แผน "ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" กระตุ้น ศก.เน้นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ (6 พ.ค.) มีมติอนุมัติแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะ 2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานผ่านโครงการลงทุนของรัฐ ควบคู่การสร้างขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว ในวงเงินที่อนุมัติ 1.43 ล้านล้านบาท จากทั้งหมดที่รัฐบาลเตรียมไว้ 1.56 ล้านล้านบาท

 

สถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

 

กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินว่า วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบรุนแรงทำให้การผลิต การส่งออก และการใช้จ่ายของภาคเอกชนหดตัวมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์เช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเริ่มที่จะมีสัญญาณของการมีเสถียรภาพและการฟื้นตัวบ้างแล้ว ไม่อ่อนแอแต่ยังไม่แข็งแรง   ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลมีมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ อาทิเช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1

 

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง เพราะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น รัฐบาลในฐานะที่เป็นเครื่องยนต์เดียวในขณะนี้ที่จะผลักดันเศรษฐกิจและการลงทุน จึงจัดทำ "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555"ซึ่งจะเป็นโครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานผ่านการลงทุนของรัฐควบคู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

 

 

โครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2

 

โครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 ที่ได้รับอนุมัติมีมูลค่าทั้งหมด 1,431,330 ล้านบาท เป็นการลงทุนระหว่างปี 2552-2555 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยสร้างงานได้ประมาณ 1.6-2 ล้านคน และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนในระยะยาว อาทิเช่น

- โครงการขนส่ง/Logistic จำนวน 571,523 ล้านบาท จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง (Logistic Cost) จากปัจจุบันที่สูงถึง 19% ของ GDP

 

- โครงการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร จำนวน 238,515 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร

 

- โครงการด้านการศึกษา จำนวน 137,975 ล้านบาท จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของคนไทย

 

- โครงการสาธารณสุข จำนวน 99,399 ล้านบาท จะช่วยปฏิรูปคุณภาพระบบสาธารณสุข ที่มีมาตรฐานสูงสำหรับคนไทย

 

- โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว จำนวน 18,537 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว

 

 

ผลต่อระบบเศรษฐกิจ

 

- โครงการที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจ้างงานได้ในทันที ได้แก่ โครงการลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการลงทุนกระจายไปทั่วประเทศ และมีการเบิกจ่ายอย่างรวดเร็ว อาทิเช่น โครงการลงทุนด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทานขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างถนนในชนบท โครงการก่อสร้างโรงเรียน โครงการก่อสร้างสถานีอนามัยขนาดเล็กในชนบท

 

- โครงการที่มีผลกระทบในระยะปานกลาง ได้แก่ โครงการลงทุนขนาดกลางและใหญ่ ในด้านระบบ พลังงาน การสื่อสาร โครงการสาขาขนส่งมวลชนและระบบราง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะปานกลาง ให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

 

- โครงการที่มีผลกระทบในระยะยาว ได้แก่ โครงการลงทุนในด้านการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยจะช่วยเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมในระยะยาว

 

 

ความพร้อมของการดำเนินงานและการลงทุน

 

รัฐบาลมีความพร้อมในการดำเนินโครงการลงทุน ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 ทันที เพราะได้นำเสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ... และพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. ... ต่อคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

 

โดย พ.ร.ก.ดำเนินการทันที และ พ.ร.บ. เข้าสภา ในส่วนโครงการที่ได้คัดเลือกมาก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที สำหรับการจัดหาเงินสำหรับการดำเนินโครงการก็จะเป็นการระดมทุนจากตลาดในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดยังมีอีกมาก และเพียงพอประกอบกับปัจจุบันรัฐบาลยังมีสถานะทางการคลังที่เข้มแข็ง ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก จึงยังสามารถกู้เงินมาใช้จ่ายในโครงการลงทุนได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลัง และสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

 

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

แม้ว่าการหาเงินทุนสนับสนุนโครงการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยปรับสูงขึ้นจากระดับต่ำที่ประมาณ 40% ของ GDP ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่สูงสุดประมาณ 60% ของ GDP ในปี 2556 แต่ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากโครงการลงทุนที่สร้างโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ จะส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2557 จนคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 47% ของ GDP ในปี 2561 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ (Debt Sustainability)

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีความมั่นใจว่าการดำเนินการตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ในระยะยาว ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตระหนักว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ตรงเป้า โปร่งใส และรวดเร็ว ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเม็ดเงินที่นำมาใช้จะเป็นไปอย่างรอบคอบ ตรวจสอบได้ ไม่สร้างภาระทางการคลังในระยะยาว และมีประสิทธิภาพเกิดขึ้นจริง--จบ--

 

 

 

ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: เปิดแผน "ไทยเข้มแข็ง 2555" ออก พ.ร.บ.กู้ 8 แสนล้าน

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai