สนนท. และ ประกายไฟ เสวนา: ประเทศไทยต้องเลือกนายกโดยตรง

12..51 - เมื่อเวลา 13.00 . กลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและกลุ่มประกายไฟ ได้เปิดเวทีเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นภายใต้ เรื่อง "ประเทศไทยต้องเลือกนายกฯโดยตรง" โดยมี นายบัษฐรัมย์ ธรรมบุตรดี กลุ่มประกายไฟ นายอาเต๊ฟ โซ๊ะโกะเลขาธิการ สนนท. และ นายพรหมา ภูมิพันธ์ ประธานสหพันธ์สิ่งทอและอุตสาหกรรมเครื่องหนังแห่งประเทศไทย เป็นผู้เปิดประเด็น ดำเนินรายการโดย นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ณ ห้องประชุม 12 ตึกเกษมอุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเปิดเวทีในครั้งนี้ว่า ต้องการที่จะพูดถึงประเด็นที่มาโครงสร้างทางการเมืองหรือโครงสร้างอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และเพื่อต้องการลงในรายละเอียดของกระบวนการเลือกนายกโดยตรง นอกจากนี้นายโชติศักดิ์ยังได้ยกบทความของอาจารย์นิธิในเรื่องการเลือกตั้งนายกโดยตรงมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ร่วมสนทนาอีกด้วย


ซึ่งการเสวนาได้เริ่มจากนายอาเต๊ฟ โซ๊ะโกะ เลขาธิการ สนนท. ได้แจกแจงรายละเอียดในเรื่องระบบประชาธิปไตยก่อนที่จะเข้าถึงในรายละเอียดของกระบวนการเลือกนายกโดยตรง ว่าใจความสำคัญของประชาธิปไตยมีหลักใหญ่ๆอยู่ 2 อย่างก็คือ 1.เรื่องอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชนทุกคน2.เรื่องสิทธิเสรีภาพ เมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้แล้วเราก็จะมาพูดถึงเรื่องการเลือกนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งจริงๆ แล้ว นักวิชาการและผู้ที่ศึกษาเรื่องประชาธิปไตยไม่ได้เห็นแย้งในหลักการเรื่องนายกฯมาจากการเลือกตั่งโดยตรง แต่ว่าจากที่เราสังเกตกลุ่มบุคคลที่ให้ความเป็นห่วงสิ่งที่ทางเรานำเสนอเป็นเรื่องของการที่เราสามารถจะใช้การเลือกตั้งในประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน ผมต้องการที่จะให้ทุกคนพูดถึงประชาธิปไตยอย่างเข้าใจในเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือถ้าเกิดว่าเราเข้าใจเจตนาของประชาธิปไตย เราเองก็จะคิดผ่านเรื่องการเลือกตั้งนายกโดยตรงดังกล่าวได้โดยง่ายขึ้น


ด้านนายบัษฐรัมย์ ธรรมบุตรดี ได้กล่าวถึงข้อเสนอ ใน6 ข้อ ของกลุ่มประกายไฟซึ่งประกอบไปด้วย การเลือกตั้งนายกโดยตรง การยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค การเก็บภาษีก้าวหน้า การยกเลิกภาษีทางอ้อม การสร้างรัฐสวัสดิการ และยกเลิกงบประมาณทางด้านทหาร ทั้ง6ข้อนี้ต้องไปด้วยกัน ซึ่งตลอด 10ปีที่มีการถกเถียงในเรื่องจะสร้างระบบการเมืองแบบใด จะจัดตั้งรัฐบาลแบบใด ที่จะไม่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งหรืออ่อนแอจนเกินไป การถกเถียงดังกล่าวเป็นการถกเถียงในเรื่องรัฐสภาของชนชั้นนายทุน เป็นการถกเถียงการแบ่งผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนว่าจะจัดสรรให้นายทุนอยู่ในระบบแบบใดเพื่อที่จะสอดคล้องกันได้ดี


แต่ในเรื่องการเลือกตั้งนายกโดยตรงนั้นไม่ถึงกับจะเกิดรัฐสวัสดิการขึ้นได้ในทันที แต่จะเป็นปัจจัยหนึ่งอาจจะเอื้อให้เกิดรัฐสวัสดิการขึ้นมาได้ นายบัษฐรัมย์ ได้ให้โมเดลว่าถ้ามีการเลือกตั้งนายกโดยตรงนั้นจะเอื้อต่อผลประโยชน์ของชนชั้นล่างได้อย่างไร นั้นคือ 1. การเลือกตั้งนายกฯโดยตรงจะให้อำนาจกับประชาชนในการควบคุมทิศทางของรัฐบาลซึ่งจะแตกต่างกับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 2.การถอดถอนนายกจะมาจากการทำประชามติเท่านั้นซึ่งประชาชนก็จะมีส่วนร่วมในการตัดสิน ซึ่งการทำประชามติจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณเพราะในข้อเสนอทั้งหกข้อจะเอื้อกันอยู่ นั้นก็คือการตัดงบประมาณทางด้านทหารมาใช้ในการทำประชามติจึงไม่ถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองเมื่อตัดงบประมาณด้านทหารออก และถ้าถามว่าการเลือกตั้งนายกโดยตรงจะไปกระทบและสร้างความตึงเครียดกับประมุขของรัฐหรือเปล่าแน่นอนว่าต้องกระทบ แต่เมื่อพูดถึงในแง่รูปธรรมของการเมืองไทยก็ต้องพูดกันตามเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่บอกว่าพระมหากษัตริย์ไทยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ภายใต้กฎหมาย ซึ่งถ้าใครดึงเอาพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองก็จะผิดรัฐธรรมนูญ กษัตริย์สามารถอยู่ได้ในฐานะสัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์


ปิดท้ายโดยนายพรหมา ภูมิพันธ์ ประธานสหพันธ์สิ่งทอและอุตสาหกรรมเครื่องหนังแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่าเห็นด้วยกับหลักการของคุณษัษฐรัมย์ ธรรมบุตรดี ที่พูดถึงเรื่องระบบนายกที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้พูดถึงโครงสร้าง ซึ่งมันน่าจะเป็นไปได้ และถ้าอยากจะเห็นการเมืองที่มันก้าวหน้าผมคิดว่าประเด็นที่พูดถึงรัฐสวัสดิการก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าเราสามารถชูประเด็นชูนโยบายเหล่านี้ได้มันก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ ประเด็นที่ผมมองว่านายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้ามองข้อเสียของการเลือกนายกโดยตรง ณ ขณะนี้เชื่อว่าก็คงลำบาก เพราะว่าถ้าให้โดยตรง แน่นอนพวกนายทุน พวกนี้มันต้องต่อสู้ดิ้นรนที่จะเอาชนะให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์  เห็นได้จากการเมืองท้องถิ่นเอาง่ายๆแค่เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านกำนัน ซึ่ง กกต. ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งถ้าเกิดรู้ว่าคนนี้จ่ายค่าหัว 300 คนนี้ก็ต้อง 400 500 วินาทีสุดก็เป็น 1000 ก็ต้องซื้อ ซึ่งเงินเดือนกำนันผู้ใหญ่บ้านก็นิดเดียวแต่ทำไมถึงกล้าซื้อ ก็เพราะ ถ้าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมีอะไรเยอะๆ มันจะมีผลประโยชน์สูง ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัญหาที่แก้ไขลำบาก ซึ่งถ้าเราจะแก้ไขเรื่องนี้ได้เราจะต้องสร้างหน่ออ่อนทางสังคมนิยมให้มากที่สุดถ้าเราสร้างได้เราจะแก้ได้ง่าย แต่ ณ ปัจจุบันนี้ก็ลำบากนิดหนึ่ง นี้ก็คือข้อเสียที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่โดยตรง มันก็คงที่จะแก้ไข ณ เวลานี้ไม่ได้ แต่อนาคตนั้นผมมองว่าเป็นไปได้อย่างแน่นอน


หลังจากนั้นมีการให้ข้อเสนอ ของนายวันเฉลิม เปรมปลื้ม พรรคแนวร่วมภาคประชาชน ว่าการเลือกตั้งโดยตรงนั้นถ้ามองในแนวเสรีนิยมต่อไปจะมีขีดจำกันในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะตอบคำถามในเรื่องประชาธิปไตยที่กินได้ของสมัชชาคนจนได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน


 


 

เสธใ

ถ้าประชาชนเลือกทักษิณ สนนท. OK.ไม๊.

ออฟRV34

ผมไม่คิดว่าการเลือกตั้งนายกโดยตรงจะมีประโยชน์อะไร เพราะประชาชนที่ติดตามการเมืองส่วนใหญ่ก็เลือกพรรคการเมืองโดยรู้ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว และการที่นายกมาจากพรรคนึงและสส.มาจากพรรคนึงจะทำให้การบริหารเป็นไปได้ยาก และงานหรือนโยบายไม่สอดคล้องกัน

ดดด

การที่ให้เลือกนายกโดยตรงจะทำให้เราได้ผู้นำที่ประชาชนพิจารณาบุคลิคส่วนตัวมากกว่าวิเคราะห์นโยบาย

คนเมืองลุง

ประชาชนเลือกใคร ต้องเป็นไปตามนั้น
ทักษิณ ก็ได้ ถ้ามาจากการเลือกตั้ง
อภิสิทธิ์ ก็ได้ บรรหาร อภิรักษ์ ฯลฯ ได้หมด

