ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 28 มกราคม 2552

 

2คำร้องยื่น"ป.ป.ช.-กกต." สอบ"บุญจง"อาญา-ถอดถอน, "บุญจง" โบ้ยสื่อบิดเบือนกรณีแจกเงินแนบนามบัตร, พท.ซัด กกต. 2 มาตรฐาน หลังส่ออุ้ม "บุญจง" พ้นผิดแจกเงิน, "ชัย"หนุน"พระปกเกล้า" รื้อรธน., ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมปี 52 เผชิญปัญหาวิกฤตศก.โลกซบเซา, จีนเล็งย้ายฐานผลิตมาระยอง, ผิวมะกอกต้านมะเร็ง,มาตรการ 6 ข้อ แก้นศ.ฆ่ากัน, ข้อมูลทหารสหรัฐโผล่เอ็มพี 3
 

การเมือง
2คำร้องยื่น"ป.ป.ช.-กกต." สอบ"บุญจง"อาญา-ถอดถอน
หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 27 มกราคม คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหานายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา อดีตสมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมา กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้พิจารณาทำสำนวนส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยถอดถอนนายบุญจง ด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน
คำร้อง"เพื่อไทย"
ตามที่ปรากฏข่าวทั้งทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ได้เผยแพร่ข่าวของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมา ได้นำเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้จากงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปแจกให้กับประชาชนใน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จำนวน 200 คน คนละ 500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท โดยในการแจกเงินให้กับราษฎรดังกล่าวนั้น นายบุญจงได้แนบนามบัตรของตนเองไปกับสิ่งของและเงินที่แจกนั้นด้วย
ข้าพเจ้า นายคารม พลทะกลาง อายุ 46 ปี อาชีพทนายความ อยู่บ้านเลขที่ 43/207 หมู่ 3 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การกระทำของนายบุญจงได้กระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 กล่าวคือ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังนี้
เนื่องจากนายบุญจง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำหน้าฝ่ายบริหาร ดังนั้น นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ จึงมีสถานะเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคือ เป็นผู้บังคับบัญชาของนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายสุวิทย์ คำดี นายอำเภอโชคชัย ซึ่งร่วมในการแจกผ้าห่มและเงินให้กับราษฎร ดังนั้น การที่นายบุญจงได้นำเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของ พม.ไปแจกให้กับราษฎรนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ราษฎรพึงได้รับประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน เพราะสามารถนำเงินที่ได้รับแจกไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ก็ตาม แต่การใช้งบประมาณนั้น ฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ ต้องดำเนินการไปโดยสุจริต ทั่วถึง และไม่เป็นการเอานำงบประมาณไปแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเอง หรือพรรคพวก หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การที่นายบุญจงไม่ได้เป็นรัฐมนตรีที่มีอำนาจกำกับและสั่งการใน พม.นั้น ย่อมแสดงว่า พม. ซึ่งมีนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการ พม. ย่อมจะมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเป็นผู้ให้การสนับสนุน หรือร่วมมือในการนำเงินไปแจกให้ราษฎรด้วย
ดังนั้น การที่นายบุญจง ร่วมกับนายวงศ์ศักดิ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายนายสุวิทย์ นายอำเภอโชคชัย ได้ร่วมกันแจกผ้าห่ม สิ่งของที่บ้านพักของนายบุญจง จึงเป็นกรณีที่นายบุญจง นำงบประมาณของรัฐมาใช้หาเสียงให้กับพรรคที่ตนเองสังกัด และเป็นการกระทำที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองโดยมิชอบ เพราะการแจกสิ่งของดังกล่าวไม่ได้กระทำที่ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นสถานที่ของทางราชการ ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ แต่การที่นายบุญจงนำผ้าห่ม เงิน และสิ่งของต่างๆ มาแจกที่บ้านพักของตนเองนั้น ย่อมทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเงินที่ได้รับแจกมานั้น เป็นเงินส่วนตัวของนายบุญจง อันเป็นการกระทำที่ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาเพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเงินของนายบุญจง เป็นการนำงบประมาณแผ่นดินมาสร้างความนิยมส่วนตัวให้กับตนเองโดยทุจริต และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหากนายบุญจงมีความสุจริตแล้ว ย่อมสามารถนำเงินไปแจกที่ที่ว่าการอำเภอหรือสถานที่ราชการอื่นได้
