ศาลฎีกาไม่รับพิจารณาใหม่ คดีหมิ่นอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมีสายสัมพันธ์กับ บริษัทยักษ์จีเอ็มโอ


วานนี้ ( 30 เม.ย.) เวลา 09.00 น. อาคารศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลฎีกานัดฟังคำตัดสินคดีที่ นายอนันต์ ดาโลดม อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ฟ้อง นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญและประธานเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน กรณีหมิ่นประมาท ว่าบรรษัทจีเอ็มโอซื้อตำแหน่งอธิบดีให้ ตั้งแต่ปี 2543 โดยคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


 


ศาลฎีกาพิพากษาให้ยืนตามคำพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่รับพิจารณาใหม่ โดยคำตัดสินของศาลชั้นต้นได้พิจารณาไว้ดีแล้ว   


 


นายเดชา กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังรับฟังคำตัดสินว่า ประเด็นที่ถูกตัดสินให้มีความผิดจริงตั้งแต่ในชั้นของศาลชั้นต้นคือ กรณีการกล่าวหาว่า นายอนันต์ ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยการซื้อตำแหน่ง แต่ส่วนตัวคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์กระทำโดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง วิจารณ์โดยสุจริต ไม่ได้ทำเพราะมีความโกรธเคืองกันเป็นการส่วนตัว และสิ่งที่นำมาพูดได้อ้างข้อมูลจากรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ (ชื่อในขณะนั้น)


 


นายเดชาให้ข้อมูลว่า ในชั้นฎีกาได้มีการยกประเด็น เรื่ององค์ประกอบของการหมิ่นประมาท 3 อย่าง โดยยอมรับว่าได้พูดข้อความหมิ่นนั้น และเป็นการพูดในที่สาธารณะ แต่ในส่วนองค์ประกอบทีว่ายืนยันว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงนั้น ไม่ได้มีการยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงแต่เป็นการพูดตามข้อมูลที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ แต่คาดว่าไม่ได้มีการพิจารณาโดยให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว   


 


ทั้งนี้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า การที่หนังสือพิมพ์ดังกล่าวมีการตีพิมพ์เผยแพร่อยู่แล้วกลับไม่มีการฟ้องร้อง โดยอ้างว่าข้อมูลในหนังสือพิมพ์ที่กระจายในวงกว้างไม่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่การนำมาพูดทำให้เกิดความเสียหายตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสงสัยในการกระทำของผู้ฟ้อง แม้ศาลจะตัดสินแล้วว่าเป็นสิทธิของผู้ฟ้องที่จะฟ้องหรือไม่ฟ้องใคร


 


ในส่วนการบังคับคดี นายเดชากล่าวว่า การที่ศาลไม่รับพิจารณาใหม่ ก็คงต้องกลับไปที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งในตอนนั้นหลังจากฟังคำพิพากษาของสารชั้นต้นแล้วตนเองพร้อมด้วยนางเบญจมาศ ศิริภัทร นายประกันได้นำเงินจำนวน 20,000 บาท ไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษาแล้ว ส่วนโทษจำคุกที่รอลงอาญา 1 ปี ได้ปรึกษาทนายทราบว่าการลงโทษได้สิ้นสุดอายุไปแล้ว


 


เมื่อสอบถามถึงการดำเนินการต่อไป นายเดชากล่าวว่าจากการพูดคุยกับกลุ่มเครือข่ายและผู้ที่มาร่วมให้กำลังใจ มีความคิดตรงกันว่า จริงๆ แล้วคดีหมิ่นไม่ควรมารวมกับกรณีเช่นนี้ที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการติชม วิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในเรื่องของพฤติกรรมและนโยบาย ซึ่งคิดว่าจะนำไปสู่การรวมรวมกรณีการหมิ่นประมาทที่คล้ายกันนี้ มานำเสนอต่อสาธารณะและน่าจะมีการสัมมนาพูดคุยเพื่อนำไปสู่การแก้ไขก็หมายในประเด็นดังกล่าว


 


"กรณีแบบเราไม่ควรเป็นคดีหมิ่นประมาท ไม่อย่างนั้นก็เกิดกรณีอย่างนี้อีกเรื่อยๆ แล้วใครจะอยากมาร่วมตรวจสอบ มาวิพากษ์วิจารณ์ " นายเดชากล่าว


  


อนึ่ง การพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2545 ศาลอาญาใต้พิพากษาให้จำเลยคือ นายเดชา มีความผิดตามประมวลอาญา 328 ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (คำฟ้องทีให้จำเลยลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 3 ครั้ง) จากนั้นนายเดชาได้มีการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลในวันที่ 14 ส.ค.2545


