ก.คลังตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญฯ ช่วยแรงงานมีเงินออมหลังเกษียณ รับ 1,500-12,000บาท/เดือน

 

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้ง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งโครงการกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ เพื่อให้มีระบบการออมระยะยาวเพื่อการชราภาพที่เป็นระบบ โดยได้รับการดูแลรับประกันโดยภาครัฐ เพื่อเป็นช่องทางให้แรงงานเข้าถึงการออมมากขึ้น สร้างความมั่นคงในวัยชรา ทั้งนี้ แรงงานในระบบจะให้เข้า กบช.โดยบังคับ โดยจ่ายเงินสมทบนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 3% ภายใต้วงเงินช่วง 6,000-40,000 บาท ยกเว้นผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3% หรือไม่เกิน 40,000 บาท ส่วนแรงงานนอกระบบ ให้เข้าเป็นสมาชิกโดยสมัครใจ แต่เมื่อเข้าเป็นสมาชิกแล้วจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยจ่ายเงินสมทบ 3% ของรายได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายเงินสมทบเกิน 3% สามารถเปลี่ยนมาเป็น กบช.ได้

ทั้งนี้ ข่าวแจ้งว่า สำหรับ กบช.นอกระบบ จะกำหนดแรงงานอายุ 15-60 ปี และไม่อยู่ภายใต้กฎหมายการออมเพื่อชราภาพอื่น โดยมีอัตราสมทบขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน และรัฐสมทบให้อีกเดือนละ 50 บาท และแรงงานออมสมัครใจฝ่ายเดียวสามารถเพิ่มเงินสมทบได้ตั้งแต่ 100-1,000 บาทต่อเดือน และอัตราการออมจะปรับเพิ่มทุกๆ 5 ปี ตามดัชนีอัตราเงินเฟ้อหรือค่าจ้าง ซึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับตามจำนวนเงินในบัญชี เงินสมทบจากรัฐบาล และดอกผลจากการบริหารไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี รวมเบี้ยยังชีพอีก 500 บาท จะได้รับเมื่อครบ 60 ปี

ข่าวแจ้งอีกว่า โครงสร้างดังกล่าวแรงงานในระบบจะมีรายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้นเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยประชาชาติหรือ 8,000 บาท ได้รับบำนาญ 17.96% ของเงินเดือนงวดสุดท้ายหรือ 6,408 บาท เมื่อรวมกับกองทุนชราภาพอีก 22.25% ของเงินเดือนงวดสุดท้ายหรือ 6,375 บาท รวมเป็น 40.2% ของเงินเดือนงวดสุดท้ายหรือ 12,783 บาท ในปีที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเข้าสู่มาตรฐานที่เพียงพอ ส่วนแรงงานนอกระบบจะมีรายได้อย่างน้อย 1,500 บาทต่อเดือน หากรายใดออมเพิ่มก็จะได้รายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ การออมของ กบช.เป็นการออมระยะยาว จากการประมาณการใน 5 ปี คาดว่า จะทำให้เงินออมในประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 24,516 ล้านบาท และหากลูกจ้างเอกชนเข้า กบช.พร้อมกันจะได้เงินออมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 38,913 ล้านบาท สำหรับแรงงานนอกระบบจะเพิ่มเงินออมเฉลี่ย 5 ปีแรก ปีละ 49,020 ล้านบาท รวมเฉลี่ยปีละ 73,536 ล้านบาท และ 87,933 ล้านบาท ตามลำดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการดังกล่าวนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม

 

โครงการกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)

          กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาการจัดตั้งโครงการกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ทั้งกองทุนที่ครอบคลุมแรงงานในระบบ และกองทุนที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ โดยมีวัตถุประสงค์ โครงสร้างหลัก และผลที่คาดว่าจะได้รับ ดังต่อไปนี้

          1.วัตถุประสงค์

          1.1 เพื่อ จัดให้มีระบบการออมระยะยาวเพื่อการชราภาพที่เป็นระบบ โดยได้รับการดูแลและรับประกันโดยภาครัฐ เพื่อเป็นช่องทางและโอกาสให้แรงงานได้เข้าถึงการออมในรูปสถาบัน

          1.2 เพื่อให้แรงงานมีระดับรายได้หลังเกษียณอย่างน้อยในระดับพื้นฐาน สร้างความมั่นคงในชีวิตวัยชรา

          1.3 เพื่อให้ระบบการออมเพื่อการชราภาพมีความครอบคลุมทั่วถึงแรงงานทุกคนสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมในการดูแลจากภาครัฐ

          1.4 เพื่อเพิมเงินออมระยะยาว ในการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