ยิ่งกว่านั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายบุญจงยังได้แนบนามบัตรของตนเองไปพร้อมกับสิ่งของที่แจกให้กับประชาชนด้วย อันเป็นการยืนยันถึงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาที่ประสงค์จะให้ราษฎรเชื่อว่าเงินและสิ่งของนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัว หรือของนายบุญจง หากมีเจตนาสุจริตแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องแนบนามบัตรของตนไปด้วย การที่นายบุญจงอ้างว่า การแจกนามบัตรของตนเองไปด้วยนั้น เพื่อให้ชาวบ้านติดต่อขอความช่วยเหลือกรณีมีเรื่องเดือดร้อนได้สะดวกนั้นย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะการติดต่อระหว่างราษฎรกับ ส.ส.ในต่างจังหวัดนั้น ส่วนใหญ่จะติดต่อโดยการไปพบ ส.ส. ณ ที่ทำการของผู้แทนนั้นๆ มากกว่าการติดต่อทางโทรศัพท์
ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาจึงกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการนำเอางบประมาณแผ่นดินไปแสวงหาประโยชน์ สร้างความนิยมในทางส่วนให้แก่ตนเอง กรณีเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่สามารถกระทำได้ เพราะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 266 ก็ได้บัญญัติห้ามไว้
ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปให้พิจารณาพิพากษาลงโทษนายบุญจง โดยข้าพเจ้าผู้กล่าวหาได้แนบพยานหลักฐานต่างๆ ได้แก่ ภาพข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับลงวันที่ 26, 27 มกราคม 2552, ภาพข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2552, แผ่นบันทึกภาพและเสียง (ซีดี) จำนวน แผ่น มาพร้อมกับคำกล่าวหานี้แล้ว
คำร้อง"เรืองไกร"
ขอใช้สิทธิร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 266 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ส่วนหนึ่งว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม" ในเรื่องดังต่อไปนี้
รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 (1) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
และรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (6) บัญญัติว่า "สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อ กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 265 หรือมาตรา 266"
ด้วยปรากฏการกระทำของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีพฤติกรรมส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีร่วมกับนางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา นำเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปแจกให้ผู้ยากไร้ที่ขอรับการสงเคราะห์ในพื้นที่ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จำนวน 200 คน คนละ 500 บาท พร้อมแจกนามบัตรของนายบุญจงนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.หรือ ส.ว.คนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก และให้ประธานแห่งสภานั้นส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ดังนั้น ในฐานะบุคคลสัญชาติไทย ขอทำหนังสือแจ้งให้ กกต.ได้เห็นว่า พฤติการณ์ของนายบุญจงได้กระทำการอันเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 อันจะเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (6) แล้ว จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ทำหนังสือร้องมาให้ กกต.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ลงชื่อ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
 
"บุญจง" โบ้ยสื่อบิดเบือนกรณีแจกเงินแนบนามบัตร
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) กล่าว ว่า ตนพร้อมเข้าสู่การตรวจสอบของทุกองค์กร กรณีแจกเงินพร้อมนามบัตร โดยมั่นใจว่าไม่ได้ทำความผิดอะไร ในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ตนอยู่กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ที่ระบุว่าเย็บเงินติดกับนามบัตรนั้น เป็นการลงข่าวบิดเบือนของสื่อบางฉบับ ส่วนที่ใช้งบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นั้น จะงบจากที่ไหนไม่สำคัญ เพราะเป็นภาษีประชาชน พม.ก็มีหน้าที่ดูแลอยู่ โดยกว่าจะแจกเงินก็สำรวจจากผู้นำหมู่บ้าน มีหลายขั้นตอน ใช้เอกสารกว่า 20 ฉบับ จึงจะได้ 500 บาท
ที่มา: http://www.naewna.com
พท.ซัด กกต. 2 มาตรฐาน หลังส่ออุ้ม "บุญจง" พ้นผิดแจกเงิน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยหลังทราบท่าทีของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ที่ระบุว่า การแจกเงินของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อาจเป็นการทำตามนโยบายรัฐบาลซึ่งอาจไม่เข้าข่ายความผิดว่า เรื่องดังกล่าวพรรคยังไม่ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ดังนั้น ทาง กกต.ไม่ควรแสดงท่าทีก่อน เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการตรวจสอบแบบ 2 มาตราฐาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม โดยในสัปดาห์นี้ตนจะยื่นเรื่องนายบุญจง ให้ กกต.ตรวจสอบแน่นอน ว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการทำผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 หรือไม่ หากเข้าข่ายกระทำผิดต้องพ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 วรรค 6 แม้ก่อนหน้านี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.สรรหา จะยื่นไปแล้วก็ตามแต่ตนจะยื่นซ้ำอีกเพื่อดำเนินการกับนายบุญจงในหลายช่องทาง
ที่มา: http://www.naewna.com
"ชัย"หนุน"พระปกเกล้า"รื้อรธน.
