รายงาน : ปางแดง...ชาติพันธุ์ การดำรงอยู่ กับความหวังครั้งสุดท้าย !? (ตอน 1)

"...นี่เป็นความหวังของพวกเรา ว่าต่อไปคงไม่มีใครมาจับตัวไปอีกแล้ว..." เสียงของนางคำ นายนวล หญิงชนเผ่าดาระอั้ง (ปะหล่อง) บอกย้ำให้ฟังด้วยน้ำเสียงของความหวัง หากสีหน้าของนางยังซ่อนแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่น ขณะพาเดินดูบ้านหลังใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ ในพื้นที่ที่ตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของถนน

 

องอาจ เดชา: เรื่องและภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

"...นี่เป็นความหวังของพวกเรา ว่าต่อไปคงไม่มีใครมาจับตัวไปอีกแล้ว..." เสียงของนางคำ นายนวล หญิงชนเผ่าดาระอั้ง (ปะหล่อง) บ้านปางแดงนอก 1 ใน 48 คนที่ถูกจับเมื่อปี 2547 ด้วยข้อหาบุกรุกป่า บอกย้ำให้ฟังด้วยน้ำเสียงของความหวัง หากสีหน้าของนางยังซ่อนแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่น ขณะพาเดินดูบ้านหลังใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ ในพื้นที่ที่ตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของถนน

 

หลายคนคงจำกันได้กับข่าวเหตุการณ์กรณีเจ้าหน้าที่รัฐไทยได้สนธิกำลังร่วม 200 นาย เข้าปิดล้อมหมู่บ้านปางแดงนอก ต.ทุ่งหลุก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 23 ก.ค. 2547 โดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ทหาร และ อส.ได้เข้าจับกุมชาวบ้าน จำนวน 48 ราย ไม่เว้นแม้แต่คนชรา หญิงท้องแก่ คนพิการตาบอด หรือคนขาขาด ต่างถูกจับต้อนขึ้นรถกระบะ รถกรงเหล็ก ก่อนพาตัวไปบริเวณที่หน้าที่ว่าการอำเภอเชียงดาวและสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว หลังจากนั้น ชาวบ้านกลุ่มนี้ถูกบังคับให้พิมพ์ลายมือ ตั้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว ก่อนส่งตัวเข้าห้องขัง

 

ซึ่งการถูกจับเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2547 นั้น เป็นการเข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงเป็นครั้งที่ 3 แน่นอนว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ต่างเคยถูกจับซ้ำซากมาถึง 3 ครั้งมาแล้ว และเหตุการณ์การจับกุมเช่นนี้ ทำให้หลายคนต่างออกมาพูดกันว่า นี่เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแห และถือว่าเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและชัดแจ้ง!!   (อ่านรายละเอียด สารคดี: ปางแดง...สิทธิมนุษยชนที่แหว่งวิ่น เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง (1))

 

 

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมการจับกุมชาวบ้านปางแดงซ้ำซาก
ย้อนหลังกลับไปเมื่อเช้ามืดของวันที่ 26 ม.ค.2532 เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงใน ซึ่งเป็นชาวดาระอั้งหรือปะหล่อง โดยก่อนจะควบคุมตัวไป ทางเจ้าหน้าที่อ้างกับชาวบ้านว่าจะพาไปทำบัตรประชาชน ในขณะที่เจ้าหน้าที่บางคนก็บอกว่า จะพาไปรับแจกผ้าห่ม ก่อนจะตั้งข้อหาชาวบ้านปางแดงจำนวน 29 คนในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว

ต่อมา ในเดือน มี.ค.2541 เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมหมู่บ้านปางแดงอีกครั้งหนึ่ง และจับกุมชาวบ้านซึ่งเป็นชนเผ่าปะหล่อง ลาหู่ และลีซู จำนวน 56 ราย ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว จากการสอบถามชาวบ้านพบว่า ลักษณะการจับกุมไม่มีหมายค้น ไม่มีหมายจับแต่อย่างใด (อ่านรายละเอียด สารคดี : ปางแดง...เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง (3))

