รายงาน: จากลิขสิทธิ์ - สละสิทธิ์ - สู่ครีเอทีฟคอมมอนส์

 

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 8 ในหัวข้อ "ผู้คน-ดนตรี-ชีวิต" เมื่อวันที่ 25-27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 26 มี.ค. โดย รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอบทความเรื่อง "Copyright / Copyleft" และสฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระ นำเสนอบทความเรื่อง "ครีเอทีฟคอมมอนส์: สู่วัฒนธรรมเสรีที่เคารพสิทธิผู้สร้าง และสนองความต้องการของผู้เสพ" นำเสวนาโดย นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย

 

สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะที่ copyright เป็นสิ่งที่คนทำงานเชิงสร้างสรรค์รู้จักกันดีว่า ถ้ามีเครื่องหมายนี้แสดงว่ามันได้รับการปกป้องสิทธิอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่คำว่า copyleft นั้นในแวดวงวิชาการเมืองไทยอาจยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก โดยเครื่องหมายของ copyleft จะล้อกับเครื่องหมาย copyright โดยทำเป็นตัวซีกลับข้าง ซึ่งทั้งคำและเครื่องหมายของ copyleft นั้นไม่เป็นที่รู้จักในระบบคอมพิวเตอร์

 

เครื่องหมายลิขสิทธิ์ (copyright)

 

copyleft ตัวซีกลับข้าง

 

เวลานึกถึง copyright ไม่ว่าหนังสือภาษาอังกฤษหรือไทย ก็เป็นเรื่องคุ้นตาที่เวลาใครผลิตงานจะมีถ้อยคำทำนองว่า สิทธิใดๆ ก็ตามต้องได้รับการปกป้อง หรือ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดของงานนี้ไปตีพิมพ์หรือแปลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือระบุว่า ใครที่กระทำการดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นความผิดที่ต้องรับผิดชอบ ในปัจจุบัน การที่สิทธิในงานเขียน งานวรรณกรรมต่างๆ ถูกรับรองด้วยเครื่องหมายเหล่านี้ จึงดูเป็นเรื่องปกติ คล้ายเป็นความชอบธรรม เป็นธรรมชาติที่จะมีสิทธิในงานที่สร้าง

 

ทั้งนี้ เขามองว่า หัวใจสำคัญของ copyright มี 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1.การยอมรับสิทธิในงานของปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม หรือดนตรี เพราะเชื่อว่างานนั้นๆ เป็นสิ่งที่ปัจเจกบุคคลสร้างขึ้น ด้วยความรู้พลังงานของตัวเอง 2. ระบบลิขสิทธิ์แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะทำให้เกิดการกระตุ้นหรือแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการสร้างงานใหม่ๆ ขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่สังคมไทย ทั้งรัฐบาลและนักกฏหมายจำนวนมากนำมาอธิบายว่า เมื่อเกิดระบบลิขสิทธิ์จะเป็นแรงกระตุ้น แรงจูงใจ ให้คนอยากผลิตหรือสร้างสรรค์งาน พร้อมถามด้วยว่า ถ้าไม่คุ้มครองคนสร้างงานแล้วใครจะอยากสร้างงาน 3.เป็นการให้ความสำคัญกับผู้สร้างสรรค์

 

ในอดีต ก่อนหน้าศตวรรษที่14-15 ระบบเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์หนังสือด้วยต้นทุนราคาต่ำ ในเวลาอันรวดเร็ว ยังไม่เกิดขึ้น ด้วยข้อจำกัดด้านเงื่อนไขทางเทคโนโลยีนี้ ทำให้การผลิตซ้ำงานโดยเฉพาะงานเขียน หรืองานวรรณกรรม ต้องใช้ต้นทุนมาก พอๆ หรือเท่ากับการสร้างงานต้นฉบับขึ้นมาใหม่ เช่น ถ้าต้องการหนังสือเล่มหนึ่ง ก็ต้องหาแรงงานทาสที่อ่านออกเขียนได้มานั่งคัดลอก ต้องใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม ก็มีความพยายามควบคุมการผลิตหรือการสร้างสรรค์งาน แต่มีเงื่อนไขที่ต่างจากสังคมปัจจุบัน นั่นคือ จะมีมิติด้านอื่นกำกับอยู่ด้วย เช่น เครื่องหมาย ML เป็นเครื่องหมายที่มาร์ติน ลูเธอร์ นักปฏิรูปศาสนาในยุโรปใช้เพื่อแสดงว่า หนังสือเล่มนี้ผ่านการรับรองว่า เป็นหนังสือที่อ่านได้ ไม่ใช่หนังสือนอกรีต เป็นหนังสือที่มาร์ติน ลูเธอร์เห็นว่า ถูกต้องและตีพิมพ์ออกไปภายใต้ความเห็นของการปฏิรูปศาสนา