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดจะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าสถาบันพระปกเกล้าตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมืองอยู่แล้ว เป็นศูนย์วิจัยปัญหาของบ้านเมือง ส่วนจะทำให้โอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่ แล้วแต่มุมมอง แต่นายกรัฐมนตรี ไม่เคยนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือเลย
เมื่อถามว่า เห็นด้วยกับการใช้องค์กรภายนอกเป็นเจ้าภาพแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ทุกอย่างดีทั้งนั้นหากเป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ เพื่อศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีนายกระมล ทองธรรมชาติ เป็นประธาน จะนำข้อเสนอของ กมธ. ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า จะนำผลการศึกษาเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาต่อไป ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ขึ้นอยู่กับความเห็นของสภาว่า จะนำมาพิจารณาพร้อมกันหรือไม่
ด้านนายวิทยา บุรณศิริ ประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ต้องคุยกันก่อนว่า จะใช้สถาบันพระปกเกล้า หรือตัวบุคคลในสถาบันพระปกเกล้า และหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ก็ต้องหารือในรัฐสภาก่อน โดยต้องนำผลการศึกษาของ กมธ. วิสามัญ ชุดนายกระมล มาประกอบการพิจารณาด้วย เพราะเสียงบประมาณไปแล้ว จึงไม่ควรปล่อยให้งบประมาณละลายไป รวมทั้งต้องนำข้อเสนอของภาคประชาชนคือ ร่างฉบับ คปพร. มาร่วมพิจารณาด้วย
 

เศรษฐกิจ
อภิสิทธิ์ยันศก. สิ้นปีพ้นไอซียู
นายกฯ เผยเศรษฐกิจไทยถดถอยเพื่อเดินหน้า ยืนยันหลุดวิกฤตได้ในปลายปีนี้  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปีนี้อาจจะเติบโตติดลบ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้ออกไปแล้วจะมีออกมาใหม่อีก หากได้ผลดีเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวและออกจากวิกฤตปลายปีนี้หรือต้น ปีหน้า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจากการได้พบปะต่างชาติได้ฟังความเห็นที่หลากหลาย หลายประเทศคาดว่าจะออกจากวิกฤตใน 2 ปี จึงต้องติดตามกำลังซื้อของคู่ค้าของไทยด้วยว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ จะแก้ปัญหาภายในประเทศตัวเองอย่างไร
 "สำหรับประเทศไทย ปัญหาคือขาดกำลังซื้อ ส่วนปัญหาการเมืองตอนนี้พูดได้ว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว เพราะได้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจชัดเจน ผมได สื่อความให้รัฐมนตรีทั้งคณะเข้าใจเป้าหมายของรัฐบาล ทำให้เกิดเอกภาพ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานเชื่อมั่นเชื่อมือเชื่อถือไทยแลนด์ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แสดงปาฐกถาให้กับนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มีการชี้แจงถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ว่าเป็นอย่างไร จึงจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
ยอมรับว่าสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีแนวโน้มชะลอตัวลงเรื่อยๆ และคาดว่าจะยังไม่ฟื้นตัวก่อนไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไม่ให้ย่ำแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ในวันที่ 28 ม.ค. นี้ จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่องการออกประกาศหลักการ กู้เงินระยะสั้น หรือ Short Term Facility สำหรับรัฐวิสาหกิจ (รสก.) วงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวมีไว้สำหรับบริหารสภาพคล่องระยะสั้นเท่านั้น และยอมรับว่าเป็นมาตรการที่กระทรวงการคลังต้องการให้รัฐวิสาหกิจดูแลตัวเองก่อน