หรือ แม้แต่ อนุพงษ์ สนธิ บุณฯ สนธิ ลิ้มฯ จำลอง ฯลฯ ก็ได้
สุริยะใส ก็ดี (ถ้าแน่ใจว่า การเมืองใหม่ ถูกต้องที่สุด)
ก็ลองให้ ประชาชนตัดสินดู
จะได้เลิกสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองซะที

nattapong

น่าจะเชิญนิธิไปด้วย

เลือกนายกฯโดยตรง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ในกระแสความคิดเรื่องปฏิรูปการเมือง ผมได้ยินบางคนบางกลุ่ม เช่นนักศึกษาและนักวิชาการด้านนิติศาสตร์บางท่าน เสนอความเห็นว่าเราควรเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง

ผมเคยได้ยินเรื่องเลือกนายกฯโดยตรงตั้งแต่เมื่อจบปริญญาตรีใหม่ๆ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเข้าใจว่าภายใต้ระบอบเผด็จการทหารสมัยนั้น ความคิดนี้คงเกิดจากความต้องการสองอย่าง หนึ่งคืออยากได้ฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง อย่างที่กลุ่มคณาธิปไตยทหารแสดงว่าตัวสามารถทำได้ และสองคืออยากให้ผู้ปกครองสูงสุดหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง ผ่านการเลือกตั้ง 4 ปีครั้งหนึ่ง

ในช่วงนั้น เราไม่มีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีพรรคการเมือง และกิจกรรมทางการเมืองถูกห้ามหรือปราบปราม เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่ต้องรับผิด (accountable) ต่อใครเลย นอกจากต่อกลุ่มคณาธิปไตยของตนเอง (ซึ่งจัดสรรอำนาจกันอยู่หลังม่าน) ฉะนั้น ในแง่หนึ่งความคิดนี้ที่เกิดในสมัยนั้นก็มีความรังเกียจ "การเมือง" ในลักษณะหนึ่ง อย่างน้อยก็ในลักษณะของการต่อสู้ขัดแย้งกันทางรัฐสภา, สื่อมวลชน และอาจรวมถึงในสังคมวงกว้างด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ฝ่ายบริหารไม่ต้องรับผิดชอบต่อ "ประชาชน" เสียเลย จึงควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง บางทีผู้ที่คิดเรื่องนี้อาจหวังอยู่ลึกๆ ด้วยว่า การเลือกนายกฯโดยตรงจะบ่อนทำลายอำนาจของกลุ่มคณาธิปไตยทหารลงได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำข้อเสนอนี้กลับมาใหม่ในช่วงนี้ คือหลังจากที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มาหนึ่งทศวรรษแล้ว ผมเดาไม่ถูกว่า ผู้เสนอมุ่งหมายอะไรและอย่างไร ฉะนั้นผมจึงขออนุญาตแสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ โดยไม่ทราบว่าเป้าหมายที่แท้จริงของผู้เสนอคืออะไร

โดยฐานแห่งสิทธิธรรมที่ได้จากการเลือกตั้งโดยตรงของคนทั้งประเทศ ปัญหาที่ตามมาทันทีก็คือ จะตรวจสอบนายกฯคนนั้นได้อย่างไร

การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯในสภา ไม่น่าจะมีผลให้นายกฯต้องลาออก เพราะฐานที่มาของสิทธิธรรมของนายกฯ ไม่ได้มาจากสภา แต่มาจากประชาชนโดยตรง อำนาจของสภาในการถ่วงดุลด้านนิติบัญญัติยังมีอยู่เหมือนเดิม สภาจึงอาจไม่ผ่านร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ จนทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายหาทางประนีประนอมกันได้ ก็โชคดี แต่ถ้าต่างฝ่ายไม่ยอมประนีประนอมกัน ประเทศจะชะงักงันไปตลอด 4 ปี เพราะนายกฯประเภทนี้ไม่น่าจะมีอำนาจยุบสภ

ต่อ

ในทำนองเดียวกัน อำนาจขององค์กรอิสระในการตรวจสอบนายกฯ ก็ถูกจำกัดด้วย อำนาจในการสอบสวนหรือไต่สวนอาจยังมีอยู่ แต่คำตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งน่าจะเป็นปัญหามาก ทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติ ล่อแหลมต่อความขัดแย้งกันถึงขั้นรุนแรงในสังคมได้

