พื้นที่ของโฮโมเซ็กช่วลในสังคมไทย: สื่อ พิธีกรรมและชีวิตประจำวัน

พฤติกรรมรักเพศเดียวกัน อัตลักษณ์ และพื้นที่ทางสังคม?


 


ปีเตอร์ แจ็คสัน รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย นักวิชาการที่ผลิตงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพ / เพศวิถีในสังคมไทยหลายชิ้น เริ่มต้นการสนทนาด้วยการมองย้อนกลับไป ในช่วงสมัยรัชกาลที่ห้าถึงรัชกาลที่หก พบว่ามีสำนวนที่สะท้อนถึงพฤติกรรมทางเพศของชายกับชาย และหญิงกับหญิง สำนวนดังกล่าวได้แก่ "ไม้ป่าเดียวกัน" หรือ "เล่นเพื่อน" "เล่นสวาท" ขณะที่ในเอกสารโบราณของไทย เช่น กฎหมายตราสามดวง หรือ ในใบลานของทางภาคเหนือ มีการระบุคำว่า "ปู้เมีย" รวมทั้งในภาษาบาลีมีคำที่เรียกว่า "นปุงสก" ซึ่งมีบางคนแปลความว่าหมายถึงกะเทย


 


อย่างไรก็ตามอาจารย์ปีเตอร์เห็นว่าการระบุคำเรียกหรือสำนวนต่างๆ ในเอกสารโบราณมีแนวโน้มที่สะท้อนในระดับพฤติกรรมของชายรักชายหรือหญิงรักหญิง แต่ไม่อาจจะนำมาตีความว่าเกี่ยวข้องกับการระบุถึงอัตลักษณ์ของคนรักเพศเดียวกันตามความหมายในบริบทของสังคมสมัยใหม่ และถึงแม้ว่าอิทธิพลของสื่อในปัจจุบันอาจทำให้คนในหมู่บ้านได้รับฟังและรู้จักคำว่า ทอม ดี้ เกย์แล้วก็ตาม แต่พฤติกรรมชายรักชายและหญิงรักหญิงอาจไม่ได้สัมพันธ์กับการแสดงตัวตนในฐานะของอัตลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้ โดยอาจารย์ปีเตอร์มองความเชื่อมโยงระหว่างอัตลักษณ์และพื้นที่ทางสังคมว่า


 


"ในปัจจุบันเกย์จะมีพื้นที่ทางสื่อ ผับ บาร์ ในอดีต ถ้าไม่มีใครเรียกตัวเองว่าเป็นเกย์ ก็จะไม่มีใครมีพื้นที่ของเกย์ได้ หมายความว่า จะต้องมีใครรู้จักว่าเราเป็นอะไรอย่างนั้นแล้ว ก่อนที่จะมีพื้นที่ของเขาต้องมีอัตลักษณ์ก่อนถึงจะมีกลุ่ม หรือวัฒนธรรมเข้ามาได้ กระทั่งในสมัยนี้ ในหมู่บ้านต่าง ๆ ก็อาจจะมีชายรักชายที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นเกย์ อาจจะเรียกตัวเองว่า ชายรักชายหรือแค่การหลงรักเท่านั้นก็ได้ หรืออาจจะมีหญิงรักหญิง ซึ่งถ้าถามเขาว่าเป็นทอมไหม เขาอาจจะไม่รู้ว่าทอมคืออะไร แค่รักผู้หญิงด้วยกัน การถามว่า มีพื้นที่ของคนรักเพศเดียวกันไหม ต้องมีความชัดเจนในอัตลักษณ์ว่าเป็นแบบไหน"


 