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่หากมีการกู้ยืมเกิดขึ้น กระทรวงการคลังก็จำเป็นต้องค้ำประกันให้
นายกรณ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าปัจจุบันรัฐวิสาหกิจมีปัญหาการบริหารงานหลายแห่ง ในวันที่ 28 ม.ค. นี้จะชี้แจงสภาพปัญหาของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดต่อสภาฯ ให้รับรู้ว่ามีสถานะอย่างไร
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังได้เตรียมเสนอครม. พิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดต่อไป โดยจะเป็นมาตรการทางด้านการปล่อยสินเชื่อที่ใช้บทบาทของสถาบันการเงินของรัฐ โดยส่วนหนึ่งกระทรวงการคลังจะต้องพิจารณาเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินของรัฐบางแห่งในปี 2552 นี้
นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายกฯ และคณะผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้า เอเชีย-แปซิฟิก ว่า ทางโตโยต้าได้ ชี้แจงให้ทราบถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยที่คาดว่าในปีนี้ยอดขายรวมจะลดลง 20% จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น สร้างเสถียรภาพทางการเมือง การสนับสนุนพลังงานทางเลือกให้ชัดเจน และขอให้มีการดูแลเรื่องโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม
ที่มา: http://www.posttoday.com
 
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมปี 52 เผชิญปัญหาวิกฤตศก.โลกซบเซา
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยไม่เพียงแต่เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยเท่านั้น ยังต้องเผชิญกับความเชื่อมั่นที่ตกต่ำอย่างหนักของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อและรุนแรง โดยความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างชาติที่ลดน้อยลงสะท้อนได้จากการที่นักลงทุนชาวต่างชาติได้เลื่อนการเจรจาซื้อที่ดิน ทั้งที่ก่อนหน้าได้มีการเจรจาถึงการลงทุนไว้แล้ว ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจโลกได้เริ่มซบเซามากยิ่งขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้การลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้นและอุตสาหกรรมการผลิตที่เน้นการส่งออกเป็นหลักที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเริ่มมียอดคำสั่งซื้อลดลงตามความต้องการซื้อในตลาดโลกที่ลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อุตสาหกรรมเหล่านี้จึงได้เริ่มลดกำลังการผลิตลง บางอุตสาหกรรมถึงขั้นต้องหยุดผลิตหรือปิดกิจการลง
จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกดังกล่าวที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2551 ปริมาณการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจะมีประมาณ 4,300 ไร่ ลดลงร้อยละ 10.6 จากปี 2550 ที่มีปริมาณการขายพื้นที่ทั้งสิ้น 4,812 ไร่ สำหรับรายได้ที่ได้รับจากค่าเช่าโรงงานและค่าบริการสาธารณูปโภค คาดว่า จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย แม้ว่าบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมได้เริ่มลดกำลังการผลิตและทยอยปิดตัวลง แต่คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในปี 2552 ที่เศรษฐกิจโลกจะซบเซามากยิ่งขึ้น
ในปี 2552 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยผ่านปริมาณยอดขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม ค่าเช่าโรงงานและค่าบริการสาธารณูปโภคที่ลดลง ตามการลงทุนใหม่ๆ ที่คงยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา อีกทั้งการขยายการลงทุนของนักลงทุนรายเก่าที่อาจชะลอตัวลงเนื่องมาจากการลดกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนอยู่บ้าง คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งรัฐบาลกำลังให้ความสนใจในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือเซาเทิร์นซีบอร์ด และการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น ในสภาวะดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมของปี 2552 จะมีประมาณ 3,400-3,700 ไร่ ลดลงร้อยละ 13- 20 จากปี 2551 ที่คาดว่าปริมาณการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจะมีทั้งสิ้น 4,300 ไร่
จากการที่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองค่อนข้างมาก ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ รัฐบาลควรจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยให้ฟื้นคืนกลับมาโดยเร็ว ทางด้านผู้ประกอบการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมควรลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจลงและอาจหาช่องทางขยายธุรกิจประเภทใหม่ หรือบริการรูปแบบใหม่ในการสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกให้กับบริษัทต่างๆ บุคคลหรือพนักงานที่อาศัยอยู่ในเขตที่พักอาศัยและพาณิชยกรรม หรือธุรกิจที่สนับสนุนประสิทธิภาพของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมถึงอาจเริ่มมองหาแหล่งเงินลงทุนจากต่างประเทศกลุ่มใหม่อย่างกลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ที่หลายฝ่ายคาดว่าน่าจะยังสามารถช่วยประคองให้เศรษฐกิจโลกไม่ถดถอยลงไปมาก
ปัจจัยเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซายังคงมีอยู่และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่รวมถึงการเรียกคืนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินภาพรวมของแนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2552 ที่ยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะถดถอยมากยิ่งขึ้นกว่าในปี 2551 ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศจะขึ้นอยู่กับแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย
ที่มา : บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
 
จีนเล็งย้ายฐานผลิตมาระยอง
ระยอง-นายหยาง หลิน ผู้จัดการโครงการบริษัทไทยเจนเนอรัลไนซ์ โคลแอนด์โค๊กจำกัด ซี่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสาธารณประชาชนจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตถ่านโค๊กอันดับต้นของโลกเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกลุ่มนักลงทุนจากจีนสนใจที่จะมาลงทุนหลายโครงการใน จ.ระยอง เพราะเมื่อเปรียบเทียบถึงความพร้อมในภูมิภาคด้านนี้แล้วเห็นว่า จ.ระยอง มีความเหมาะสม มีจุดทำเลที่ตั้งตามยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการความคล่องตัวในการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคได้วางผังไว้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้สิ่งสำคัญนโยบายระดับประเทศที่เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนที่ทางจีนได้ส่งสัญญาณแล้วว่าประเทศไทย โดยเฉพาะ จ.ระยอง มีความเหมาะสมทั้งทางกายภาพในด้านเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีทั้งก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีสำรองไว้อย่างเพียงพอในการป้อนสู่โรงงาน