กระทั่ง เช้ามืดของวันที่ 23 ก.ค. 2547 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ทหาร และ อส.จำนวน 200 นายได้สนธิกำลังเข้าทำบุกจับชาวบ้านปางแดงนอก อีกเป็นครั้งที่ 3 ในจำนวนนี้รวมคนพิการ เช่นว่า ขาขาด ตาบอด และหญิงท้องแก่รวมอยู่ด้วย จำนวน 48 ราย เป็นชาย 36 ราย หญิง 12 ราย เป็นชาวเขาเผ่าลาหู่ 25 รายชนเผ่าปะหล่อง 19 ราย ชนเผ่าลีซู 1 ราย และคนพื้นเมืองอีก 3 ราย ทั้งหมดถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยข้อหาเดิมๆ ทั้งที่ชาวบ้านกลุ่มนี้กำลังพักผ่อนนอนหลับอยู่ในบ้าน

หลังถูกจับกุม ชาวบ้านทั้งหมดถูกฝากขังอยู่ที่ศาล จ.เชียงใหม่ เนื่องจากไม่มีเงินประกันตัวที่จะต้องวางเงินประกันถึงรายละ 100,000 บาท ต่อมาทีมทนายความของสภาทนายความแห่งประเทศไทย ได้เอาตำแหน่งประกันตัวชาวบ้านทั้งหมดออกมา

 

ชาวบ้านปางแดงยันความบริสุทธิ์ ปฏิเสธข้อหารุกป่าสงวน
28 ก.พ.51 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 9 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านปางแดงนอก ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จำนวน 48 คน ซึ่งทั้งหมดตกเป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2547 ที่ผ่านมา โดยศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดจำเลยทั้ง 48 คนมาเจรจาเพื่อหาข้อยุติในคดีที่เกิดขึ้นโดยเสนอให้ชาวบ้านทั้งหมดรับสารภาพ ขณะที่ชาวบ้านทั้งหมดต่างยืนยันความบริสุทธิ์ ว่าไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่า อีกทั้งถือว่าการจับกุมรวมทั้งการตั้งข้อหาของเจ้าหน้าที่นั้นไม่มีความชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาครั้งนี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ข้อเสนอแนะในคดีดังกล่าวว่า การจับกุมชาวบ้านปางแดงนอกอย่างในปี 2532 และ 2541 นั้นศาลก็ได้ตัดสินว่า ชาวบ้านบุกรุกป่าจริง เพราะพื้นที่ที่อยู่ปัจจุบันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว ยังไม่มีการกันพื้นที่ออกแต่อย่างใด ดังนั้น แม้พื้นที่จะมีความเสื่อมโทรม หรือมีสิ่งปลูกสร้างอย่างวัด โรงเรียน แต่ยังคงมีสถานะเป็นพื้นที่ป่าอยู่ ดังนั้นชาวบ้านจะปฏิเสธว่ามิได้บุกรุกป่าไม่ได้

 

ปางแดงจำรับรุกป่า ศาลชะลอพิพากษา ขณะผู้ปฏิเสธโดน 1 ปีรอลงอาญา           
หลังจากนั้น ทั้งชาวบ้านปางแดงที่ถูกจับกุม ทั้งทีมทนายความ และคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนชนเผ่าได้นัดประชุมถกเถียงกันว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไรดี ว่าจะปฏิเสธข้อกล่าวหาหรือว่ายอมรับสารภาพก่อนจะหาทางแก้ปัญหาและหาทางออกให้ชาวบ้านปางแดงได้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมนี้ได้

ต่อมา วันที่ 26 มี.ค.2551 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ นัดพิพากษาตัดสินคดีดังกล่าวอีกครั้ง โดยศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดจำเลยทั้ง 48 คนมาเพื่อเจรจาหาข้อยุติในคดีที่เกิดขึ้น โดยเสนอให้ชาวบ้านทั้งหมดรับสารภาพข้อกล่าวหา แล้วค่อยไปต่อสู้เคลื่อนไหวกับราชการในการปักปันรังวัดแนวเขตพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน

กระนั้น สำหรับการขึ้นศาลของชาวบ้านปางแดงนอกในครั้งนี้ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้นัดจำเลยทั้ง 48 คนมาฟังคำพิพากษา ซึ่งแบ่งการพิจารณาเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ถอนคำให้การเดิมจากปฏิเสธมาเป็นรับสารภาพข้อกล่าวหา มีจำนวน 37 คน ซึ่งกลุ่มนี้ศาลได้พิจารณาเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป เพื่อรอผลการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่จังหวัดแต่งตั้งว่าผลจะออกมาเช่นไร ขณะเดียวกันระหว่างนี้ให้ทางทนายความฝ่ายจำเลยรายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการชุดดังกล่าวให้ศาลทราบทุก 6 เดือน

ขณะที่อีกกลุ่ม คือกลุ่มที่ยืนยันตามคำให้การเดิม คือปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งมีจำนวน 11 คนนั้น มีจำนวน 9 คน ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานและวินิจฉัยว่า ชาวบ้านมีเจตนายึดและครอบครองป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว ซึ่งคำให้การของจำเลยก็ไม่ชัดเจน เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนัก ศาลจึงพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี โดยให้รอลงอาญา ซึ่งในจำนวน 9 คนนี้ มีจำนวน 2 คน นอกจากถูกตั้งข้อหาบุกรุกแล้วยังถูกตั้งข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายด้วย สำหรับข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 4 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 เดือน รวมแล้วจำเลยที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก 1 ปี 2 เดือน โดยรอลงอาญาไว้ 1 ปี

ขณะจำเลยอีก 2 คนที่เหลือให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิจารณาให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง จาก 1 ปี เหลือจำคุก 6 เดือน และให้รอลงอาญาไว้ 1 ปีเช่นเดียวกัน

 

 

 

 

 

ศาลระงับคดีปางแดงชั่วคราว ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ล่าสุด คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ ศาลได้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวโดยยังไม่อ่านคำพิพากษา โดยเสนอให้มีการเจรจาร่วมกับฝ่ายนโยบายและป่าไม้เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านปางแดงด้วยการระดมทุกหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างบูรณาการ และสร้างชุมชนให้ได้รับการยอมรับจากสังคมในระยะยาว ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ชาวบ้านถูกจับกุมอีก

ซึ่งต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยความเห็นประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ.ได้ตั้งคณะทำงานสำรวจพัฒนาข้อมูลและแก้ไขปัญหาราษฎรบ้านปางแดง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ที่ 1620/2550 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 โดยมีนายอำเภอเชียงดาวเป็นประธานฯ คณะทำงานประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พอช. ที่ดินอำเภอ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้แทนชาวบ้าน ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา และ "โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง" โดยมีกรมป่าไม้เป็นเจ้าภาพในการจัดทำโครงการ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) วงเงินงบประมาณ 4,625,000 บาท

วัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว ก็เพื่อจัดหาพื้นที่รองรับการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีความเหมาะสม พัฒนาสร้างกลุ่มชาวบ้านให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านต่างๆ โดยยึดหลัก "สังคมไม่ทอดทิ้งกัน" ในการรวมกลุ่มและสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวของขบวนการประชาชนที่เข้มแข็งหนุนเสริมช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยการเชื่อมโยงประสานงานกับรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพัฒนาชุมชนในลักษณะ "สภาองค์กรชุมชน" ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้

 

"โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง" เป็นทางออกเบื้องต้น
มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมพอสมควร

นายวิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาชาวบ้านปางแดง ถือว่ามีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมพอสมควร เพราะที่ผ่านมา หลังจากมี "โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง" ขึ้นมา ชาวบ้านได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ จำนวน 94 ครอบครัวๆ ละ 50 ตารางวา มีชาวบ้านปะหล่อง 65 ครอบครัวและลาหู่ 19 ครอบครัว ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มทยอยก่อสร้างบ้านกันแล้ว

"ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว จะมีองค์กรพัฒนาเอกชนระดับท้องถิ่นช่วยดูแลรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด คือ มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) โครงการพัฒนาพื้นที่สูง (UHDP) และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้ท้องถิ่นลุ่มน้ำปิง ถ้าไม่ได้องค์กรเหล่านี้ช่วยดูแล คงไม่เกิดรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา องค์กรเหล่านี้ยังทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาแกนนำและแกนนำสตรีให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์สังคม มีกิจกรรมพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน พัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้แก่หมู่บ้าน และยังทำหน้าที่ประสานงาน สื่อสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านพื้นราบให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวิถีชีวิตของชาวบ้านปางแดงได้อย่างดี" นายวิวัฒน์ กล่าว 

 

 

 

  

 

ปัญหายังไม่จบ งบสร้างบ้านไม่พอ
หลายฝ่ายหาทางระดมทุนช่วยเหลือ

หลังจากที่ "โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง" เริ่มดำเนินการไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนเงินจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการสร้างบ้าน ครอบครัวละ 30,000 บาท ซึ่งมีสมาชิกในชุมชนกว่า 400 คน ปรากฏว่า เมื่อชาวบ้านได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านในแต่ละหลังไปแล้ว กลับพบว่างบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอ จากการเดินสำรวจดู พบว่า ในแต่ละหลังคา สามารถดำเนินการได้เพียงการยกเสา มุงหลังคากระเบื้อง และการสร้างฝาบ้านได้บางส่วนเท่านั้น

อีกทั้งชาวบ้านปางแดงนอกกลุ่มนี้ ยังต้องดำเนินการเช่าที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาวสำหรับชุมชนบ้านปางแดงจำนวน 30 ไร่จากกรมป่าไม้ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกจำนวน 700,000 บาท แน่นอนว่า ลำพังแค่ชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ไหนจะต้องพะวักพะวงว่า ศาลจะตัดสินคดีที่ถูกจับเมื่อปี 2547 อีกเมื่อไร ย่อมเป็นเรื่องยากและหนักหนาอย่างยิ่งกับการจะต้องหาเงินจำนวนมากขนาดนี้ เพื่อใช้สำหรับการเช่าที่ดินในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการจัดหาทุนโครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง ร่วมกับชุมชนบ้านปางแดง ต.ทุ่งหลุก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ก็ได้จัดกิจกรรมในหลายๆ ด้าน เพื่อระดมทุนมาสร้างบ้านให้แล้วเสร็จต่อไป โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ย.2551 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ได้จัดการแสดงละครชุมชนขึ้นที่โรงละครมะขามป้อม สะพานควาย กรุงเทพฯ เพื่อหาทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านรวมทั้งหาทุนในการเช่าพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยให้กับชาวบ้านปางแดงนอก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก

อีกทั้งเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2551 ที่ผ่านมา ที่บริเวณโรงเรียนบ้านปางแดง ทางคณะกรรมการจัดหาทุน โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง ร่วมกับชุมชนบ้านปางแดง ก็ได้ร่วมกันจัดทอดผ้าป่าเพื่อซื้อที่ดินสร้างชุมชนใหม่ สมทบกองทุนโครงการบ้านมั่นคงชุมชนชนบทบ้านปางแดงนอกอีกด้วย

 

 

 

 

วอนสังคมไทยระดมทุนช่วยเหลือชาวบ้านปางแดง
อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการจัดหาทุนฯ กล่าวว่า การระดมทุนครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 700,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งทางคณะกรรมการจัดหาทุนฯ ได้เชื้อเชิญผู้ที่สนใจร่วมบริจาคได้พล็อตละ 1,000 บาท ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวจากกรมป่าไม้ รวมไปถึงการนำไปใช้ในพัฒนาระบบสาธารณูปโภค วัด โบสถ์ ศาลาอเนกประสงค์ แปลงเกษตร ภายในชุมชนต่อไป

โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง จึงถือว่าเป็นโครงการเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว ก็คือ การหาทุนสร้างบ้าน รวมไปถึงการหาทุนเพื่อใช้สำหรับการเช่าที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว ซึ่งคนในสังคมไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ได้ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงดาว เลขที่ 516-0-17306-4 ชื่อบัญชี น.ส.สุรารักษ์ ใจวุฒิ หรื น.ส.อ่อง สุขะ หรือ น.ส.คำ นายนวล