ผู้เข้าร่วมเสวนาคนหนึ่งนำเสนอว่าในช่วงสองทศวรรษก่อน ความเข้าใจของผู้คนในสังคมชนบทที่มีต่อบุคคลที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศมองว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ป่วย และวิธีการรักษาคือการพาไปเข้าวัด โดยมีความเชื่อว่า คนที่ต้องได้รับการรักษานั้นเปรียบเสมือนเป็น "คนดิบ" หลังจากที่ได้บวชเรียนในวัดแล้วจะสามารถกลับกลายมาเป็น "คนสุก" ได้ เนื่องจากได้รับการอบรมสั่งสอนและเรียนรู้ธรรมะต่างๆ แต่ในทางกลับกัน ประสบการณ์ตรงของผู้เข้าร่วมเสวนารายนี้พบว่าการถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในวัดนั้นมีพฤติกรรมการละเมิดทางเพศในเพศเดียวกันเกิดขึ้นในวัดด้วยเช่นกัน


 


นักศึกษาปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่องทอมดี้ในกลุ่มสาวโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน สะท้อนมุมมองของกลุ่มหญิงรักหญิงในกลุ่มสาวโรงงานว่า ผู้หญิงที่เป็นทอม จะเรียกตนเองว่าเป็นทอม ขณะที่ผู้หญิงซึ่งเป็นแฟนทอมมักไม่เรียกตนเองว่าเป็น "ดี้" แต่มองว่าตนเองเป็นผู้หญิงทั่วไป ในประเด็นนี้ ดร.ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์ แห่งภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มองว่า เรื่องของการนิยามตนเองนั้นมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ทางสังคม และบางครั้งพบว่า การไม่แสดงตัวตนอาจมีส่วนช่วยทำให้พวกเขาสามารถอยู่ได้ทั้งสองพื้นที่ด้วย


 


"คนงานในโรงงาน ก็คล้ายกับสังคมไทยที่กะเทยกับผัวกะเทย คนที่เป็นผัวกะเทยก็ไม่บอกหรอกว่าตนเองเป็นผัวกะเทย คือจะบอกทำไม ในเมื่อฉันเป็นผัวกะเทยก็เป็นผู้ชาย ส่วนกะเทยก็ต้องยอมรับอยู่แล้วว่าเป็นกะเทย การบอกว่าตัวเองเป็นทอมหรือดี้ กะเทยหรือผัวกะเทยนั้น เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางสังคมมาก หมายความว่า ฝ่ายที่ยอมรับตัวเองเป็นแบบใดก็จะมีพื้นที่ในแบบหนึ่ง ฝ่ายที่เฉยๆ รับก็ได้ ไม่รับก็ได้ ก็จะมีพื้นที่อีกแบบหนึ่ง"


 


 


ม้าขี่-คาบาเร่ต์-ทิฟฟานี่ พื้นที่การแสดงของกะเทย


 


นักศึกษาปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ม้าขี่หรือคนทรงเจ้าในภาคเหนือ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลจากภาคสนามว่า ปัจจุบันมีกะเทยมีบทบาทในฐานะที่เป็นม้าขี่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา และแต่ละคนมีภูมิหลังที่หลากหลายทั้งที่เป็นคนในหมู่บ้านและผู้ที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ร่างทรงที่มาเข้าม้าขี่มีทั้งที่เป็นผู้ชายและผู้หญิง ม้าขี่บางคนพบว่ามีร่างทรงถึงสี่ห้าร่างในแต่ละวัน อีกทั้งยังได้รับความนับหน้าถือตาจากผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมศาลหลักเมืองของจังหวัดทางภาคเหนือ รวมทั้งพิธีกรรมอื่นๆ ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ


 


ในประเด็นเรื่องบทบาทของกะเทยในพิธีกรรมคนทรงเจ้านี้ เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา นักวิจัยและเลขานุการศูนย์ข้อมูลความหลากหลายทางเพศแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตบทบาทของกะเทยในพิธีกรรมม้าขี่ว่า พื้นที่ (ที่คนมองว่าเป็น) กระแสหลักของกะเทยคือพื้นที่ของการแสดง และคนส่วนใหญ่มักมองว่า การแสดง เป็นพื้นที่ที่ชอบธรรมของกะเทย เพราะมีบทบาทในการแสดงต่างๆ เช่น คาบาเร่ต์โชว์ หรือการประกวดนางงามกะเทยหรือสาวประเภทสอง


 