นายหยางกล่าวอีกว่าถึงแม้ขณะนี้ทางบริษัทยังอยู่ในขั้นตอนของขบวนการพิจารณาการขออนุญาตการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมผลิตถ่านโค้กที่ จ.ระยอง แต่ทางบริษัทกลับได้รับการทาบทามติดต่อหลายโครงการของกลุ่มนักลงทุนจีนที่สนใจจะมาลงทุนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึงขนาดกลางที่คาดว่าจะมีโปรเจกต์ที่มีฐานการผลิตขนาดหลายหมื่นเหรียญสหรัฐฯอยากจะย้ายฐานมาลงทุนที่ จ.ระยอง ต่างได้ยื่นแสดงเจตจำนงว่าหากบรรยากาศทางการเมืองเข้าสู่ระบบ และภาวะความถดถอยทางเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น คาดว่าจีนจะเป็นกลุ่มนักลงทุนในระดับต้นๆที่สนใจจะมาลงทุนใน จ.ระยอง
ที่มา: สยามรัฐ
 

คุณภาพชีวิต
ผิวมะกอกต้านมะเร็ง
ใครจะรู้ว่าในอนาคตผลไม้บ้านๆ อย่างมะกอกนั้นจะสามารถนำมาทำเป็นตัวยาที่ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแกรนาด้า (Universidad de Granada) และมหาวิทยาลัยบาเซโลน่า (University of Barcelona) ได้เปิดเผยผลงานการวิจัยว่า กรดมาสลินิค (maslinic acid) ที่สกัดได้จากผิวของมะกอกนั้นมีความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้และทำให้เซลล์มะเร็งนั้นแตกตายไปเองได้
เมื่อใช้กากของผลมะกอกที่มีผิวเป็นมันมาสกัดได้กรดมาสลินิค (maslinic acid) ซึ่งสารประกอบจำพวกไตรเตอพีนอยด์ (triterpenoid compound) ซึ่งเป็นสารประกอบที่พบในธรรมชาติและมีความสามารถในการลดเซลล์ HT29
เมื่อเซลล์มะเร็งในลำไส้ผ่านทางเส้นทางของเซลล์ภายใน (intrinsic mitochondrial pathway) เช่น การลดการสร้างเซลล์ก่อมะเร็ง การซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA repair) การชะงักการทำงานของวงจรชีวิตของเซลล์ (cell cycle arrest) มะเร็ง เป็นต้น
สารประกอบจำพวกไตรเตอพีนอยด์ (triterpenoid compound) นั้น สามารถพบได้ในพืชที่มีคุณสมบัติเป็นยาหลายชนิด แต่ในผิวมะกอกนั้นมีสารประกอบชนิดนี้อยู่มากถึง 80% ซึ่งจะเป็นสารสกัดที่มีราคาค่อนข้างต่ำ
หากจะได้มีการนำเอาผลการค้นพบนี้ไปใช้ในการผลิตยา เพื่อรักษาโรคมะเร็งในลำไส้ หรือนำมาใช้ในการป้องกันก่อนการเกิดมะเร็งในลำไส้ในกลุ่มคนทั่วไป ก็จะเป็นผลดีกับผู้ที่มีรายได้น้อย จะได้มีทางเลือกในการรักษามะเร็งได้ต่อไป
ที่มา: บางกอกทูเดย์ วันที่ 29 ม.ค. 2552--
มาตรการ 6 ข้อ แก้นศ.ฆ่ากัน
กรณีนักศึกษาเปิดศึกยกพวกตีกันรายวัน ถึงขั้นจัดทีมสะกดรอยไล่ล่าฆ่ากันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ล่าสุดนายคณิน ทองอู๋ อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตปทุมวัน ถูกคนร้าย 2 คนขี่รถ จยย.ประกบก่อนใช้ปืนกระหน่ำยิงเสียชีวิต บริเวณปากซอยสุขสวัสดิ์ 52 ฝั่งขาเข้าก่อนขึ้นทางด่วนดาวคะนอง เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 26 ม.ค. โดยความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ม.ค. พ.ต.อ.ดุสิต สมศักดิ์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ เปิดเผยว่า ขณะนี้พุ่งประเด็นไปที่การล้างแค้นระหว่างสถาบันเป็นหลัก เพราะก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ตายเพิ่งมีเรื่องกับกลุ่มนักศึกษาคู่อริ ขณะไปรับศพรุ่นน้องที่ถูกรถชนออกมาจากสถาบันนิติเวช และที่ทำให้เชื่อมั่นประเด็นนี้  เพราะตอนเกิดเหตุผู้ตายสวมชุดธรรมดาไม่ได้ใส่ชุดนักศึกษา แสดงว่ากลุ่มคนร้ายต้องติดตามผู้ตายมาตั้งแต่อยู่ในงานเผาศพรุ่นน้องที่วัดใหญ่ พระสมุทรเจดีย์ ก่อนขี่รถ จยย.ตามออกมาหาโอกาสก่อเหตุ