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการระดมทุนในสร้างบ้านเช่าที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาวให้กับชาวบ้านปางแดงซึ่งถือว่าเป็นทางออกเบื้องต้นของปัญหา แต่มีหลายคนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าจะแก้ไขปัญหากรณีปางแดงให้ยุติได้ทั้งหมดนั้น จะต้องแก้ไขปัญหาทางนโยบาย โดยเฉพาะปัญหาการมีอคติทางชาติพันธุ์ของรัฐไทย ซึ่งยังคงมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย

เหมือนกับที่ ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในเวทีประชุมสัมมนาวิชาการ "ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม" ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22-23 ธ.ค.ที่ผ่านมา

"...ตัวนโยบายที่กลุ่มผู้มีอำนาจกำหนด ได้ส่งผลต่อคนกลุ่มชาติพันธุ์ในการถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งรัฐไม่ได้สนใจแง่มุมการจัดการทรัพยากรคนชนเผ่า และหลายครั้งมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจากคนเหล่านี้และมักจะออกแบบการพัฒนาประเทศที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนกลุ่มชาติพันธุ์ฯ"

 

 

 

 

 

ผู้ที่สนใจเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น.ส.สุรารักษ์ ใจวุฒิ 086-654-0496 / น.ส.ปองจิต สรรพคุณ 081-208-2629 / น.ส.พาฝัน ศุภวานิช 081-482-2277 หรือที่ http://www.makhampom.net/makhampom/makham2008/detail_th.php?pcoid=79

 

ข้อมูลประกอบ                                                                                                   

ประชาไท

สำนักข่าวประชาธรรม                                                                                                           

มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)

 

คนป่าไม้

เอาชาวเขามาหากินอีกแล้ว เงินเข้ากระเป๋าใคร วานสื่อช่วยตรวจสอบด้วย

pong

ต่อสู้ต่อไปคับ เปนกำลังใจให้ ชาวบ้านปางแดงและที่อื่นๆๆที่โดนกระทำแบบนี้อยู่ครับ

คนเมืองแต้ๆเจ้า

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์กับป่าไม้ยิ่งโดยเฉพาะชาวปะหล่อง/ดาระอั้งมีความซับซ้อนและเป็นปัญหาที่คาราคาซังมานาน ไม่เชื่อว่าเรื่องบ้านที่อยู่อาศัยจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขานะ การที่พวกเขาจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ยังงัยท่ามกลางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่มีความซับซ้อนนั้นสำคัญกว่า
ความพยายามที่นำเอาโครงการบ้านมั่นคงเข้าไปเท่ากับทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเนื่องจากสภาวะของพอช.ก็โดนหนักกับเรื่องคอรับชั่น ปปช.กำลังจับตามอง
ความเห็นที่หนึ่ง จึงน่าคิด

ผู้ที่เฝ้ามอง

ถึงผู้อ่านบทความที่เคารพทุกท่าน โครงการบ้านมั่นคงและโครงการทอดผ้าป่าที่จัดทำขึ้นมานั้นอยู่ในความดูแลคณะกรรมการแก้ไขปัญหาปางแดงและนายอำเภอเชียงดาวเป็นประธาน โครงการบ้านมั่นคง ป่าไม้เป็นคนรับผิดชอบโดยมีผู้แทนทุกภาคส่วนร่วมเป็นกรรมการด้วย จึงไม่มีทางเป็นโครงการหากินกับชนเผ่าได้ หากจะกล่าวหาก็ใคร่ขอความกรุณาท่านทั้งหลายใช้ดุลพินิจพิจารณาดู เข้าใจว่าคนพูดอาจไม่ตั้งใจแต่เพราะประสบการณ์ของตนที่ผ่านมาอาจไม่ดีหรือไม่ประทับใจ เพราะอยู่ในวงการทุจริตคอร์รัปชั่นมาโดยตลอดก็ได้ หรือตนเองอาจกระทำมาโดยตลอดก็เลยคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนอย่างตน ขอร้องเถอะอย่าคิดอกุศลอีกเลย คิดแต่สิ่งดีๆ มองคนอื่นและสังคมในแง่ดีเถอะแล้วผลกรรมดีจะส่งผลบุญถึงท่าน