"ถึงแม้ว่าในแง่หนึ่งการแสดง หรือการประกวดนางงามจะทำให้กะเทยได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ขยับไปจากความเป็นผู้หญิง ทำให้คนเข้าใจว่า กะเทยต้องเป็นผู้หญิง ทำให้กะเทยไม่ได้มีพื้นที่ที่แท้จริงของตัวเอง"


 


เปรมปรีดาเห็นว่า การที่กะเทยถูกคาดหวังตามบทบาทความเป็นผู้หญิงนั้นไม่เพียงปรากฏอยู่ในเวทีของการแสดงเท่านั้นแต่ยังรุกรานเข้าสู่พื้นที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวซึ่งกะเทยจะถูกคาดหวังจากแฟนผู้ชายว่าควรจะต้องมีความสวยงามในกรอบเดียวกับผู้หญิง ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของกะเทยในพื้นที่การแสดงที่มี "ความงาม" ในระดับนางงามเป็นเป้าหมายในชีวิต ส่งผลต่อชีวิตทางสังคมของพวกเธอในระดับชีวิตประจำวัน และนำมาสู่เส้นทางที่สร้างความฝันของกะเทยจำนวนมากนั่นคือ การผ่าตัดแปลงเพศ


 


ผู้เข้าร่วมสนทนาคนหนึ่งเสนอว่า คนในสังคมคาดหวังว่ากะเทยต้องเป็นคนสวย ต้องขาว ไม่มีขนหน้าแข้ง ส่งผลให้กะเทยจำนวนไม่น้อยขวานขวายที่จะไปทำศัลยกรรม กระบวนการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่มีอัตลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงนั้น ประกอบไปด้วย การกินยาฮอร์โมน การตัดอัณฑะ และการผ่าตัดแปลงเพศ


 


เปรมปรีดาสะท้อนว่า สื่อจำนวนไม่น้อยยังมองความสัมพันธ์ระหว่างกะเทยกับความงาม หรือความอยากงามนั้น เป็น "ปัญหา" ส่วนตัว เช่น สื่อมักถามว่า ทำไมพวกเธอจึงต้องตัดอัณฑะ ทำไมจึงต้องอยากสวยอยากงามถึงเพียงนั้น


 


ประเด็นที่เปรมปรีดาอยากชี้ชวนให้สังคมคิดเป็นประเด็นที่กว้างขวางไปกว่านั้นคือ บทบาททางการแพทย์ของผู้เชี่ยวชาญที่ควรทำหน้าที่ให้ความรู้เพื่อให้เกิดความรอบด้านในการตัดสินใจมากกว่าการมุ่งเรื่องการพาณิชย์เป็นสำคัญ หรืออีกนัยหนึ่งคือพวกเธอควรมีสิทธิ์ในการรับรู้ข้อมูลหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจใด ๆ เหตุผลประการสำคัญที่กะเทยคิดถึงการแปลงเพศเนื่องจากการแปลงเพศทำให้การดำรงชีวิตง่ายขึ้น


 


นอกจากนี้ การละเมิดความเป็นส่วนตัวที่มีต่อกะเทยยังเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น กะเทยอาจถูกถามบนโต๊ะอาหารได้จนดูราวกับเป็นคำถามธรรมดาๆ ว่า "แปลงเพศหรือยัง" ขณะที่ในทัศนะของเปรมปรีดาเห็นว่าเป็นเรื่องหยาบคายต่อผู้ถูกถาม


 


ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งถามว่า หากสังคมให้คุณค่าหรือยอมรับกะเทยมากขึ้น กะเทยอาจไม่จำเป็นต้องแปลงเพศ ในเรื่องนี้เปรมปรีดาตอบว่า "น่าจะเป็นไปได้ที่เขาจะอยู่ร่วมกับอวัยวะเพศที่เป็นแบบผู้ชาย เช่น คำว่า "สาวเสียบ" เรื่องนี้เกี่ยวกับ sexuality และไปไกลกว่าคำว่ากะเทยที่คนเข้าใจกัน ความหมายคือเขามีความสวยแต่ยังใช้อวัยวะเพศแบบผู้ชาย"


 


 


"เกย์และกะเทยในพื้นที่สื่อ"


 


