ผสานวัฒนธรรม เรียกร้องรัฐไทยยุติบังคับม้งลาวอพยพกลับบ้าน

 

 

22 พฤษภาคม 2552 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันผู้อพยพชาวม้งลาวกลับโดยไม่สมัครใจ ยุติการใช้มาตรการการกดดันในรูปแบบต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ให้ผู้อพยพชาวม้งลาวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัย และให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้อพยพชาวม้งลาว

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่า จากที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนลาวได้มีข้อตกลงที่จะผลักดันชาว ม้งลาวอพยพที่บ้านห้วยน้ำขาวทั้งหมดจำนวนกว่า 4,000 คน กลับประเทศลาว และดำเนินการปิดพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านห้วยน้ำขาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 นี้ และนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นมา ได้มีความพยายามผลักดันชาวม้งลาวเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งผู้สูงอายุ ผู้หญิง และเด็ก กลับสู่ประเทศลาวเป็นระยะๆ แล้วกว่า 2,000 คน

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières - MSF) ซึ่ง เป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมเพียงองค์กรเดียวในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านห้วย น้ำขาว โดยปฏิบัติภาระกิจการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ชาวม้งลาวมากว่า 4 ปี ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการถึงการถอนตัวออกจากการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ [1] โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากรัฐบาลไทยได้เพิ่มมาตรการทางทหารต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ MSF เช่น การบังคับให้ต้องผ่านจุดตรวจหรือผ่านการควบคุมของทหารก่อนเข้ามารับบริการทางการแพทย์ การกดดัน MSF ต้องระงับการแจกจ่ายอาหารให้ผู้อพยพ เป็นต้น[2] ทั้งนี้เพื่อบีบบังคับให้ MSF ออก จากพื้นที่ และมีการใช้มาตรการกดดันให้ชาวม้งลาวเลิกล้มความตั้งใจในการขอสถานะผู้ลี้ ภัยและกักขังแกนนำชาวม้งบางคน เพื่อกดดันชาวม้งลาวให้เดินทางกลับ อนึ่งการกดดัน MSF ออกจากพื้นที่ดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้รัฐสามารถใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการผลักดันชาวม้งลาวเหล่านี้กับประเทศลาวต่อไป

 

อนึ่ง ชาวม้งลาวเริ่มอพยพเข้ามาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยน้ำขาวตั้งแต่ปี 2548 โดยที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติไม่ได้รับอนุญาตจาก รัฐบาลไทยให้สามารถเข้าดูแลและพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยของชาวม้งลาวเหล่านี้ ได้ อีกทั้งข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและลาวเกี่ยวกับผู้อพยพชาวม้งลาว และการผลักดันผู้อพยพชาวม้งลาวเหล่านี้กลับประเทศลาวที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการมาโดยปราศจากความโปร่งใสและการเข้าไปตรวจสอบโดยองค์กรที่เป็น อิสระและเป็นกลางมาโดยตลอด

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการผลักดันผู้อพยพชาวม้งกลับ ประเทศลาวโดยไม่สมัครใจและยุติการใช้มาตรการการกดดันในรูปแบบต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม โดยจะต้องคำนึงอยู่เสมอว่าการผลักดันผู้อพยพชาวม้งลาวกลับ หากต้องเผชิญกับภัยประหัตประหารในประเทศต้นทาง ย่อมขัดกับหลักการไม่ส่งกลับหากบุคคลนั้นจะเผชิญกับความภยันตรายต่อชีวิตและ ร่างกาย หรือ Non-Refoulement ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ

 

นอกจาก นี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการพิจารณาสถานะของชาวม้งลาวในศูนย์อพยพ บ้านห้วยน้ำขาว โดยยอมรับให้ผู้อพยพชาวม้งลาวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ

 

รวม ถึงให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวเปิดโอกาสให้ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์การสหประชาชาติ และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน เข้าไปตรวจสอบการดำเนินการใดๆ ต่อจากนี้ไปเกี่ยวกับผู้อพยพชาวม้งลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ส่งกลับโดยสมัครใจเพื่อ ประกันให้เกิดการดำเนินการที่โปร่งใส ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล ดังที่รัฐบาลไทยและอาเซียนได้แสดงเจตนารมณ์และยึดมั่นมาโดยตลอด

นิ่งดูดาย

- ในประวัติศาสตร์ พม่าตีสยามได้ก็กวาดต้อนผู้คนไปสร้างบ้านแปงเมือง ....สยามตีที่ไหนได้ก็กวาดต้อนผู้คนไปสร้างบ้านแปงเมือง.....ปัจจุบันเราเปลี่ยนจากสยามมาเป็นไทย...คิดต่อกันเอง
- ม้งก็คือคน ( มนุษย์ ) ที่อยู่กับสยามมานานแล้ว...

ไทยเสีย เพื่อนบ้านได้

รัฐบาลไทยมีอนุสัญญากับประเทศลาวหลายปีแล้ว เรื่องการปฏิเสธการให้สถานะผู้อพยพและผู้ลี้ภัยการเมืองจากประเทศลาว รวมถึงกลุ่มม้งลาว

แม้อนุสัญญานี้จะขัดกับหลักกฏหมายระหว่างประเทศ ไทยก็ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่นกรณีม้งลาวที่อยู่ในสถานกักตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย จ.หนองคาย ซึ่งรัฐบาลไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายปีละหลายล้าน แต่ไม่สามารถส่งกลับได้เนื่องจากถูกกดดันจากหลายประเทศ และไม่สามารถส่งตัวไปประเทศที่สามได้แม้จะมีหลายประเทศแสดงความจำนงจะรับ เนื่องจากถูกกดดันจากรัฐบาลลาวไม่ให้ส่ง รัฐบาลลาวไม่เสียอะไร แต่ไทย ต้องนำเงินภาษีมาช่วยเหลือกลุ่มนี้ และยังเสียภาพพจน์เรื่องการไม่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติตามกฏหมายระหว่างประเทศ