ต่อมา พ.อ.คนึง ทองอู๋ อายุ 57 ปี นายทหารสังกัด กองทัพบก อานายคณิน เดินทางมาที่โรงพยาบาลบางปะกอก 1 ติดต่อขอรับศพหลานชาย โดยมีเพื่อนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเกือบ 20 คน ร่วมเดินทางมาด้วย โดย พ.อ.คนึงกล่าวว่า พ่อและแม่ผู้ตายยังทำใจไม่ได้ จึงต้องมาขอรับศพหลานชายแทน
เที่ยงวันเดียวกัน พ.ต.อ.สุพจน์ พรหมศิริ ผกก. สน.พหลโยธิน กล่าวถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายยิงนายพรพจน์ โสภาเจริญ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย เสียชีวิตหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ใกล้แยกเกษตรศาสตร์ เมื่อคืนวันที่ 22 ม.ค.ว่า ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาตามภาพสเกตช์ เป็นชายไทย รูปร่างผอม สูงประมาณ 165-168 เซนติเมตร ผิวคล้ำ อายุประมาณ 20 ปี ไว้ผมทรงรากไทร ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต สำหรับภาพสเกตช์คนร้าย พยานระบุว่าใกล้เคียงมาก
ด้าน พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เหตุการณ์ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายมาส่งรุ่นน้อง 3 คน หากคนร้ายเป็นคู่อริต่างสถาบัน น่าจะยิงใส่ทั้งกลุ่ม แต่คนร้ายเลือกยิงคนเดียว ทำให้ตัดประเด็นใดไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องสถาบัน ขณะนี้ ให้ฝ่ายสืบสวนไปสอบถามในประเด็นอื่นแล้ว เช่น ผู้ตายมีแฟนหรือไม่ เคยมีเรื่องทะเลาะกับใครหรือเปล่า รวมทั้ง ประสาน สน.ปทุมวัน ตรวจสอบนักศึกษาทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ ใครมีรูปร่างหน้าตาเหมือนภาพสเกตช์บ้าง ขอเวลาให้ เจ้าหน้าที่ขณะนี้กำลังเร่งทำงานกันอยู่
ต่อมา พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.เรียกประชุมผู้ใต้บังคับบัญชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันเหตุนักศึกษายกพวกตีกัน โดยมีนายสมเกียรติ จงประสิทธิ์พร อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน นายสืบพงษ์ ม่วงชู รักษาการ ผอ.สถาบันนวัตกรรม วิทยาเขตอุเทนถวาย เข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพล.ต.อ.จงรักกล่าวว่า ขณะนี้ได้ออกมาตรการป้องกันเหตุนักเรียนนักศึกษาตีกัน 6 ข้อ คือ 1. ให้ทางสถาบันการศึกษาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นอาวุธนักศึกษาทั้งเข้าและออก  รวมทั้งหลังจากที่นักศึกษากลับบ้าน แล้ว 2. ติดตามศิษย์เก่าที่มีพฤติกรรมไม่ดี มายุแหย่รุ่นน้องให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดี 3. ติดตั้งกล้องวงจรปิดหน้าสถาบันการศึกษาให้มองเห็นฝังตรงกันข้ามเพื่อป้องกันเหตุ 4. ให้จัดกิจกรรมระหว่างสถาบันการศึกษา เช่น การพัฒนาวัด ทำบุญร่วมกัน 5. ให้สถาบันการศึกษาทำประวัตินักศึกษาชั้นปีที่ 1 ให้กับตำรวจ หากมีเหตุจะสามารถติดตามได้ 6. ให้ตำรวจจัดอบรมนักศึกษาว่า การก่อเหตุดังกล่าวมีอัตราโทษร้ายแรง และในบ่ายวันที่ 28 ม.ค. จะให้นักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน มาจับมือยุติความบาดหมาง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำหรับวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งเป็นวันบลูเดย์ หรือวันสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้เตรียมกำลังตำรวจไว้แล้ว 1 กองร้อยเพื่อป้องกันเหตุ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
 

ต่างประเทศ
ข้อมูลทหารสหรัฐโผล่เอ็มพี 3
เมื่อ 27 ม.ค. เอพีรายงานว่า นายคริส โอเกิล วัย 29 ปี ชาวเมืองวันการี ประเทศนิวซีแลนด์ ตกตะลึงสุดขีดเมื่อเปิดเครื่องเล่นเอ็มพี-3 มือสอง ที่ซื้อมาจากสหรัฐ บรรจุข้อมูลสำคัญทางทหารของกองทัพสหรัฐ