แม้แต่อำนาจตรวจสอบที่ไปอิงไว้กับสถาบันตุลาการ เช่น ศาลฎีกาคดีการเมือง อำนาจนี้ก็น่าจะถูกจำกัดไปไม่มากก็น้อย ยกเว้นความผิดในคดีอาญาแล้ว การกระทำใดๆ ของนายกฯที่ "ควรเชื่อได้ว่า" เป็นความผิด ตุลาการคงต้องการพยานหลักฐานที่แน่นหนามากขึ้นอย่างมาก เมื่อนายกฯมาจากการใช้อธิปไตยโดยตรงของประชาชน และพยานหลักฐานที่แน่นแฟ้นในคดีการเมืองนั้น หาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะครับ

ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เป็นปัญหาที่ติดค้างมากับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเจตนาจะสร้างฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งขึ้น รัฐธรรมนูญ 2550 พยายามจะเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจสอบฝ่ายบริหาร บางส่วนก็ทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอลง บางส่วนก็เพิ่มอำนาจขององค์กรอิสระ จะได้ผลหรือไม่เพียงไรยังไม่ปรากฏชัด แต่การตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพที่สุดเวลานี้มาจากการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เรี
ยกตนเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากกลไกที่วางเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบถ่วงดุลนอกระบบเช่นนี้มีความสำคัญแน่ แต่สังคมต้องแลกด้วยภาวะปกติหนึ่ง และด้วยประเด็นปัญหาอื่นๆ (เช่นเขื่อนแก่งเสือเต้น) ถูกกลบจมหายไปหมดอีกหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ ผมไม่ตั้งใจที่จะบอกว่า เลือกนายกฯโดยตรงไม่ได้ เพราะไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ ผมเพียงแต่ต้องการจะเตือนว่า หากคิดถึงการเลือกนายกฯโดยตรง ก็ต้องคิดถึงกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลใหม่หมดทั้งกระบวนการ ระบบแยกอำนาจอธิปไตยออกจากกันอย่างเด็ดขาดแบบอเมริกัน ก็เป็นวิธีหนึ่ง ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ต้องคิดกันให้มากกว่าข้อเสนอให้เลือกนายกฯโดยตรงเฉยๆ

อีกประเด็นที่น่าคิดก็คือ ความสามารถของประชาชนในการใช้วิจารณญาณเพื่อเลือกนายกฯโดยตรง ผมออกจะสงสัยว่า ประชาชนที่ไหนๆ ก็ตามไม่อาจใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบได้ เพราะเขตเลือกตั้งใหญ่เกินไป คือทั้งประเทศ จึงยากที่จะรู้จักผู้สมัครจริง ต้องการกลไกการคัดสรรที่ทำให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจสูงมาก เช่นพรรคการเมืองซึ่งต้องประกอบด้วยสมาชิกที่มีความหลากหลาย และกำคะแนนเสียงมากพอจะต่อรองในพรรคได้อย่างเป็นผลพอสมควร ใครจะเป็นตัว

ต่อ

แทนของพรรคเข้าไปแข่งรับเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากความเด่นดังหรือความรวยของผู้สมัครเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีบุคลิกและนโยบายที่ยอมรับได้แก่พรรค ซึ่งประกอบด้วยคนหลายประเภทดังกล่าวแล้ว นี่คือเหตุผลที่ผู้สมัครประธานาธิบดีอเมริกันจากพรรคใหญ่สองพรรคจะเป็นคนสุดโต่งไม่ไ
ด้ เพราะต้องไกล่เกลี่ยกับผลประโยชน์ที่หลากหลายในพรรคเองให้ได้ด้วย

นอกจากนี้ต้องใช้เงินในการหาเสียงอย่างมโหฬาร เพราะเขตเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศดังกล่าวแล้ว หากไม่มีพรรคหรือบางส่วนของพรรค หนุนในการระดมทุนและระดมกำลัง ก็ยากที่ใครจะสามารถเป็นผู้สมัครที่มีศักยภาพได้สักคน

พรรคการเมืองไทยมีสมรรถภาพที่จะทำเช่นนั้นได้หรือ อีกทั้งสังคมไทยก็ไม่มีความระแวงนักธุรกิจที่เข้ามาแสวงหาอำนาจทางการเมือง ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มหาเศรษฐีระดับคุณทักษิณ ชินวัตร และแบร์ลุสโคนี จองที่นั่งนายกฯ ตลอดกาล

โดยขาดความรู้จักผู้สมัครที่ดีพอ คุณสมบัติที่ผู้คนจะลงคะแนนเลือกมักเป็นสิ่งฉาบฉวย เช่นในเมืองไทยใช้ความดังของผู้สมัคร ดังเช่นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเขตเลือกตั้งยังเล็กกว่าระดับประเทศอย่างมาก ในสหรัฐและประเทศที่เลือกผู้บริหารโดยตรง ก็ไม่ต่างกันนัก ขึ้นอยู่กับการนำเสนอตนเองในช่วงหาเสียง (ซึ่งสลับซับซ้อนกว่าในเมืองไทยเป็นอันมาก) ว่าจะสร้างความประทับใจได้มากกว่าคู่แข่ง แต่ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น