 

เครื่องหมายรับรองโดยมาร์ติน ลูเธอร์

 

ต่อมา ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ทำให้ระบบลิขสิทธิ์เกิดและพัฒนาขึ้น คือ การขยายตัวของการค้าและมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของศาสนจักร ในศตวรรษที่14-15 มีคนที่เริ่มรู้หนังสือมากขึ้น กระหายใคร่รู้ในเรื่องต่างๆ การขยายตัวของชนชั้นกลาง ที่มีหนังสือเป็นปัจจัยของชีวิต พร้อมการพัฒนาเครื่องพิมพ์ ที่ทำให้ระบบการพิมพ์ที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำเกิดขึ้น เป็นการปฏิวัติให้ระบบผลิตซ้ำงานเกิดขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้อาลักษณ์ช่างก็ไม่ต้องใช้ ทั้งนี้ เมื่อมีระบบการพิมพ์ ที่ต้นทุนต่ำ ทำให้ผลิตได้เยอะ ก็เริ่มมีการคิดถึงการควบคุมการทำซ้ำในมิติทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ อังกฤษก็พยายามควบคุมระบบการพิมพ์ หากแต่จำกัดได้เฉพาะในอังกฤษ ทำให้มีการพิมพ์นอกอังกฤษเกิดขึ้นเยอะ และงานพวกนี้ก็ทะลักไหลเข้ามา อังกฤษจึงพยายามควบคุมการพิมพ์ โดยทำให้ต้องได้รับการอนุญาต ในระยะแรกๆ คนที่มีอำนาจมากคือสมาคมวิชาชีพ ซึ่งไม่ใช่ผู้สร้างงาน แต่เป็นกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคม กลุ่มโรงพิมพ์ นายทุน ที่มีอำนาจซื้อลิขสิทธิ์จากผู้ประพันธ์และนำมาพิมพ์ เนื่องจากผู้ประพันธ์ไม่มีต้นทุนก็พิมพ์ไม่ได้ จึงต้องขายให้คนกลุ่มนี้ ในระยะแรกนี้จึงมีระบบแบบอำนาจผูกขาด

 

จากนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปี 1710 ซึ่งถือเป็นรากฐานของระบบกฏหมายในปัจจุบันเรียกสั้นๆ ว่า Statue of Anne หรือกฏหมายที่มีในยุคของราชินีแอนน์ (ชื่อทางการคือ An Act for the Encouragement of Learning, by Vesting the Copies of Printed Books in the Authors or Purchasers of such Copies, during the Times therein mentioned) กฏหมายฉบับนี้ ถูกยอมรับในแวดวงของนักกฏหมายหรือผู้ที่สนใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาว่า เป็นกฏหมายลิขสิทธิ์ในโลกสมัยใหม่ฉบับแรกของโลก โดยชื่อของกฏหมายคือกฏหมายที่ว่าด้วยการกระตุ้นส่งเสริมการเรียนรู้ แปลว่าความมุ่งหวังหนึ่งของกฏหมายในแง่บริบทตอนนั้น ต้องการทลายการผูกขาดของสมาคมวิชาชีพ โดยในตัวกฏหมายประกอบด้วยการคำนึงหรือรับรองสิทธิของผู้สร้างสรรค์งาน ขณะเดียวกันก็คิดถึงประโยชน์ของสังคม โดยพูดถึงระยะเวลาที่จำกัดที่งานจะได้รับการคุ้มครอง เพราะเห็นว่าประโยชน์ของบุคคลต้องได้รับการปกป้องด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กฏหมายฉบับนี้อาจเป็นกฏหมายที่สำคัญ ที่ต่อมากลายเป็นรากฐานของระบบลิขสิทธิ์ กฏหมายระหว่างประเทศหลายๆ ข้อ

 

Copyleft- ลิขซ้าย - นิรสิทธิ์

copyleft มีสัญลักษณ์เป็นตัว c กลับหลังหัน มีเครื่องหมายวงกลมล้อมรอบ มีข้อความในทำนองว่า All wrongs reserved. All rights reversed. เล่นคำล้อไปกับระบบลิขสิทธิ์ งานบางชิ้นจะเขียนว่า ผู้เขียนงานชิ้นนี้สละสิทธิ์ทุกอย่างที่มีทั้งในทางเศรษฐกิจทางศีลธรรม ทันทีที่มันเผยแพร่สู่สาธารณะ มันสามารถถูกเผยแพร่ ถูกใช้ แก้ไข ทำลาย ในทุกรูปแบบ คือจะอ้างก็ได้ ไม่อ้างก็ได้ นี่เป็นแบบสุดโต่ง