 


ทั้งนี้ การฟ้องคดีดังกล่าว อ้างถึงกรณีที่นายเดชา ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฝ้ายบีทีหลุดสู่แปลงเกษตรกร และมีบทบาทสำคัญในขบวนการเกษตรกรรมทางเลือกมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2527 ได้รับเชิญจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ให้เป็นวิทยากร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.ย.42 ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ แขวงมหานาค เขตป้อม ปราบฯ กทม.เรื่อง แนวทางการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน โดยนายเดชาได้บรรยายถึงปัญหาของการปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (แผนฯ 8) เกี่ยวกับโครงการ เกษตรยั่งยืนที่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเนื่องจากระบบกระบวนการทำงานและระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


 


โดยให้เหตุผลประกอบคำบรรยาย ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้โครงการเกษตรยั่งยืนไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมได้เกิดจากผู้บริหารของหน่วยงานระดับกรม อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตรที่ใช้งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง ซื้อปุ๋ย สารเคมี เมล็ดพันธุ์แจกเกษตรกร ซึ่งตนเห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างเช่นนี้ผู้บริหารน่าจะได้รับผลประโยชน์


 


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานายเดชา และเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย ได้พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของ นายอนันต์ ดาโลดม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กับบริษัทข้ามชาติมอนซานโต้ที่ต้องรับผิดชอบกรณีการทำให้พืชจีเอ็มโอ คือฝ้ายบีทีหลุดออกไปปลูกในพื้นที่เกษตรหลายหมื่นไร่ทั้งๆ ที่ไม่ผ่านการทดสอบเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ และได้นำไปสู่กรณีที่เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน 5 องค์กร ได้นำเรื่องเข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการกับอธิบดีคนดังกล่าวในข้อหาละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด


 

บางกอก

ได้ยินมานานแล้วว่าคดีหมิ่นประมาทนั้นเขาไม่ได้พิจารณาว่าเรื่องที่พูดมันจริงหรือไม่จริง เรียกได้ว่ายิ่งเอาเรื่องจริงมาพูดด้วยเจตนาหมิ่นประมาท และการกระทำทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายก็ยิ่งผิด เรื่องอย่างนี้ถ้ามีหลักฐานก็น่าจะส่งให้ปปช.สอบ เอาไปพูดเองในที่ประชุมวิชาการซึ่งเป็นที่สาธารณะก็ต้องโดนฟ้องอย่างที่เห็นๆ....เห็นจะต้องระวังปากระวังคำกันไว้บ้าง

อย่าเถียงเลย คุณเดชา
การที่คุณไปว่าเขาอย่างนั้น มันผิดเห็น ๆ
ไปอ้างโน่นอ้างนี่
คงเขาจะว่าเราพูดโดยขาดความรับผิดชอบ

แล้วภาพของคุณที่ทำตัวเป็นคนทำมะทำโมก็จะเสียไปด้วย
บวชเรียนแล้ว ไหนว่าได้ดีมามาก
ไม่ควรไปพูดขาดความรับผิดชอบ

คุณควรขอโทษเขาสักคำเสียด้วย
ที่ทำให้เขาต้องเสียเวลามาปกป้องชื่อเสียงของเขา
แล้วคุณก็ดันทุรังสู้ถึง 3 ศาล
เสียทรัพยากรของชาติ
คุณคิดถึงข้อนี้บ้างไหม

นี่แสดงว่าคุณมีโมหจิตอยู่เต็มตัว!

อย่าเถียงเลย คุณเดชา
การที่คุณไปว่าเขาอย่างนั้น มันผิดเห็น ๆ
ไปอ้างโน่นอ้างนี่
คงเขาจะว่าเราพูดโดยขาดความรับผิดชอบ

แล้วภาพของคุณที่ทำตัวเป็นคนทำมะทำโมก็จะเสียไปด้วย
บวชเรียนแล้ว ไหนว่าได้ดีมามาก
ไม่ควรไปพูดขาดความรับผิดชอบ

คุณควรขอโทษเขาสักคำเสียด้วย
ที่ทำให้เขาต้องเสียเวลามาปกป้องชื่อเสียงของเขา
แล้วคุณก็ดันทุรังสู้ถึง 3 ศาล
เสียทรัพยากรของชาติ
คุณคิดถึงข้อนี้บ้างไหม

นี่แสดงว่าคุณมีโมหจิตอยู่เต็มตัว!