ต่อ

สังคมไทยยังไม่ใช่สังคมที่แข็งแกร่งพอจะตรวจสอบถ่วงดุลผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภ
าพนัก (ไม่ว่าจะมองจากวงวิชาการ, วงการสื่อ, ภาคราชการ, ภาคประชาสังคม) เราจะมีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งชนิดที่แทบจะหาอะไรสั่นคลอนไม่ได้เอาเลย แล้วเราจะควบคุมฝ่ายบริหารได้อย่างไร เหลือวิธีอยู่วิธีเดียวคือรัฐประหาร อันเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกไม่ใช่หรือ

ยังมีข้อท้วงติงเรื่องนายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมได้ยินมาตั้งแต่สมัยโน้น นั่นก็คือนายกฯ ที่มาจากการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชนเช่นนี้ จะกระทบต่อสถานะประมุขแห่งรัฐของพระมหากษัตริย์หรือไม่?

ในครั้งกระโน้นเมื่อผมได้ยินข้อเสนอนี้ครั้งแรก ผมมองไม่เห็นว่าจะกระทบได้อย่างไร เพราะต่างทำหน้าที่ของตนโดยไม่เกี่ยวกัน นั่นคือพระมหากษัตริย์ย่อมทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐ ในขณะที่นายกฯทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหาร

แต่ผมเปลี่ยนความคิดไปแล้ว เพราะมีความเข้าใจความเป็นประมุขแห่งรัฐแตกต่างไปจากสมัยก่อน คือไม่ใช่เพียงบทบาทหน้าที่ภายนอกของประมุขแห่งรัฐเท่านั้น (เช่นรับพระราชสาส์นตราตั้ง, เปิดสภา, ลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย, หรือเป็นอำนาจที่อ้างถึงในคำพิพากษาคดีอาญา ฯลฯ) แต่ผมคิดว่าเนื้อหาที่แท้จริงของความเป็นประมุขแห่งรัฐก็คือเป็นสัญลักษณ์แทน "ประชาชน" ทั้งหมดต่างหาก

เมื่อทูตต่างประเทศถวายสาส์นตราตั้ง มิได้ทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะบุคคล แต่ในฐานะที่ทรงเป็นตัวแทนของ "ประชาชน" ไทยทั้งประเทศ สัมพันธภาพที่เกิดขึ้นคือสัมพันธภาพระหว่างประชาชนของประเทศนั้น กับประชาชนของประเทศนี้ (ในทำนองเดียวกัน การเข้าเฝ้าฯของทูตไทยก่อนเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ คือการเข้าไปรับอำนาจของประชาชนที่จะไปเป็นตัวแทนในประเทศนั้นๆ)

จบ

เช่นเดียวกับคำพิพากษาในคดีอาญา กระทำในพระปรมาภิไธยก็เพราะคำพิพากษาย่อมล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของจำเลย
อำนาจเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้คืออธิปไตยของประชาชน พระปรมาภิไธยเป็นตัวแทนของอำนาจนี้ ในสหรัฐคดีอาญาที่นำขึ้นฟ้องศาล จะเป็นคดีระหว่าง The People v.s. Mr. .... ทั้งสิ้น ส่วนในอังกฤษใช้คำว่า The Crown v.s. ......... ในความหมายเดียวกัน เพราะสถาบันกษัตริย์อังกฤษย่อมเป็นตัวแทนของ "ประชาชน" ดังที่กล่าวแล้ว

ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าอาจกระทบถึงสถานะของประมุขแห่งรัฐได้ ในกรณีปกติที่นายกฯได้รับเลือกมาด้วยคะแนนข้างมาก ก็คงไม่เป็นไร แต่ในคราวที่นายกฯได้รับเลือกมาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ความเป็นตัวแทนของ "ประชาชน" ก็จะเกิดความกำกวมขึ้นได้ และอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และผู้นำฝ่ายบริหารได้ง่า

ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองสถาบันเช่นนี้ เป็นปัญหาอย่างยิ่งในการเมืองไทย ในขณะที่ในบางประเทศเช่นมาเลเซีย ไม่เป็นปัญหามากนัก

ทั้งหมดนี้ ผมอาจเข้าใจผิดไปเอง เพราะยังไม่ได้ฟังคำอธิบายโดยรายละเอียดของผู้เสนอความเห็นเรื่องเลือกนายกฯโดยตรง