          2. โครงสร้างกองทุน

          2.1 กบช.สำหรับแรงงานในระบบ เป็นกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุภาคบังคับ ชั้น 2 (Pillar 2) ในระบบกำหนดการจ่ายเงินเข้ากองทุน (Defined Contribution) ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง มีระบบบัญชีรายตัว (Individual Account) สมาชิกจะได้รับผลประโยชน์ตามบัญชีของตนเองเมื่อครบเกษียณอายุ โดยกองทุนจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้

          2.2.1 ประเภทของแรงงาน

          (1) แรงงาน ในระบบ ได้แก่ แรงงานภาคเอกชน รัฐบาล และรัฐวิสาหกิจให้เข้า กบช.โดยบังคับ ทั้งนี้ ยกเว้นผู้ที่เป็นสมาชิก กบข. และสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายเข้ากองทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของค่าจ้าง (ไม่เกิน 40,000 บาท)

          (2) แรงงานนอกระบบให้เข้า กบช.โดยสมัครใจ และเมื่อเข้ามาแล้วต้องถูกบังคับตามกฎหมาย

          2.2.2 อัตราเงินสะสม/สมทบ นายจ้างและลูกจ้างจ่ายฝ่ายละร้อยละ 3 ของค่าจ้าง ภายใต้วงเงินในช่วง 6,000-40,000 บาท ส่วนแรงงานนอกระบบจ่ายร้อยละ 3 ของรายได้

          2.2.3 การเปลี่ยนถ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ ผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว และจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของค่าจ้าง (ภายใต้เพดาน 40,000 บาท) สามารถนำมาขึ้นทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (โดยจะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ด้วย) หรือจัดตั้ง กบช.ใหม่ก็ได้ ส่วนที่เกินร้อยละ 3 (ภายใต้เพดาน 40,000 บาท) เป็นภาคสมัครใจต่อไป

          2.2.4 การจ่ายผลประโยชน์ทดแทน (Payout options)

          (1) เงินผลประโยชน์ที่สมาชิกได้รับ (รวมระหว่าง P1+P2) นำมาคำนวณหาจำนวนเงินที่คิดเป็นร้อยละ 50 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย จะนำมาจ่ายให้กับสมาชิกในรูป Annuity (จ่ายเป็นงวดๆ) ไปจนตลอดชีวิต

          (2) สำหรับเงินส่วนที่เกินจากจำนวนดังกล่าว สมาชิกสามารถเลือกรับเป็น Lump sum (รับเป็นก้อน) หรือ Annuity ก็ได้ และหากเงินผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ เมื่อนำมาคำนวณแล้วน้อยกว่าร้อยละ 50 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย ก็ให้รับเป็น Annuity ตามจำนวนที่ได้รับ

          2.2 กบช.นอกระบบ

          เป็นกองทุนการออมเพื่อการชราภาพภาคบังคับ (Compulsory contractual savings) ระบบกำหนดการจ่ายเงินเข้ากองทุน (Defined contribution) สมาชิกมีบัญชีรายบุคคล มีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum pension) โดยรัฐ และเปิดให้มีการออมภาคสมัครใจร่วมด้วยสำหรับผู้ที่มีกำลังการออมเพิ่ม มีโครงสร้างหลัก ดังนี้

          2.1.1 ความครอบคลุม กำหนดให้แรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี และไม่อยู่ภายใต้กฎหมายการออมเพื่อการชราภาพอื่น ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อย่างไรก็ตาม จะให้การยกเว้นกับแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือแรงงานที่ทุพพลภาพ ไร้สมรรถภาพ หรือเป็นผู้สูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างถาวร

          2.1.2 อัตราการออมในกองทุน การออมขั้นต่ำ โดยบังคับ แรงงานจ่ายสะสมเข้ากองทุนเดือนละ 100 บาท และรัฐสมทบให้เดือนละ 50 บาท และแรงงานออมสมัครใจฝ่ายเดียวได้เพิ่มเดือนละตั้งแต่ 100-1,000 บาท อย่างไรก็ตาม อัตราการออมของแรงงานจะมีการปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตโดยให้มีการทบทวนทุก 5 ปี โดยปรับตามดัชนีชี้วัดที่เกี่ยวข้อง เช่น อัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราการเพิ่มของค่าจ้าง เป็นต้น

