เปิดเวทีรับฟัง วิทยุชุมชนทั่วประเทศ เล็งจัดหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตชั่วคราว

แหล่งข่าวเผยว่าเมื่อ 3 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ทราบความเคลื่อนไหวการออกใบอนุญาตชั่วคราววิทยุชุมชน โดยขณะนี้อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ได้มีหนังสือขอประสานความร่วมมือถึงอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ในการจัดเวทีเสวนาและรับฟังหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต 


โดยในเวทีจะมีการชี้แจงเรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการวิทยุชุมชน กรอบการให้ใบอนุญาตตามกฎหมายประกอบกิจการฯ การเตรียมตัวของผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตวิทยุชุมชน รวมถึงแผนงานของคณะทำงานวิทยุชุมชนภายใต้อนุกรรมการฯ ระหว่างการเสวนาเรื่อง "แนวทางการดำเนินการวิทยุชุมชนในระหว่างการเตรียมการออกใบอนุญาตชั่วคราว" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-26 ธันวาคม 2551 ในห้าจังหวัดใหญ่ ประกอบด้วย เวทีในกรุงเทพฯ วันที่ 15 ธ.ค., เวทีเชียงใหม่ วันที่ 19 ธ.ค. , เวทีอุบลราชธานี วันที่ 22 ธ.ค. , เวทีสุราษฎร์ธานีวันที่ 24 ธ.ค. และเวทีขอนแก่น วันที่ 26 ธ.ค. โดยให้สำนักประชาสัมพันธ์เขตร่วมดำเนินการ 


ด้านนายวีระพล เจริญธรรม ผู้ประสานงานสมาพันธ์วิทยุชุมชนคนอีสาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกันดำเนินการวิทยุชุมชนตามหลักการ โดยผ่านกระบวนการจากจุดปฏิบัติการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนมาตั้งแต่ปี 2543 กระทั่งกรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายที่เอื้อให้เกิดวิทยุท้องถิ่นที่ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ตามมาอีกสามถึงสี่พันสถานี อนุกรรมการจึงควรมีหลักเกณฑ์ที่ต้องแยกให้ออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้สังคมมีความสับสนต่อวิทยุขนาดเล็กที่เกิดขึ้นมามากมายว่าเป็นวิทยุชุมชน หรือ วิทยุท้องถิ่น 


สำหรับเรื่องการเตรียมตัวนั้นตนเองคิดว่า ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตชั่วคราวดำเนินการวิทยุชุมชน นอกจากต้องยึดถือหลักการของวิทยุชุมชนแล้ว คงต้องจัดเตรียมเอกสารประวัติความเป็นมาของสถานี รายชื่อกรรมการ รายงานการปะชุม การมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ ในชุมชน พื้นที่การออกอากาศ การระดมทุนหารายได้และรายงานการเงิน ผังรายการ รวมทั้งตัวอย่างรายการที่เคยออกอากาศ ซึ่งทุกอย่างจะสะท้อนเองว่าสถานีแห่งนั้นชุมชนเป็นเจ้าของ มีการดำเนินการโดยชุมชน และมีเนื้อหาสาระเพื่อชุมชน และเข้าหลักเกณฑ์วิทยุชุมชนจริงหรือไม่ 


ทั้งนี้ได้เปิดเผยว่ากรณีนี้อยู่ระหว่างเตรียมการหารือกับสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติและเครือข่ายวิทยุชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ ว่าจะมีข้อเสนอต่อการดำเนินการของอนุกรรมการฯ ชุดนี้อย่างไร.

Thai

การลงทุนในธุรกิจการเมือง การทุจริตเชิงนโยบาบต่อประชาชน
สส.ลงทุนหาเสียง 3-5 ล้านบาทในการเลือกตั้ง
ได้รับเงินเดือนตำแหน่งสส. 1 แสนบาท ต่อเดือน ถ้าเข้าเป็นสมาชิก หรือเข้าอยู่สังกัดมุ้ง จะได้รับเงินเดือนพิเศษเป็นค่าเลี้ยงดูขั้นต่ำอีก 50,000 บาท สำหรับสส.ใหม่
ถ้าสส.ที่แสดงบทบาทมากหน่อย หรือเป็นหลายสมัย หรือสามารถควบคุมสส.ในมุ้งได้จะให้ยกมือตามที่ต้องการได้ จะได้ค่าดูแล ในอัตรา 100,000 - 200,000 บาท
ถ้าหัวหน้ามุ้งสามารถมีสส.ในสังกัดได้ 7 คนขึ้นไปจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง หรือ อาจได้ รัฐมนตรีช่วย อีก 1 ตำแหน่ง โดยรัฐมนตรีเหล่านี้ต้องหาเงินมาดูแล สนับสนุนพรรค และจ่ายสส.ในสังกัดเดือนละ หลายล้าน

ส่วนรัฐมนตรี ที่เป็นนายทุนให้พรรคจะต้องเสียเงินซื้อตำแหน่ง 150 ล้าน ถึง 400 ล้านบาท แล้วแต่กระทรวง และตำแหน่ง

เวลาปรับคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่ไม่มี สส.ในสังกัดเพื่อไว้ยกมือ หรือไม่ได้เป็นนายทุนพรรค ก็จะถูกปรับออกจากรัฐมนตรีได้ง่าย เพื่อให้ คนอื่นได้มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีบ้าง