 

โดยพื้นฐาน copyleft เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้กับระบบ copyright สำหรับภาษาไทย อ.สมเกียรติ ตั้งนโม นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แปลว่า ลิขซ้าย ส่วนตนเองเสนอคำว่า นิรสิทธิ์ หมายถึง ระบบที่ไม่มีหรือไม่ให้สิทธิคุ้มครอง

 

ทั้งนี้ สิ่งที่เรียกว่า copyleft เกิดขึ้นครั้งแรกเท่าที่พอค้นได้ เกิดในทศวรรษ 1970 ในการพัฒนาภาษาคอมฯ ซึ่งมีผู้ร่วมพัฒนาหลายคน คนที่เอางานชิ้นนี้มาตีพิมพ์ชื่อ Li Chen Wang ในปี 1976 และเป็นครั้งแรกที่มีการใช้คำว่า copyleft ซึ่งในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องสามัญมากที่จะพัฒนาด้วยการแลกเปลี่ยนกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นสมบัติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและดัดแปลงได้ อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อบิลล์ เกตต์ สร้างระบบกรรมสิทธิ์เอกชนในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทำให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กลายเป็นสมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง การจะใช้ประโยชน์ต้องจ่าย ดังนั้น ตนเองเข้าใจว่า การใช้ copyleft ซึ่งเกิดในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงเป็นการพยายามต้องการตอบโต้กับสิ่งที่บิล เกตต์ เสนอขึ้นมา โดยมีเรื่องที่สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ เสรีภาพในการใช้และการศึกษางาน เสรีภาพในการผลิตซ้ำและแบ่งปันงานกับผู้อื่น เสรีภาพในการแก้ไขดัดแปลงงาน และเสรีภาพในการจำหน่ายจ่ายแจกที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม

 

สิ่งที่ระบบนี้พยายามทำคือ ทำให้เกิดการเข้าถึง ใช้ประโยชน์ และดัดแปลงงานได้กว้างขึ้นกว่าที่ระบบ copyright ให้เอาไว้ ปัจจุบันจะปรากฏในงาน ที่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นการพัฒนาร่วมกัน เช่น วิกิพีเดีย ที่เปิดเป็นโอเพนซอร์ส ให้เข้าไปแก้ไขดัดแปลงได้ หรือระบบ file sharing ระบบ copyleft ปรากฏชัดเจนในงานของโลกสมัยใหม่ หรือที่เป็นไฟล์งานดิจิตอล แต่ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า จำกัดเฉพาะการสร้างสรรค์ทางคอมพิวเตอร์อย่างเดียว

 

ทั้งนี้ โดยสรุปแล้วข้อโต้แย้งของ copyleft ต่อ copyright คือ 1. ปฏิเสธความเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นเจ้าของในลักษณะปัจเจก หมายความว่างานแต่ละชิ้นที่ถูกสร้างหรือพัฒนาขึ้น ไม่ได้มาจากปัจเจกบุคคลอย่างแท้จริง เช่น เมื่อเช้า ศ. มิค บอกว่า เพลงปัจจุบันมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่เพลงในอดีตถูกสร้างสรรค์จากเพลงพื้นบ้าน ไม่ใช่ปัจเจกบุคคลเท่านั้นที่สร้างงานแต่ละชิ้นๆ ขึ้น แต่เป็นมรดกตกทอด มีความรู้หรืออะไรก็ตามที่สั่งสมมา แล้วมีใครหรือบุคคลใดทำให้มันปรากฏรูปขึ้น 2.การสร้างสรรค์งานยังกระทำได้ แม้ว่าไม่ได้ใช้ระบบลิขสิทธิ์ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ในสมัยเรเนซองส์ มีการพัฒนางานต่างๆ มากมาย แม้ว่าระบบลิขสิทธิ์ยังไม่เกิดขึ้น วันทนา ศิวะ นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ระบุว่า ระบบลิขสิทธิ์หรือระบบทรัพย์สินทางปัญญานี้ต่างหากที่ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ยากมากขึ้น โดยยกตัวอย่างว่า ก่อนหน้าที่จะมีระบบทรัพย์สินทางปัญญา เวลานักวิทยาศาสตร์คิดอะไรออกปุ๊บก็จะมานั่งเถียงกัน และพยายามหาคำตอบในเรื่องต่างๆ แต่พอมีระบบทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมา ใครคิดอะไรได้ก็จะเก็บเงียบไว้ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะขโมยความคิดไป เพราะฉะนั้นแล้ว จึงมีข้อโต้แย้งว่า งานลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์งานได้อย่างกว้างขวาง