นายโอเกิลให้สัมภาษณ์สถานีทีวีวันนิวส์ นิวซีแลนด์ ว่า เดินทางไปเมืองโอกลาโฮมา และแวะซื้อเครื่องเล่นเอ็มพี-3 ราคา 18 ดอลลาร์ หรือ 630 บาท จากร้านขายของมือสองแห่งหนึ่ง แต่เมื่อนำเครื่องเล่นมาต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ก็แทบช็อก เพราะพบไฟล์ข้อมูลกองทัพสหรัฐเก็บอยู่ในหน่วยความจำถึง 60 ไฟล์ ประกอบด้วยรายชื่อและรายละเอียดส่วนตัวทหารสหรัฐ ซึ่งประจำการอยู่ในสมรภูมิอัฟกานิสถานและอิรัก อาทิ หมายเลขโทรศัพท์ เลขที่บัตรประกันสังคม และชื่อทหารหญิงมีครรภ์ นอกจากนี้ ยังมีไฟล์สรุปปฏิบัติการทางทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย
"ถ้าทางการสหรัฐติดต่อมา ผมก็ยินดีคืนข้อมูลเหล่านี้ให้ เพราะยิ่งดูมากเท่าไหร่ ผมก็คิดว่าไม่ควรเก็บมันไว้มากขึ้นเท่านั้น" หนุ่มนิวซีแลนด์กล่าว ด้านผู้สื่อข่าวทีวีวันนิวส์ทดลองสุ่มโทรศัพท์ไปหาทหารสหรัฐบางคน  ที่มีชื่ออยู่ในไฟล์ ปรากฏว่าบางคนยังใช้งานหมายเลขเดิมอยู่
นายปีเตอร์ โคเซนส์ ผู้อำนวยการแผนยุทธศึกษา มหาวิทยาลัยวิกตอเรีย วิทยาเขตเวลลิงตัน กล่าวว่า ไฟล์ในเอ็มพี-3 ของนายโอเกิลเป็นข้อมูลเก่าช่วงปีพ.ศ.2548 จึงไม่น่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐมากนัก แต่ทำให้กองทัพสหรัฐต้องอับอายขายหน้า เพราะข้อมูลประเภทนี้ไม่สมควรหลุดมาถึงมือสาธารณชนเด็ดขาด
วันเดียวกัน นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ของอังกฤษ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ พลิกนโยบายของทางการสหรัฐอีกเรื่อง คือยุติการขอส่งตัวนายแกรี่ แม็กคินนอน ชาวอังกฤษวัย 42 ปี ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนที่เดินเรื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลบุช หลังจากนายแม็กคินนอนเคยเจาะข้อมูลเข้าไปถึงกระทรวงกลาโหมสหรัฐ แต่จริงๆ แล้ว นายแม็กคินนอนเป็นแค่คนสติเฟื่อง เชื่อเรื่องยูเอฟโอ และไม่ได้เป็นภัยใดๆ ต่อความมั่นคงสหรัฐ หากส่งไปสหรัฐ ก็จะต้องติดคุกตลอดชีวิต จึงหวังว่ารัฐบาลนายโอบามาที่เปลี่ยนนโยบายมาแล้วมากมายจะแสดงให้เห็นความเห็นอกเห็นใจ
ข้องใจ"มิเชล"ไม่หนุนชุดดีไซเนอร์ผิวสี
สื่ออาหรับ-สถานีอัลอาระบิยาในเมืองดูไบ แพร่ภาพการสัมภาษณ์นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ที่กล่าวกับโลกมุสลิมว่า "อเมริกาไม่ใช่ศัตรูของท่าน" และจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับชาติมุสลิม วันเดียวกัน นางมิเชล (ภาพเล็ก) โดนคนผิวดำน้อยใจว่า ไม่ใส่ชุดของดีไซเนอร์ผิวดำด้วยกัน ตามข่าว
เมื่อ 27 ม.ค. เว็บไซต์ข่าวการเมืองโพลิติโค สหรัฐอเมริกา รายงานว่า นางแอมนัว เอลี ประธานสมาคมศิลปินผิวดำแห่งสหรัฐ (บีเอเอ) แถลงว่า สมาคมข้องใจที่สำนักงานสุภาพสตรีหมายเลข 1 (โฟลตัส) ไม่คัดเลือกชุดที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ผิวดำให้นางมิเชล โอบามา ภริยาประธานาธิบดีบารัก โอบามา สวมใส่ในวันที่นายโอบามาประกอบพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อ 20 ม.ค. ทั้งที่นางมิเชลเป็นคนผิวดำ
"มันไม่เป็นไรหรอกและเป็นเรื่องดีเสียอีกถ้าคุณต้องการสวมชุด "วีอาร์เดอะเวิลด์" เพื่อเป็นตัวแทนคนทุกชาติ แต่ถ้าคุณรู้ว่าในวันทำพิธีสาบานตนจะเลือกชุดของอิซาเบล โตเลโด (ดีไซเนอร์คิวบา) ให้มิเชลใส่ และเลือกชุดราตรีของเจสัน วู (ดีไซเนอร์ชาวไต้หวัน) ให้ใส่ตอนค่ำ เราอยากถามว่าแล้วเหตุใดถึงไม่เลือกชุดของดีไซเนอร์ผิวดำให้เข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง" ประธานบีเอเอ กล่าว
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์