                         เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์  หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา  และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น  ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

                         ในกรณีตามวรรคสอง  ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย  ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณา  คำชี้แจงตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น  ทั้งนี้  โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล

                         มาตรา   ๑๕๘   เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๑๕๗  ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร  วุฒิสภา  หรือรัฐสภา  แล้วแต่กรณี  และคุ้มครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง  หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้น  ด้วย  โดยอนุโลม

                         มาตรา   ๑๕๙    ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

                         ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญทั่วไป  และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ

                         วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง  ให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป  ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนด  ในกรณีที่การเริ่มประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวัน  จะไม่มีการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติสำหรับปีนั้นก็ได้

                         ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ  ให้รัฐสภาดำเนินการประชุมได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในหมวด    หรือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญการอนุมัติพระราชกำหนด  การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม  การให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา  การเลือกหรือการให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่ง  การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง  การตั้งกระทู้ถาม  และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  เว้นแต่รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใดด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

                                      มาตรา      ๑๖๐      สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยหนึ่งๆ  ให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน  แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขยายเวลาออกไปก็ได้

                         การปิดสมัยประชุมสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน  จะกระทำได้แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา

                         มาตรา   ๑๖๑    พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา  ทรงเปิดและทรงปิดประชุม

                                      พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งแรกตามมาตรา  ๑๕๙  วรรคหนึ่ง  ด้วยพระองค์เอง  หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว  หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์  มาทำรัฐพิธีก็ได้

                         มาตรา   ๑๖๒   เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ  พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญก็ได้

                         มาตรา   ๑๖๓    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน  หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้

                         คำร้องขอดังกล่าวในวรรคหนึ่ง  ให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา

                         ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

                   มาตรา  ๑๖๔  ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๖๓  การเรียกประชุม  การขยายเวลาประชุม  และการปิดประชุมรัฐสภา  ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

                   มาตรา  ๑๖๕  ในระหว่างสมัยประชุม  ห้ามมิให้จับ  คุมขัง  หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา  ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา  เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก  หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด

                         ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด  ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน  และประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้

                                      มาตรา         ๑๖๖      ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา  ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม  ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมมิได้  เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก  หรือเป็นคดีอันเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  แต่การพิจารณาคดีต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา

                                      การพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลได้กระทำก่อนมีคำอ้างว่าจำเลยเป็นสมาชิกของสภาใดสภาหนึ่ง  ย่อมเป็นอันใช้ได้

                         มาตรา   ๑๖๗    ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา  ถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม  เมื่อถึงสมัยประชุม  พนักงานสอบสวนหรือศาล  แล้วแต่กรณี  ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ

                                      คำสั่งปล่อยตามวรรคหนึ่งให้มีผลบังคับตั้งแต่วันสั่งปล่อยจนถึงวันสุดท้ายแห่งสมัยประชุม

                                      มาตรา         ๑๖๘      ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ  จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้  เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้

                   ()   การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาตามมาตรา  ๑๙ มาตรา  ๒๑  มาตรา  ๒๒  มาตรา  ๒๓  และมาตรา  ๒๒๓  โดยถือคะแนนเสียงจากจำนวนสมาชิกของวุฒิสภา

                   ()  การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เลือก  แต่งตั้ง  ให้คำแนะนำ  หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามมาตรา  ๑๓๘  มาตรา  ๑๔๓  มาตรา  ๑๙๖  มาตรา  ๑๙๙  มาตรา  ๒๕๗  มาตรา  ๒๖๑  มาตรา  ๒๗๔  ()  มาตรา  ๒๗๗  มาตรา  ๒๗๘  มาตรา  ๒๗๙  ()  มาตรา  ๒๙๗  มาตรา  ๓๐๒  และมาตรา  ๓๑๒

                         ()    การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

                         มาตรา    ๑๖๙     ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๗๐  ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรี  แต่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี

                   การเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จะกระทำได้เมื่อพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นสังกัด  มีมติให้เสนอได้และต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่ายี่สิบคนรับรอง

                         ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ต่อไปนี้

                   ()   การตั้งขึ้น  ยกเลิก  ลด เปลี่ยนแปลง  แก้ไข  ผ่อน  หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร

                         ()   การจัดสรร  รับ  รักษา  หรือจ่ายเงินแผ่นดิน  หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน

                   ()  การกู้เงิน  การค้ำประกัน  หรือการใช้เงินกู้

                   ()  เงินตรา

                         ในกรณีที่เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่จะต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่  ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะ  เป็นผู้วินิจฉัย

                         ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสี่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว

                                      มติของที่ประชุมร่วมกันตามวรรคสี่ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ  ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

                         มาตรา  ๑๗๐  ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด    และหมวด    แห่งรัฐธรรมนูญนี้

                         คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติเสนอมาด้วย

                                      หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อ  รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ  ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

                         ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ  และคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย

                         มาตรา    ๑๗๑     ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอและในขั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  แต่สภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติม  และประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน  และภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว  ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย  ถ้าที่ประชุมร่วมกันวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง  ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง  ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการแก้ไขเพื่อมิให้ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

                   มาตรา  ๑๗๒  ร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน

                         มาตรา   ๑๗๓   ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาตามมาตรา  ๒๑๑  ว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน  หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด  หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ  และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่  คณะรัฐมนตรีอาจขอให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่ง  หากรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบ  ให้ตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกของแต่ละสภามีจำนวนเท่ากันตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ  ประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น  และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภารายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้พิจารณาแล้วต่อรัฐสภา  ถ้ารัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น  ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา  ๙๓  ถ้ารัฐสภามีมติไม่ให้ความเห็นชอบ  ให้ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

                   มาตรา  ๑๗๔    ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๘๐  เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอตามมาตรา  ๑๗๒  และลงมติเห็นชอบแล้ว  ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นต่อวุฒิสภา  วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอมานั้นให้เสร็จภายในหกสิบวัน  แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  ต้องพิจารณาให้เสร็จภายในสามสิบวัน  ทั้งนี้  เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน  กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม  และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมาถึงวุฒิสภา

                         ระยะเวลาดังกล่าวในวรรคหนึ่ง  ไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  ๑๗๗

                         ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรคหนึ่ง  ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น

                   ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภา  ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  คำแจ้งของประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ถือเป็นเด็ดขาด

                                      ในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมิได้แจ้งไปว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน  ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

                         มาตรา    ๑๗๕    ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๘๐  เมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว

                   ()   ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร  ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา  ๙๓ 

               () ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร  ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติหรือ  ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไว้ก่อน และส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร

                         ()      ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม  ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร  ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม  ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา  ๙๓  ถ้าเป็นกรณีอื่น  ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้นๆ  มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด  ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกัน  เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น  และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง  ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว  ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา  ๙๓  ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย  ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไว้ก่อน

                         คณะกรรมาธิการร่วมกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด  หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง  หรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้  และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๑๕๗  และมาตรา  ๑๕๘  นั้น  ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทำหน้าที่ตามมาตรานี้ด้วย

                   การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกันต้องมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม  และให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๑๙๔  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                         มาตรา   ๑๗๖    ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา  ๑๗๕  นั้น  สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ล่วงพ้นไปนับแต่วันที่วุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร  สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา  ๑๗๕  ()  และนับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย  สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา  ๑๗๕  ()  ในกรณีเช่นว่านี้  ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว  ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา  และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา  ๙๓