 

3.ระบบลิขสิทธิ์เอื้อประโยชน์ต่อผู้สร้างสรรค์น้อยกว่าที่เอื้อต่อธุรกิจเอกชน ทั้งที่เมื่อเริ่มต้นระบบลิขสิทธิ๋ต้องการให้ประโยชน์กับผู้สร้างสรรค์งาน แต่ต่อมา ธุรกิจกลับได้ประโยชน์กว่า ก่อให้เกิดปรากฏการณ์โต้แย้งออกมา เช่น หนังสือ ระบบ "can copy" ทำซ้ำได้ แต่ห้ามจำหน่าย

 

ทั้งนี้ มีตัวอย่างซึ่งเป็นจดหมายโต้ตอบ 3 ฉบับ ระหว่างสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งกับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สำหรับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้น ทำหน้าที่เผยแพร่บทความวิชาการ โดยหากใครต้องการใช้ประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้เลย เพียงแค่อ้างอิง เพราะมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนคิดว่าการเผยแพร่ความรู้เป็นเรื่องจำเป็น ครั้งหนึ่งทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้แปลบทความชื่อ Feminine Face of Science มาลงในเว็บไซต์ และมีจดหมายมาถึงบรรณาธิการจากสำนักงานกฏหมายผู้ดูแลสิทธิของผู้เขียนบทความว่า ค้นพบว่ามีการแปลงานโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งไม่สามารถกระทำได้ ให้ติดต่อกลับโดยเร็ว อ.สมเกียรติ ตั้งนโม บรรณาธิการเว็บไซต์ได้เขียนตอบไปว่า เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเป็นเว็บไซต์ไม่แสวงหากำไรซึ่งต้องการเผยแพร่ความรู้ บทความนี้คิดว่ามีประโยชน์จึงเอามาแปล เผยแพร่ โดยไม่ได้ขออนุญาต เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นวิทยาทาน พอตอบกลับไป บริษัทที่ดูแลผลประโยชน์ ได้ตอบกลับมาว่า ผู้เขียนบอกว่า ในกรณีนี้เป็นประโยชน์ทางวิชาการก็ยินดีให้แปลได้ ทั้งนี้ หากจะให้ดีก็ให้เพิ่มข้อความว่าได้รับอนุญาตจากผู้เขียนไปด้วย ที่นำมาให้ดูเพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า copyright กับ copyleft ในแง่หนึ่ง ก็ยังเป็นข้อวิวาทะในระบบงานสร้างสรรค์ในปัจจุบัน ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเห็นในงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ในงานวิชาการแบบนี้ก็มีอยู่

 

 

จาก "สงวนลิขสิทธิ์" สู่ "การแบ่งปัน"

 

 

 

 


 


ครีเอทีฟคอมมอนส: สูวัฒนธรรมเสรีที่เคารพสิทธิผูสราง และสนองความตองการของผูเสพ
โดย
สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org (by- nc-sa)


 


สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดเรื่องโดยเล่าถึงวัฒนธรรมดิจิตอลที่กลายเป็นวิถีชีวิต และวัฒนธรรมโหลดบิท ฟังเอ็มพีสาม ที่ถูกประณามว่าเป็นความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม จากนั้น เธอได้เล่าถึงคำถามของ ลอว์เรนซ์ เลสสิก อาจารย์ทางด้านกฏหมายมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นคำถามที่พื้นฐานที่สุดว่า สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์เราสร้างเป็นไอเดียดั้งเดิมออกมาจากหัวเราล้วนๆ ไม่ได้มีอิทธิพล ไม่ได้ตั้งอยู่บนอดีตสักแค่ไหน โดยเฉพาะในเพลงสมัยใหม่ เช่น เพลงแร๊พ หรือฮิปฮอป เพลงบลูส์ แจ๊ส ที่โดยธรรมชาติ ต้องอาศัยการรีมิกซ์ หลอมรวมเพลงก่อนๆ ที่มีคนทำกันมาเข้าด้วยกัน เพื่อออกมาเป็นเพลงใหม่ โดยธรรมชาติเพลงเหล่านี้ตั้งอยู่บนอดีต ดังนั้นเลสสิกจึงบอกว่า โดยรวมมนุษย์เดินได้ด้วยอดีต คือใช้อดีตเป็นพื้นฐานในการต่อยอด ทั้งด้านปัญญาความรู้และด้านงานสร้างสรรค์คือศิลปะต่างๆ