หน้า 6

nattapong

จากนี้ไปคือการวิพากษ์ของผม

บทความชื่อเลือกนายกโดยตรง บทความนี้คัดค้านการเลือกนายกโดยตรงด้วยวิธีคิดแบบ "ศักดินา" หรือพูดให้ตรงที่สุดคือวิธีคิดแบบ "พันธมิตร กล่าวคือนิธิเห็นว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงมีผลเสียมากกว่าผลดีหลายประการ เพราะว่านายกที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากคนทั้งประเทศนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชน ทั้งประเทศอย่างแท้จริง เนื่องจากประชาชนนั้น "โง่เขลา" การซื้อเสียงก็จะหนักหน่วงมากขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้นักธุรกิจการเมืองเท่านั้นมีโอกาสเป็นนายก และไม่สามารถที่จะตรวจสอบนายกรัฐมนตรีได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบทางสภา ศาล องค์กรอิสระ แถมยังตบท้ายด้วยการชื่นชมพันธมิตร ที่สำคัญที่สุดปัญหาสำคัญของการเลือกนายกโดยตรงนั้นจะกระทบต่อสถานะประมุขแห่งรัฐของ
องค์พระมหากษัตริย์

มาดูกันประโยคต่อประโยค

การอภิปรายนายกในสภาไม่น่าจะมีผลให้นายกลาออก เพราะฐานที่มาของนายกไม่ได้มาจากสภา แต่มาจากประชาชนโดยตรง ....... พรรคของนายกย่อมตั้งรัฐบาลผสมซึ่งต่อรองได้ง่ายเพระเปลี่ยนตัวนายกไม่ได้ จนกระทั่งมีเสียงท่วมท้น ในที่สุดแม้แต่อำนาจนิติบัญญัติซึ่งเป็นอิสระและแยกจากฝ่ายบริหารก็จะไม่เหลือ

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่าหวาดวิตกขนาดนั้นเชียวหรือ ในสหรัฐเองพรรคของประธานาธิบดีเองก็เป็นรัฐบาลมิใช่หรือ แล้วน่ากลัวอย่างที่นิธิกำลังสร้างภาพอยู่หรือเปล่า ที่สำคัญในขณะนี้และที่ผ่านมาไม่ใช่นิธิเองหรอกหรือที่ชอบโจมตีว่าการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลมีความฉ้อฉล ถ้าอย่างนั้นทางออกของนิธิคืออะไร "สรรหา" คนกลางมาเป็นนายกใช่ไหม

อำนาจขององค์กรอิสระในการตรวจสอบนายกก็ถูกจำกัด คำตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งจะเป็นปัญหาในทางทฤษฎีและปฏิบัติ แม้แต่อำนาจตรวจสอบที่อิงกับสถาบันตุลาการก็น่าจะถูกจำกัด การกระทำใดที่ "ควรเชื่อได้ว่า" เป็นความผิด ตุลาการคงต้องหาพยานหลักฐานที่แน่นหนามากขึ้น เมื่อนายกมาจากการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชน และพยานหลักฐานที่แน่นแฟ้นในคดีการเมืองนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ

หรือนิธิเห็นว่าการกำจัดนายกรัฐมนตรีโดยอำนาจที่ไม่ได้มาจาก "ประชาชน" อย่างองค์กรอิสระที่แต่งตั้งขึ้นโดยฝ่ายรัฐประหารชอบธรรม หรือนิธิเห็นว่าอาศัยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ก็ "ควรเชื่อได้ว่า" มีความชอบธรรม หรือเห็นว่าการกำจัดนักการเมืองด้วยการอาศัยข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่แน่นหนาแบบกระบวนการ

ต่อ

ยุติธรรมปกติมีความชอบธรรมโดยไม่แคร์สายตาชาวโลก

รธน 50 พยายามตรวจเพิ่มการสอบฝ่ายบริหาร ได้ผลอย่างไรยังไม่ปรากฎชัดแต่การตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดมาจากพันธมิตรไม่ได้มาจากกลไกตาม รธน

อืม การยุบพรรคและการกำจัดนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งนี่ไม่ได้เป็นผลจาก รธน 50 ที่นิธิเคยคัดค้านหรือครับ ยิ่งกว่านั้นถ้านี่ไม่ใช่การชื่นชมพันธมิตร จะเรียกอะไรดี แต่ขอถามว่าแน่ใจหรือว่า พธม ต้องการสร้างการตรวจสอบที่เข้มแข็ง พธม เคยตรวจสอบ คมช รัฐบาลสุรยุทธ์ กองทัพ ตุลาการ และองค์กรอิสระหรือครับ