แปด

คนไทยแท้ฯยังปลูกเพิงหมาแหงนอยู่ในกองขยะ อีพวกดัดจริตทำไมไม่ดูแลคนในประเทศให้มันดีก่อนค่อยไปช่วยคนชาติอื่น

กรรณิการ์

ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์มีเยอะแยะ
คำถามคือทำไมจึงเลือกแก้ไขปัญหา
ปางแดงด้วยโครงการบ้านมั่นคง?

Naratee

400 กว่าชีวิต 93 ครอบครัว เบียดเสียดยัดเยียด ในที่แคบๆเพียง 3 งาน
ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีที่ว่างบนผืนดิน พอจะปลูกผักสักต้น

ดำรงชีวิตด้วยการเฝ้ารอ ใครสักคนมาจ้างแรงงานราคาถูก
วันไหนไปรับจ้าง มีข้าวกิน วันไหนไม่ได้ไป ไม่มีกิน

ไม่เคยบุกรุกป่า แต่ถูกจับข้อหาบุกรุกป่าสงวน
ป่าสงวนที่มีแต่ ถนน วัด โรงเรียน ร้านขายของ ไร่ข้าวโพด รีสอร์ท

หวาดผวาทุกครั้ง เมื่อเห็นคนในเครื่องแบบ
ปู่เคยถูกจับ พ่อเคยถูกจับ เด็กๆเคยถูกจับตอนอยู่ในท้องแม่
ชีวิตที่โหดร้ายในคุก ไม่เจ็บปวดเท่าความเป็นห่วงชีวิตที่เหลือในหมู่บ้าน
เด็กและคนแก่กำลังจะอดตาย

คนครึ่งหมู่บ้าน เกิดในเมืองไทย
อีกครึ่งหมู่บ้าน หนีตายมาจากชายแดน
อยู่เมืองไทยมา 30 ปี พวกเขาเป็นคนไทยที่รักประเทศไทย

คนมีสัญชาติ ศาลให้กลับไปอยู่ที่เดิม มีสิทธิ์อยู่ในเขตป่าอย่างถูกกฎหมาย
แต่ คนไม่มีสัญชาติ ไม่มีสิทธิ์ หากแพ้คดี ต้องถูกผลักดันออกนอกประเทศ
หมายถึง การส่งคน 400 กว่าคนไปตายในพม่า
พวกเขาไม่มีที่อื่นให้กลับไปอีกแล้ว

พวกเขาไม่เคยร้องขอ ถนน ไฟฟ้า ประปา ที่ดินทำกิน สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ
ความฝันเพียงสิ่งเดียวคือ ไม่อยากให้ใครถูกจับอีกแล้ว

เหตุผลทั้งหมด เพียงพอที่จะได้รับความเห็นใจจากเพื่อนมนุษย์

เพื่อนมนุษย์

พวกเราไม่ได้เป็นพวกดัดจริต แต่พวกที่ว่าพวกเราดัดจริต เคยไปช่วยพวกที่ปลูกเพิงอยู่หรือคนอื่น ๆ บ้างหรือเปล่า ถ้าไม่เคยก็ไม่ต้องไปว่าคนอื่นเขานะจ๊ะ มันบาป จะเป็นคนอะไรก็มนุษย์ด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะ อย่าแบ่งแยกว่าเป็นชาติไหน ถึงไม่ใช่คนไทย ก็มนุษย์เหมือนกัน ช่วยกันได้ก็ช่วยกันเถอะ อย่าได้แต่พูด หรือก่นด่าคนอื่นเขา ลองเป็นผู้ให้บ้าง ต่อไปตกระกำลำบาก บุญกุศลคงไม่ทิ้งคุณหรอก หรือคนที่พูดร่ำรวยแล้วจนลืมความเป็นคน ชอบเหยียบย่ำคนอื่นจ๊ะ ระวังนะโลกนี้มันไม่แน่ไม่นอนหรอก อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ด้วยความเป็นห่วง