           


เลสสิกกล่าวถึงประเด็นใหญ่ของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี (free culture) กับระบบกฏหมายว่า ปัญหาคือตั้งแต่กำเนิดของระบอบลิขสิทธิ์ ช่วงยุคที่สิ่งพิมพ์เจริญเติบโต อดีตได้เริ่มมีอำนาจผ่านระบบกฏหมาย ควบคุมการสร้างสรรค์ ควบคุมการใช้อดีตในการสร้างอนาคต ประเด็นของเลสสิกคือ สังคมมนุษย์ควรจะเป็นสังคมที่เสรี คือเวลามีความรู้อะไรใหม่ๆ เราพัฒนาได้ด้วยการแบ่งปัน พัฒนาได้ด้วยการต่อยอดอดีต นี่เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากของสังคม เป็นหัวใจของการพัฒนา แต่ถ้าสังคมเสรีไม่ได้ เพราะระบบกฏหมายหรือกลไกอะไรก็แล้วแต่มาจำกัดขอบเขตของการใช้อดีต จะทำให้เสรีภาพน้อยลงเรื่อยๆ และถ้าเสรีภาพในสังคมของการใช้อดีตน้อยลงเรื่อยๆ ก็น่าเป็นห่วงว่าอนาคตเราจะพัฒนาไปได้แค่ไหน และสังคมจะเป็นอย่างไร


 


เลสสิกขยายความว่า จริงๆ แล้ว เจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฏหมายลิขสิทธิ์ฉบับแรก มีสองส่วนคือ ต้องการส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็คุ้มครองสิทธิของผู้สร้างด้วย แต่เมื่อเรามีอินเทอร์เน็ต ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นแหล่งก็อปปี้ สฤณียกตัวอย่างว่า ตนเองเป็นคนที่มีบล็อกส่วนตัว เวลาจะเขียนอะไรก็โพสต์ไว้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและก็อปปี้ไปไว้บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้น บนอินเทอร์เน็ตจึงเป็นก็อปปี้ดิจิตอลของสิ่งที่ตัวเองเขียน เพราะฉะนั้น กฏหมายลิขสิทธิ์ก็ถือว่ามีอำนาจควบคุมเนื้อหาต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตโดยปริยาย


 


ประเด็นคือ ขณะเดียวกัน อายุของกฏหมายลิขสิทธิ์ก็ขยายขอบเขตการคุ้มครองขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม กฏหมายอเมริกาคุ้มครองแค่ 14 ปีหลังจากผู้สร้างเสียชีวิต จากนั้นก็ขยายเป็น 28 ปี 56 ปี จนล่าสุด ในอเมริกาและในยุโรป ขอบเขตการคุ้มครองคือ วันที่เสียชีวิตบวกอีก 70 ปี ส่วนในไทย คือวันที่เสียชีวิตบวก 50 ปี ทั้งนี้ การผลักดันให้ขยายขอบเขตลิขสิทธิ์เกิดจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันอาจไม่ใช่คนเดียวกับผู้สร้างงานแล้วก็ได้ เช่น ศิลปินที่เขียนเพลง ทำวงดนตรี เวลาจะเผยแพร่งาน บางทีก็ต้องเซ็นสัญญากับค่ายเพลง เพื่อขายลิขสิทธิ์ให้กับค่ายเพลง แลกกับการที่ค่ายเพลงจะช่วยโปรโมทเพลงนั้นๆ และมีส่วนแบ่งรายได้


 


เมื่อผู้เล่นเริ่มมีหลากหลาย รวมถึงเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คนที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถระบุอย่างชัดเจนและละเอียดมากๆ ว่า จะให้คนที่ใช้งาน ใช้ได้อย่างไร เมื่อไหร่ที่ไหน สิทธิของผู้สร้างหรือสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์กับสิทธิของผู้บริโภค จึงเริ่มมาปะทะกัน เพราะสิทธิของผู้สร้างเริ่มจะละเอียดขึ้นและมาก้าวก่ายสิทธิของผู้บริโภค


 