อีกประเด็นที่น่าคิดคือความสามารถในการใช้วิจารณญาณเพื่อเลือกนายกของประชาชน ผมสงสัยว่าประชาชนที่ไหนก็ตามไม่อาจใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบได้ เพราะเขตเลือกตั้งใหญ่เกินไป นอกจากนี้ต้องใช้เงินอย่างมโหฬาร สังคมไทยก็ไม่มีความระแวงนักธุรกิจที่แสวงหาอำนาจการเมืองก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คุณท
ักษิณจองที่นั่งนายกตลอดกาล

โดยขาดความรู้จักผู้สมัครที่ดีพอ คุณสมบัติที่ผู้คนใช้ลงคะแนนจึงเป็นสิ่งฉาบฉวย ขึ้นอยู่กับการนำเสนอตรเองในช่วงหาเสียง ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพ

ถ้านิธิไม่เห็นว่าประชาชน "โง่เขลา" จะเรียกว่าอะไรไม่ทราบ ที่สำคัญในความเป็นจริงไม่มีใครที่จะสามารถรู้จักผู้สมัครในแง่ "ส่วนบุคคล" ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง แต่ในทางการเมืองเขาจึงดูกันที่ "นโยบาย" เป็นหลัก สมมติว่าตอนนี้ให้ทักษิณหรือใครใน พปช ไปลงเลือกตั้งต่อให้ไม่ซื้อเสียงสักบาทเขาก็ได้รับเลือกตั้งอยู่ดี เพราะนโยบายที่ชาวบ้านเห็นผลคือจุดขายมากกว่าหน้าตาหรือพฤติกรรมส่วนบุคคล วิธีคิดที่ปรามาสประชาชนว่าไม่มีความคิดเพราะไม่รู้จักผู้สมัครดีพอจึงเป็นความคิดที่บ้องตื้น

จบ

นายกที่มาจากการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชนจะกระทบต่อสถานะประมุขแห่งรัฐของพระ
มหากษัตริย์หรือไม่ เนื้อหาที่แท้จริงของความเป็นประมุขแห่งรัฐคือความเป็นสัญลักษณ์แทน "ประชาชน" ทั้งหมดต่างหาก

เช่นเดียวกับคำพิพากษาในคดีอาญากระทำในพระปรมาภิไธยเพราะคำพิพากษาละเมิดสิทธิเสรีภา
พจำเลย อำนาจเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้คืออธิปไตยของประชาชน พระปรมาภิไธยคือตัวแทนของอำนาจนี้

ตรงนี้แหละที่อาจกระทบถึงสถานะประมุขแห่งรัฐ ในกรณีที่นายกได้รับเลือกด้วยเสียงข้างมากกคงไม่เป็นไร แต่คราวที่นายกได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ความเป็นตัวแทน "ประชาชน" ก็จะเกิดความกำกวมและอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และผู้น
ำฝ่ายบริหารได้ง่าย

สรุปก็คือปัญหาใจกลางหรือความวิตกของนิธิ เป็นสิ่งเดียวกับที่พันธมิตรพยายามปลุกกระแสเพื่อที่จะก่อสงครามกลางเมืองในครั้งนี้

ดังนั้นใครอ่านบทความนิธิวันนี้แล้วยังคิด "เชิญ" นิธิหาทางออกสังคมไทย ควรไปเช็คสมองเสีย

-ขอถาม-

ถ้าเลือกประมุขทุกระดับ สนนท.เห็นชอบไหม๊?

yakumi

ถ้าเลือกคนอื่น....ไม่เลือก ปชป พวก พธม มันก็ประท้วงอีก.....มาร์ค มันอยากเปนจนตัวสั่นเป็นลูกนกแล้ว.....แต่ก็ไม่มีใครเลือกมัน.....ถ้าเอามาเลือกจริงๆแล้วมันกไม่ได้ขึ้นมา....มันก็ไม่จนนะ....มันไม่เล่นตามกฏกกติกา.....แล้วจะสร้างกฏกติกามาให้มันทำตามทำไม....มันนอกเกมส์กติกาได้....ก็แล้วทำไมเราไม่นอกเกมส์กติกากับพวกมันบ้าง....ทำไมต้องทำกับรัฐบาลและตำรวจเหมือนเขาไม่ใช่คน.....เขาก็คนนะ...คนดีซะด้วย....สู้ๆนะ....สุขสันต์วันตำรวจไทย

นวมทอง

เอาประชาธิปไตยใหม่ดีกว่า

ระบบสาธารณะรัฐแบบอเมริกาดีเป็นเลิศ

แต่ละรัฐก็ปกครองกันเองโดยผู้ว่าการรัฐ

รัฐบาลการดูแลส่วนรวม

แยกกันอยู่ไม่ต้องมาทะเละกัน

กินปลาร้าก็อยู่กับพวกกินปลาร้า

กินสะตอก็อยู่กับพวกกินสะตอ

พี่น้องที่อยู่กันแบบกงสีน่ะหมดสมัยแล้ว

แยกตัวออกไปอยู่กันเองดีกว่า

ประชาชนเลือกประธานาธิบดีโดยตรง

ถ้านายกมันต้องมาจากพรรคการเมือง

เอาแบบอเมริกาเป็นตัวอย่าง

เขียนเองทดลองทำเองมันไม่ทันแล้ว

สาธารณะรัฐแห่งประเทศไทย

จงเจริญ

ไปแก้ผ้าหน้าคอมดีกว่า น้อง

noom'