ด้วยความกระหายอยากเป็นรัฐบาล ปชป.ต้องยกเก้าอี้รัฐมนตรี ให้แต่ละพรรคโดยเสนอเงื่อนไขให้เก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตัว ต่อ สส. 5 คน และยอมให้เลือกกระทรวงเกรด A เพียงเพื่อให้พวกเขายอมสลับขั้วมาเข้ากับปชป.เพื่อให้ตนได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

ตอนที่ปชป.เป็นฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ฝ่ายที่เป็นผู้นำรัฐบาล คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่เลือกรัฐมนตรีที่เป็นนายทุนพรรค หรือตั้งรัฐมนตรีโควต้า เพื่อเข้ามาถอนทุน มากอบโกยทุจริต คอร์รับชั่น กล่าวหาสส.และรัฐมนตรีพรรคตรงข้ามว่าทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง และตนเอง

แล้วการที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขา ปชป. ต้องเข้าพบเพื่อเจรจกับหัวหน้ามุ่งต่างๆ ที่ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี ด้วยข้อกล่าวหาซื้อเสียงเลือกตั้ง โดยเสนอเงื่อนไข 1 เก้าอี้รัฐมนตรี ต่อ 5 สส. เพื่อให้หัวหน้ามุ้งหล่านี้สนับสนุนปชป.ให้เป็นรัฐบาล พฤติกรรมแบบนี้จะเรียกว่าอะไร?????

ซึ่งสุเทพก็รู้อยู่เต็มอกว่า หัวหน้ามุ้งแต่ละมุ้งต้องหาเงินเลี้ยงสส.ในสังกัดเดือนละหลายล้าน เพราะตราบใดที่การเมืองไทยต้องอาศัยมือของสส.ระบบนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ทุกพรรค ไม่เว้นแม้แต่ปชป.

แล้ววันนี้ พรรค ปชป.ที่ป่าวประกาศตลอดเวลาว่าตนเป็นพรรคเทพ จะตอบคำถามชาวประชาอย่างไร????
ฤาว่าทั้ง

นายทราย ตระกูลชัย

วิทยุชุมชนที่ตั้งกันขึ้นมา99.99%ใช้ทุนส่วนตัวแน่นนอนต้องการผลกำไร ที่เรียกกันว่าวิทยุชุมชนนั้นเป็นเพียงความฝันที่จะให้เป็น หลักในความฝันนั้นต้องเป็นของชุมชนและให้ชุมชนบริหารและจัดการ ถ้าโครงการต้องความคิดเห็นที่จะนำไปดำเนินการที่เป็นจริงได้ การที่จะให้เป็นของชุมชนตามความคิดคงจะลำบากหน่อยล่ะนะ สถานีที่อยู่ในวัดเองก็ยังไม่ใช่ของวัดเลยคิดเองของใคร แล้วสถานีที่อยู่ที่บ้านจะเป็นของชุมชนได้อย่างไร ยกตัวอย่างหอกระจ่ายข่าวตามหมู่บ้านก็ยังเป็นผู้ใหญ่บ้านเพียงคนเดียว
วิทยุชุมชนถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมาโดยไม่อาศัยหลักแนวความคิดของผู้ที่ออกแบบชื่อว่าวิทยุชุมชน ที่บอกว่า 30,30,15 ต้องบอกว่ามีไม่กี่สถานีที่ใช้เครื่องส่ง30W ออกอากาศในตอนนี้ แต่เป็น 500-1000W ถ้าจะทำให้เข้าระบบจริงๆ ไม่ต้องไปคิดเลยว่าใครจะเป็นชุมชนจริงหรือปลอม เพราะหาได้ก็ตั้งกรรมการมาหลอกกันทั้งนั้น แบ่งประเทภตามกำลังส่งและความสูงของเสาส่งเลยจะง่ายกว่าเยอะเลยครับ ปัจจุบันผมดำเนินการวิทยุชุมชนโดยใช้เครื่องส่งเพียง 15 W เสาสูง 20 mเท่านั้น ส่งได้ 12 กม ต้องบอกว่า สามารถดำเนินการเพื่อชุมชนได้ และมีรายได้เลี้ยงสถานีได้ ตามแบบของวิทยุชุมชน แต่ถ้านำหลักที่ว่ากันใน พรบ.แล้วสถานีเล็กๆที่ทำตามแบเองอาจต้องเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกใหญ่และอาจต้องหยุดดำเนินการออกอากาศในที่สุดเพราะจะผิดหลักเกณอีกหลายข้อ ควรจะเอื้อประโยชนแก่นายทุนเรื่องการระดมทุน และจำกัดเครื่องส่งกำลังสูงที่นำเข้าและใช้พรบ. นี้ส่งเสริ่มเครื่องเพื่อการศึกษาจะดีกว่า เด็กเทคนิคทำได้ไม่ต้องเสียเงินให้ต่างประเทศราคาแพง ยืนยัน ควรแบ่งประเภทใบอนุญาตตามกำลังส่งและเสาส่ง เพราะแค่นี้ก็น่าที่รู้วัตถุประสงค์แล้วละมั้งครับ หรือว่าอาจจะมีคนแกล้งโง้