โดยเลสสิกยกตัวอย่างว่า มีเว็บไซต์ที่นำหนังสือเล่มแรกของเขาที่ชื่อ The Future of Idea ไปไว้ในแคตาล็อค เป็นไฟล์ e-book (หนังสืออิเลคทรอนิกส์) ซึ่งเขาพบว่า ผู้ตีพิมพ์ได้ให้สิทธิ หรืออนุญาตให้กระทำสิ่งต่อไปนี้ คือ ให้ก็อปปี้เนื้อหาอะไรก็ได้ไปใส่ที่คลิปบอร์ด แต่ไม่ให้พิมพ์ออกมา และตัวเลือกเรื่อง read aloud ซึ่งมีปุ่มให้ฟังเสียงอ่านสำหรับคนที่ตาบอดหรืออยากฟัง แต่ข้างใต้ตัวเลือกกลับเขียนว่า ไม่อาจใช้ตัวเลือกนี้อ่านหนังสือได้ ซึ่งก็น่าขำ เพราะเหมือนกับไม่ยอมให้อ่านออกเสียง ก็รู้สึกว่ามันเริ่มมีลักษณะที่คนที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทำได้ขนาดนี้เลยหรือ เขาเองซึ่งเขียนหนังสือเล่มนี้ก็ไม่อยากให้มีข้อจำกัดขนาดนี้


 


หรือกรณีหนังสือเรื่อง Middlemarch ซึ่งเป็นหนังสือคลาสสิก อยู่นอกขอบเขตของลิขสิทธิ์ เพราะผู้เขียนเสียชีวิตไปนานแล้ว ผู้ตีพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ทำฟอร์แมทเป็น e-book มา บอกว่า อนุญาตให้ลากเม้าส์ ก็อปปี้เนื้อหาได้ 10 ครั้งทุกๆ 10 วัน พิมพ์ได้ทุกๆ 10 วัน ครั้งละ 10 หน้า นี่คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่โดยตัวมันเอง มอบอำนาจให้เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดได้ละเอียดขนาดนี้


 


สฤณีสารภาพทีเล่นทีจริงว่า สาเหตุหลักที่ซื้อแผ่นผี (เพลงละเมิดลิขสิทธิ์) เพราะเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ไปซื้อแผ่นจริง เป็นคอลเลชั่นรวมเพลงมา 2 แผ่น เมื่อเอากลับมาที่บ้านจะก็อปปี้เป็นเอ็มพีสาม เพราะเดี๋ยวนี้ฟังเพลงใส่ในไอพอด ไม่ได้ฟังซีดีมานานแล้ว ปรากฏว่าก็อปปี้ไม่ได้ เมื่อถามไปปรากฏว่า ค่ายเพลงนี้ไม่ยอมให้ก็อปปี้เป็นเอ็มพีสาม ก็โกรธมาก เพราะที่บ้านไม่มีเครื่องเล่นซีดีแล้ว ทุกอย่างแปลงเป็นเอ็มพีสามตลอด จึงไปซื้อแผ่นผีมาแทน


 


นี่เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามว่าวัฒนธรรมดิจิตอลเทคโนโลยีถ้าเกิดทำให้ผู้สร้างมีอำนาจมากขนาดนี้ ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตคนเราก็เปลี่ยนไป อย่างที่เล่าว่าฟังเพลงเป็นเอ็มพีสามหมดแล้ว แล้วใครควรที่จะเปลี่ยนบ้าง


 


สฤณี ยกตัวอย่างเน้นไปที่อุตสาหกรรมเพลงไทย โดยระบุว่า หากเอามุมมองด้านธุรกิจเศรษฐศาสตร์เข้ามาจับ จะเห็นว่า เป็นอุตสาหกรรมที่ทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้เป็นการแข่งขันของผู้เล่นรายเล็กๆ และส่วนแบ่งคนละ1-2% แต่เป็นการแข่งขันกันของรายใหญ่ โดยแกรมมี่มีส่วนแบ่งถึง 47 เปอร์เซ็นต์ อาร์เอส 19 เปอร์เซ็นต์ รวมกันก็ 66 กว่าเปอร์เซ็นต์ สภาพธุรกิจจึงเป็นอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันรุนแรง อายุของเพลงๆ หนึ่งสั้นมากๆ เพลงก็ออกมาเยอะ ยังไม่นับปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ที่ระบาดทั่วอินเทอร์เน็ต ค่ายเพลงพยายามแตกไลน์ไปทำธุรกิจใหม่ๆ บางคนตั้งค่ายเพลงเล็กๆ ใช้แบรนดิ้ง ท้ายที่สุดคือเจ้าของทั้งหมด แต่เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ขยายขอบเขตของธุรกิจแบบครบวงจร แทนที่จะขายแต่เพลงก็จัดงาน จัดคอนเสิร์ต เป็นบันเทิงครบวงจร บางทีก็ครอบงำสื่อ ซื้อสื่อ ซึ่งทำให้คนที่สายป่านสั้นหรือศิลปินอิสระมีโอกาสเผยแพร่งานน้อยลง