สนับสนุนการเลือก นายยกฯ และ หัวหน้าหน่วยงานทุกหน่วยงาน โดยการเลือกของประชาชนโดยตรง

คนรักชาติ

เลือกนายกฯโดยตรงงั้นเหรือ?....ดีนี่...ดีกว่าแต่งตั้งตั้งเยอะ ประชาชนเลือกเองคิดตัดสินใจเอง เลือกผิดปลดเอง นี่แหละพื้นฐานทางประชาธิปไตยทีแท้จริง..........แต่ของแบบนี้
เค้าใช้กับประเทศที่มีประชาชนฉลาดๆว่ะ

ชช

เห็นด้วยกับความคิดที่ 15 อย่างแรงเจ้า

jankapor

เห็นด้วย บ้านเมืองเราจะได้เจริญเหมือนประเทศอื่นๆเค้ามั้ง สู้รบกับพวกอมาตยา มาจนแก่แล้วไม่รู้ก่อนตายจะได้เห็น ประชาธิปไตร จริงๆเสียที สาธุ

Dr.Withya

ไหนๆก็จะให้ประชาชนเลือกแล้ว ก็น่าจะลองที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการก่อน นั่นคือแต่ละจังหวัดให้เหลือแต่ตำแหน่งปลัดจังหวัดหรือหัวหน้าสำนักงานจังหวัด เถพื่อเวลาผู้ว่าหมดวาระจะได้ทำการรักษาการแทนแบบ กท.ม. หรือแบบพัทยา ส่วนการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงโดยประชาชนก็รีบแก้กฎหมายเสียก่อน เพราะให้ประชาชนเลือกโดยตรงแรกๆก็อาจจะทุลัทุเลหน่อย แต่พอเลือกไปสัก 3-4 ครั้งก็จะดีเอง ตอนแรกๆก็ให้มีวาระสัก 2 ปีก่อน พอเลือกไปสัก 3 รอบก็ขยับขึ้นเป็น 3 ปี พอเลือกไปได้ 5 รอบก็ขยับขึ้นเป็น 4 ปีตามแบบสากล แต่กฎหมายต้องให้สิทธิประชาชน 5000 ชื่อสำหรับระดับผู้ว่าราชการจังหวัด และ 200000 ชื่สำหรับนายกฯ ในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าทำงานไม่ได้เรื่องหรือโกง ก็เข้าชื่อกันฟ้องขับไล่ให้พ้นตำแหน่งได้ โดยระดับจังหวัดฟ้องกับสภาจังหวัด ระดับนายกฯฟ้องกับสภาผู้แทน ส่วน ส.ว.ไม่ว่าจะโดยเลือกตั้งหรือสรรหา ไม่ต้องมีเพราะเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ส.ส.ก็มีแค่ 400 - 500 คนก็พอจะได้ไม่เปลืองงบประมาณค่าเงินเดือน และไม่ต้องเสียเงินสร้างสภาที่ทำการใหม่ด้วย พวกเลขานุการของ ส.ส. ก็ให้มีได้เพียง 1 คน(ไม่ต้องมีที่ปรึกษา)

ให้ประชาชนเลือกโดยตรง พวกกลุ่มพันธมิตร และพวกเทวดาที่ดูถูกประชาชนรากหญ้า เขาจะยอมหรือ สงสัยพวกกลุ่มพันธมิตรโดยเฉพาะพวกเทวดาบ้าวิชาการคงจะไม่ยอมแน่ๆ

red army

วันนี้ ครบรอบ 35 ปี 14 ตุลา

ประชาชน จงเจริญ !!!!!!!!!!!!!!!!!
ประชาธิปไตยประชาชน จงเจริญ !!!!!!!!!!!!!!!!!!

ขอสดุดี และ คาระวะ "วีรชน 14 ตุลา"
ผู้ต่อสู้กับ"เผด็จการ" ผู้พลีชีพเพื่อ"ประชาธิปไตยประชาชน"
และ
ขอประณาม และ สาปแช่ง "ทุรชน 7 ตุลา 51"
ผู้รับใช้ "เผด็จการ" และ "อำมาตยาธิปไตย"
ผู้ทรยศต่อเจตนารมย์ "วีรชน 14 ตุลา 16"