          2.1.3 จำนวน ผลประโยชน์และเงื่อนไขการเกิดสิทธิ สมาชิกจะได้รับผลประโยชน์ตามจำนวนเงินบัญชีของแต่ละบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับเงินออมของสมาชิก เงินสมทบรัฐบาลและดอกผลจากการบริหารเงินไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ประจำระยะยาวประเภท 1 ปี (เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง) และระยะเวลาในการออมในกองทุน รวมกับเบี้ยยังชีพอีก 500 บาท และจะได้รับเมื่อครบอายุ 60 ปี

          การออมของทั้ง 2 กองทุน ย่อย จะมีการบริหารจัดการและกำกับดูแลโดยองค์กรอิสระ (สำนักงาน กบช.) การบริหารเงินกองทุน กบช. จะดำเนินการแบบรวมศูนย์และจัดจ้าง บลจ. บางรายมาบริหารเงินกองทุน (เช่นเดียวกับ กบข.) โดยนายจ้างจะส่งเงินสะสม/สมทบ ผ่านระบบธนาคารไปยังองค์กรกลางที่ทำหน้าที่จัดเก็บเงินและข้อมูล ส่วนแรงงานนอกระบบให้จัดส่งเงินผ่านระบบธนาคาร หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นที่รับดำเนินการ แล้วส่งไปยังสำนักงาน กบช. ก่อนที่สำนักงานจะแบ่งเงินให้ผู้จัดการกองทุน ซึ่งสำนักงาน กบช.จะกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้จัดการกองทุนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้บริหารเงิน บลจ.ดังกล่าวจะรับเงินไปบริหารตามนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันซึ่งกำหนดโดย องค์กรกลาง วิธีนี้มีข้อดี คือ สมาชิกจะมีความมั่นใจและเชื่อถือการไม่แข่งขันทำให้ต้นทุนในการบริหารต่ำ และสมาชิกที่ไม่มีความรู้เรื่องลงทุนสามารถไว้วางใจให้ภาครัฐลงทุนแทนได้ ส่วนข้อด้อย คือ การลงทุนที่บริหารโดยรัฐมักมีนโยบายอนุรักษ์นิยม ทำให้ผลตอบแทนต่ำ และต้องใช้ระยะเวลาในการไหลผ่านของเงินมารวมอยู่องค์กรกลางก่อนถึงผู้จัดการ ลงทุน

          3.ผลที่คาดว่าจะได้รับ

          3.1 สร้าง รายได้หลังเกษียณ กบช.จะทำให้แรงงานทั่วประเทศมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อยในระดับพื้นฐาน โดยแรงงานในระบบจะมีรายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้น อัตราบำนาญที่ได้รับขึ้นอยู่กับระดับค่าจ้างของแรงงาน ซึ่งอัตราบำนาญของแรงงานที่มีค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยประชาชาติ (8,000 บาท) ได้รับบำนาญร้อยละ 17.96 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย (หรือ 6,408 บาท) ซึ่งเมื่อรวมกับกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพอีกร้อยละ 22.25 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย (หรือ 6,375 บาท) รวมเป็นร้อยละ 40.2 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย (หรือ 12,783) ณ ปีที่ 60 ขึ้นไป ซึ่งเข้าสู่ระดับมาตรฐานที่เพียงพอ

          ส่วนแรงงานนอกระบบจะมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย อยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน และหากรายใดออมเพิ่มภาคสมัครใจด้วย ก็จะได้รับรายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้นตามอัตราการออม

          3.2 เงินออมเพิ่มขึ้น กบช.เป็นกองทุนเงินออมระยะยาว จากการประมาณการใน 5 ปี ข้างหน้า (ปี 2551-2555) คาดว่าจะส่งผลให้เงินออมในประเทศเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 24,516 ล้านบาท (กรณีสถานประกอบการเอกชนที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป) และหากลูกจ้างเอกชนเข้า กบช.พร้อมกัน จะได้เงินออมเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 38,913 ล้านบาท ส่วน กบช.สำหรับแรงงานนอกระบบ จะเพิ่มเงินออม เฉลี่ย 5 ปีแรก ปีละ 49,020 ล้านบาท ดังนั้น รวมเฉลี่ยปีละ 73,536 ล้านบาท และ 87,933 ล้านบาท ตามลำดับ

          3.3 ส่ง เสริมการพัฒนาตลาดทุน เนื่องจากเงินออมในกองทุนจะส่งผลให้เงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนประเภท สถาบันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการลงทุนการซื้อขายในตราสารหนี้และตราสารทุน อันจะส่งผลให้ตลาดทุนในภาพรวมมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งการลดความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการพัฒนาตราสารรูปแบบใหม่ๆ ในตลาดตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายการลงทุนของเงินกองทุนทั้งของแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบ ควรจะให้มีการลงทุนได้ในหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย มีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ และมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือด้วย

 

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น