 


ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่คุกคามอุตสาหกรรม แต่เป็นผลดีกับผู้บริโภค มีอาทิ เอ็มพีสาม ซึ่งหลายคนบอกว่า คุณภาพไม่ดี เพราะบีบคุณภาพเสียงมาอยู่ที่ 128 บิท แต่ก็มีคนคิดฟอร์แมทที่คุณภาพดีขึ้น แม้ยังเทียบเคียงต้นฉบับไม่ได้ แต่ก็ใกล้กันมาก, ซอฟท์แวร์ที่แปลงเนื้อหาในแผ่นเสียงหรือซีดีเป็นเอ็มพีสาม มีเทคโนโลยี peer-to-peer เช่น Limewire, Bittorrent, ด้านการผลิต วงการเพลงเมื่อก่อนถ้าจะทำซ้ำดัดแปลงเพลง อาจต้องจ่ายค่าเช่าสตูดิโอ ซึ่งแพง แต่ปัจจุบันมีซอฟท์แวร์ราคาถูก หลายชิ้นฟรี ที่ช่วยสร้างงานเพลงระดับ "มืออาชีพ" ได้


 


ทั้งหมดนี้ทำให้ "ผู้บริโภค" (consumer) ที่เดิมเสพเพลงเฉยๆ แต่เมื่อแปลงเป็นเอ็มพีสามได้ ก็อาจผลิตเป็นของใหม่มาแชร์กับเพื่อนได้ กลายเป็น "ผู้ผลิต-บริโภค" (prosumers) ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่ต่ำมากๆ ในการผลิตและดัดแปลง ทำให้เพลงกลายเป็น "สินค้าโภคภัณฑ์" (commodities) ไม่ใช่สินค้าที่เข้าถึงยาก และการละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ


 


อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ค่ายเพลงเลือกใช้ในการแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ได้แก่ 1.การลดราคาสินค้า แต่เมื่อลดราคาลงมาใกล้แผ่นผี คุณภาพก็ลดลงด้วย เมื่อไม่มีความแตกต่างกันในแง่คุณภาพ ผู้ซื้อแผ่นผีเพราะราคาถูกก็จะยังซื้อต่อไป 2.เพิ่มความถี่และปริมาณในการออกสินค้าใหม่ๆ ให้มากขึ้น 3.ขายรีมิกซ์ และแตกสาขาธุรกิจเพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ 4.ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เช่น วิจัยความต้องการ ว่าลูกค้าต้องการอะไร และตอบสนองตรงนั้น ถ้าลูกค้าอยากโหลดเอ็มพี ก็ต้องให้โหลด หรือให้โหลดฟรี แล้วทำรายได้จากวิธีอื่น 5.เพิ่มคุณภาพของสินค้า เพื่อยกระดับเป็นสินค้ามีมูลค่าเพิ่มทเช่น เพิ่มการลงทุนในการออกแบบปกซีดี คุณภาพของการแสดงสด โดยในเมืองไทยยังเน้นที่กลยุทธ์ 1, 2 และ 3 อยู่ แต่กลยุทธ์ 4 และ 5 ยังไม่ค่อยมีใครใช้


 


เมื่อกฏหมายไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
โลกก่อนระบบลิขสิทธิ์ อาจมีแค่ผู้สร้างงานกับผู้เสพงาน ที่มีบทบาทคล้ายๆ กัน เป็นทั้งคนแต่งเพลง เสพและสร้าง แต่ด้วยความซับซ้อนของอุตสาหกรรมเพลงทำให้ผู้เล่นมีหลายส่วนขึ้น สฤณีกล่าวโดยอ้างอิงจากบล็อกของมาโครอาท (macroart) ว่า มีทั้งนักแต่งเพลง ศิลปิน ค่ายเพลง บริษัทจัดการสิทธิ ผู้บริโภคยุคดิจิตอล เจ้าของเว็บไซต์ ร้านขายซีดี ร้านคาราโอเกะ ฯลฯ ทั้งนี้ ตลาดอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีคนดูแลกฏกติกา เพื่อให้ผลประโยชน์สอดคล้องกัน ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า หน้าที่ของรัฐควรจะคืออะไร ปกป้องผู้ครองตลาด หรือกลับไปที่เจตนารมณ์ดั้งเดิม คือกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เกิดวัฒนธรรมเสรี


 