ดร.ปีเตอร์ แจ๊คสัน เสนอว่า ในปัจจุบันนิตยสารเกี่ยวกับเกย์ในกรุงเทพฯ มีจำนวนมากขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของนิตยสารคือลูกค้าที่เป็นเกย์ อย่างไรก็ตาม ดร.ปีเตอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่เรากำลังพูดถึง ทอม ดี้ เกย์และกะเทย แต่ในขณะเดียวกันอาจมีกลุ่มผู้ชายที่รักผู้ชาย ในกลุ่มนี้อาจไม่ได้มีความชัดเจนมากนัก


 


"ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตกคงจะมีลักษณะตรงกันข้าม เช่น หนังเรื่อง Broke Back Mountain ที่ดังทั่วโลก เป็นเรื่องชายที่หลงรักกัน โดยไม่ได้เป็นกะเทย น่าสังเกตว่าในสังคมฝรั่ง เมื่อนึกถึงกะเทยหรือเกย์จะนึกถึงผู้ชายแบบนี้ก่อน แตกต่างจากสังคมไทย ถ้าพูดถึงเกย์หรือกะเทยก็จะนึกถึงภาพของผู้ชายตุ้งติ้งหรือกะเทยก่อน หนังไทยก็เช่นกัน อย่างเรื่องเพื่อนกูรักมึงว่ะ ก็ได้รับอิทธิพลจาก Broke Back Mountain จะเห็นได้ว่า สังคมไทยยังมีวัฒนธรรมแบบไทยซึ่งบางสิ่งบางอย่างไม่เหมือนกับต่างประเทศ"


 


นอกจากนี้ ดร.ปีเตอร์มีข้อสังเกตระหว่างพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวว่า ทอมกับกะเทยอาจจะมีพื้นที่ในสาธารณะกว้างขวางขึ้น ขณะที่พื้นที่เกย์มีพื้นที่ส่วนตัวที่ได้รับการขยายมากขึ้น ดังเช่นที่ปรากฏว่ามีสถานบริการและสถานบันเทิงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น


 


หากเปรียบเทียบระหว่างทอม ดี้ เกย์ และกะเทยจากการนำเสนอตัวตนในละครโทรทัศน์นั้น ดร.ไพโรจน์ตั้งข้อสังเกตว่า กะเทยดูจะมีภาพพจน์ที่ถูกทำให้เป็นตัวตลกมากที่สุด ขณะที่เปรมปรีดา กล่าวเสริมว่า กะเทยไม่เพียงไม่ได้มีความสุขกับการนำเสนอภาพกะเทยในพื้นที่สื่อ ยังรู้สึกว่าสื่อเหมือนตัวทำร้ายให้พวกเธอกลายเป็นตัวตลก การเข้าห้องน้ำสาธารณะเป็นประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นความประดักประเดิด เช่น กะเทยเข้าห้องน้ำผู้หญิงก็จะถูกจ้องมอง และการจ้องมองนั้นอาจล่วงเลยไปถึงความสงสัยอื่นตามมาเช่น "คนนี้ตัดไข่หรือเปล่า" เป็นต้น


 


ผลกระทบในระดับชีวิตประจำวันส่วนหนึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอภาพลักษณ์ของกะเทยในพื้นที่สื่อ น้องดอย ผู้เข้าร่วมสนทนาเพิ่มเติมว่า "เมื่อคืนดูข่าวภาคดึก มีกระทู้ทางบ้านเขียนว่า "ท้องก่อนแต่งก็ดีสิครับ เราจะได้รู้ว่าเมียเราไม่ได้เป็นกะเทย" แล้วนักข่าวสองคนก็หัวเราะ สำหรับเราคือความรุนแรงที่เข้ามาหาเรา"


 


ขณะที่โดยภาพรวม พื้นที่สาธารณะต่างๆ ดูเหมือนมีที่ทางสำหรับอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย และลื่นไหล แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังเผชิญอยู่กับการละเมิดสิทธิและความเป็นส่วนตัวทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ เสียงสะท้อนต่อความอึดอัดใจเหล่านี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการปฏิบัติ ตลอดจนกติกาและจริยธรรมของกลุ่มคนต่างๆ เพื่อการเคารพสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของการอยู่ร่วมกันในสังคม