Dr.Withya

โดยส่วนตัวได้เคยรู้จักกับคุณเดชามาบ้าง คุณเดชาเป็นคนที่ตั้งใจทำงานดีคนหนึ่ง แต่ก็มักจะเชื่อมั่นในความคิดและข้อมูลด้านเดียวของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อตัวคุณเดชาและสังคมมากพอดู คุณเดชาได้เคยร่วมคัดค้านการปลูกยูคาลิปตัสและการขึ้นทะเบียนเป็นพืชคุ้มครอง ส่วนผมเป็นฝ่ายเห็นด้วยในการส่งเสริมให้ปลูกในเฉพาะที่และเห็นด้วยที่จะให้ขึ้นทะเบียนเป็นพืชคุ้มครอง ทั้งนี้เพราะพันธุ์ยูคาลิปตัสพันธุ์ใหม่เป็นคนละพันธุ์กันกับพันธุ์เดิมที่เมีปัญหา แต่คุณเดชาก็ยังฝังใจอยู่กับพันธุ์เดิม ผมซึ่งตอนนั้นเป็นอนุกรรมการฝ่ายวิชาการได้ไปทำการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและจริงจังร่วมกับนักวิชาการอีกหลายท่าน ได้พิจาณาโยยึดหลักผลประโยชน์ที่จะตกแก่เกษตรกรและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่จะเป็นผลเสีย ก็เห้ฯว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์และมีโอกาสมากขึ้น ขณะเดียวกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถ้าหากมีการจัดการถูกต้องก็จะไม่มีเกิดขึ้น ก็เลยได้ให้การสนับสนุน และได้ร่วมกันทำหลักเกณฑ์การปลูกและการขอขึ้นทะเบียนขึ้นมา ศึ่งขณะนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากกรรมการชุดใหญ่แล้ว

ตอนที่จะลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่นั้น ได้มีผู้สื่อข่าวบางสำนักได้ออกข่างล่วงหน้าไว้ว่ากรรมการชุดผมบางคนหรือหลายคนได้ถูก lobby ให้ลงมติสนับสนุน ผมก็งงเพราะชีวิตการรับราชการมานาน ขอยืนยันว่าไม่เคยก้มหัวให้กับใคร และไม่เคยคิดทุจริตต่อประชาชนและหน่วยงานเลย แม้ว่าหลายครั้งจะถูกมองในแง่ร้ายและจะถูกใส่ร้ายป้ายสีจากโจรในเครื่องแบบราชการก็ตาม เพราะผมได้ระลึกไว้เสมอว่าผมและครอบครัวสามารถดำรงชีพอย่างมีความสุขตามอัตภาพได้ก็ด้วยเงืนภาษีของประชาชน

กรณีการดูหมิ่นของคุณเดชา ด้วยความเป็นกลาง คุณเดชาไปให้ร้ายคุณอนันต์เขาอย่างนั้น จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่คุณอนันต์ก็ต้องฟ้องแน่นอน ยิ่งไม่เป็นเรื่องจริงหรือคลุมเครือก็จะต้องยิ่งฟ้องให้หนักแน่นอน ส่วนการไม่ฟ้อง น.ส.พ. ก็เป็นที่รู้ๆกันว่า ถ้ามีเรื่องกับ น.ส.พ.ถ้าเป็นข้าราชการหรือนักการเมือง เขาจะพยายามหลีกเลี่ยง ยกเว้นข้าราชการหรือนักการเมืองที่ไม่ง้อหรือแคร์ต่อผู้สื่อข่าว ซึ่งก็พอมองเห็นได้เช่นคุณสมัครเป็นต้น

จะไปว่าหรือกล่าวหาใครก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลที่แน่ชัดว่า คนๆนั้นเลวและชั่วจริงๆโดยมีหลักฐานความจริงมาเป็นหลักฐาน ไม่ใช่พูดลอยๆเพราะมันไม่เป็นธรรมต่อเขา

ดีดี

อ่านแล้วชาวบ้านตาดำๆอย่างดิฉันก็รู้ว่าเป็นการหมิ่น คุณพูดในที่สาธารณะ กล่าวให้ผู้อื่นเสียหายโดยไม่มีหลักฐาน แล้วบอกว่าเป็นการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ มันคนละประเด็นเลยค่ะ ทำไมแนวคิดของสังคมไทยเราถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ เลือกที่จะเชื่อเรื่องซุบซิบนินทากันมากเหลือเกิน ที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะแบบนี้แหละค่ะ