จากปัญหาของความคับแคบของกฏหมายลิขสิทธิ์ที่ตามไม่ทัน ไม่ตอบสนองวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้คนทั้งรุ่นกลายเป็นอาชญากรไปแล้ว คงไม่สามารถคาดหวังอย่างจริงจังได้ว่าจะกล่อมให้ทุกคนเลิกโหลดบิท เลิกฟังเอ็มพีสาม หรือถูกกฏหมายตลอดได้ ขณะที่ภาวะอุตสาหกรรมยังไม่ตอบสนองความต้องการ ไม่ได้ผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มให้ ก็มีทางเลือกซึ่งสอดคล้องกับ copyleft นั่นคือ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์


 


เธอขยายความว่า โลกเดิม เวลาสร้างงานต้องสงวนสิทธิ 100 เปอร์เซ็นต์ คือจะทำอะไรต้องขออนุญาตก่อน ส่วน PD (Public Domain) สละสิทธิ์ทั้งหมด ทำอะไรก็ได้ไม่ต้องอ้างก็ได้ อาจเป็น copyleft แต่ครีเอทีพคอมมอนส์บอกว่าจะมีโลกที่สร้างพื้นที่ตรงกลางได้ โลกที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมเสรี ให้คนแบ่งปันงานกัน ต่อยอดกัน ขณะเดียวกันก็เคารพสิทธิของเจ้าของสิทธิเท่าที่พึงเคารพ คือเจ้าของสิทธิก็ต้องมีเจตนาอยากแบ่งปันงานของตัวเองให้คนอื่นต่อยอดด้วย


 


โดยมีชุดสัญญาอนุญาต ซึ่งมีเงื่อนไขหลักที่มาผสมผสานกันได้ 4 แบบ ได้แก่ 1.attribution ทำอะไรก็ได้แต่ต้องอ้างที่มา 2.ถ้าไม่อยากให้ขาย ก็มี non-commercial เช่น ถ้าจะเอาสไลด์ไปเผยแพร่ต่อ ตราบใดที่ไม่ขายไม่ต้องบอก ใช้ได้เลย แค่อ้างอิงเท่านั้น 3.ไม่ให้แก้ไขต้นฉบับ ซึ่งสำหรับงานเพลงที่ต้องแบ่งปันและผสมสร้างอาจจะไม่ยืดหยุ่นนัก 4.Share-alike ผู้ที่นำไปใช้ต้องอนุญาตแบบเดียวกัน นี่เป็นอุบายหนึ่งในการขยายเครือข่ายทำให้ครีเอทีฟคอมมอนส์โตมาก เช่น สไลด์ชุดนี้ ถ้ามีใครจะเอาไปใช้ในสไลด์ชุดใหญ่ก็ต้องใช้แบบเดียวกัน


 


ทั้งนี้ เหตุผลที่หลายคนใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์ อาจเกิดจากเจตนาดี ที่อยากแบ่งปัน อยากส่งเสริมการต่อยอดองค์ความรู้และศิลปะ แต่ก็อยากให้คนเคารพสิทธิในฐานะผู้สร้างด้วย รวมถึงเจตนาเชิงพาณิชย์ สำหรับศิลปินหน้าใหม่ สามารถเผยแพร่ผลงานให้คนรู้จักอย่างรวดเร็ว เช่น ถ้าเขียนเพลงดีจริง แล้วนำไปปล่อยในอินเทอร์เน็ต ใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ให้นำไปใช้ได้โดยต้องอ้างที่มา ถ้าคนติดหู เขาอาจเอาใช้ในงานของเขา ซึ่งอาจกลายเป็นไตเติ้ลเพลงสารคดี ทำให้เป็นที่รู้จักเร็วมากขึ้น ขายเพลงได้มากขึ้น เช่น เว็บ www.jamendo.com ซึ่งให้ดาวน์โหลดเพลงได้ฟรี โดยศิลปินได้เงินจากเงินบริจาคจากผู้ที่ฟังแล้วชื่นชอบ เงินจากโฆษณาแบนเนอร์ รวมถึงทางเว็บไซต์จะรวบรวมผลงานไปเสนอบริษัทที่สนใจใช้เพลงเชิงพาณิชย์เป็นระยะๆ หากขายได้ ก็จะได้รับรายได้จากตรงนี้ด้วย ดังนั้น จะเห็นว่า การแบ่งปันไม่ใช่ใช้ในเชิงพาณิชย์ไม่ได้ เพียงแต่ต้องเห็นโอกาสเท่านั้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน งานทั้งหมดในอินเทอร์เน็ตที่ใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์มากกว่า 250 ล้านชิ้นแล้ว



 


…………………..


เกี่ยวข้อง


เปิดตัว "ครีเอทีฟคอมมอนส์" ขยับสู่ "วัฒนธรรมเสรี" - โพสท์ 4/4/2552 


 


 


 

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์