 


 


เก็บความและเรียบเรียงโดย:โสภิดา วีรกุลเทวัญ และวรวรรณ วรรณลักษณ์


                                                


จากกิจกรรมชวนเสวนาเรื่อง "พื้นที่ของโฮโมเซ็กช่วลในสังคมไทย: สื่อ พิธีกรรมและชีวิตประจำวัน ภายใต้การดำเนินการของโปรแกรมสร้างเสริมประชาธิปไตยระหว่างเพศ (Gender Democracy) มูลนิธิไฮน์ริคเบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


 


.....................................


ภาพด้านหน้าจากภาพยนตร์เรื่องเพื่อน... กูรักมึงหว่ะ


 

Joy Vagabond

i really like this interview with Dr Peter A Jackson. Can I have access to the English version of this interview(if there is any)? Can anyone kindly recommend more recent works on Thailand by Dr. Peter A Jackson???
I hope Prachathai (both Thai and English version) has more and more articles and papers on Thai homosexual culture, and Thai gender/sexual relations in general. Really look forward to them.
Joy

อาธร

เขียนดีครับ

ขอเสนอความเห็น

กะเทยก็เป็นเพศหนึ่ง ชี่งสังคมจะดีได้ก็ต้องเอาคนดีเข้ามาปกครอง และ เอาคนดีเป็นตัวอย่าง
หากสื่อจะคัดเลือกให้กะเทยมามีส่วนในบทบาทการควบคุมการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวกับกะเทย ก็น่าจะดี มีการนำเสนอคนดีของสังคมที่เป็นกะเทย กะเทยที่เป็นเยาวชนก็จะปฏิบัติตาม idol ของพวกเขา สังคมก็น่าอยู่มากขึ้น และไม่ใช่เป็นคนที่ถูกมองว่าแค่เป็นตัวตลก ตัวประกอบ

Joy Vagabond

To comment no 4: absolutely a great idea. I'm straight but I feel we all can live happily together if we can get rid of all sorts of discrimination and prejudice. We are a Buddhist society, but I can't help feeling that there is so much injustice in our society. I think u guys have heard abt Khun Nathee Teerarojanapong and his social and political activism. He is an admirable person and a great example of how people of all sexual/gender preferences can contribute to society.
J.

ไรหว่า

กระเทยไม่ได้เป็นเพศนึงนะอย่าเข้าใจผิด มันก็แค่ความผิดปกติของสมอง จิตใจและฮอร์โมนอะไรสักอย่าง (แต่พวกเขาไม่ยอมรับ) ก็เท่านั้นเอง

ประชาชน

เห็นใจนะ คงไม่มีใครอยากจะเกิดมามีความขัดแย้งในตัวเองแบบนั้น
ก็ยอมรับความเท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชนทุกประการ ตามที่นานาประเทศเขาทำกันนั้นแหละ ถูกต้อง
แต่ถ้าจะถึงขั้นเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจากนายเป็นนางสาวในเอกสารทะเบียนราษฎร ตามที่คนบางกลุ่มเรียกร้องก็คงไม่ได้ แม้แต่ประเทศที่เรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนดีมากๆก็ยังไม่อนุญาติเลย

มน.

ตอบความเห็นที่ 8
หลายประเทศที่เจริญแล้วเค้าเปลี่ยนให้ค่ะ
เช่นสวิสฯ

หรือแถบเอเชียก็เกาหลีไงคะ
เขาก็เปลี่ยนให้ค่ะ

เมื่อคนๆ นั้นเปลี่ยรเพศเรียบร้อยแล้ว
และอีกหลายๆ ประเทศในยุโรปค่ะ

เขาเปลี่ยนให้กันค่ะ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ

joy

What's wrong with wanting to use Miss instead of Mr? Old-fashioned and discrimanatory law must be dismantled so that there is more and more justice in this world.
Law should grant equal rights to everyone regardless of their sexual or gender preferences. Just because you are straight or heterosexual does not mean u are superior to those who are not.